เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

Last updated: 6 พ.ย. 2569  |  1 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

เรื่องจริง: สถานะทางกฎหมายของฝีดาษลิงในไทย

หลังไทยพบ ผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุข ยังคงสถานะฝีดาษลิงเป็น "โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง" ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พร้อมกำหนดให้ ผู้ป่วยยืนยันแยกกักตัว 21 วัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและรายงานผู้ป่วยตามระบบ

บทเรียนสำคัญ: ธุรกิจควรรู้สถานะทางกฎหมายและคำแนะนำล่าสุด

การรู้สถานะของโรคตามกฎหมายช่วยให้ธุรกิจวางนโยบายได้ถูกต้อง สิ่งที่ธุรกิจควรทบทวนคือ:

  • นโยบายการลาป่วย สำหรับพนักงานที่ต้องแยกกักตามคำแนะนำ
  • การประสานกับหน่วยงานสาธารณสุข เมื่อมีการสอบสวนโรค
  • การคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ ตาม PDPA
  • มาตรการทำความสะอาด ในสถานที่ทำงาน
  • การสื่อสาร กับพนักงานและลูกค้าตามข้อเท็จจริง

ฝีดาษลิงติดต่ออย่างไร

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ฝีดาษลิงติดต่อหลักผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผิวหนังหรือแผลของผู้ติดเชื้อ และอาจติดผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า เครื่องนอน และผ้าขนหนู เชื้อฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (enveloped virus) ซึ่งสามารถทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

ประเมินความเสี่ยง (Risk Register) สำหรับการปฏิบัติตามกฎหมายของธุรกิจไทย

เกณฑ์ประเมิน: โอกาสเกิดสูง × ผลกระทบสูง = วิกฤต / โอกาสปานกลาง × ผลกระทบสูง = สูง / โอกาสต่ำ × ผลกระทบสูง = ปานกลาง
  1. นโยบายลาป่วยไม่รองรับการแยกกัก 21 วัน — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: สูง — มาตรการ: ทบทวนนโยบายลาให้สอดคล้องกับคำแนะนำของแพทย์และกรมควบคุมโรค — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายบุคคล
  2. ข้อมูลสุขภาพพนักงานถูกเปิดเผยผิด PDPA — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: สูง — มาตรการ: จำกัดผู้เข้าถึงข้อมูลและให้ข้อมูลเฉพาะกับหน่วยงานที่มีอำนาจ — ผู้รับผิดชอบ: เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO)
  3. ไม่มีผู้ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุข — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: ปานกลาง / ระดับ: ปานกลาง — มาตรการ: แต่งตั้งผู้ประสานงานและเก็บเบอร์ติดต่อสาธารณสุขพื้นที่ — ผู้รับผิดชอบ: ผู้จัดการความปลอดภัย
  4. สถานที่ทำงานไม่มีหลักฐานการทำความสะอาด — โอกาสเกิด: สูง / ผลกระทบ: ปานกลาง / ระดับ: สูง — มาตรการ: บันทึกการเช็ดและเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายอาคาร
  5. สื่อสารผิดพลาดทำให้เกิดการตีตรา — โอกาสเกิด: ต่ำ / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: ปานกลาง — มาตรการ: ใช้ข้อความจากแหล่งทางการและไม่ระบุตัวผู้ป่วย — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายสื่อสารองค์กร

แนวทางลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย

  1. ติดตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอ
  2. ปรับนโยบายลา ให้รองรับการแยกกักตามคำแนะนำ
  3. คุ้มครองข้อมูลสุขภาพ ตาม PDPA
  4. แต่งตั้งผู้ประสานงาน กับหน่วยงานสาธารณสุข
  5. บันทึกการทำความสะอาด และเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ
  6. สื่อสารด้วยข้อเท็จจริง ไม่ตีตรา
  7. แนะนำพนักงาน ให้โทรสายด่วน 1422 เมื่อมีข้อสงสัย

