เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

Last updated: 7 พ.ย. 2569  |  11 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

เรื่องจริงจากไทยปี 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แยกกักผู้ป่วย 21 วัน บทเรียนประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายสำหรับธุรกิจไทย

เรื่องจริง: สถานะทางกฎหมายของฝีดาษลิงในไทย

หลังไทยพบ ผู้ป่วยฝีดาษลิงรายแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุข ยังคงสถานะฝีดาษลิงเป็น "โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง" ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พร้อมกำหนดให้ ผู้ป่วยยืนยันแยกกักตัว 21 วัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและรายงานผู้ป่วยตามระบบ

บทเรียนสำคัญ: ธุรกิจควรรู้สถานะทางกฎหมายและคำแนะนำล่าสุด

การรู้สถานะของโรคตามกฎหมายช่วยให้ธุรกิจวางนโยบายได้ถูกต้อง สิ่งที่ธุรกิจควรทบทวนคือ:

  • นโยบายการลาป่วย สำหรับพนักงานที่ต้องแยกกักตามคำแนะนำ
  • การประสานกับหน่วยงานสาธารณสุข เมื่อมีการสอบสวนโรค
  • การคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ ตาม PDPA
  • มาตรการทำความสะอาด ในสถานที่ทำงาน
  • การสื่อสาร กับพนักงานและลูกค้าตามข้อเท็จจริง

ฝีดาษลิงติดต่ออย่างไร

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ฝีดาษลิงติดต่อหลักผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผิวหนังหรือแผลของผู้ติดเชื้อ และอาจติดผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เสื้อผ้า เครื่องนอน และผ้าขนหนู เชื้อฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (enveloped virus) ซึ่งสามารถทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

ประเมินความเสี่ยง (Risk Register) สำหรับการปฏิบัติตามกฎหมายของธุรกิจไทย

เกณฑ์ประเมิน: โอกาสเกิดสูง × ผลกระทบสูง = วิกฤต / โอกาสปานกลาง × ผลกระทบสูง = สูง / โอกาสต่ำ × ผลกระทบสูง = ปานกลาง
  1. นโยบายลาป่วยไม่รองรับการแยกกัก 21 วัน — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: สูง — มาตรการ: ทบทวนนโยบายลาให้สอดคล้องกับคำแนะนำของแพทย์และกรมควบคุมโรค — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายบุคคล
  2. ข้อมูลสุขภาพพนักงานถูกเปิดเผยผิด PDPA — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: สูง — มาตรการ: จำกัดผู้เข้าถึงข้อมูลและให้ข้อมูลเฉพาะกับหน่วยงานที่มีอำนาจ — ผู้รับผิดชอบ: เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล (DPO)
  3. ไม่มีผู้ประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุข — โอกาสเกิด: ปานกลาง / ผลกระทบ: ปานกลาง / ระดับ: ปานกลาง — มาตรการ: แต่งตั้งผู้ประสานงานและเก็บเบอร์ติดต่อสาธารณสุขพื้นที่ — ผู้รับผิดชอบ: ผู้จัดการความปลอดภัย
  4. สถานที่ทำงานไม่มีหลักฐานการทำความสะอาด — โอกาสเกิด: สูง / ผลกระทบ: ปานกลาง / ระดับ: สูง — มาตรการ: บันทึกการเช็ดและเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายอาคาร
  5. สื่อสารผิดพลาดทำให้เกิดการตีตรา — โอกาสเกิด: ต่ำ / ผลกระทบ: สูง / ระดับ: ปานกลาง — มาตรการ: ใช้ข้อความจากแหล่งทางการและไม่ระบุตัวผู้ป่วย — ผู้รับผิดชอบ: ฝ่ายสื่อสารองค์กร

แนวทางลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย

  1. ติดตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอ
  2. ปรับนโยบายลา ให้รองรับการแยกกักตามคำแนะนำ
  3. คุ้มครองข้อมูลสุขภาพ ตาม PDPA
  4. แต่งตั้งผู้ประสานงาน กับหน่วยงานสาธารณสุข
  5. บันทึกการทำความสะอาด และเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ
  6. สื่อสารด้วยข้อเท็จจริง ไม่ตีตรา
  7. แนะนำพนักงาน ให้โทรสายด่วน 1422 เมื่อมีข้อสงสัย

