หายป่วยแล้ว แต่บ้านยังไม่หาย: วิธีฆ่าเชื้อบ้านหลังหายโควิดและไข้หวัดใหญ่ เพื่อหยุดวงจรติดซ้ำในครอบครัว

Last updated: 21 ก.ย. 2569  |  2 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หายป่วยแล้ว แต่บ้านยังไม่หาย: วิธีฆ่าเชื้อบ้านหลังหายโควิดและไข้หวัดใหญ่ เพื่อหยุดวงจรติดซ้ำในครอบครัว

ปิดฉากการป่วยให้จบที่คนเดียว | World Health Disinfection

หายป่วยแล้ว แต่บ้านยังไม่หาย: วิธีฆ่าเชื้อบ้านหลังหายโควิดและไข้หวัดใหญ่ เพื่อหยุดวงจรติดซ้ำในครอบครัว

ผลตรวจเป็นลบไม่ได้แปลว่าห้องที่ผู้ป่วยนอนมาเจ็ดวันจะสะอาดตามไปด้วย บทความนี้เล่าเรื่องจริงของครอบครัวที่ติดเชื้อต่อกันเป็นทอด ๆ และวิธีรีเซ็ตบ้านทั้งหลังให้พร้อมต้อนรับชีวิตปกติอีกครั้ง

เรื่องของบ้านคุณธนวัฒน์ ปากเกร็ด: สามสัปดาห์ที่เชื้อวนอยู่ในบ้าน

คุณธนวัฒน์ วิศวกรวัยสี่สิบสอง อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กับภรรยาชื่อคุณพิมพ์ชนก ลูกสาววัยแปดขวบชื่อน้องใบเตย และคุณพ่อของภรรยาวัยเจ็ดสิบสองปีที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อคุณธนวัฒน์กลับจากสัมมนาต่างจังหวัดพร้อมอาการไข้ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามตัว ชุดตรวจแสดงผลบวกโควิด-19 เขาแยกตัวไปนอนห้องทำงานชั้นบน กินข้าวแยก ใส่หน้ากากอนามัยเวลาเดินผ่านทางเดิน ภายในหนึ่งสัปดาห์อาการดีขึ้นและตรวจซ้ำได้ผลเป็นลบ ทุกคนโล่งใจ

แต่ความโล่งใจอยู่ได้ไม่นาน สามวันหลังจากที่เขากลับมานอนห้องเดิมและใช้ชีวิตตามปกติ น้องใบเตยเริ่มมีไข้สูง ไอ และน้ำมูกไหล คุณหมอที่คลินิกตรวจพบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งน่าจะติดมาจากเพื่อนที่โรงเรียน ระหว่างที่คุณแม่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ตัวเธอเองก็เริ่มป่วย และที่ทำให้ทั้งบ้านหัวใจแทบหยุดเต้นคือ คุณตาเริ่มมีไข้และหายใจเหนื่อยในสัปดาห์ที่สาม จนต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการสองคืน

"ผมรู้สึกผิดมาก" คุณธนวัฒน์เล่า "เราทำตามคำแนะนำทุกอย่างแล้ว ทั้งแยกห้อง ล้างมือ เช็ดลูกบิดประตู แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนเชื้อมันวนอยู่ในบ้าน คนหนึ่งหาย อีกคนป่วย ผ้าห่ม หมอน โซฟาที่ทุกคนนั่งดูทีวีด้วยกัน ผมไม่รู้เลยว่าอะไรสะอาดแล้ว อะไรยังไม่สะอาด"

เมื่อคุณตากลับจากโรงพยาบาล คุณหมอกำชับว่าช่วงพักฟื้น ร่างกายของผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวยังอ่อนแอ ควรเลี่ยงการรับเชื้อซ้ำให้มากที่สุด คำพูดนี้ทำให้คุณธนวัฒน์ตัดสินใจว่า ถึงเวลาต้องจัดการบ้านทั้งหลังอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เช็ดเฉพาะจุดอีกต่อไป