ทำไมการพ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV จึงช่วยได้

[บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection]({SERVICE}) ใช้เครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV ที่ทำให้น้ำยาเป็นละอองขนาดเล็ก ลอยไปเกาะได้ทั่วพื้นที่ รวมถึงซอกมุม ผ้าม่าน เบาะ และพื้นผิวที่เช็ดด้วยมือได้ไม่ทั่ว

  • ครอบคลุมทั้งพื้นที่ ไม่ต้องพึ่งการเช็ดทีละจุด
  • กลับมาใช้พื้นที่ได้เร็ว โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีหลังพ่น
  • ทีมงานสวมชุดป้องกันครบ ผู้ประกอบการและพนักงานไม่ต้องเสี่ยงทำเอง
  • มีรายงานและภาพถ่ายหลังงาน ใช้ยืนยันกับลูกค้า ผู้บริหาร หรือหน่วยงานได้
  • มีใบกำกับภาษีและหัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับนิติบุคคลและหน่วยงาน
  • ประสบการณ์มากกว่า 5 ปี ทั้งโรงพยาบาล สำนักงาน โรงแรม และอาคารสาธารณะ

น้ำยาที่ใช้: Chemgene HLD4H

ทีมงานใช้ [Chemgene HLD4H]({PRODUCT}) ซึ่งตามข้อมูลบนหน้าสินค้าของ WHD ผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับการทำลายไวรัส ใช้ในโรงพยาบาลของ NHS ประเทศอังกฤษ และได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดล เราไม่กล่าวอ้างว่า Chemgene ผ่านการทดสอบกับเชื้อฝีดาษลิงโดยตรง แต่ฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เมื่อใช้ตามความเข้มข้นและเวลาสัมผัสที่ผู้ผลิตกำหนด

  • ไม่มีกลิ่นฉุนแบบสารฟอกขาว
  • ใช้ได้กับพื้นผิวหลากหลาย ทั้งโต๊ะ เคาน์เตอร์ ลูกบิด และอุปกรณ์
  • ซื้อไว้ใช้เองเพื่อเช็ดจุดสัมผัสบ่อยในทุกวันได้

ก่อนและหลัง

ก่อน: ธุรกิจไม่รู้สถานะทางกฎหมายของโรค นโยบายลาไม่รองรับการแยกกัก และไม่มีหลักฐานการทำความสะอาด
หลัง: ธุรกิจมีทะเบียนความเสี่ยง นโยบายลาที่สอดคล้องคำแนะนำ คุ้มครองข้อมูล เช็ดจุดสัมผัสด้วย Chemgene HLD4H และเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ฝีดาษลิงมีสถานะอะไรตามกฎหมายไทย? ตอบ: เมื่อ 25 กรกฎาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมควบคุมโรคด้วย ถาม: ผู้ป่วยยืนยันต้องแยกกักนานเท่าไร? ตอบ: ตามมติเมื่อปี 2565 กำหนดให้แยกกัก 21 วัน ควรทำตามคำแนะนำปัจจุบันของแพทย์และกรมควบคุมโรค ถาม: Chemgene HLD4H ฆ่าเชื้อฝีดาษลิงได้ไหม? ตอบ: ไม่ได้อ้างว่าทดสอบกับเชื้อฝีดาษลิงโดยตรง แต่ผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับไวรัส และเชื้อฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ถาม: ธุรกิจขอใบกำกับภาษีได้ไหม? ตอบ: ได้ ออกใบกำกับภาษีและรองรับหัก ณ ที่จ่าย 3% โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268

บทความและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ป้องกันด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อและ Chemgene HLD4H

เรื่องจริงจากไทยแสดงว่าสถานะทางกฎหมายและคำแนะนำกำหนดสิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่ประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายจะดูแลพนักงานได้ถูกต้องและมั่นใจ ป้องกันได้ด้วย[บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection]({SERVICE}) สำหรับสถานที่ทำงานพร้อมใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ และ[น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H]({PRODUCT}) สำหรับเช็ดจุดสัมผัสร่วมทุกวันและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

คำค้นหา: ฝีดาษลิง โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง, ฝีดาษลิง แยกกัก 21 วัน, กฎหมายโรคติดต่อ, ประเมินความเสี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้