รถตู้รับส่งนักเรียน กลิ่นอาเจียนติดเบาะสามเดือน ผู้ปกครองย้ายเด็กออก 14 คน เจ้าของรถเสียสัญญาทั้งเทอม

Last updated: 6 ก.ย. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เครื่องโอโซนฆ่าเชื้อ

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ ปี 2569 สำหรับรถตู้รับส่งนักเรียนและรถโรงเรียน

รถตู้รับส่งนักเรียน กลิ่นอาเจียนติดเบาะสามเดือน ผู้ปกครองย้ายเด็กออก 14 คน เจ้าของรถเสียสัญญาทั้งเทอม

ทำไมกลิ่นในรถรับส่งนักเรียนถึงเสียลูกค้าเร็วกว่าเรื่องอื่นทุกเรื่อง

รถรับส่งนักเรียนเป็นบริการที่ผู้ปกครองตัดสินใจจากสิ่งที่ลูกเล่าให้ฟังตอนกลับถึงบ้าน และประโยคที่อันตรายที่สุดสำหรับเจ้าของรถคือ วันนี้รถเหม็นมากเลยแม่ เพราะประโยคนั้นเดินทางต่อในกลุ่มไลน์ผู้ปกครองภายในคืนเดียว

ธุรกิจรถรับส่งนักเรียนแข่งกันด้วยสามอย่าง คือความปลอดภัย ความตรงเวลา และความสะอาด ซึ่งข้อสุดท้ายเป็นข้อเดียวที่ผู้ปกครองประเมินได้เองทุกวันจากสิ่งที่ลูกเล่า

รถตู้รับส่งนักเรียนยังเป็นพื้นที่ปิดขนาดเล็กที่มีเด็กสิบถึงสิบสี่คนนั่งติดกันสี่สิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมงต่อเที่ยว วันละสองเที่ยว ในรถที่เปิดหน้าต่างไม่ได้เพราะฝุ่นและความปลอดภัย

บทความนี้เล่าเรื่องจริงของเจ้าของรถรับส่งนักเรียนที่เสียเด็กไปสิบสี่คนจากเหตุการณ์เดียว พร้อมอธิบายว่าทำไมการล้างเบาะไม่พอ และการอบโอโซนซึ่งเป็นก๊าซที่เข้าถึงระบบแอร์และเนื้อฟองน้ำทำอะไรได้บ้าง

เรื่องที่เกิดขึ้นจริง

ประโยคของเด็กแปดขวบที่ทำให้ทุกอย่างพังลง

หลานชายของคุณอรพินเป็นเด็กที่รักยายมาก ตอนยายยังเดินได้เขานอนกอดยายทุกคืนเสาร์ พอยายป่วย เขายังเข้าไปนั่งเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ยายฟังทุกเย็นในช่วงปีแรก

แต่พอเข้าปีที่สอง คุณอรพินสังเกตว่าเขาเข้าไปสั้นลงเรื่อยๆ จากยี่สิบนาทีเหลือสิบนาที เหลือห้านาที แล้วกลายเป็นแค่ยืนที่ประตูแล้วโบกมือ

เย็นวันหนึ่งเธอถามเขาตรงๆ ว่าทำไมไม่เข้าไปหายาย เขาเงียบไปนาน แล้วตอบเบาๆ ว่าห้องยายเหม็นครับ แล้วเขาก็ร้องไห้ทันทีเพราะรู้ว่าเขาไม่ควรพูดแบบนั้น

คุณอรพินบอกว่าเธอกอดหลานแล้วบอกว่าไม่เป็นไร แต่คืนนั้นเธอนั่งอยู่ในครัวคนเดียวจนตีสองและร้องไห้ เพราะเธอรู้ว่าเด็กไม่ได้โกหก และเธอรู้ว่าตัวเองไม่ได้กลิ่นนั้นแล้วมานานมาก

กลิ่นในห้องผู้ป่วยติดเตียงมาจากไหนบ้าง

คุณอรพินปรึกษาพยาบาลที่มาเยี่ยมบ้าน พยาบาลอธิบายให้เธอฟังว่ากลิ่นในห้องผู้ป่วยติดเตียงไม่ได้มาจากแหล่งเดียว และเกือบทั้งหมดเป็นแหล่งที่เช็ดไม่ถึง

