Last updated: 6 พ.ย. 2569 | 23 จำนวนผู้เข้าชม |
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2567 วันที่สี่ของเทศกาลกินเจ ที่ ศาลเจ้าฮกเฮงเก็ง ย่านตลาดใหญ่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา แถวคนรอกราบหน้าแท่นประธานยาวออกไปถึงซุ้มประตูหน้า ลมทะเลพัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างไม้บานเกล็ดที่เพิ่งถูกเปิดออกเป็นครั้งแรกในรอบสิบเอ็ดเดือน
นายวิรัตน์ แซ่โง้ว วัย 63 ปี ประธานคณะกรรมการอาสาสมัครศาลเจ้า คนที่ทุกคนในตลาดเรียกว่า “เฮียรัตน์” ยืนอยู่ตรงมุมเสาไม้ต้นที่สอง คอยดูแลให้แถวเดินไปได้เรียบร้อย เขาเป็นคนรุ่นที่สี่ของตระกูลที่ดูแลศาลเจ้าแห่งนี้ นับตั้งแต่อากงของอากงเขาร่วมกับพ่อค้าเหมืองแร่ดีบุกอีกสิบเอ็ดครอบครัวลงขันสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477
เวลา 09.20 น. เสียงที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงกลองหรือเสียงประทัด แต่เป็นเสียงไอ
ไม่ใช่ไอครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นไอเป็นชุด ยาว หนัก และตามด้วยเสียงหายใจที่มีเสียงหวีดปนออกมา ป้ากิมเฮียง แซ่ลิ้ม อายุ 78 ปี คนที่มากราบที่ศาลเจ้านี้ทุกเทศกาลมาตั้งแต่ยังสาว กำลังคุกเข่าอยู่บนเบาะกราบใบที่สามจากซ้าย เธอพยายามลุกขึ้นแต่ลุกไม่ไหว หลานสาวต้องประคองสองข้างพาไปนั่งที่ม้านั่งไม้ริมกำแพง
ป้ากิมเฮียงเป็นโรค หอบหืด มาตั้งแต่อายุห้าสิบกว่า แต่คุมอาการได้ดีมาตลอด วันนั้นเธอต้องพ่นยาสามครั้งภายในสิบห้านาที และเมื่ออาการไม่ดีขึ้น รถของกู้ภัยมูลนิธิก็พาเธอไปโรงพยาบาลตะกั่วป่าในเวลา 10.05 น.
อีกสี่วันต่อมา คือวันที่ 10 ตุลาคม 2567 เรื่องเดียวกันเกิดขึ้นอีก คราวนี้เป็น ลุงเซ่งฮวด แซ่ตั้ง อายุ 81 ปี อดีตช่างทองในตลาด ผู้มีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่เดิม ลุงเซ่งฮวดกราบเสร็จ ลุกขึ้นได้ครึ่งทาง แล้วนั่งลงกับพื้นเพราะหายใจไม่ทัน เขานอนโรงพยาบาลสองคืน
สองรายในเทศกาลเดียว ในศาลเจ้าที่ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อนตลอดสี่สิบปีที่เฮียรัตน์จำความได้
คืนนั้นเอง คณะกรรมการทั้งเก้าคนนั่งล้อมโต๊ะกลมในห้องเก็บของหลังศาลเจ้าจนถึงเที่ยงคืน ทุกคนสรุปตรงกันโดยแทบไม่ต้องถกเถียง สาเหตุคือ ควันธูป เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ลอยอยู่ในอากาศให้เห็นด้วยตา และเป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนพอจะนึกออก
ข้อสรุปนั้นฟังดูสมเหตุสมผลที่สุดในโลก และมันผิด
คำตอบที่แท้จริงอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาลงไปประมาณห้าสิบเซนติเมตร อยู่ในสิ่งที่ผู้เฒ่าทุกคนเอาเข่าและใบหน้าลงไปแนบทุกครั้งที่กราบ อยู่ใน เบาะกราบบุนุ่น 148 ใบ พรมผืนใหญ่หน้าแท่นบูชา 6 ผืน และผ้าคลุมโต๊ะบูชาปักดิ้นทองด้วยมืออีก 23 ผืน ที่ไม่เคยถูกทำความสะอาดลึกถึงชั้นในเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดเก้าสิบเอ็ดปีของศาลเจ้าแห่งนี้
เดือนพฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการลงมติใช้เงินกองกลางของศาลเจ้า 78,400 บาท ติดตั้งพัดลมดูดอากาศอุตสาหกรรม 8 ตัวรอบโถงกลาง เพิ่มช่องระบายลมเหนือกระถางธูปใหญ่ และสั่งซื้อธูปก้านสั้นชนิดควันน้อยมาใช้แทนของเดิมทั้งหมด
เฮียรัตน์เล่าว่าตอนนั้นเขามั่นใจมาก “ผมคิดว่าจบแล้ว ผมยืนดูควันมันถูกดูดออกไปทางช่องข้างบนแล้วผมโล่งใจมากเลย”
วันตรุษจีน 29 มกราคม 2568 ศาลเจ้าเปิดเต็มรูปแบบอีกครั้ง มีผู้มาไหว้ประมาณ 900 คนตลอดวัน พัดลมทั้งแปดตัวทำงานเต็มที่ ควันในโถงบางกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก่อนเที่ยง มีผู้สูงอายุ 3 รายที่ต้องออกมานั่งพักที่ม้านั่งริมกำแพงเพราะไอจนพูดไม่ได้ หนึ่งในนั้นมีเสียงหวีดชัดเจน และอีกรายเป็นหญิงวัย 71 ปีที่ไม่เคยมีประวัติโรคปอดใด ๆ มาก่อน
“วันนั้นผมยืนนิ่งไปเป็นนาที” เฮียรัตน์เล่า “เพราะผมรู้ทันทีว่าผมคิดผิดมาตลอด ควันมันบางลงจริง แต่คนก็ยังไอเหมือนเดิม แปลว่าตัวปัญหาไม่ใช่ควัน”
ณัฐริกา แซ่โง้ว หลานสาวของเฮียรัตน์ อายุ 29 ปี เภสัชกรประจำโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง กลับบ้านมาช่วยงานตรุษจีนพอดี เธอนั่งฟังลุงบ่นเรื่องพัดลมอยู่ครึ่งชั่วโมงแล้วถามคำถามสามข้อ
ข้อแรก คนที่ไอ ไอตอนไหน คำตอบคือ ส่วนใหญ่เริ่มไอหลังจากคุกเข่ากราบไปแล้วสักพัก ไม่ใช่ตอนเดินเข้าประตูมา
ข้อสอง คนที่ยืนไหว้เฉย ๆ ไม่ได้คุกเข่า มีอาการไหม คำตอบคือ ไม่ค่อยมี คนที่มีอาการหนักคือคนที่กราบนาน ๆ ซึ่งก็คือผู้สูงอายุที่สวดยาวและกราบครบทุกองค์
ข้อสาม เบาะที่คุกเข่านั้น ครั้งสุดท้ายที่ทำความสะอาดคือเมื่อไหร่ คำตอบคือ เปลี่ยนผ้าคลุมด้านนอกทุกปี ส่วนตัวเบาะข้างในไม่เคยแตะเลย บางใบอยู่มาตั้งแต่ก่อนเฮียรัตน์เป็นกรรมการ
ณัฐริกาบอกลุงตรง ๆ ว่า รูปแบบแบบนี้ไม่เข้ากับการระคายเคืองจากควัน เพราะควันจะทำให้แสบตาแสบคอตั้งแต่ก้าวเข้ามา และจะเป็นกับทุกคนไม่เลือกท่าทาง แต่รูปแบบที่ “เริ่มหลังก้มลงกราบ” และ “หนักเฉพาะคนที่หน้าอยู่ใกล้เบาะนาน ๆ” เป็นลักษณะของการสูดสาร ก่อภูมิแพ้ ที่ถูกกระแทกให้ลอยขึ้นมาจากเนื้อผ้าโดยตรง
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ณัฐริกาขออนุญาตคณะกรรมการทำสิ่งหนึ่ง เธอยกเบาะกราบใบที่เก่าที่สุดสามใบออกมาที่ลานหน้าศาลเจ้าตอนสิบโมงเช้า แดดกำลังแรง แล้วใช้ไม้ตีเบาะตีเบา ๆ เพียงสามครั้ง
