คุณพ่อนอนบนที่นอนเดิมวันละ 22 ชั่วโมง ในเดือนสุดท้ายของชีวิต เรื่องของฮอสพิสเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ ซึ่งจบลงด้วย บริการกำจัดไรฝุ่น ทั้งหลัง

Last updated: 6 พ.ย. 2569  |  20 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทีมงาน WHD กับเครื่อง SIRENA บริการกำจัดไรฝุ่นถึงที่

คุณพ่อนอนบนที่นอนเดิมวันละ 22 ชั่วโมง ในเดือนสุดท้ายของชีวิต — เรื่องของฮอสพิสเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ ซึ่งจบลงด้วย “บริการกำจัดไรฝุ่น” ทั้งหลัง

ตีสองสิบนาที ของคืนวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ บ้านร่มพฤกษ์ สถานดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองขนาด 18 เตียง ในตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ไฟในโถงทางเดินถูกหรี่ลงเหลือเพียงแสงสลัว ๆ ตามระเบียบของบ้านพักที่ตั้งใจให้ทุกคืนเงียบและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่จากห้องเตียงที่ 7 มีเสียงไอเป็นชุดดังลอดออกมาอีกครั้ง เสียงเดิม เวลาเดิม และเป็นเวลาเดิมของทุกคืนมาตลอดหลายสัปดาห์

นางสาวพิมพ์ชนก วงศ์อารีย์ วัย 41 ปี หัวหน้าพยาบาลประจำบ้านร่มพฤกษ์ ซึ่งทุกคนที่นี่เรียกว่า “พี่พิม” วางแฟ้มบันทึกลงแล้วเดินเข้าไปในห้อง เธอทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายมา 6 ปีเต็ม และรู้จักเสียงไอทุกแบบที่เกิดขึ้นในอาคารหลังนี้ดีพอ ๆ กับที่รู้จักชื่อคนไข้ทุกคน

บนเตียงที่ 7 คือ คุณสมพงษ์ พงศ์ไพบูลย์ อายุ 74 ปี อดีตครูสอนวิชาช่างไม้ของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในลำพูน เข้ามาอยู่ที่บ้านร่มพฤกษ์ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ด้วยโรคมะเร็งปอดระยะลุกลาม ทีมแพทย์และครอบครัวตกลงร่วมกันแล้วว่าเป้าหมายของการดูแลจากนี้ไปไม่ใช่การรักษาให้หาย แต่คือการทำให้เวลาที่เหลืออยู่สบายที่สุด เจ็บน้อยที่สุด และมีศักดิ์ศรีมากที่สุด

บนเก้าอี้นอนตัวเตี้ยข้างเตียง คุณอรุณี พงศ์ไพบูลย์ ลูกสาวคนโตวัย 45 ปี ตื่นขึ้นมานั่งแล้วเช่นกัน เธอลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคม เพื่อมาอยู่เฝ้าพ่อทุกคืน คืนนั้นเธอเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับที่ตาตัวเองก่อน เพราะน้ำตาไหลออกมาเองโดยที่เธอไม่ได้ร้องไห้ แล้วจึงจามติดกันสามครั้งเบา ๆ ที่มุมห้อง

พี่พิมจัดท่าให้คุณสมพงษ์ ยกหัวเตียงขึ้นอีกสิบองศา เช็ดหน้าให้ และนั่งลงข้าง ๆ จนเสียงไอค่อย ๆ เบาลง ระหว่างนั้นเธอเหลือบไปเห็นรอยแดงเป็นปื้นที่หลังแขนของคุณสมพงษ์ ซึ่งเป็นรอยที่เธอเห็นมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทุกคนในบ้านร่มพฤกษ์ รวมทั้งตัวพี่พิมเอง ใช้คำอธิบายเดียวกันกับอาการเหล่านี้ คำนั้นคือ “ก็เป็นธรรมดาของโรค” และมันฟังดูสมเหตุสมผลมากจนไม่มีใครตั้งคำถาม