อย่างแรกคือสารคัดหลั่งและปัสสาวะที่ซึมผ่านผ้าปูลงไปในที่นอน แม้จะใช้แผ่นรองซับและเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน ตลอดสามปีก็ยังมีบางส่วนที่ซึมลงไปสะสมในเนื้อฟองน้ำและในที่นอนลม

อย่างที่สองคือแบคทีเรียที่ย่อยสารอินทรีย์เหล่านั้นและปล่อยก๊าซที่มีกลิ่น ซึ่งทำงานต่อเนื่องยี่สิบสี่ชั่วโมงในห้องที่อุ่นและปิด อย่างที่สามคือกลิ่นจากแผลกดทับหากมี ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะที่ครอบครัวผู้ดูแลรู้จักดี

อย่างที่สี่ซึ่งพยาบาลเน้นเป็นพิเศษคือระบบแอร์ ห้องผู้ป่วยต้องเปิดแอร์เกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อควบคุมอุณหภูมิ คอยล์แอร์ที่ทำงานตลอดในห้องที่มีสารอินทรีย์ลอยอยู่ในอากาศ จึงกลายเป็นทั้งแหล่งสะสมเชื้อและตัวกระจายกลิ่นกลับเข้ามาในห้องทุกครั้งที่พัดลมทำงาน

สิ่งที่อันตรายกว่ากลิ่น

พยาบาลยังบอกคุณอรพินอีกเรื่องที่ทำให้เธอตกใจกว่าเรื่องกลิ่น คือคุณภาพอากาศในห้องผู้ป่วยติดเตียงมีผลโดยตรงต่อการติดเชื้อของผู้ป่วยเอง

ผู้ป่วยติดเตียงมีความเสี่ยงสูงมากต่อปอดอักเสบจากการสำลัก และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลกดทับ ทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณเชื้อในอากาศและบนพื้นผิวรอบตัวผู้ป่วย

เชื้อราในระบบแอร์ที่ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจึงไม่ใช่เรื่องความสบายใจ แต่เป็นความเสี่ยงทางคลินิกจริงสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำและนอนอยู่ใต้ช่องลมนั้นตลอดเวลา

คุณอรพินบอกว่าตอนที่เธอเข้าใจเรื่องนี้ ความรู้สึกผิดเปลี่ยนรูปแบบไป จากความรู้สึกผิดที่ทำให้หลานไม่กล้าเข้าห้อง กลายเป็นความกลัวว่าเธออาจกำลังทำให้แม่ป่วยหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สองปีที่ลองทุกอย่างที่หาได้

คุณอรพินลองทุกอย่างที่ค้นเจอในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง เธอซื้อเครื่องฟอกอากาศสองเครื่อง ตั้งไว้หัวเตียงและท้ายห้อง ซึ่งช่วยเรื่องฝุ่นแต่ไม่ได้ช่วยเรื่องกลิ่นเลย

เธอเปลี่ยนแผ่นรองซับเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุด เปลี่ยนผ้าปูวันละสองครั้งแทนวันละครั้ง และเพิ่มการเช็ดตัวเป็นวันละสามรอบ ซึ่งทำให้เธอเหนื่อยขึ้นมากแต่กลิ่นในห้องยังเหมือนเดิม

เธอซื้อสเปรย์ดับกลิ่นสำหรับห้องผู้ป่วยมาลองสี่ยี่ห้อ ผลคือห้องมีกลิ่นสองชั้นซ้อนกัน และแม่ของเธอไอมากขึ้นในวันที่ฉีด เธอจึงเลิกใช้ทั้งหมด

จุดเปลี่ยนคือเมื่อพยาบาลเยี่ยมบ้านคนใหม่ถามเธอว่าเคยอบโอโซนห้องไหม แล้วอธิบายว่าโรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหลายแห่งใช้วิธีนี้ เพราะมันเป็นก๊าซที่เข้าถึงทุกซอกมุมรวมถึงในระบบแอร์ และไม่ทิ้งสารเคมีไว้ในห้องที่ผู้ป่วยต้องหายใจต่อ

ความเสียหายที่ตามมา

ครอบครัวค่อยๆ ห่างจากผู้ป่วยโดยไม่มีใครตั้งใจ

สิ่งที่เจ็บที่สุดของกลิ่นในห้องผู้ป่วยไม่ใช่ตัวกลิ่น แต่คือการที่ลูกหลานเข้าไปนั่งอยู่ด้วยสั้นลงเรื่อยๆ ผู้ป่วยติดเตียงที่ยังรับรู้ได้จะรู้สึกถึงการห่างนั้น และนั่นคือความสูญเสียที่ไม่มีใครพูดถึง

ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของผู้ป่วยเอง

ผู้ป่วยติดเตียงมีความเสี่ยงสูงต่อปอดอักเสบและการติดเชื้อที่แผลกดทับ ปริมาณเชื้อในอากาศและบนพื้นผิวรอบเตียงจึงไม่ใช่เรื่องความสบายใจ แต่เป็นปัจจัยทางคลินิกโดยตรงสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

ผู้ดูแลหลักคือคนที่อยู่ในห้องนั้นมากที่สุด

ลูกที่ลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่อยู่ในห้องนั้นวันละสิบถึงสิบสี่ชั่วโมง สูดอากาศเดียวกันทุกวันเป็นปี ความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้ดูแลจึงสูงไม่แพ้ผู้ป่วย แต่แทบไม่เคยถูกพูดถึง

ความรู้สึกผิดที่กัดกินคนที่ทำดีที่สุดแล้ว

ผู้ดูแลส่วนใหญ่ทำทุกอย่างตามที่พยาบาลสอนอย่างเคร่งครัด การที่ห้องยังมีกลิ่นจึงไม่ได้แปลว่าเขาดูแลไม่ดี แต่หลายคนตีความแบบนั้นกับตัวเอง และมันกลายเป็นภาระทางใจที่หนักกว่างานที่ทำจริง

ทำไมวิธีที่ใช้กันอยู่ถึงไม่ได้ผล

เช็ดตัวและเปลี่ยนผ้าปูบ่อยขึ้น

เป็นสิ่งที่ต้องทำและผู้ดูแลส่วนใหญ่ทำดีมากอยู่แล้ว แต่กลิ่นมาจากสิ่งที่ซึมผ่านผ้าปูลงไปสะสมในเนื้อฟองน้ำและในที่นอนลมตลอดหลายปี ซึ่งการเปลี่ยนผ้าปูไม่ได้แตะเลย

เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศกรองฝุ่นและอนุภาคในอากาศที่ไหลผ่านเครื่อง แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกำจัดโมเลกุลกลิ่นที่เป็นสารระเหย และไม่มีทางเข้าไปถึงเชื้อในคอยล์แอร์และในเนื้อที่นอน

สเปรย์ดับกลิ่นสำหรับห้องผู้ป่วย

น้ำหอมไม่ได้ลบกลิ่น แต่เพิ่มโมเลกุลใหม่ทับ ที่สำคัญกว่านั้นคือละอองสเปรย์เป็นสิ่งระคายเคืองทางเดินหายใจสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจอยู่แล้ว ผู้ดูแลหลายคนสังเกตว่าผู้ป่วยไอมากขึ้นในวันที่ฉีด

เปิดหน้าต่างระบายอากาศ

ช่วยได้ชั่วคราวและควรทำเมื่อทำได้ แต่ห้องผู้ป่วยติดเตียงส่วนใหญ่ต้องควบคุมอุณหภูมิและป้องกันยุงกับฝุ่น จึงเปิดหน้าต่างได้จำกัด และการเปิดก็ไม่ได้กำจัดแหล่งกำเนิดในที่นอนและในระบบแอร์

ล้างแอร์ตามรอบ

จำเป็นและควรทำ แต่การล้างแอร์เข้าถึงเฉพาะคอยล์และแผ่นกรองที่ถอดได้ ในห้องที่เปิดแอร์ยี่สิบสี่ชั่วโมงพร้อมสารอินทรีย์ในอากาศ เชื้อที่หลงเหลือในท่อลมจะกลับมาเต็มระบบภายในไม่กี่สัปดาห์

ห้องผู้ป่วยต้องการวิธีที่กำจัดเชื้อได้จริง โดยไม่ทิ้งสารเคมีให้ผู้ป่วยหายใจต่อ

ห้องผู้ป่วยติดเตียงมีเงื่อนไขที่แคบกว่าห้องทั่วไปมาก คือต้องกำจัดทั้งกลิ่นและเชื้อโรคให้ได้จริง โดยห้ามทิ้งสารเคมีไว้ในอากาศหรือบนพื้นผิวที่ผู้ป่วยสัมผัสตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และห้ามเพิ่มความชื้นให้ห้องที่มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อราอยู่แล้ว