สิ่งที่ลอยขึ้นมาในลำแสงแดด ไม่ใช่ฝุ่นบาง ๆ แต่เป็นกลุ่มหมอกสีเทาที่ลอยค้างอยู่ในอากาศนานเกินสิบวินาที กรรมการคนหนึ่งถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ตอนนั้นผมเข้าใจทันทีเลยครับ” เฮียรัตน์เล่า “ผมนึกภาพป้ากิมเฮียงก้มหน้าลงไปติดเบาะแบบนั้นวันละหลายสิบครั้ง แล้วผมก็รู้สึกแย่มาก เพราะเราติดพัดลมไปแปดตัว เพื่อดูดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวปัญหา”
สัปดาห์ถัดมา ณัฐริกาพาป้ากิมเฮียงไปพบ นพ.ปิยะพงษ์ วัฒนสิน แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่ดูแลเธออยู่ ผลการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ชัดเจน ตุ่มนูนที่ตำแหน่งสารสกัด ไรฝุ่น บ้านมีขนาด 12 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าตำแหน่งอื่นทั้งหมดอย่างเทียบกันไม่ติด ส่วนตำแหน่งควันและเขม่าไม่ได้อยู่ในชุดทดสอบ เพราะควันธูปเป็นสารระคายเคือง ไม่ใช่ สารก่อภูมิแพ้ ในความหมายทางภูมิคุ้มกัน
คุณหมอปิยะพงษ์อธิบายให้คณะกรรมการฟังในภายหลังด้วยประโยคที่เฮียรัตน์จำได้ทั้งประโยคว่า ควันธูปทำให้ทางเดินหายใจที่ไวอยู่แล้วแย่ลงได้จริง แต่ควันไม่ใช่คนจุดชนวน คนจุดชนวนคือสิ่งที่ผู้ป่วยสูดเข้าไปตอนหน้าอยู่ห่างจากเนื้อผ้าไม่ถึงหนึ่งคืบ
ถ้าให้ออกแบบสถานที่ที่เอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของไรฝุ่นมากที่สุด โดยตั้งใจ เราคงได้อะไรที่หน้าตาใกล้เคียงกับศาลเจ้าเก่าแก่ในเมืองชายทะเลของภาคใต้พอดี และนั่นคือความจริงที่คณะกรรมการต้องยอมรับ
ศาลเจ้าฮกเฮงเก็งเปิดใช้งานเต็มรูปแบบเพียง 46 วันต่อปี ได้แก่ ช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน ตรุษจีน กับเทศกาลไหว้ประจำปีอีกรวมกันไม่กี่วัน และวันไหว้ตามปฏิทินจีนเดือนละสองครั้งที่มีคนมาไม่มาก นอกจากนั้นประตูไม้บานใหญ่ทั้งสามบานจะถูกปิดและลงกลอน หน้าต่างไม้บานเกล็ดถูกปิดสนิทเพื่อกันฝนและกันนกเข้ามาทำรัง
แปลว่าตลอดราว 300 วันต่อปี พื้นที่ 380 ตารางเมตรของโถงกลาง อยู่ในสภาพมืด นิ่ง ไม่มีลมผ่าน และไม่มีแสงแดดส่องถึงเนื้อผ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งตรงกับเงื่อนไข อับชื้น และไร้แสงที่ไรฝุ่นต้องการที่สุด
ตะกั่วป่าเป็นอำเภอที่มีฝนตกชุกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วงประมาณ 78 ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงฤดูฝนยาวนานหลายเดือนที่ตัวเลขแทบไม่เคยลงต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย
ไรฝุ่นไม่มีอวัยวะสำหรับดื่มน้ำ มันดูดความชื้นจากอากาศผ่านผิวลำตัวโดยตรง ความชื้นสัมพัทธ์เกิน 60 เปอร์เซ็นต์คือเส้นแบ่งที่ทำให้ประชากรของมันเพิ่มขึ้นได้ ที่ตะกั่วป่าเส้นนั้นถูกข้ามไปแล้วเกือบทั้งปีโดยไม่ต้องมีใครทำอะไรเลย
ในช่วงเทศกาลกินเจปี 2567 ศาลเจ้าแห่งนี้มีผู้มากราบไหว้เฉลี่ยวันละ 1,200 ถึง 1,800 คน และในวันไหว้ใหญ่วันที่เจ็ดของเทศกาล ตัวเลขที่คณะกรรมการนับจากจำนวนชุดเครื่องเซ่นที่แจกไปอยู่ที่ประมาณ 2,400 คน
มนุษย์แต่ละคนผลัดเซลล์ผิวหนังออกมาราว 1.5 กรัมต่อวัน และการคุกเข่ากราบซ้ำ ๆ บนเบาะ คือการเสียดสีที่ทำให้เซลล์ผิวจากเข่า หน้าผาก ฝ่ามือ และแขน ตกลงไปในเนื้อผ้าโดยตรง ไม่ใช่ตกลงพื้นให้กวาดทิ้งได้
เมื่อคูณด้วยจำนวนคนตลอดเก้าวัน แล้วบวกกับตรุษจีนและวันไหว้อื่น ๆ เบาะกราบ 148 ใบของศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับ “อาหาร” ปริมาณมหาศาลอัดเข้าไปในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วจากนั้นประตูก็ถูกปิดลง ทิ้งให้อาหาร ความชื้น ความมืด และอุณหภูมิราว 28 ถึง 31 องศาเซลเซียส อยู่ด้วยกันตามลำพังอีกสิบเอ็ดเดือน
เฮียรัตน์เรียกสิ่งนี้ในภายหลังว่า “เราเลี้ยงมันปีละครั้ง แล้วปิดประตูให้มันโตอย่างสงบ”
เบาะกราบของศาลเจ้าแห่งนี้บุด้วย นุ่น ตามแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ฟองน้ำสังเคราะห์ นุ่นเป็นเส้นใยธรรมชาติกลวง เบา และมีช่องว่างระหว่างเส้นใยจำนวนมหาศาล เมื่อใช้ไปนานปีจะยุบตัวและจับกันเป็นก้อน ทำให้เกิดโพรงเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนที่เป็นที่หลบซ่อนชั้นเยี่ยม
พรมผืนใหญ่หน้าแท่นบูชาทั้ง 6 ผืน รวมพื้นที่ประมาณ 96 ตารางเมตร เป็นพรมทอขนสั้นสีแดงเข้ม ปูทับพื้นกระเบื้องดินเผาเดิมมาตั้งแต่ปี 2538 ส่วนผ้าคลุมโต๊ะบูชาปักดิ้นทองด้วยมือ 23 ผืน ผืนที่เก่าที่สุดปักเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 โดยกลุ่มแม่บ้านในตลาดที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงสองท่าน
ทั้งสามอย่างนี้คือเส้นใยหนา ทึบ ซับซ้อน และไม่เคยถูกทำความสะอาดถึงชั้นใน ซึ่งในทางชีววิทยาแปลว่ามันคือที่อยู่อาศัยระดับดีเยี่ยม
นี่คือจุดที่โหดร้ายที่สุดของเรื่อง การกราบตามธรรมเนียมคือการคุกเข่าลง วางฝ่ามือ แล้วก้มศีรษะลงจนใบหน้าอยู่ใกล้พื้นเบาะมาก บางท่าอยู่ห่างเพียงสิบถึงสิบห้าเซนติเมตร
ทุกครั้งที่เข่าและฝ่ามือกดลงบนเบาะ อากาศในโพรงเส้นใยถูกบีบให้พุ่งออกมา พาเอาอนุภาคขนาดเล็กที่ สะสม อยู่ข้างในลอยขึ้นมาเป็นกลุ่มพอดีในระดับที่ใบหน้าอยู่ ผู้กราบจึงสูดมันเข้าไปในจังหวะหายใจถัดไปทันที