ทำไมเชื้อจึงยังวนเวียนอยู่ในบ้าน แม้ผู้ป่วยหายแล้ว

โรคทางเดินหายใจอย่างโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่แพร่ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม พูดคุย และหายใจ ละอองขนาดใหญ่จะตกลงบนพื้นผิวใกล้ตัว ส่วนละอองขนาดเล็กสามารถลอยค้างในอากาศได้นานขึ้น โดยเฉพาะในห้องที่ปิดแอร์และอากาศถ่ายเทน้อย ซึ่งเป็นลักษณะของห้องนอนในบ้านคนไทยส่วนใหญ่

ตลอดช่วงเจ็ดถึงสิบวันที่ป่วย ผู้ป่วยไอและจามลงบนหมอน ผ้าห่ม ผ้าม่าน และเฟอร์นิเจอร์รอบตัวนับครั้งไม่ถ้วน ทิชชูที่ใช้แล้วถูกวางบนโต๊ะข้างเตียง รีโมตแอร์และโทรศัพท์ถูกหยิบจับตลอดวัน แอร์ก็หมุนเวียนอากาศเดิมในห้องซ้ำไปซ้ำมา นอกจากไวรัสแล้ว ห้องผู้ป่วยยังมักสะสมแบคทีเรียและกลิ่นอับจากเหงื่อ ยา และอาหารที่นำเข้ามากินในห้อง

ปัญหาใหญ่คือ ช่วงที่คนหนึ่งเพิ่งหาย มักเป็นช่วงเดียวกับที่สมาชิกคนอื่นอ่อนล้าจากการดูแลผู้ป่วยและนอนไม่พอ ภูมิคุ้มกันจึงลดลง ขณะที่ผู้ที่เพิ่งหายเองก็ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ร่างกายไม่พร้อมรับเชื้อตัวใหม่ บ้านที่ไม่ได้รับการฟื้นฟูหลังการเจ็บป่วยจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่อกันเป็นทอด ๆ หรือที่หลายคนเรียกว่า "ป่วยวนในบ้าน"

เกร็ดความรู้: คนที่เพิ่งหายจากโรคหนึ่งอาจติดเชื้ออีกชนิดได้ทันที เช่น หายจากโควิดแล้วติดไข้หวัดใหญ่ต่อ การฟื้นฟูบ้านจึงไม่ได้มุ่งเป้าที่เชื้อตัวเดียว แต่เป็นการลดปริมาณเชื้อโรคทุกชนิดที่สะสมระหว่างมีคนป่วย

ราคาที่ครอบครัวต้องจ่ายเมื่อการป่วยไม่ยอมจบ

สุขภาพ: กลุ่มเปราะบางคือคนที่เสี่ยงที่สุด

สำหรับคนหนุ่มสาวที่แข็งแรง ไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 อาจเป็นเพียงไม่กี่วันที่ต้องนอนพัก แต่สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก การติดเชื้อทางเดินหายใจอาจลุกลามเป็นปอดอักเสบ ทำให้โรคประจำตัวแย่ลง และต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่าที่คิด อาการที่ควรเฝ้าระวังคือไข้สูงไม่ลด หายใจหอบเหนื่อย ซึม กินได้น้อย และในผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสนร่วมด้วย ยิ่งติดซ้ำบ่อย ร่างกายก็ยิ่งเหนื่อยล้าสะสม บางคนมีอาการอ่อนเพลียและไอเรื้อรังต่อเนื่องหลายสัปดาห์หลังหายป่วย

เงิน: ค่ารักษาที่ทบกันทีละคน

บ้านคุณธนวัฒน์จ่ายทั้งค่าชุดตรวจหลายกล่อง ค่ายาต้านไวรัส ค่าคลินิกของลูกสาว ค่ายาของภรรยา และค่านอนโรงพยาบาลของคุณตา เมื่อนำมารวมกันพบว่าสามสัปดาห์นั้นกินงบประมาณครอบครัวไปมากกว่าค่าใช้จ่ายของทั้งไตรมาส ยังไม่นับค่าเดินทางและค่าอาหารสั่งส่งที่เพิ่มขึ้นเพราะไม่มีใครมีแรงทำกับข้าว