ทำไมการพ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV จึงช่วยได้

บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection ใช้เครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV ที่ทำให้น้ำยาเป็นละอองขนาดเล็ก ลอยไปเกาะได้ทั่วพื้นที่ รวมถึงซอกมุม ผ้าม่าน เบาะ และพื้นผิวที่เช็ดด้วยมือได้ไม่ทั่ว

  • ครอบคลุมทั้งพื้นที่ ไม่ต้องพึ่งการเช็ดทีละจุด
  • กลับมาใช้พื้นที่ได้เร็ว โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีหลังพ่น
  • ทีมงานสวมชุดป้องกันครบ ผู้ประกอบการและพนักงานไม่ต้องเสี่ยงทำเอง
  • มีรายงานและภาพถ่ายหลังงาน ใช้ยืนยันกับลูกค้า ผู้บริหาร หรือหน่วยงานได้
  • มีใบกำกับภาษีและหัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับนิติบุคคลและหน่วยงาน
  • ประสบการณ์มากกว่า 5 ปี ทั้งโรงพยาบาล สำนักงาน โรงแรม และอาคารสาธารณะ

น้ำยาที่ใช้: Chemgene HLD4H

ทีมงานใช้ Chemgene HLD4H ซึ่งตามข้อมูลบนหน้าสินค้าของ WHD ผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับการทำลายไวรัส ใช้ในโรงพยาบาลของ NHS ประเทศอังกฤษ และได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดล เราไม่กล่าวอ้างว่า Chemgene ผ่านการทดสอบกับเชื้อฝีดาษลิงโดยตรง แต่ฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เมื่อใช้ตามความเข้มข้นและเวลาสัมผัสที่ผู้ผลิตกำหนด

  • ไม่มีกลิ่นฉุนแบบสารฟอกขาว
  • ใช้ได้กับพื้นผิวหลากหลาย ทั้งโต๊ะ เคาน์เตอร์ ลูกบิด และอุปกรณ์
  • ซื้อไว้ใช้เองเพื่อเช็ดจุดสัมผัสบ่อยในทุกวันได้

ก่อนและหลัง

ก่อน: ธุรกิจไม่รู้สถานะทางกฎหมายของโรค นโยบายลาไม่รองรับการแยกกัก และไม่มีหลักฐานการทำความสะอาด
หลัง: ธุรกิจมีทะเบียนความเสี่ยง นโยบายลาที่สอดคล้องคำแนะนำ คุ้มครองข้อมูล เช็ดจุดสัมผัสด้วย Chemgene HLD4H และเก็บใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ฝีดาษลิงมีสถานะอะไรตามกฎหมายไทย? ตอบ: เมื่อ 25 กรกฎาคม 2565 กระทรวงสาธารณสุขคงสถานะเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมควบคุมโรคด้วย ถาม: ผู้ป่วยยืนยันต้องแยกกักนานเท่าไร? ตอบ: ตามมติเมื่อปี 2565 กำหนดให้แยกกัก 21 วัน ควรทำตามคำแนะนำปัจจุบันของแพทย์และกรมควบคุมโรค ถาม: Chemgene HLD4H ฆ่าเชื้อฝีดาษลิงได้ไหม? ตอบ: ไม่ได้อ้างว่าทดสอบกับเชื้อฝีดาษลิงโดยตรง แต่ผ่านมาตรฐาน EN 14476 สำหรับไวรัส และเชื้อฝีดาษลิงเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ถาม: ธุรกิจขอใบกำกับภาษีได้ไหม? ตอบ: ได้ ออกใบกำกับภาษีและรองรับหัก ณ ที่จ่าย 3% โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268

ป้องกันด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อและ Chemgene HLD4H

เรื่องจริงจากไทยแสดงว่าสถานะทางกฎหมายและคำแนะนำกำหนดสิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่ประเมินความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายจะดูแลพนักงานได้ถูกต้องและมั่นใจ ป้องกันได้ด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection สำหรับสถานที่ทำงานพร้อมใบรับรองการพ่นฆ่าเชื้อ และน้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H สำหรับเช็ดจุดสัมผัสร่วมทุกวันและบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

คำค้นหา: ฝีดาษลิง โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง, ฝีดาษลิง แยกกัก 21 วัน, กฎหมายโรคติดต่อ, ประเมินความเสี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้