และเนื่องจากผู้สูงอายุมักกราบช้ากว่า สวดยาวกว่า และกราบครบทุกองค์มากกว่าคนหนุ่มสาว พวกท่านจึงได้รับปริมาณสูงสุดในกลุ่มทั้งหมด ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ปอดทนได้น้อยที่สุด
เมื่อคณะกรรมการเริ่มนั่งลงรวบรวมตัวเลขอย่างจริงจังในเดือนมีนาคม 2568 ภาพที่ออกมาใหญ่กว่าที่ทุกคนคิดไว้มาก
ศาลเจ้าแห่งนี้มีผู้สูงอายุที่มาไหว้ประจำทุกเทศกาลราว 260 ท่าน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อายุเกิน 70 ปี ประมาณ 140 ท่าน เมื่อเลขานุการคณะกรรมการโทรศัพท์สอบถามทีละครอบครัวในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2568 ผลที่ได้คือ
ตัวเลขสุดท้ายคือตัวเลขที่ทำให้เฮียรัตน์ใจหาย เพราะมันแปลว่าคนที่ผูกพันกับศาลเจ้ามาทั้งชีวิต กำลังค่อย ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรู้
คณะกรรมการรวบรวมรายจ่ายที่ใช้ไปเพื่อ “แก้ปัญหาควัน” ตลอดปี 2567 ถึงต้นปี 2568 ได้ดังนี้
รวมทั้งสิ้น 144,200 บาท จากเงินบริจาคของชาวบ้าน ที่ใช้ไปกับการจัดการกับสิ่งที่ไม่ใช่ต้นตอ
เฮียรัตน์พูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ผมไม่เสียดายเงินหรอกครับ ของพวกนี้มีประโยชน์ของมันอยู่ ควันน้อยลงก็ดีจริง แต่ผมเสียดายเวลาสองปีที่คนเฒ่าคนแก่ต้องทนไปโดยที่เราหันไปแก้ผิดจุด นั่นแหละที่ผมนอนไม่หลับ”
เรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจคน หลังเหตุการณ์ปี 2567 มีเสียงพูดกันในตลาดหลายแบบ บางคนบอกว่าคณะกรรมการไม่ดูแล บางคนบอกว่าเป็นเรื่องของวัยและสังขาร บางท่านที่อาวุโสมากบอกว่าอาจเป็นเรื่องที่อธิบายด้วยเหตุผลทางโลกไม่ได้
เฮียรัตน์เล่าว่าสิ่งที่ยากที่สุดในช่วงนั้นไม่ใช่การหาสาเหตุ แต่คือการอยู่ตรงกลางระหว่างความห่วงใยของทุกฝ่าย โดยที่ตัวเองก็ยังไม่รู้คำตอบ
“ศาลเจ้ามันไม่ใช่อาคารครับ” เขาบอก “มันคือที่ที่คนในตลาดนี้ใช้เจอกัน ปีหนึ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง คนที่ย้ายไปอยู่ภูเก็ต อยู่กรุงเทพฯ เขากลับมาก็เพื่อวันนี้ ถ้าคนแก่มาไม่ได้ ลูกหลานก็ไม่กลับ แล้วอีกยี่สิบปีจะเหลืออะไร”
คำแนะนำที่คณะกรรมการได้ยินบ่อยที่สุดจากคนนอกคือ “ก็ทิ้งของเก่าแล้วซื้อใหม่สิ” ซึ่งฟังดูง่ายมากสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์
ความจริงคือ ผ้าคลุมโต๊ะบูชาปักดิ้นทองด้วยมือ 23 ผืนนั้น หลายผืนเป็นของที่ครอบครัวในตลาดถวายไว้พร้อมจารึกชื่อผู้ถวายและปีที่ถวาย บางผืนเป็นฝีมือของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การนำออกไปทิ้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของความเคารพต่อผู้ถวายและต่อธรรมเนียมของศาลเจ้า ซึ่งมีขั้นตอนและการปรึกษาหารือของตัวเอง
เบาะกราบก็เช่นกัน หลายใบเป็นของถวายเป็นชุดในโอกาสสำคัญ และในทางปฏิบัติ การหาช่างที่ยังบุเบาะนุ่นแบบเดิมได้ก็เหลือน้อยลงทุกปี
ส่วนการซักด้วยน้ำก็ไม่ใช่ทางเลือก ผ้าปักดิ้นทองเมื่อโดนน้ำ ดิ้นจะหมองและด้ายเก่าจะเปื่อยขาด ส่วนเบาะบุนุ่นเมื่ออมน้ำแล้วจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง แห้งไม่ทั่วถึง และมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขึ้นราจากด้านใน ซึ่งจะทำให้ปัญหาแย่กว่าเดิมหลายเท่า
คณะกรรมการจึงติดอยู่ในสมการที่ดูเหมือนไม่มีทางออก คือ ต้องเอาสิ่งที่อยู่ในเนื้อผ้าออกไปให้ได้ โดยห้ามใช้น้ำ ห้ามรื้อถอน ห้ามทำให้เสียหาย และห้ามเคลื่อนย้ายออกจากศาลเจ้า
ต้องพูดให้เป็นธรรมก่อนว่า คณะกรรมการศาลเจ้าฮกเฮงเก็งไม่ได้ละเลยอะไรเลย ตรงกันข้าม พวกเขาทำความสะอาดจริงจังมาก เพียงแต่สิ่งที่ทำทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อ “ความสะอาดที่ตามองเห็น” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ “ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในชั้นใย”
ก่อนเทศกาลใหญ่ทุกครั้ง อาสาสมัครจะถอดผ้าคลุมเบาะด้านนอกไปซักและรีดอย่างเรียบร้อย เบาะจึงดูใหม่และสะอาดตาทุกปี แต่ผ้าคลุมคือผืนผ้าบาง ๆ ที่หุ้มอยู่รอบแหล่งสะสมจริง ประชากรไรฝุ่นและมูลของมันอยู่ลึกลงไปในเนื้อนุ่นซึ่งไม่มีวันถูกแตะต้องด้วยวิธีนี้
วิธีดั้งเดิมที่ทำกันมาทุกยุคคือยกเบาะออกไปตีกลางแดด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ แรงตีทำให้อนุภาคที่สะสมอยู่ข้างในหลุดออกมา ฟุ้งกระจาย ในอากาศ ส่วนใหญ่ตกกลับลงมาที่เดิมหรือลงที่พื้นรอบข้าง และคนที่ยืนตีคือคนที่สูดเข้าไปมากที่สุด
แดดร้อนจัดทำให้ผิวเบาะร้อนจริง แต่ความร้อนแทรกลงไปได้เพียงไม่กี่มิลลิเมตร ในขณะที่โพรงเส้นใยลึกลงไปหลายเซนติเมตรยังคงเย็นและชื้นตามเดิม ที่สำคัญที่สุดคือ แม้ตัวไรฝุ่นจะตาย มูลและซากของมันซึ่งเป็นตัวก่ออาการยังคงอยู่ครบถ้วนในเนื้อผ้า
ศาลเจ้ามีเครื่องดูดฝุ่นถังเล็กอยู่หนึ่งเครื่อง ใช้ดูดพรมก่อนเทศกาล ปัญหาคือเครื่องดูดฝุ่นทั่วไปมีข้อจำกัดสองข้อพร้อมกัน
ข้อแรก แรงดูดไม่พอที่จะดึงอนุภาคที่เกาะแน่นอยู่กับเส้นใยลึก ๆ ขึ้นมาได้ มันจึงเก็บได้แค่ฝุ่นหลวมบนผิว
ข้อสอง และร้ายแรงกว่า คือระบบกรองแบบถุงหรือแผ่นกรองธรรมดาไม่สามารถกักอนุภาคขนาดเล็กระดับไม่กี่ไมครอนไว้ได้ อนุภาคเหล่านั้นจึงถูกเป่าออกทางช่องลมกลับสู่ห้อง และเพราะมันเบามาก มันจึงลอยค้างในอากาศได้นานเป็นชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่หลายคนอาการแย่ลงหลังทำความสะอาด ไม่ใช่ดีขึ้น