เวลา: งานสะดุด ลูกขาดเรียน

สามสัปดาห์ที่มีคนป่วยต่อเนื่อง หมายถึงคุณพ่อต้องเลื่อนส่งงานโครงการสำคัญ คุณแม่ต้องลางานติดกันหลายวัน น้องใบเตยขาดเรียนเกือบสองสัปดาห์และพลาดการสอบย่อย ครอบครัวต้องยกเลิกทริปวันหยุดที่จองไว้ล่วงหน้า

ความสัมพันธ์: ความระแวงที่เข้ามาแทนความอบอุ่น

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือบรรยากาศในบ้าน ทุกครั้งที่ใครไอ ทุกคนหันไปมองด้วยความกังวล คุณตาไม่กล้าอุ้มหลาน ญาติที่เคยแวะมาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน ความเครียดทำให้สามีภรรยาหงุดหงิดใส่กันง่ายขึ้น บ้านที่เคยเป็นที่พักใจกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนต้องระวังตัวตลอดเวลา

ใครในบ้านที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ

สมาชิกแต่ละคนในบ้านมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อซ้ำไม่เท่ากัน ก่อนวางแผนฟื้นฟูบ้าน ลองสำรวจดูว่าคนที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษคือใคร

  • ปู่ย่าตายาย: ภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย และการติดเชื้อทางเดินหายใจอาจทำให้เบาหวาน ความดัน หรือโรคหัวใจควบคุมยากขึ้น
  • ทารกและเด็กเล็ก: ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และชอบหยิบจับทุกอย่างก่อนเอามือเข้าปาก
  • หญิงตั้งครรภ์: ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อต่างจากปกติ แพทย์จึงแนะนำให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน: แม้เชื้อที่คนทั่วไปมองว่าไม่รุนแรง ก็อาจทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลได้
  • ผู้ดูแลหลักของบ้าน: คนที่มักถูกลืม ทั้งที่เป็นคนที่เหนื่อยที่สุด และความอ่อนล้าก็เปิดประตูให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

หากในบ้านมีคนกลุ่มนี้แม้เพียงคนเดียว การฟื้นฟูบ้านหลังการเจ็บป่วยก็ไม่ใช่เรื่องเสริมอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของพวกเขา

จุดเสี่ยงในบ้านที่มักถูกลืมหลังมีคนป่วย

เมื่อคุณธนวัฒน์ลองเดินสำรวจบ้านอย่างละเอียด เขาพบว่ามีหลายจุดที่ครอบครัวไม่เคยนึกถึงเลยระหว่างที่มีคนป่วย

  • ห้องนอนผู้ป่วย: หัวเตียงบุผ้า ไส้หมอน ผ้าห่มนวม และผ้าม่านที่อยู่ใกล้ใบหน้าผู้ป่วยตลอดทั้งวันทั้งคืน
  • ห้องน้ำที่ใช้ร่วมกัน: อากาศชื้นและปิดทึบ เป็นที่ที่ทุกคนเข้าไปหายใจในพื้นที่แคบต่อจากผู้ป่วย
  • โซฟาห้องนั่งเล่น: ช่วงแรกของอาการ ก่อนที่จะรู้ว่าป่วย ผู้ป่วยมักนั่งดูทีวีร่วมกับคนอื่นโดยไม่ได้ป้องกัน
  • แอร์และพัดลม: หมุนเวียนอากาศเดิมในห้องปิดซ้ำไปซ้ำมา และสะสมฝุ่นไว้ในตัวเครื่อง
  • โต๊ะอาหารและมุมเตรียมอาหาร: ผู้ดูแลเดินเข้าออกระหว่างห้องผู้ป่วยกับครัวหลายรอบต่อวัน ถาดอาหาร แก้วน้ำ และเก้าอี้จึงเป็นจุดที่เชื้ออาจติดไปโดยไม่รู้ตัว

จุดเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันคือเป็นเนื้อผ้าหรือพื้นที่ปิดที่เช็ดทำความสะอาดได้ยาก และเป็นเหตุผลว่าทำไมการฆ่าเชื้อด้วยก๊าซที่ลอยไปถึงทุกซอกมุมจึงเหมาะกับบ้านหลังการเจ็บป่วย

วิธีทำความสะอาดแบบเดิม ๆ ที่ยังไม่พอสำหรับบ้านหลังการเจ็บป่วย

การล้างมือ สวมหน้ากาก และแยกห้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำต่อไป แต่เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูตัวบ้านหลังมีผู้ป่วย วิธีที่คุ้นเคยต่อไปนี้ยังมีช่องโหว่อยู่

