เรื่องจริงจากเยอรมนีปี 2567 ฝีดาษลิงสายพันธุ์ใหม่ระบาดในครอบครัว โรงเรียนต้องปิดเรียน บทเรียนการฆ่าเชื้อก่อนเปิดโรงเรียนอีกครั้ง

Last updated: 7 พ.ย. 2569  |  14 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เรื่องจริงจากเยอรมนีปี 2567 ฝีดาษลิงสายพันธุ์ใหม่ระบาดในครอบครัว โรงเรียนต้องปิดเรียน บทเรียนการฆ่าเชื้อก่อนเปิดโรงเรียนอีกครั้ง

เรื่องจริงจากเยอรมนีปี 2567 ฝีดาษลิงสายพันธุ์ใหม่ระบาดในครอบครัว โรงเรียนต้องปิดเรียน บทเรียนการฆ่าเชื้อก่อนเปิดโรงเรียนอีกครั้ง

เรื่องจริง: ครอบครัวหนึ่งใกล้เมืองโคโลญ กับโรงเรียนที่ต้องปิดก่อนปิดภาคเรียน

กลางเดือนธันวาคม 2567 หน่วยงานสาธารณสุขของเยอรมนีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงสายพันธุ์ Clade Ib 4 คนในครอบครัวเดียวกัน ในเขต Rheinisch-Bergischer Kreis รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย ใกล้เมืองโคโลญ ในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คน และเจ้าหน้าที่ประเมินว่าครอบครัวนี้น่าจะได้รับเชื้อจากการเดินทางไปทวีปแอฟริกา เพราะเด็กคนหนึ่งเรียนอยู่ที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษในเมือง Rösrath โรงเรียนจึงตัดสินใจปิดการเรียนการสอนในอาคาร และเปลี่ยนเป็นเรียนทางไกลไปจนถึงวันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคเรียนคริสต์มาส เจ้าหน้าที่ระบุว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังต่ำ แต่ต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ไม่ได้จบด้วยการระบาดใหญ่ แต่มันแสดงให้เห็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งควรคิดไว้ล่วงหน้า นั่นคือ เมื่อมีข่าวว่านักเรียนหรือครอบครัวนักเรียนติดเชื้อ โรงเรียนจะทำอะไรต่อ และจะเปิดห้องเรียนอีกครั้งอย่างมั่นใจได้อย่างไร

ทำไมเรื่องในเยอรมนีจึงสำคัญกับโรงเรียนไทย

ฝีดาษลิงสายพันธุ์ Clade Ib เป็นสายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกจับตา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ WHO ประกาศให้ฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 รายงานจากหลายประเทศพบว่าสายพันธุ์นี้ติดต่อในครัวเรือนได้ รวมถึงในเด็ก ซึ่งต่างจากภาพจำเดิมที่หลายคนคิดว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่บางกลุ่มเท่านั้น ประเทศไทยเองก็เคยรายงานผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ Clade Ib ที่เดินทางมาจากต่างประเทศในปี 2567 ตามข้อมูลของกรมควบคุมโรค ขณะที่โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนในเมืองท่องเที่ยวมีนักเรียนและผู้ปกครองที่เดินทางระหว่างประเทศเป็นประจำ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

  • เด็กเล็กเล่นใกล้ชิดกัน ใช้ของเล่น อุปกรณ์ และพื้นที่ร่วมกัน
  • ห้องเรียน ห้องน้ำ และโรงอาหารมีจุดสัมผัสร่วมจำนวนมาก
  • โรงเรียนการศึกษาพิเศษมีการดูแลใกล้ชิด เช่น ช่วยแต่งตัว ป้อนอาหาร หรือพาไปห้องน้ำ
  • ผู้ปกครองมักกังวลมาก และต้องการหลักฐานว่าโรงเรียนจัดการเรื่องนี้แล้ว

ฝีดาษลิงติดต่ออย่างไร และสิ่งของในโรงเรียนเกี่ยวข้องแค่ไหน

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฝีดาษลิงติดต่อหลัก ๆ จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น สัมผัสผิวหนังกับผิวหนัง สัมผัสผื่นหรือแผล และการอยู่ใกล้กันแบบหน้าต่อหน้าเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังติดต่อได้จากสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยใช้ ในโรงเรียน สิ่งของที่ควรให้ความสำคัญคือของที่สัมผัสผิวหนังโดยตรงหรือใช้ร่วมกันบ่อย เช่น

  • เบาะนอนกลางวัน ผ้าห่ม หมอน และผ้าเช็ดหน้าเช็ดมือ
  • ของเล่น ดินน้ำมัน อุปกรณ์ศิลปะ และอุปกรณ์กายภาพบำบัด
  • โต๊ะ เก้าอี้ ราวจับ ลูกบิดประตู และอุปกรณ์ในห้องน้ำ
  • ชุดพละ เสื้อกันหนาว และผ้ากันเปื้อนที่ใช้ร่วมกัน