นี่คือบทเรียนราคา 114,200 บาทของศาลเจ้าแห่งนี้ พัดลมดูดอากาศและเครื่องฟอกอากาศทำงานกับอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศแล้วเท่านั้น แต่สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นไม่ได้ลอยอยู่ตลอดเวลา มันนอนนิ่งอยู่ในเบาะและพรม แล้วถูกกระแทกขึ้นมาเป็นกลุ่มเฉพาะตอนที่มีคนกดทับ
ในระยะห่างสิบห้าเซนติเมตรระหว่างจมูกกับเบาะ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศเครื่องไหนในโลกที่ดูดมันไปได้ทันก่อนที่ผู้กราบจะหายใจเข้า
มีผู้แนะนำให้ใช้สเปรย์ฉีดพ่นบนเบาะและพรม คณะกรรมการเกือบทำ แต่ณัฐริกาทักไว้ทัน เหตุผลคือ สเปรย์ส่วนใหญ่ซึมลงได้เพียงผิวหน้า และต่อให้ได้ผลตามที่โฆษณาทุกประการ มันก็ไม่ได้ นำ มูลและซากที่สะสมอยู่ออกไปจากศาลเจ้า มันแค่ทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ที่เดิม
หัวใจของปัญหาภูมิแพ้ไม่ได้อยู่ที่ว่าไรฝุ่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ามีโปรตีนก่ออาการค้างอยู่ในเนื้อผ้ามากแค่ไหน ตราบใดที่ยังไม่มีการนำมันออกไป ปริมาณก็ไม่ลด
ยิ่งไปกว่านั้น การพ่นของเหลวลงบนผ้าปักดิ้นทองอายุเกือบห้าสิบปี มีความเสี่ยงต่อความเสียหายถาวรที่ไม่มีใครในคณะกรรมการยอมรับได้
คณะกรรมการเคยติดต่อร้านรับซักพรมและเบาะในตัวจังหวัด แต่ติดสามข้อพร้อมกัน หนึ่ง ต้องรื้อและขนย้ายผ้าคลุมโต๊ะบูชาและป้ายผ้าออกจากตำแหน่ง ซึ่งขัดกับธรรมเนียมและมีความเสี่ยงสูงต่อของเก่า สอง กระบวนการใช้น้ำและสารเคมี ซึ่งใช้กับดิ้นทองและนุ่นเก่าไม่ได้ สาม ต้องรอแห้งหลายวัน ในอาคารที่ความชื้นสูงตลอดปี ซึ่งเสี่ยงต่อการขึ้นราอย่างมาก
สิ่งที่ศาลเจ้าต้องการจึงไม่ใช่การซัก แต่คือการ ดูดออก ให้ลึกถึงชั้นใน โดยไม่ใช้น้ำ ไม่ต้องรื้อถอน และดักสิ่งที่ดูดออกมาไว้ให้อยู่หมัดโดยไม่ปล่อยกลับสู่อากาศ
ถ้าจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังจัดการอยู่เสียก่อน คุณหมอปิยะพงษ์อธิบายเรื่องนี้ให้คณะกรรมการฟังในการประชุมวันที่ 9 มีนาคม 2568 และเป็นการอธิบายที่ทำให้ทุกคนเปลี่ยนความคิด
ไรฝุ่นเป็นสัตว์ขาข้อ 8 ขา ญาติห่าง ๆ ของแมงมุมและเห็บ ขนาดตัวเพียง 0.1 ถึง 0.3 มิลลิเมตร เล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะเห็นได้ในสภาพปกติ ตัวมันโปร่งแสงและไม่มีสี จึงมองไม่เห็นแม้จะเพ่งดูใกล้ ๆ
มันไม่กัด ไม่ดูดเลือด และไม่เป็นพาหะนำโรคติดเชื้อ นี่คือจุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ประเมินมันต่ำเกินไป เพราะมันไม่ได้ทำร้ายเราโดยตรงเลย
ปัญหาอยู่ที่ของเสียของมัน ไรฝุ่นหนึ่งตัวถ่ายมูลออกมาประมาณ 20 ก้อนต่อวัน ตลอดอายุขัยราว 2 ถึง 3 เดือน รวมแล้วมูลมากกว่า 1,000 ก้อนต่อตัว ในมูลนั้นมีโปรตีนย่อยอาหารที่เมื่อร่างกายมนุษย์บางคนสูดเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองเกินความจำเป็น
มูลของไรฝุ่นมีขนาดประมาณ 10 ถึง 40 ไมครอน เมื่อถูกกระแทกให้ลอยขึ้น มันจะค้างอยู่ในอากาศได้ราว 15 ถึง 30 นาที ในบางสภาพนานกว่านั้น และเมื่อซากตัวมันแตกละเอียดจากการเสียดสี อนุภาคจะยิ่งเล็กลงและลอยได้นานขึ้นไปอีก
อาการที่ตามมาคือกลุ่มอาการที่ทุกคนคุ้นเคย ได้แก่ โรค ภูมิแพ้ และแพ้อากาศ เยื่อบุจมูกอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ผื่นคันและผิวหนังอักเสบ อาการปวดศีรษะเรื้อรัง และในกลุ่มที่มีทางเดินหายใจไวอยู่แล้ว คือการกำเริบของโรคหอบหืด ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับป้ากิมเฮียงและลุงเซ่งฮวดโดยตรง องค์การอนามัยโลกระบุว่าโรคหอบหืดเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง และการลดการสัมผัสสิ่งกระตุ้นในสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญของการดูแล (ดูข้อมูลได้จาก เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคหอบหืดขององค์การอนามัยโลก)
ไรฝุ่นตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 40 ถึง 80 ฟองตลอดช่วงชีวิต ไข่ใช้เวลาฟักและเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัยราว 3 ถึง 4 สัปดาห์ในสภาพที่เหมาะสม นั่นแปลว่าในเวลาสามเดือน ประชากรสามารถเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าได้อย่างสบาย ๆ ถ้าอาหารและความชื้นไม่ขาด
ในศาลเจ้าที่ปิดสนิทสิบเอ็ดเดือน โดยมีอาหารก้อนใหญ่ถูกเติมเข้าไปปีละสองสามครั้ง วงจรนี้จึงหมุนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะเลย
สภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเราให้ครบทั้งสองปัจจัยหลักตลอดทั้งปี คืออุณหภูมิเฉลี่ย 25 ถึง 32 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ที่มักอยู่เหนือ 65 เปอร์เซ็นต์
ในเขตอบอุ่นอย่างยุโรปเหนือ ฤดูหนาวที่อากาศแห้งจัดจะทำให้ประชากรไรฝุ่นลดลงตามธรรมชาติทุกปี เป็นการรีเซ็ตที่บ้านเราไม่มี ในเมืองไทย ประชากรไรฝุ่นในสิ่งทอที่ไม่เคยถูกทำความสะอาดลึก จึงมีแต่เพิ่มขึ้นสะสมไปเรื่อย ๆ ปีแล้วปีเล่า
และในพื้นที่ชายฝั่งอันดามันอย่างตะกั่วป่า ที่ความชื้นสูงต่อเนื่องเกือบทั้งปี เงื่อนไขยิ่งเอื้ออำนวยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเสียอีก
สามเงื่อนไขที่ไรฝุ่นต้องการคือ อับชื้น ไม่มีแสง และมีเส้นใยให้เกาะ ในบ้านทั่วไปจึงหมายถึงที่นอน หมอน โซฟา พรม และ ผ้าม่าน แต่ในศาลเจ้าเก่า มันหมายถึงเบาะกราบบุนุ่น พรมหน้าแท่นบูชา ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าประดับที่แขวนอยู่สูง หมอนอิงบนตั่งไม้ และผ้าคลุมที่ใช้เฉพาะพิธี ซึ่งเก็บอยู่ในตู้ไม้ปิดสนิทตลอดปี
เมื่อคณะกรรมการนั่งไล่รายการทั้งหมด พวกเขาพบว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีสิ่งทอที่เข้าเงื่อนไขทั้งสามข้อรวมกันมากกว่า 200 ชิ้น
ณัฐริกาเป็นคนหาข้อมูลให้ เธอตั้งโจทย์ไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นตามข้อจำกัดของศาลเจ้า คือต้องเป็นบริการที่ทำถึงที่ ไม่ต้องรื้อถอน ไม่ใช้น้ำท่วมเนื้อผ้า ไม่ทำให้ของเก่าเสียหาย และต้องพิสูจน์ได้ว่านำสิ่งที่ดูดออกมาไปจากอาคารจริง ไม่ใช่แค่ย้ายที่
สิ่งที่เธอพบคือ บริการกำจัดไรฝุ่น ซักพรม ที่นอน โซฟา พร้อมฆ่าเชื้อโรคครบวงจร ของ บริษัท World Health Disinfection ซึ่งเป็น เจ้าแรกในประเทศไทย ที่ให้บริการลักษณะนี้
หนึ่ง ทำถึงที่โดยไม่ต้องเคลื่อนย้าย ทีมงานนำเครื่องเข้าไปทำในตำแหน่งเดิม เบาะกราบไม่ต้องขนออกไปไหน ผ้าคลุมโต๊ะบูชาไม่ต้องรื้อออกจากโต๊ะ ผ้าม่านและผ้าประดับก็ทำได้โดยไม่ต้องถอดลงมาจากราง ซึ่งเป็นจุดที่คณะกรรมการให้ความสำคัญที่สุด
สอง เป็นการดูดออก ไม่ใช่การพ่นสารเคมีลงบนของเก่า กระบวนการหลักคือการใช้แรงดูดสูงดึงฝุ่น มูลไรฝุ่น ซากไรฝุ่น เศษเส้นใย และสารก่อภูมิแพ้ ออกมาจากชั้นในของเนื้อผ้า แล้วนำออกไปจากอาคาร ไม่ได้ทิ้งอะไรค้างไว้
สาม ดักไว้ในน้ำ ไม่ปล่อยกลับสู่ห้อง จุดนี้คือสิ่งที่ทำให้คณะกรรมการตัดสินใจ เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดของศาลเจ้าคือการที่อนุภาคเล็ก ๆ ลอยขึ้นมาแล้วมีคนสูดเข้าไป การใช้เครื่องที่ดักทุกอย่างไว้ในน้ำจึงตรงกับความกังวลของพวกเขาที่สุด
สี่ ครอบคลุมสิ่งทอทุกประเภทในที่เดียว ทั้ง ที่นอน โซฟา พรม และผ้าม่าน ซึ่งในบริบทของศาลเจ้าก็แปลงเป็น เบาะกราบ ตั่งไม้บุเบาะ พรมหน้าแท่นบูชา และผ้าคลุมผ้าประดับทั้งหมด
ห้า มีบริการพ่น ฆ่าเชื้อโรค เสริม ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งจำเป็นมากสำหรับอาคารที่ปิดสนิทและมีความชื้นสูงตลอดปี
เฮียรัตน์ยอมรับตรง ๆ ว่าตอนแรกเขาลังเลอยู่นาน “ผมกลัวที่สุดคือกลัวของเสียหาย ของบางชิ้นคนถวายไว้ตั้งแต่ผมยังเด็ก ถ้ามันขาดในมือผม ผมไม่รู้จะไปตอบใคร” เขาเล่า “แต่พอทีมงานเข้ามาดูหน้างานก่อน แล้วอธิบายว่าจะทำอะไรตรงไหน ใช้หัวแบบไหนกับผ้าปัก ผมถึงค่อยสบายใจ”
คณะกรรมการลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 และนัดหมายเข้าบริการในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนเทศกาลกินเจปี 2568 ประมาณสองเดือนครึ่ง
หัวใจของบริการนี้คือเครื่อง SIRENA System ซึ่งไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่นในความหมายที่คนทั่วไปคุ้นเคย
เครื่องออกแบบจากประเทศแคนาดา ใช้มอเตอร์ระบบไซโคลนกำลัง 1200 วัตต์ที่ผลิตจากประเทศอิตาลี แรงดูดระดับนี้คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดึงอนุภาคที่เกาะแน่นอยู่กับเส้นใยลึกในเบาะบุนุ่นที่ยุบตัวและจับกันเป็นก้อนมาหลายสิบปี
ความแตกต่างสำคัญคือเครื่องดูดฝุ่นบ้านทั่วไปทำงานได้กับ “ฝุ่นที่หลวมอยู่บนผิว” แต่สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้หลวม มันเกาะอยู่กับเส้นใยด้วยแรงยึดเหนี่ยวระดับหนึ่ง และต้องการแรงดูดที่มากพอจึงจะหลุดออกมาได้
แทนที่จะเก็บฝุ่นไว้ในถุงกระดาษหรือถังพลาสติกแห้ง SIRENA ส่งอากาศที่ดูดเข้าไปทั้งหมดผ่านน้ำในถัง หลักการง่ายมาก อนุภาคที่ผ่านเข้าไปในน้ำจะเปียกและจมอยู่ในน้ำ ไม่สามารถลอยกลับออกมาทางช่องลมได้อีก
ผลคือฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ถูกดักไว้ในน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ฟุ้งกลับสู่ห้อง ซึ่งตรงกับข้อกังวลหลักของศาลเจ้าอย่างที่สุด เพราะพวกเขาเจอปัญหาของสิ่งที่ลอยกลับมาได้มาสองปีเต็ม
ประโยชน์ที่คณะกรรมการไม่ได้คาดคิดมาก่อนคือ น้ำในถังกลายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ด้วยตา เมื่อทำเบาะกราบเสร็จไปแค่ 12 ใบแรก น้ำในถังเปลี่ยนจากใสเป็นสีเทาอมน้ำตาลข้น มีเศษเส้นใยและตะกอนละเอียดลอยอยู่เต็ม
หลังจากผ่านน้ำแล้ว อากาศยังต้องผ่านแผ่นกรอง HEPA อีกชั้นก่อนออกจากเครื่อง ระบบนี้กรองอนุภาคได้ละเอียดถึง 0.02 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่ามูลไรฝุ่นหลายร้อยเท่า และเล็กพอที่จะจัดการกับเศษซากไรฝุ่นที่แตกละเอียดแล้ว รวมถึงสปอร์เชื้อราขนาดเล็กที่มักพบในอาคารเก่าที่ปิดสนิท
ผลลัพธ์ที่ระบุไว้คือกำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์
เครื่อง SIRENA ได้รับการรับรองจาก Asthma Society of Canada ซึ่งเป็นองค์กรด้านโรคหอบหืดของประเทศแคนาดา รวมถึงมาตรฐาน TUV Rheinland การรับรอง Certified Vacuums การรับรอง Dust Mite Proof และมาตรฐาน Go Green / Eco Friendly
สำหรับคณะกรรมการศาลเจ้าที่กำลังตัดสินใจแทนผู้สูงอายุ 260 ท่าน การรับรองจากองค์กรด้านโรคหอบหืดโดยตรงมีน้ำหนักในที่ประชุมมากกว่าคำโฆษณาใด ๆ
สำหรับพื้นผิวที่รับการซักลึกได้ เช่น พรมหน้าแท่นบูชาที่ทอด้วยเส้นใยสังเคราะห์ ทีมงานเสริมด้วยเครื่อง MASTER VACUUM ซึ่งออกแบบมาสำหรับการซักที่นอน โซฟา และพรมโดยเฉพาะ