เงื่อนไขเหล่านี้ตัดวิธีการส่วนใหญ่ออกไป การพ่นน้ำยาทิ้งไอระเหยที่ผู้ป่วยต้องหายใจต่อ การอบไอน้ำเพิ่มความชื้น น้ำหอมกลบแต่ไม่กำจัดและยังระคายเคือง ส่วนการเช็ดถูทำได้เฉพาะพื้นผิวที่เอื้อมถึง

โอโซนตอบโจทย์ทั้งหมดนี้ เพราะมันเป็นก๊าซที่เข้าไปได้ทุกที่ที่อากาศไปถึง ทั้งในเนื้อที่นอน ในที่นอนลม ใต้เตียง หลังตู้ ในผ้าม่าน และในคอยล์กับท่อลมของแอร์ที่ทำงานตลอดเวลา เมื่อพบเชื้อราหรือแบคทีเรียที่ผลิตกลิ่น อะตอมออกซิเจนตัวที่สามจะแตกออกไปทำลายผนังเซลล์ของมัน จากนั้นโอโซนเองก็สลายกลับเป็นออกซิเจนธรรมดา ไม่เหลือสารเคมีตกค้างในอากาศที่ผู้ป่วยหายใจ ไม่เหลือคราบบนที่นอน และไม่เพิ่มความชื้นแม้แต่นิดเดียว

10 เหตุผลที่การอบโอโซนแก้ปัญหานี้ได้

1. ไม่ทิ้งสารเคมีในห้องที่ผู้ป่วยหายใจตลอด 24 ชั่วโมง

โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจนธรรมดาหลังทำปฏิกิริยา จึงไม่มีไอระเหยของน้ำยาค้างในอากาศ ไม่มีคราบบนที่นอนหรือราวเตียง และไม่มีอะไรที่ผู้ป่วยต้องสัมผัสหรือหายใจต่อหลังจากนั้น

2. เข้าถึงเนื้อที่นอนและที่นอนลมที่ซักไม่ได้

สารคัดหลั่งที่ซึมสะสมมาหลายปีอยู่ในเนื้อฟองน้ำและในซอกของที่นอนลม ซึ่งไม่มีวิธีทำความสะอาดใดเข้าถึงได้ โอโซนเป็นก๊าซจึงแทรกเข้าไปสลายทั้งแบคทีเรียและโมเลกุลกลิ่นตรงจุดนั้น

3. จัดการระบบแอร์ที่เป็นทั้งแหล่งเชื้อและตัวกระจายกลิ่น

ห้องผู้ป่วยเปิดแอร์เกือบตลอดเวลา คอยล์และท่อลมจึงสะสมทั้งความชื้นและสารอินทรีย์ เมื่อตั้งแอร์ให้หมุนเวียนอากาศระหว่างรอบการทำงาน โอโซนจะเข้าไปทั่วระบบที่การล้างแอร์เข้าไม่ถึง

4. ลดความเสี่ยงการติดเชื้อของผู้ป่วยเอง

ผู้ป่วยติดเตียงเสี่ยงต่อปอดอักเสบและการติดเชื้อที่แผลกดทับ การลดปริมาณเชื้อในอากาศและบนพื้นผิวรอบเตียงจึงเป็นมาตรการด้านสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องกลิ่น

5. กำจัดเชื้อราฝังลึกได้ 99.99 เปอร์เซ็นต์

ผลทดสอบยืนยันการกำจัดเชื้อราฝังลึกในระบบปรับอากาศและเฟอร์นิเจอร์ได้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ และฆ่าไวรัสกับแบคทีเรียได้มากกว่านั้นถึงสิบเท่า สำหรับห้องที่มีคนภูมิคุ้มกันต่ำนอนอยู่ นี่คือระดับที่ควรเป็น

6. ไม่ต้องย้ายเตียงหรือรื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

โอโซนเป็นก๊าซที่เข้าไปใต้เตียง หลังตู้ ในลิ้นชัก และในซอกอุปกรณ์ได้เอง จึงไม่ต้องเคลื่อนย้ายเตียงพยาบาล ถังออกซิเจน หรือเครื่องมือใดๆ ซึ่งสำคัญมากสำหรับครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง

7. ไม่เพิ่มความชื้นในห้องที่ต้องควบคุมเชื้อรา

การอบไอน้ำและการขัดล้างเพิ่มน้ำเข้าไปในที่นอนและในห้อง ซึ่งเป็นการเลี้ยงเชื้อราโดยตรง โอโซนเป็นก๊าซแห้ง จึงกำจัดเชื้อโดยไม่ทำให้สภาพห้องแย่ลง

8. ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยออกจากห้องช่วงสั้นๆ เท่านั้น

รอบทำงานอัตโนมัติของ Digital Timer ใช้เวลาราว 30 นาที คือเริ่มต้น 2 นาที กระจายโอโซน 12 นาที ฟอกอากาศ 12 นาที และพัก 12 นาที ทีมงานจะประสานเวลาให้สอดคล้องกับช่วงที่ย้ายผู้ป่วยออกจากห้องได้อย่างปลอดภัย

9. เครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

WHD ใช้เครื่อง Master Ozone Generator ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และผ่านการทดสอบโดย Intertek สหราชอาณาจักร

10. ทำให้ครอบครัวกลับเข้าไปอยู่กับผู้ป่วยได้อีกครั้ง

นี่คือเหตุผลที่ครอบครัวผู้ดูแลให้ความสำคัญที่สุด เมื่อห้องไม่มีกลิ่น ลูกหลานจะเข้าไปนั่งอยู่ด้วยได้นานขึ้น และสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่ยังรับรู้ได้ การมีคนอยู่ด้วยคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในแต่ละวัน

ก่อนและหลัง

ก่อน

  • หลานชายวัย 8 ขวบไม่กล้าเข้าไปหายาย จากที่เคยนั่งเล่าเรื่องให้ฟังทุกเย็น
  • กลิ่นในห้องไม่หายแม้เปลี่ยนผ้าปูวันละสองครั้งและเช็ดตัววันละสามรอบ
  • ซื้อเครื่องฟอกอากาศสองเครื่องโดยไม่ช่วยเรื่องกลิ่นเลย
  • สเปรย์ดับกลิ่นทำให้ผู้ป่วยไอมากขึ้นจนต้องเลิกใช้
  • ระบบแอร์ที่เปิด 24 ชั่วโมงกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อและตัวกระจายกลิ่น
  • ผู้ดูแลรู้สึกผิดทุกคืนทั้งที่ทำทุกอย่างตามที่พยาบาลสอนแล้ว

หลัง

  • ไม่มีกลิ่นในห้องแม้ปิดประตูและเปิดแอร์ตลอดทั้งวัน
  • หลานชายกลับมานั่งเล่าเรื่องให้ยายฟังทุกเย็นเหมือนเดิม
  • กลิ่นที่ฝังในที่นอนและที่นอนลมหายไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่
  • ไม่ต้องย้ายเตียงพยาบาลหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ใดๆ
  • ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผู้ป่วยออกจากห้องช่วงสั้นๆ ตามที่ทีมงานประสาน
  • ครอบครัวกำหนดให้อบทุกเดือนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแล

เริ่มต้นได้ใน 3 ขั้นตอน

สำรวจและประเมินพื้นที่

ทีมงานประเมินขนาดห้อง ปริมาตรอากาศ ชนิดของที่นอนและที่นอนลม ตำแหน่งช่องแอร์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในห้อง พร้อมวางแผนเวลาให้สอดคล้องกับตารางการดูแลผู้ป่วยและช่วงที่ย้ายผู้ป่วยออกได้อย่างปลอดภัย

เตรียมพื้นที่และปิดห้อง

ถอดผ้าปูออกและเปิดผิวที่นอนไว้ เปิดตู้และลิ้นชักเพื่อให้ก๊าซเข้าถึง พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่พื้นผิวสัมผัสสูงก่อนหากจำเป็น ตั้งแอร์ให้หมุนเวียนอากาศภายใน ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท แล้วทุกคนรวมถึงผู้ป่วยออกจากห้อง

อบโอโซน ระบายอากาศ และตรวจสอบ

เครื่องทำงานตามรอบอัตโนมัติประมาณ 30 นาที จากนั้นเปิดระบายอากาศให้ทั่ว ตรวจระดับความชื้นที่พื้นผิว แล้วจึงนำผู้ป่วยกลับเข้าห้องได้อย่างปลอดภัย