ข่าวดีคือไวรัสฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เมื่อใช้ถูกวิธีและปล่อยให้น้ำยาสัมผัสพื้นผิวครบเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด

วิธีที่หลายโรงเรียนใช้ แต่ยังไม่พอ

เมื่อมีข่าวผู้ติดเชื้อ หลายโรงเรียนรีบสั่งให้แม่บ้านเช็ดถูทั้งอาคารด้วยน้ำยาถูพื้นทั่วไป วิธีนี้ทำให้ห้องดูสะอาด แต่ยังมีช่องว่างหลายจุด

  1. น้ำยาทำความสะอาดไม่ใช่น้ำยาฆ่าเชื้อ น้ำยาถูพื้นหลายชนิดช่วยขจัดคราบ แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายไวรัส
  2. เช็ดเร็วเกินไป น้ำยาฆ่าเชื้อต้องสัมผัสพื้นผิวนานพอ ถ้าเช็ดแห้งทันที เชื้ออาจยังไม่ถูกทำลาย
  3. พลาดจุดที่มองไม่เห็น ใต้โต๊ะ ขาเก้าอี้ ซอกของเล่น และผนังห้องน้ำมักถูกข้าม
  4. ผสมน้ำยาเอง การผสมสารฟอกขาวเข้มข้นเกินไปทำให้เกิดกลิ่นฉุนและระคายเคือง ไม่เหมาะกับห้องที่เด็กใช้
  5. ไม่มีบันทึก เมื่อผู้ปกครองถาม โรงเรียนไม่มีเอกสารยืนยันว่าทำอะไรไปบ้าง ทำเมื่อไหร่ และใช้น้ำยาอะไร

ขั้นตอนที่โรงเรียนควรทำ เมื่อมีนักเรียนหรือครอบครัวนักเรียนติดเชื้อ

  1. ประสานหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทันที ทำตามคำแนะนำเรื่องการติดตามผู้สัมผัสและการแยกตัว สอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422
  2. ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเด็ก สื่อสารกับผู้ปกครองอย่างชัดเจน แต่ไม่ระบุชื่อหรือข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวเด็กได้
  3. ปิดพื้นที่ที่เด็กใช้ไว้ก่อน ห้องเรียน ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องกิจกรรมที่เด็กใช้ในช่วงที่อาจแพร่เชื้อ
  4. แยกผ้าและของใช้ส่วนตัว ใส่ถุงปิดมิดชิด ไม่สะบัดผ้า แล้วซักด้วยน้ำร้อนและผงซักฟอก
  5. ทำความสะอาดคราบก่อน แล้วจึงฆ่าเชื้อ เพราะคราบสกปรกทำให้น้ำยาฆ่าเชื้อทำงานได้ไม่เต็มที่
  6. พ่นฆ่าเชื้อทั้งพื้นที่โดยทีมที่มีอุปกรณ์ป้องกัน ครอบคลุมทั้งพื้นผิวที่มองเห็นและซอกมุม
  7. เก็บรายงานและภาพถ่าย เพื่อแจ้งผู้ปกครองและคณะกรรมการโรงเรียนว่าทำครบแล้ว

ทำไมการพ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV จึงเหมาะกับโรงเรียน

บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection ใช้เครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV ที่ทำให้น้ำยากลายเป็นละอองขนาดเล็ก ลอยไปเกาะได้ทั่วห้อง รวมถึงใต้โต๊ะ ซอกตู้ ผ้าม่าน และพื้นผิวที่เช็ดถึงยาก

  • ครอบคลุมทั้งห้อง ไม่พึ่งการเช็ดด้วยมือทีละจุด
  • กลับมาใช้พื้นที่ได้เร็ว โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีหลังพ่น
  • เหมาะกับการทำในวันหยุดหรือหลังเลิกเรียน ไม่รบกวนการเรียนการสอน
  • มีใบกำกับภาษีและหัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับโรงเรียนและหน่วยงาน
  • ทีมงานมีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี ทั้งในโรงพยาบาล สำนักงาน และสถานศึกษา

น้ำยาที่เลือกใช้: Chemgene HLD4H

น้ำยาที่ทีมงานใช้คือ Chemgene HLD4H ซึ่งตามข้อมูลบนหน้าสินค้าของ WHD ผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับการทำลายไวรัส มีการใช้งานในระบบโรงพยาบาลของ NHS ประเทศอังกฤษ และได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดล ข้อสำคัญที่โรงเรียนควรรู้คือ ไม่มีน้ำยาใดที่ควรถูกกล่าวอ้างว่าผ่านการทดสอบกับเชื้อทุกชนิด แต่ไวรัสฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกทำลายได้ง่ายกว่าไวรัสไม่มีเปลือก น้ำยาที่ผ่านมาตรฐานการทำลายไวรัสระดับยุโรปจึงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล เมื่อใช้ตามความเข้มข้นและเวลาสัมผัสที่ผู้ผลิตกำหนด