จุดสำคัญคือทีมงานจะประเมินวัสดุแต่ละชิ้นก่อนเสมอ ชิ้นที่เป็นของเก่า เปราะบาง หรือปักดิ้นทอง จะใช้เฉพาะกระบวนการดูดแห้งด้วยหัวที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่นำน้ำเข้าใกล้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ศาลเจ้าตั้งไว้ตั้งแต่วันแรก
งานเริ่มวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. และใช้เวลาทั้งหมดสองวันครึ่ง คณะกรรมการแปดคนผลัดกันอยู่เฝ้าตลอด เฮียรัตน์อยู่ครบทุกชั่วโมง
ทีมงานเข้าสำรวจล่วงหน้าตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม เดินดูทีละจุดพร้อมคณะกรรมการ แยกประเภทสิ่งทอออกเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่ทำได้เต็มรูปแบบ กลุ่มที่ต้องใช้ความระมัดระวังพิเศษ และกลุ่มของเก่าเปราะบางที่ทำได้เฉพาะการดูดแห้งด้วยแรงดูดที่ปรับลดแล้ว จากนั้นทำรายการสรุปให้คณะกรรมการเซ็นรับทราบร่วมกันก่อนเริ่มงาน
ศาลเจ้าประกาศให้ชาวบ้านทราบล่วงหน้าห้าวัน คณะกรรมการทำพิธีตามธรรมเนียมก่อนเริ่มงาน ซึ่งทีมงานรอจนเสร็จเรียบร้อยจึงเข้าพื้นที่ อุปกรณ์ทั้งหมดถูกวางในตำแหน่งที่ตกลงกันไว้ และมีการปูผ้ารองป้องกันพื้นกระเบื้องดินเผาเดิม
เป็นงานหลักและใช้เวลามากที่สุด ทำทีละใบด้วยเครื่อง SIRENA System โดยดูดทั้งด้านบน ด้านล่าง และด้านข้างทั้งสี่ด้าน แต่ละใบใช้เวลาเฉลี่ย 4 ถึง 6 นาที เบาะที่เก่าที่สุดใช้เวลานานถึง 9 นาที ทีมงานเปลี่ยนน้ำในถังกรองรวมทั้งสิ้น 14 ครั้งเฉพาะงานเบาะ
ทำเป็นตารางเมตรต่อเนื่องกันไป เริ่มจากการดูดแห้งด้วย SIRENA เพื่อนำชั้นสะสมออกก่อน แล้วจึงตามด้วยการซักลึกด้วย MASTER VACUUM ในบริเวณที่ประเมินแล้วว่ารับได้ พร้อมวางแผนเวลาให้แห้งสนิทก่อนวันไหว้รอบถัดไป
ส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุด ผ้าปักดิ้นทอง 23 ผืนทำในตำแหน่งเดิมทั้งหมด ไม่มีการถอดออกจากโต๊ะแม้แต่ผืนเดียว ใช้หัวดูดเฉพาะพร้อมปรับแรงดูดลง และทำเป็นช่วงสั้น ๆ ทีละส่วน โดยมีกรรมการยืนดูอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ส่วนผ้าประดับที่แขวนอยู่สูงและผ้าม่านผืนยาว ทำได้โดยไม่ต้องรื้อถอนลงมาจากราง
หลังจบงานดูดทั้งหมด มีการพ่นฆ่าเชื้อครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยเน้นบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย ได้แก่ ราวไม้ ที่วางธูป ตู้บริจาค บานประตู และพื้นผิวรอบแท่นบูชา ซึ่งจำเป็นมากสำหรับอาคารที่มีคนมาสัมผัสร่วมกันหลายพันคนในเวลาไม่กี่วัน
ทีมงานสรุปงานให้คณะกรรมการฟัง พร้อมแนะนำรอบการดูแลที่เหมาะสมกับอาคารที่เปิดใช้งานเป็นช่วง ๆ คือทำก่อนเทศกาลใหญ่แต่ละครั้ง แทนการทำตามปฏิทินแบบตายตัว ซึ่งเป็นคำแนะนำที่คณะกรรมการนำไปบรรจุเป็นระเบียบของศาลเจ้าในเวลาต่อมา
เฮียรัตน์เล่าถึงช่วงเวลาที่เขาจำได้ดีที่สุดในสองวันครึ่งนั้น “ถังใบที่เจ็ด ตอนนั้นเป็นเบาะแถวหน้าสุดที่คนแก่ชอบมากราบ ผมมองน้ำในถังแล้วผมยืนเงียบไปนาน ผมนึกถึงป้ากิมเฮียง แล้วผมก็นึกถึงตัวเองที่ยืนอยู่ตรงนี้ทุกปีโดยไม่เคยรู้เลย”
| วิธี | ลึกถึงชั้นในของเส้นใย | นำสารก่อภูมิแพ้ออกจากอาคาร | ความเสี่ยงต่อของเก่า | ผลลัพธ์โดยรวม |
|---|---|---|---|---|
| เปลี่ยนผ้าคลุมชั้นนอกทุกปี | ไม่ ได้เฉพาะผ้าชั้นนอก | เฉพาะส่วนที่ติดบนผ้าคลุม | ต่ำ | ควรทำต่อ แต่ไม่พอ |
| ยกเบาะไปตีกลางแดด | ไม่ ความร้อนลงได้ไม่กี่มิลลิเมตร | ไม่ ฟุ้งกระจายแล้วตกกลับที่เดิม | สูง ผ้าเก่าฉีกขาดง่าย | คนที่ตีสูดเข้าไปมากที่สุด |
| เครื่องดูดฝุ่นบ้านทั่วไป | ตื้น แรงดูดไม่พอ | ไม่ อาจปล่อยกลับออกทางช่องลม | ปานกลาง | เสี่ยงทำให้อากาศในโถงแย่ลง |
| พัดลมดูดอากาศ + เครื่องฟอกอากาศ | ไม่ ทำงานกับอากาศเท่านั้น | ไม่ แหล่งสะสมยังอยู่ครบ | ต่ำ | ช่วยเรื่องควัน แต่ไม่แตะต้นตอ |
| สเปรย์กำจัดไรฝุ่น | ตื้น ซึมได้แค่ผิวหน้า | ไม่ ทิ้งมูลและซากไว้ที่เดิม | สูง กับผ้าปักดิ้นทอง | ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ไม่ลด |
| ส่งร้านซักน้ำหรือซักแห้ง | ได้บางส่วน | ได้ แต่ต้องขนออกไปจากศาลเจ้า | สูงมาก ต้องรื้อถอนและใช้น้ำ | ทำไม่ได้จริงกับของเก่าและนุ่น |
| เปลี่ยนของใหม่ทั้งหมด | เริ่มต้นใหม่ชั่วคราว | ไม่ เพราะสะสมกลับได้เร็ว | ขัดกับธรรมเนียมและของถวาย | งบสูงมาก และวนกลับที่เดิม |
| บริการกำจัดไรฝุ่น WHD (SIRENA) | ใช่ มอเตอร์ 1200W ดึงจากชั้นในเส้นใย | ใช่ ดักไว้ในน้ำ 100% แล้วนำออกไป | ต่ำ ไม่ต้องรื้อถอน ไม่ใช้น้ำกับของเปราะบาง | กำจัดสารก่อภูมิแพ้ 99.99% |
ควันธูปเป็นสารระคายเคืองที่ทำให้ทางเดินหายใจที่ไวอยู่แล้วแย่ลงได้จริง จึงควรระบายอากาศให้ดี แต่ควันกับสารก่อภูมิแพ้ทำงานคนละกลไกกัน ข้อสังเกตที่แยกได้ชัดคือ อาการจากควันมักเริ่มตั้งแต่ก้าวเข้ามาและเป็นกับหลายคนพร้อมกัน ส่วนอาการจากสารก่อภูมิแพ้ในเนื้อผ้ามักเริ่มหลังก้มลงใกล้เบาะ และหนักเฉพาะกลุ่มที่แพ้ ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ พัดลมแปดตัวลดควันได้จริง แต่ไม่ได้ลดจำนวนคนไอเลย นั่นคือคำตอบ
นี่คือความเข้าใจที่กลับด้านกับความจริงมากที่สุด การปิดสนิทหมายถึงไม่มีลมพัดผ่าน ไม่มีแสงแดดส่องถึง และความชื้นไม่มีทางระบายออก ซึ่งครบทั้งสามเงื่อนไขที่ไรฝุ่นต้องการ อาคารที่ปิดยาวจึงไม่ใช่อาคารที่ปลอดภัย แต่คืออาคารที่ปล่อยให้การสะสมเดินหน้าไปเงียบ ๆ โดยไม่มีใครเห็น