  • เช็ดเฉพาะจุดสัมผัสบ่อย: ลูกบิด สวิตช์ไฟ และโต๊ะได้รับการเช็ด แต่ผ้าม่าน หัวเตียงบุผ้า ที่นอน โซฟา และพรมซึ่งรับละอองไอจามมาตลอดสัปดาห์ แทบไม่มีใครเช็ดได้ทั่วถึง
  • ซักผ้าปูที่นอนแล้วจบ: ผ้าปูและปลอกหมอนสะอาดขึ้น แต่ไส้หมอน ท็อปเปอร์ ที่นอน และผ้าม่านผืนใหญ่ไม่สามารถซักได้ทุกครั้ง
  • ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์ไปทั่วห้อง: ละอองสเปรย์ระเหยเร็วและครอบคลุมได้เฉพาะจุดที่ฉีดโดน ไม่ได้ลอยไปถึงทุกซอกมุม และการฉีดใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเปลวไฟยังมีความเสี่ยง
  • เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ทั้งวัน: ช่วยให้อากาศถ่ายเท แต่ไม่ได้ทำลายเชื้อที่เกาะตามเนื้อผ้าหรือในตัวแอร์ และในวันที่ฝุ่นสูงหรืออากาศร้อนจัดก็ทำได้ยาก
  • ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรง: กลิ่นคลอรีนหรือน้ำยาเข้มข้นอาจทำให้ผู้ที่เพิ่งหายป่วยและยังไออยู่ระคายคอและแน่นหน้าอกมากขึ้น
  • พึ่งเครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียว: กรองได้เฉพาะอากาศที่ไหลผ่านเครื่อง แต่ไม่ได้จัดการเชื้อบนพื้นผิวและเนื้อผ้าที่ผู้ป่วยสัมผัสตลอดการป่วย

สรุปได้ว่า การทำความสะอาดแบบทีละจุดช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้ปิดช่องว่างทั้งหมด บ้านหลังการเจ็บป่วยต้องการการฆ่าเชื้อที่ครอบคลุม "อากาศ" และ "ทุกพื้นผิว" ไปพร้อมกัน

รีเซ็ตบ้านทั้งหลังด้วยบริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD

คุณธนวัฒน์เป็นวิศวกร เขาจึงอยากได้วิธีที่อธิบายได้ด้วยหลักการ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา หลังค้นข้อมูลอยู่หลายวัน เขาตัดสินใจเลือก บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในบ้านของ World Health Disinfection ด้วยเหตุผลที่ตรงกับปัญหาของบ้านเขาพอดี

โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูง เมื่อกระจายเต็มห้อง ก๊าซจะเข้าไปทำลายโครงสร้างของเชื้อโรคในระดับโมเลกุล ข้อมูลบนหน้าบริการระบุว่าสามารถทำลายไวรัส รวมถึง SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคโควิด-19 และกำจัดแบคทีเรียได้มากกว่า 99.9% ที่สำคัญคือ ก๊าซลอยไปถึงทุกที่ที่อากาศไปถึง ทั้งเนื้อผ้าม่าน ที่นอน โซฟา พรม ใต้เตียง หลังตู้ และภายในแอร์ ซึ่งเป็นจุดที่การเช็ดหรือฉีดพ่นเข้าไม่ถึง

เมื่อจบกระบวนการ โอโซนจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) ตามธรรมชาติ บ้านจึงไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่มีกลิ่นน้ำยาที่ทำให้ผู้ป่วยพักฟื้นระคายคอ และไม่ทำให้เฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปียก ผลพลอยได้คือกลิ่นอับจากห้องผู้ป่วยที่ปิดไว้นานหายไปด้วย

เครื่องที่ใช้คือ Master Ozone Generator ซึ่ง WHD ระบุว่าผ่านการรับรองและทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek สหราชอาณาจักร โดยผลทดสอบของ Intertek ระบุว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีมาตรฐาน 10 เท่า