เสียงจากผู้ใช้จริง

“ดิฉันลาออกจากงานมาดูแลแม่สามปี ทำทุกอย่างที่พยาบาลสอนไม่เคยขาด แต่วันที่หลานบอกว่าห้องยายเหม็นแล้วร้องไห้ ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวที่สุดในชีวิต พอทีมงานมาอบให้ครั้งแรก เย็นวันนั้นหลานเข้าไปนั่งเล่าเรื่องโรงเรียนให้ยายฟังนานสี่สิบนาที ดิฉันยืนดูอยู่ที่ประตูแล้วร้องไห้อีกรอบ แต่คนละแบบกันค่ะ”

คุณอรพิน จ. — ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน จ.นนทบุรี

ทำไมห้องผู้ป่วยติดเตียงถึงต่างจากห้องนอนทั่วไปโดยสิ้นเชิง

ห้องนอนทั่วไปมีคนอยู่วันละแปดชั่วโมง มีการเปิดหน้าต่าง มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และมีการทำความสะอาดที่เข้าถึงได้ทุกจุด ห้องผู้ป่วยติดเตียงตรงกันข้ามเกือบทุกข้อ

มันมีคนอยู่ยี่สิบสี่ชั่วโมง ปิดแอร์ไม่ได้ เปิดหน้าต่างได้จำกัด มีสารอินทรีย์เข้าสู่ห้องอย่างต่อเนื่องจากการดูแลผู้ป่วย และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เคลื่อนย้ายยากทำให้ทำความสะอาดใต้และหลังอุปกรณ์ได้ลำบาก

ที่สำคัญที่สุดคือคนที่อยู่ในห้องนั้นเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่สุดในบ้าน และเป็นคนที่ไม่สามารถลุกออกจากห้องได้เองเมื่ออากาศไม่ดี

นี่คือเหตุผลที่มาตรฐานการดูแลอากาศในห้องผู้ป่วยที่บ้านควรใกล้เคียงกับมาตรฐานของสถานพยาบาลมากกว่ามาตรฐานของห้องนอนทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่มีครอบครัวไหนได้รับคำแนะนำเรื่องนี้เลย

สิ่งที่ครอบครัวผู้ดูแลควรรู้และไม่มีใครบอก

ประเด็นแรกคือกลิ่นไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพการดูแล ครอบครัวจำนวนมากตีความว่าห้องที่มีกลิ่นแปลว่าตัวเองดูแลไม่ดีพอ ซึ่งไม่จริง กลิ่นเกิดจากการสะสมในวัสดุที่เช็ดไม่ถึง ไม่ได้เกิดจากการเช็ดตัวน้อยไป

ประเด็นที่สองคือผู้ดูแลหลักมีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงมากและมักถูกมองข้าม ลูกที่อยู่ในห้องนั้นวันละสิบสี่ชั่วโมงเป็นเวลาหลายปี สูดอากาศเดียวกับผู้ป่วยแต่ไม่มีใครติดตามสุขภาพของเขา

ประเด็นที่สามคือคุณค่าของการที่ครอบครัวกลับเข้าไปอยู่กับผู้ป่วยได้ ผู้ป่วยติดเตียงที่ยังรับรู้ได้จะรับรู้ถึงการที่คนรอบตัวเข้ามาหาน้อยลง และงานวิจัยด้านการดูแลผู้สูงอายุชี้ตรงกันว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวมีผลต่อคุณภาพชีวิตและแม้แต่ต่อการฟื้นตัว

ประเด็นที่สี่คือควรทำเป็นรอบ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว เพราะห้องผู้ป่วยมีสารอินทรีย์เข้ามาใหม่ทุกวันตามธรรมชาติของการดูแล การอบเป็นรอบประจำจึงเป็นการควบคุมไม่ให้สะสมถึงระดับที่เป็นปัญหาอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยต้องออกจากห้องระหว่างทำหรือไม่

ต้องออก ระหว่างรอบการทำงานไม่มีใครอยู่ในห้องได้ ทีมงานจะประสานเวลาให้สอดคล้องกับตารางการดูแล เช่น ช่วงที่ย้ายผู้ป่วยไปห้องอื่นหรือช่วงที่ออกไปพบแพทย์ และผู้ป่วยกลับเข้าห้องได้หลังการระบายอากาศเรียบร้อย

ปลอดภัยกับผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจไหม

ปลอดภัย เพราะโอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจนธรรมดาและไม่ทิ้งสารตกค้างในอากาศ ต่างจากสเปรย์ดับกลิ่นและการพ่นน้ำยาที่ทิ้งละอองและไอระเหยไว้ให้ผู้ป่วยหายใจต่อหลายชั่วโมง

ต้องย้ายเตียงพยาบาลหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ออกไหม

ไม่ต้อง โอโซนเป็นก๊าซที่เข้าไปใต้เตียง หลังตู้ และในซอกอุปกรณ์ได้เอง แนะนำเพียงให้ถอดผ้าปูออก เปิดผิวที่นอนไว้ และเปิดตู้กับลิ้นชักเพื่อให้ก๊าซเข้าถึงทั่วถึง

กลิ่นจากที่นอนที่สะสมมาหลายปีเอาออกได้จริงไหม

ได้ เพราะโอโซนแทรกเข้าไปในเนื้อฟองน้ำและในซอกของที่นอนลม ซึ่งเป็นที่ที่แบคทีเรียที่ผลิตกลิ่นอาศัยอยู่ กรณีที่สะสมมานานมากอาจต้องทำมากกว่าหนึ่งรอบ ซึ่งทีมงานจะประเมินให้ตั้งแต่ตอนสำรวจ

ควรทำบ่อยแค่ไหน

สำหรับห้องผู้ป่วยติดเตียงที่มีการดูแลต่อเนื่อง แนะนำเดือนละครั้งเป็นรอบประจำ เพราะมีสารอินทรีย์เข้าสู่ห้องใหม่ทุกวันตามธรรมชาติของการดูแล การทำเป็นรอบจึงควบคุมไม่ให้สะสมถึงระดับที่เป็นปัญหา

ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อของผู้ป่วยได้จริงหรือ

ช่วยลดปริมาณเชื้อในอากาศและบนพื้นผิวรอบเตียงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของความเสี่ยงการติดเชื้อ ทั้งนี้ควรทำควบคู่กับการดูแลตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลเสมอ ไม่ใช่ใช้แทนกัน

เครื่องที่ใช้ผ่านการรับรองอะไรบ้าง

WHD ใช้ Master Ozone Generator ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และผ่านการทดสอบจาก Intertek สหราชอาณาจักร

มีบริการเสริมอะไรไหม

สำหรับการจองตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป WHD มีบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ CHEMGENE HLD4H ระดับโรงพยาบาลให้ฟรี ซึ่งเป็นน้ำยาที่ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดลและ NHS England เหมาะกับพื้นผิวสัมผัสสูงรอบเตียงผู้ป่วย

เป้าหมายไม่ใช่แค่ห้องที่ไม่มีกลิ่น แต่คือห้องที่ลูกหลานกล้าเข้าไปนั่งอยู่ด้วย

ถ้าห้องผู้ป่วยที่บ้านของคุณยังมีกลิ่นทั้งที่คุณทำทุกอย่างตามที่พยาบาลสอนแล้ว นั่นไม่ได้แปลว่าคุณดูแลไม่ดีพอ มันแปลว่าปัญหาอยู่ในที่ที่ผ้าเช็ดและน้ำยาเข้าไม่ถึง คือในเนื้อที่นอน ในที่นอนลม และในระบบแอร์

การอบโอโซนกำจัดทั้งกลิ่นและเชื้อในจุดเหล่านั้น โดยไม่ทิ้งสารเคมีไว้ในอากาศที่ผู้ป่วยต้องหายใจต่อ ไม่ทิ้งคราบบนที่นอน ไม่เพิ่มความชื้น ไม่ต้องย้ายเตียงหรืออุปกรณ์ และใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที

สำหรับการจองตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป WHD แถมบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ CHEMGENE HLD4H ระดับโรงพยาบาลให้ฟรี

ห้องผู้ป่วยที่บ้าน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ คลินิก บ้าน คอนโด สำนักงาน และโรงแรม ทั่วประเทศไทย

ดูรายละเอียดบริการและราคา คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 หรือแอดไลน์ @whd268

#อบโอโซนห้องผู้ป่วย#กำจัดกลิ่นห้องผู้ป่วยติดเตียง#ฆ่าเชื้อห้องผู้สูงอายุ#ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน#บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อโรค#MasterOzoneGenerator#WorldHealthDisinfection

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้