ความสะอาดที่ตามองเห็นกับปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในชั้นใยเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เบาะที่เพิ่งเปลี่ยนผ้าคลุมใหม่เอี่ยม รีดเรียบ ดูสวยงาม อาจมีปริมาณสะสมในเนื้อนุ่นข้างในสูงมาก เพราะสิ่งที่เรามองเห็นคือผ้าชั้นนอกเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปห้าเซนติเมตร
คณะกรรมการศาลเจ้าฮกเฮงเก็งคุยกันเรื่องนี้อย่างจริงจังที่สุด และข้อสรุปของพวกเขาคือ การดูแลรักษาสิ่งของในศาลเจ้าให้อยู่ในสภาพดีและปลอดภัยต่อผู้มากราบ คือส่วนหนึ่งของความเคารพ ไม่ใช่สิ่งที่ขัดกับความเคารพ พวกเขาจึงทำพิธีตามธรรมเนียมก่อนเริ่มงาน มีกรรมการอยู่ควบคุมตลอดเวลา และกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจนว่าอะไรทำได้และอะไรห้ามแตะ ซึ่งเป็นแนวทางที่ศาสนสถานอื่นนำไปปรับใช้ได้
แดดเมืองไทยร้อนพอที่จะฆ่าไรฝุ่นที่อยู่ใกล้ผิวได้จริง แต่ความร้อนแทรกลงไปในเบาะหนาได้เพียงไม่กี่มิลลิเมตร ที่สำคัญกว่านั้นคือ ต่อให้ตัวมันตายทั้งหมด มูลและซากที่เป็นตัวก่ออาการยังคงอยู่ครบในเนื้อผ้า และการตีเบาะเพื่อไล่ฝุ่นยังเป็นการทำให้สิ่งเหล่านั้นฟุ้งกระจายใส่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นอีกด้วย
การกำจัดไรฝุ่นทำให้ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ลดลงอย่างมากทันที แต่ตราบใดที่ยังมีคนมากราบและยังมีความชื้นสูงในอาคาร การสะสมก็จะเริ่มใหม่ตามธรรมชาติ สำหรับศาสนสถานที่เปิดใช้งานเป็นช่วง ๆ วิธีที่เหมาะที่สุดคือทำก่อนเทศกาลใหญ่แต่ละครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะที่ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าการยึดตามปฏิทินแบบตายตัว
คนที่ไม่แพ้ก็หายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในปริมาณเท่ากัน เพียงแต่ร่างกายยังไม่ตอบสนองรุนแรงพอให้สังเกตเห็น ในบริบทของศาลเจ้า คนที่ไม่แพ้มักเป็นคนหนุ่มสาวที่กราบเร็วและอยู่ไม่นาน ในขณะที่ผู้สูงอายุซึ่งอยู่นานที่สุดและปอดทนได้น้อยที่สุด คือกลุ่มที่รับผลกระทบเต็ม ๆ การตัดสินใจของคณะกรรมการจึงต้องมองจากคนกลุ่มที่เปราะบางที่สุด ไม่ใช่จากตัวเอง
“ดิฉันเป็นเหรัญญิกของศาลเจ้ามาสิบเอ็ดปี และเป็นคนที่คัดค้านหนักที่สุดในตอนแรกค่ะ ดิฉันบอกในที่ประชุมเลยว่าเราเพิ่งใช้เงินไปแสนกว่าบาทกับพัดลม แล้วจะใช้อีกเหรอ
ที่ทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจคือวันที่หลานเฮียรัตน์เอาเบาะสามใบไปตีกลางแดดให้ดู ดิฉันยืนอยู่ห่างสักสามเมตร แล้วดิฉันจามติดกันเจ็ดครั้ง ตอนนั้นดิฉันเลิกเถียงเลยค่ะ
วันที่ทีมงานมาทำ ดิฉันเฝ้าอยู่ตรงโต๊ะบูชาใหญ่ทั้งวัน เพราะผ้าปักผืนนั้นแม่ของดิฉันเป็นคนร่วมปักไว้เมื่อปี 2519 ดิฉันบอกน้องเขาตรง ๆ ว่าถ้าด้ายขาดเส้นเดียวดิฉันร้องไห้แน่ เขาก็ให้ดิฉันดูก่อนว่าจะใช้หัวแบบไหน ทดลองให้ดูตรงมุมเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยทำทีละส่วน จบงานผ้าอยู่ครบทุกเส้น
สิ่งที่ดิฉันไม่ลืมคือถังน้ำค่ะ ดิฉันถ่ายรูปไว้ทุกถัง แล้วเอาไปเปิดในที่ประชุมใหญ่ประจำปี ไม่มีใครถามเรื่องเงินอีกเลยแม้แต่คนเดียว
ปีนี้กินเจครบเก้าวัน ไม่มีใครต้องขึ้นรถกู้ภัยเลยค่ะ ดิฉันยืนดูป้ากิมเฮียงกราบครบทุกองค์แล้วเดินออกมาเอง ตรงนั้นแหละที่ดิฉันรู้ว่าเราตัดสินใจถูก”
— คุณสุกัญญา แซ่ลิ้ม เหรัญญิกคณะกรรมการอาสาสมัคร ศาลเจ้าย่านตลาดเก่า อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 คือวันแรกของเทศกาลกินเจปีนั้น ประตูไม้บานใหญ่ทั้งสามบานของศาลเจ้าฮกเฮงเก็งถูกเปิดออกตอนตีห้า เหมือนที่เปิดมาทุกปีตลอดเก้าสิบเอ็ดปี
เฮียรัตน์ยืนอยู่ตรงมุมเสาไม้ต้นที่สอง ตำแหน่งเดิมที่เขายืนมาตลอดยี่สิบปี
สิ่งที่ต่างไปคือ ตลอดเก้าวัน เขาไม่ได้ยินเสียงไอเป็นชุดแบบที่เคยได้ยินอีกเลย ไม่มีรถกู้ภัยจอดหน้าซุ้มประตู ไม่มีใครต้องถูกประคองออกมานั่งที่ม้านั่งริมกำแพง
ในวันไหว้ใหญ่ ป้ากิมเฮียงมาถึงตอนเจ็ดโมงเช้า เธออายุ 79 ปีแล้ว หลานสาวยังคงเดินมาด้วยเหมือนเดิม แต่คราวนี้เธอกราบครบทุกองค์ตามที่ตั้งใจ ใช้เวลาราวสี่สิบนาที และเดินออกมาจากโถงด้วยตัวเอง
“ป้าแกมาบอกผมตรงประตูว่า ปีนี้หายใจสบายกว่าทุกปีที่แกจำได้” เฮียรัตน์เล่า “ผมพยักหน้าแล้วผมก็เดินหนีไปอีกทางเลยครับ เพราะผมกลัวแกเห็นหน้าผม”
เขาหยุดไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“สิ่งที่ผมอยากบอกคนที่ดูแลศาลเจ้าหรือวัดอื่น ๆ คือ เราทุกคนดูแลของกันดีมากอยู่แล้ว เราปัดกวาด เราขัดทองเหลือง เราเปลี่ยนผ้าใหม่ เราทำทุกอย่างที่ตาเห็น แต่มีบางอย่างที่ตาเราไม่เห็น แล้วมันดันไปตกอยู่กับคนแก่ที่กราบนานที่สุดพอดี ซึ่งก็คือคนที่ศรัทธามากที่สุดนั่นแหละ ผมว่านั่นแหละคือเรื่องที่เราต้องรีบแก้”
เขาเสริมอีกประโยคหนึ่งที่คนในคณะกรรมการยกมาพูดกันบ่อยหลังจากนั้น
“ศาลเจ้าอยู่มาเก้าสิบเอ็ดปีได้เพราะคนมา ถ้าคนมาไม่ได้ ศาลเจ้าก็อยู่ไม่ได้ การดูแลเบาะกับพรม มันก็คือการดูแลคน แล้วการดูแลคน มันก็คือการดูแลศาลเจ้า มันเรื่องเดียวกันหมด”
ปัจจุบัน คณะกรรมการอาสาสมัครศาลเจ้าฮกเฮงเก็งบรรจุการกำจัดไรฝุ่นเข้าเป็นระเบียบประจำ กำหนดให้ทำก่อนเทศกาลกินเจและก่อนตรุษจีนของทุกปี พร้อมกับการตรวจโครงสร้างไม้และการล้างระบบไฟที่ทำอยู่แล้ว และมีศาลเจ้าในอำเภอใกล้เคียงอีกสามแห่งที่ติดต่อขอเข้ามาดูงานหลังจากเรื่องนี้ถูกเล่าต่อในกลุ่มไลน์ของชุมชน