ลำดับการทำงานประมาณ 30 นาทีต่อพื้นที่

  1. เตรียมพื้นที่: ทุกคนในบ้าน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากโซนที่จะอบ ช่างช่วยวางแผนว่าจะอบห้องใดก่อนหลัง โดยเริ่มจากห้องที่ผู้ป่วยใช้มากที่สุด
  2. 2 นาที เริ่มระบบและปรับระดับความเข้มข้น: ตั้งค่าเครื่องให้สอดคล้องกับขนาดห้องและลักษณะการใช้งาน
  3. 12 นาที กระจายก๊าซ: โอโซนแผ่ไปทั่วพื้นที่ แทรกซึมเข้าเนื้อผ้าและซอกมุมต่าง ๆ
  4. 12 นาที ฟอกและทำลายเชื้อ: ช่วงที่ก๊าซทำลายไวรัสและแบคทีเรียในระดับโมเลกุล พร้อมสลายโมเลกุลกลิ่น
  5. 4 นาที พักระบบ: หยุดผลิตโอโซนเพื่อให้ก๊าซเริ่มคืนสภาพเป็นออกซิเจน จากนั้นช่างจะเปิดระบายอากาศก่อนส่งมอบพื้นที่คืนให้ครอบครัว

ข้อควรรู้ด้านความปลอดภัย: โอโซนความเข้มข้นสูงระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ในพื้นที่ขณะเครื่องทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งหายป่วยและผู้สูงอายุ ช่างของ WHD ควบคุมเครื่องตลอดเวลา และจะกลับเข้าพื้นที่ได้ก็ต่อเมื่อผ่านช่วงพักระบบและระบายอากาศเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

10 เหตุผลที่การอบโอโซนเหมาะกับบ้านที่เพิ่งมีคนหายป่วย

  1. ครอบคลุมอากาศทั้งห้อง: ไม่ใช่แค่พื้นผิวที่มองเห็น แต่รวมถึงอากาศที่ผู้ป่วยหายใจออกมาตลอดหลายวัน
  2. จัดการเชื้อในเนื้อผ้า: หมอน ผ้าห่ม ที่นอน โซฟา และผ้าม่านที่ซักไม่ได้ทุกวัน ได้รับการฆ่าเชื้อพร้อมกัน
  3. ออกแบบมาเพื่อทำลายไวรัสและแบคทีเรีย: ตามข้อมูลบริการ ครอบคลุมทั้ง SARS-CoV-2 และแบคทีเรียมากกว่า 99.9%
  4. ไร้สารตกค้าง อ่อนโยนต่อคนพักฟื้น: ไม่ทิ้งกลิ่นน้ำยาที่ทำให้ระคายคอหรือไอหนักขึ้น
  5. เร็วและไม่รบกวนชีวิต: ประมาณ 30 นาทีต่อพื้นที่ ทำทั้งบ้านได้ภายในวันเดียว
  6. ไม่เปียก ไม่เลอะ: ปลอดภัยต่อทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องมือแพทย์ในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์บุผ้า
  7. ขจัดกลิ่นห้องผู้ป่วย: กลิ่นอับ กลิ่นยา และกลิ่นอาหารที่ค้างในห้องปิดหายไปในคราวเดียว
  8. อุปกรณ์ได้รับการรับรอง: Master Ozone Generator ผ่านการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek สหราชอาณาจักร
  9. มาตรฐานเดียวกับที่โรงพยาบาลและโรงแรมเลือกใช้: WHD ให้บริการองค์กรกว่า 300 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน และโรงแรมห้าดาวอย่าง The Ritz-Carlton และ Dusit International
  10. ผู้เชี่ยวชาญดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ: ครอบครัวที่เหนื่อยจากการดูแลผู้ป่วยไม่ต้องจัดการเองแม้แต่ขั้นตอนเดียว

บ้านปากเกร็ด ก่อนและหลังการฟื้นฟูด้วยโอโซน

ก่อน

  • คนในบ้านป่วยต่อกันเป็นทอด ๆ นานสามสัปดาห์
  • ห้องผู้ป่วยมีกลิ่นอับ กลิ่นยา และกลิ่นเหงื่อ
  • ไม่แน่ใจว่าหมอน โซฟา และผ้าม่านสะอาดแล้วหรือยัง
  • คุณตาพักฟื้นท่ามกลางความกังวลว่าจะติดซ้ำ
  • ญาติไม่กล้ามาเยี่ยม ลูกไม่ได้เล่นกับคุณตา