  • ไม่มีกลิ่นฉุนแบบสารฟอกขาว เหมาะกับห้องที่เด็กใช้
  • ใช้ได้กับพื้นผิวหลากหลาย ทั้งโต๊ะ ของเล่นพลาสติก และอุปกรณ์
  • โรงเรียนซื้อไว้ใช้เองระหว่างวันได้ สำหรับเช็ดจุดสัมผัสบ่อย

10 เหตุผลที่โรงเรียนควรมีแผนฆ่าเชื้อไว้ก่อนเกิดเหตุ

  1. ตัดสินใจได้เร็วเมื่อมีข่าว ไม่ต้องเริ่มหาผู้ให้บริการตอนวิกฤต
  2. ลดเวลาปิดโรงเรียน เด็กกลับมาเรียนได้เร็วขึ้น
  3. ผู้ปกครองมั่นใจเพราะเห็นหลักฐานชัดเจน
  4. ครูและบุคลากรรู้สึกปลอดภัยในการกลับมาทำงาน
  5. ป้องกันโรคติดต่ออื่นในเวลาเดียวกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่และโรคมือเท้าปาก
  6. ลดความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของโรงเรียน
  7. มีเอกสารประกอบการรายงานต่อเขตพื้นที่และหน่วยงานสาธารณสุข
  8. ใช้น้ำยาที่ได้มาตรฐาน แทนการผสมน้ำยาเองแบบเดา
  9. วางงบประมาณล่วงหน้าได้ พร้อมใบกำกับภาษี
  10. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ผู้ปกครองให้คุณค่า

ก่อนและหลัง: โรงเรียนที่มีแผน กับโรงเรียนที่ไม่มี

ไม่มีแผน: ข่าวลือในกลุ่ม LINE ผู้ปกครองกระจายเร็วกว่าประกาศของโรงเรียน แม่บ้านเช็ดถูด้วยน้ำยาทั่วไป ผู้ปกครองหลายคนไม่ยอมส่งลูกมาเรียน และโรงเรียนไม่มีเอกสารตอบคำถาม
มีแผน: โรงเรียนแจ้งผู้ปกครองภายในวันเดียว ปิดพื้นที่เสี่ยง นัดทีมพ่นฆ่าเชื้อด้วย Chemgene HLD4H ในวันหยุด ส่งภาพและรายงานให้ผู้ปกครองดู แล้วเปิดเรียนตามกำหนด

เสียงจากผู้ใช้บริการ

"ตอนมีข่าวโรคติดต่อในโรงเรียน ผู้ปกครองโทรมาถามทั้งวัน พอเราพ่นฆ่าเชื้อทั้งอาคารแล้วส่งรูปและรายงานให้ดู คำถามก็ลดลงมาก เด็ก ๆ กลับมาเรียนได้ตามปกติ" ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ใช้บริการ World Health Disinfection

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ถ้าพบนักเรียนติดฝีดาษลิง ต้องปิดโรงเรียนทั้งโรงเรียนไหม ตอบ: ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ บางกรณีปิดเฉพาะห้องหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ในเยอรมนี โรงเรียนเลือกเปลี่ยนเป็นเรียนทางไกลจนถึงปิดภาคเรียน ถาม: พ่นฆ่าเชื้อแล้วเด็กกลับเข้าห้องได้เมื่อไหร่ ตอบ: โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีหลังพ่น ทีมงานจะแจ้งเวลาที่แน่นอนตามขนาดพื้นที่ ถาม: Chemgene HLD4H ผ่านการทดสอบกับฝีดาษลิงโดยตรงไหม ตอบ: ไม่ควรกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้อมูลที่มีคือผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับการทำลายไวรัส และฝีดาษลิงเป็นไวรัสมีเปลือกหุ้มที่ถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม ถาม: ควรพ่นฆ่าเชื้อโรงเรียนบ่อยแค่ไหน ตอบ: นอกจากเมื่อเกิดเหตุ หลายโรงเรียนเลือกพ่นช่วงก่อนเปิดภาคเรียนและช่วงที่มีโรคระบาดตามฤดูกาล

ป้องกันได้ด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อและน้ำยา Chemgene HLD4H

เรื่องจริงจากเยอรมนีสอนเราว่า เชื้อเดินทางมาถึงห้องเรียนได้ผ่านการเดินทางของครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว โรงเรียนที่เตรียมพร้อมจะตัดสินใจได้เร็ว สื่อสารได้ชัด และเปิดห้องเรียนได้อย่างมั่นใจ ป้องกันได้ด้วย บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection ที่ครอบคลุมทุกซอกมุมของอาคาร และ น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H สำหรับดูแลจุดสัมผัสบ่อยในทุกวัน

คำค้นหา: ฝีดาษลิงในโรงเรียน, ฝีดาษลิง Clade Ib, ฆ่าเชื้อโรงเรียน, พ่นฆ่าเชื้อโรงเรียน, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H, ฝีดาษลิงในเด็ก

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้