จุดที่ทำให้บริการนี้ต่างจากการจ้างทำความสะอาดทั่วไป คือทุกอย่างจบในรอบเดียว ตั้งแต่การดูดกำจัดไรฝุ่นด้วย SIRENA System การซักลึกด้วย MASTER VACUUM สำหรับพื้นผิวที่รับได้ ไปจนถึงการพ่นฆ่าเชื้อโรคเสริมที่ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ไม่ต้องประสานหลายผู้รับเหมา ไม่ต้องนัดหลายรอบ ซึ่งสำคัญมากสำหรับสถานที่ที่มีหน้าต่างเวลาให้ทำงานจำกัดอย่างศาสนสถาน
และหลังใช้บริการ ยังได้รับของแถมที่ใช้งานได้จริงในการดูแลต่อเนื่องระหว่างรอบ
สำหรับพื้นผิวแข็ง ซอกไม้ และร่องแกะสลักที่เข้าถึงยากในอาคารเก่า ยังสามารถพิจารณาเสริมด้วย เครื่องสตรีม Stemar ได้ตามความเหมาะสมของวัสดุ โดยทีมงานจะประเมินให้ก่อนเสมอ
สำหรับข้อมูลด้านสุขภาพและมลพิษในอาคาร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งอ้างอิงของ องค์การอนามัยโลกเรื่องมลพิษทางอากาศภายในอาคาร และข้อมูลของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
อย่ารอให้มีใครต้องถูกประคองออกมาจากโถงเหมือนที่ศาลเจ้าฮกเฮงเก็ง ให้ทีมงานเข้าไปประเมินและกำจัดที่ต้นตอถึงที่ ทั้งเบาะ พรม ที่นอน โซฟา และผ้าม่าน โดยไม่ต้องรื้อถอน จบครบในครั้งเดียว
ดูรายละเอียดบริการและราคา คลิกที่นี่
โทรเลย: 065-556-6294
LINE: @whd268
บริษัท World Health Disinfection Co., Ltd.
88/268 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160
ไม่ต้องครับ บริการนี้ทำถึงที่ในตำแหน่งเดิม เบาะกราบไม่ต้องขนย้าย ผ้าคลุมโต๊ะบูชาไม่ต้องถอดออกจากโต๊ะ และผ้าม่านกับผ้าประดับที่แขวนอยู่สูงก็ทำได้โดยไม่ต้องรื้อลงมาจากราง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อของเก่าและของถวายที่เปราะบางลงอย่างมาก ทีมงานจะสำรวจและตกลงขอบเขตกับคณะกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงานเสมอ
ทีมงานจะประเมินวัสดุทุกชิ้นก่อน และแยกของเก่าที่เปราะบางออกเป็นกลุ่มที่ใช้เฉพาะกระบวนการดูดแห้งด้วยหัวและระดับแรงดูดที่เหมาะสม โดยไม่นำน้ำหรือสารเคมีเข้าใกล้ ในกรณีที่คณะกรรมการกังวลเป็นพิเศษ สามารถขอให้ทดลองกับพื้นที่เล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นก่อน แล้วจึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะทำต่อหรือไม่
จำเป็นครับ เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นทำงานกับอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศแล้ว ซึ่งช่วยเรื่องควันธูปได้ดี แต่สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นนอนนิ่งอยู่ในเนื้อเบาะและพรม และจะถูกกระแทกขึ้นมาเฉพาะตอนที่มีคนกดทับ ในระยะห่างเพียงสิบกว่าเซนติเมตรระหว่างใบหน้าผู้กราบกับเบาะ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศเครื่องใดดูดได้ทันก่อนที่ผู้กราบจะหายใจเข้า ทางเดียวที่ได้ผลคือการนำมันออกไปจากเนื้อผ้า
SIRENA System ออกแบบจากประเทศแคนาดา ใช้มอเตอร์ไซโคลน 1200 วัตต์จากอิตาลี ร่วมกับระบบกรองน้ำและแผ่นกรอง HEPA ที่กรองละเอียดถึง 0.02 ไมครอน ฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ที่ถูกดูดเข้าไปจะถูกดักไว้ในน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ฟุ้งกลับสู่ห้อง ต่างจากเครื่องดูดฝุ่นทั่วไปที่มักปล่อยอนุภาคละเอียดที่สุดออกมาทางช่องลม ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลายคนอาการแย่ลงหลังการทำความสะอาด นอกจากนี้ SIRENA ยังได้รับการรับรองจาก Asthma Society of Canada และมาตรฐาน TUV Rheinland
แนะนำให้ยึดตามรอบการใช้งานจริงมากกว่าปฏิทิน คือทำก่อนเทศกาลใหญ่แต่ละครั้ง เช่น ก่อนเทศกาลกินเจและก่อนตรุษจีน เพราะช่วงที่มีคนมาไหว้จำนวนมากคือช่วงที่เกิดการสะสมมากที่สุด และเป็นช่วงที่ผู้สูงอายุสัมผัสมากที่สุดด้วย สำหรับบ้านพักอาศัยที่มีผู้ป่วยภูมิแพ้หรือหอบหืด แนะนำทุก 4 ถึง 6 เดือน ทีมงานจะประเมินและแนะนำรอบที่เหมาะสมให้ในวันเข้าบริการ
ขึ้นอยู่กับปริมาณสิ่งทอและขนาดพื้นที่ ในกรณีของศาลเจ้าที่มีเบาะกราบเกือบร้อยห้าสิบใบ พรมเกือบร้อยตารางเมตร และผ้าคลุมอีกกว่ายี่สิบผืน ใช้เวลาประมาณสองวันครึ่ง ทีมงานสามารถวางแผนทำเป็นโซนและคืนพื้นที่ให้ใช้งานตามลำดับได้ งานดูดกำจัดไรฝุ่นใช้งานพื้นที่ต่อได้ทันทีหลังทำเสร็จ ส่วนงานซักลึกจะมีคำแนะนำเรื่องระยะเวลารอให้แห้ง โดยจะแจ้งตารางล่วงหน้าให้คณะกรรมการจัดกำหนดการได้ถูกต้อง
ส่งบทความนี้ให้คณะกรรมการศาลเจ้า วัด และมูลนิธิ ที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนของคุณ
#บริการกำจัดไรฝุ่น #เบาะกราบศาลเจ้า #ศาลเจ้าจีน #ผู้สูงอายุหอบหืด #เทศกาลกินเจ #SIRENASystem #WorldHealthDisinfection
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: บริการกำจัดไรฝุ่น, กำจัดไรฝุ่นเบาะกราบศาลเจ้า, ทำความสะอาดพรมศาลเจ้า, ผ้าคลุมโต๊ะบูชาซักไม่ได้ทำอย่างไร, ผู้สูงอายุไอหอบในศาลเจ้า, เทศกาลกินเจ ผู้สูงอายุ หอบหืด, ควันธูปกับภูมิแพ้, เบาะนุ่นเก่าไรฝุ่น, ซักที่นอน โซฟา พรม ผ้าม่าน, SIRENA System, เครื่องกำจัดไรฝุ่นระบบกรองน้ำ, HEPA 0.02 ไมครอน, สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งทอเก่า, บริการกำจัดไรฝุ่นถึงที่ ตะกั่วป่า พังงา, ดูแลศาสนสถานเก่า, World Health Disinfection