หลัง

  • ทุกห้องได้รับการฆ่าเชื้อพร้อมกันภายในวันเดียว
  • อากาศในบ้านสดชื่น กลิ่นห้องผู้ป่วยหายไป
  • มั่นใจได้มากขึ้นกับทุกพื้นผิวที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
  • คุณตาได้พักฟื้นในบ้านที่สะอาด ครอบครัวสบายใจ
  • กลับมากินข้าวพร้อมหน้าและต้อนรับญาติได้อีกครั้ง

หมายเหตุ: การอบโอโซนช่วยลดเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน แต่ไม่ได้ใช้แทนการฉีดวัคซีน การล้างมือ การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการ หรือการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

เสียงจากลูกค้า: "เหมือนได้กดปุ่มเริ่มต้นใหม่ให้บ้าน"

"ผมถามช่างเยอะมาก ทั้งเรื่องหลักการ ความเข้มข้น และระยะเวลา เขาตอบได้ชัดเจนทุกข้อ วันนั้นเราพาคุณตาไปนั่งรอที่บ้านญาติในซอยเดียวกัน ทีมงานอบทีละโซน เริ่มจากห้องที่ผมกับลูกป่วย ไล่ไปห้องนั่งเล่นและห้องคุณตา พอเสร็จก็เปิดระบายอากาศก่อนเรียกเรากลับเข้าบ้าน

สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีคือกลิ่นห้องที่อับมาสามสัปดาห์หายไป แต่ที่มีค่ามากกว่าคือความสบายใจ ภรรยาผมพูดว่าเหมือนได้กดปุ่มเริ่มต้นใหม่ให้บ้าน คุณตาได้กลับมานั่งดูทีวีบนโซฟาตัวเดิมกับหลานโดยที่เราไม่ต้องกังวล ตอนนี้ผมแนะนำเพื่อนที่ทำงานทุกคนที่เพิ่งมีคนในบ้านป่วยครับ"

คุณธนวัฒน์ ปากเกร็ด นนทบุรี

เช็กลิสต์ 7 ข้อ ฟื้นฟูบ้านหลังคนในครอบครัวหายป่วย

การอบโอโซนเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่จะได้ผลดีที่สุดเมื่อทำควบคู่กับการจัดการบ้านอย่างเป็นระบบ นี่คือลำดับที่ครอบครัวของคุณธนวัฒน์ใช้และอยากแบ่งปัน

  1. รอให้ผู้ป่วยพ้นระยะแพร่เชื้อตามคำแนะนำของแพทย์ก่อน แล้วจึงนัดวันฟื้นฟูบ้าน
  2. ทิ้งทิชชู หน้ากากใช้แล้ว และขยะติดเชื้อในถุงที่มัดปากแน่นหนา
  3. ถอดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าเช็ดตัวของผู้ป่วยไปซักด้วยน้ำอุ่นและตากให้แห้งสนิท
  4. เช็ดจุดสัมผัสบ่อย เช่น ลูกบิด สวิตช์ รีโมต และโทรศัพท์ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม
  5. นัดทีม WHD อบโอโซนทั่วบ้าน เริ่มจากห้องผู้ป่วย ห้องน้ำ และพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
  6. ล้างแผ่นกรองแอร์ในห้องที่ผู้ป่วยนอน เพื่อไม่ให้ฝุ่นที่สะสมระหว่างป่วยถูกเป่ากลับออกมา
  7. ดูแลภูมิคุ้มกันของทุกคนต่อเนื่อง ทั้งการนอนพักให้พอ ดื่มน้ำ กินอาหารครบหมู่ และปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีสำหรับผู้สูงอายุ

การทำครบทุกขั้นตอนช่วยปิดช่องว่างที่เชื้อจะย้อนกลับมาทำร้ายคนที่คุณรัก และทำให้ช่วงพักฟื้นของทุกคนผ่านไปอย่างราบรื่น

ให้การป่วยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่วนอยู่ในบ้าน

ปรึกษาทีม WHD เพื่อวางแผนฟื้นฟูบ้านหลังหายป่วย อบโอโซนทุกห้องในวันเดียว คืนอากาศสะอาดให้ผู้สูงอายุและเด็กที่คุณห่วงใย

ดูบริการและราคา ฟื้นฟูบ้านด้วยโอโซน คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 | LINE @whd268 | อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

สิทธิพิเศษ: เมื่อใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักรฟรี

คำถามที่พบบ่อย

1. ควรอบโอโซนเมื่อไร หลังจากคนในบ้านหายป่วย

เหมาะที่สุดคือหลังจากผู้ป่วยพ้นระยะแพร่เชื้อตามคำแนะนำของแพทย์ และก่อนที่ผู้ป่วยจะกลับไปใช้ห้องร่วมกับสมาชิกคนอื่นตามปกติ หากในบ้านมีผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ยิ่งควรทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

2. โอโซนฆ่าเชื้อโควิดได้จริงหรือ

ข้อมูลจากหน้าบริการของ WHD ระบุว่าโอโซนสามารถทำลายไวรัสรวมถึง SARS-CoV-2 และแบคทีเรียได้มากกว่า 99.9% โดยเครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการรับรองและทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ทั้งนี้การอบโอโซนเป็นการฆ่าเชื้อในสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วย

3. ผู้ป่วยที่เพิ่งหายหรือผู้สูงอายุอยู่ในบ้านระหว่างอบได้ไหม

ไม่ได้ ทุกคนรวมถึงสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ต้องออกจากพื้นที่ที่กำลังอบ สามารถรออยู่ในโซนอื่นของบ้านที่ไม่ได้อบ หรือออกไปข้างนอกชั่วคราว ช่างจะแจ้งเมื่อพักระบบและระบายอากาศเสร็จแล้วจึงกลับเข้าได้

4. ทำทั้งบ้านต้องใช้เวลานานเท่าไร

แต่ละพื้นที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที บ้านทั่วไปจึงทำเสร็จได้ภายในวันเดียว ทีมงานจะวางลำดับให้ครอบครัวเคลื่อนย้ายระหว่างโซนได้สะดวก

5. อุปกรณ์การแพทย์ในบ้าน เช่น เครื่องวัดออกซิเจนหรือเครื่องพ่นยา จะเสียหายหรือไม่

โอโซนเป็นก๊าซแห้ง ไม่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเปียก อย่างไรก็ตาม ควรแจ้งช่างล่วงหน้าหากมีอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะทาง และนำยารวมถึงของที่ผู้ป่วยต้องใช้ทุกวันออกจากห้องก่อน

6. อบโอโซนแล้วยังต้องใส่หน้ากากและล้างมือไหม

ยังต้องทำต่อไปเมื่อมีอาการหรืออยู่ในช่วงระบาด เพราะเชื้อใหม่สามารถเข้ามาในบ้านได้ทุกวันจากนอกบ้าน การอบโอโซนคือการรีเซ็ตสภาพแวดล้อม ส่วนสุขอนามัยส่วนบุคคลคือการป้องกันในชีวิตประจำวัน

7. ถ้าไม่มีคนป่วยแล้ว ควรอบโอโซนเป็นประจำหรือไม่

หลายครอบครัวเลือกอบเป็นระยะ เช่น ก่อนเข้าฤดูไข้หวัดใหญ่ช่วงหน้าฝน ก่อนรับผู้สูงอายุกลับจากโรงพยาบาล หรือหลังมีแขกมาพักค้างคืนหลายวัน เพราะช่วยลดเชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ และกลิ่นอับที่สะสมตามธรรมชาติ ทีมงานสามารถแนะนำความถี่ที่เหมาะกับขนาดบ้านและสมาชิกในครอบครัวได้

บทความที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง: ฆ่าเชื้อบ้านหลังหายโควิด, ทำความสะอาดบ้านหลังป่วยไข้หวัดใหญ่, ป้องกันติดเชื้อซ้ำในบ้าน, อบโอโซนฆ่าเชื้อไวรัส, บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, ดูแลผู้สูงอายุหลังติดโควิด, ฆ่าเชื้อห้องผู้ป่วย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้