คำอธิบายนั้นผิด อย่างน้อยก็ผิดไปครึ่งหนึ่ง

เพราะสิ่งที่ทำให้คุณสมพงษ์ไอกลางดึกทุกคืน และสิ่งที่ทำให้ลูกสาวของเขาจามและคันตาทั้งที่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลย อยู่ห่างจากใบหน้าของทั้งสองคนไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ มันอยู่ใน ที่นอนลมกันแผลกดทับ ชุดที่คุณสมพงษ์นอนอยู่บนนั้นวันละประมาณ 22 ชั่วโมง ที่นอนที่ถูกเช็ดผิวหน้าทุกวันอย่างดี เปลี่ยนผ้าปูวันละสองรอบอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่เคยถูกทำความสะอาดถึงชั้นในเลยสักครั้งตลอด 4 ปีที่ถูกใช้งานต่อเนื่อง

เกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ในห้องเตียงที่ 7

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นวันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อ นพ.ภาคิน ศุภวราพงศ์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่เข้ามาดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองที่บ้านร่มพฤกษ์สัปดาห์ละสองครั้ง นั่งฟังรายงานเวรเช้าแล้วหยุดที่ประโยคหนึ่งของพี่พิม

ประโยคนั้นคือ “ลูกสาวคนไข้เตียง 7 ก็ไอกับจามเหมือนกันค่ะหมอ เป็นมาสองเดือนแล้ว”

หมอภาคินวางปากกาลง แล้วถามคำถามสี่ข้อติดกัน ทุกข้อสั้นมาก แต่ทุกข้อทำให้ห้องประชุมเช้าเงียบไปพักหนึ่ง

ข้อแรก คุณสมพงษ์ไอหนักที่สุดตอนไหน คำตอบจากสมุดบันทึกเวรดึกคือ ช่วง 20 ถึง 40 นาทีหลังจากที่พยาบาลเข้าไปพลิกตัวและจัดท่าให้ ไม่ใช่ตอนไหนก็ได้ของคืน

ข้อสอง วันไหนที่อาการเบาที่สุด คำตอบคือ วันที่อากาศดีแล้วทีมงานย้ายคุณสมพงษ์ไปนั่งรถเข็นที่ระเบียงหลังบ้านช่วงบ่าย วันนั้นทั้งบ่ายและหัวค่ำเขาแทบไม่ไอเลย

ข้อสาม รอยแดงที่ขึ้นตามตัวอยู่ตรงไหนบ้าง คำตอบคือ หลังแขนทั้งสองข้าง สะบักด้านที่นอนตะแคงทับบ่อยที่สุด และหลังคอ ล้วนเป็นบริเวณที่แนบกับผิวที่นอนและหมอนรองท่ามากที่สุด

ข้อสี่ และเป็นข้อที่หมอภาคินย้ำเสียงหนักที่สุด คือ ลูกสาวที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ได้เป็นมะเร็ง ไม่ได้รับเคมีบำบัด และไม่ได้กินยาอะไรเลย แล้วทำไมเธอถึงมีอาการทางเดินหายใจในเวลาเดียวกัน ในห้องเดียวกัน และดีขึ้นทุกครั้งที่เธอกลับไปนอนที่บ้านน้องสาวสองสามคืน

“โรคของคุณสมพงษ์ไม่ติดต่อกันครับ” หมอภาคินพูดช้า ๆ “แต่ถ้ามีอะไรสักอย่างในห้องนั้นที่ทำให้ทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยมีอาการเหมือนกัน เราต้องหยุดโทษโรคแล้วหันไปมองห้อง”

วันที่ 6 มีนาคม 2568 คุณอรุณีไปรับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ ผลออกมาชัดเจนมาก ตุ่มนูนที่ตำแหน่งสารสกัดไรฝุ่นบ้านมีขนาด 13 มิลลิเมตร ใหญ่กว่าตำแหน่งอื่นทั้งหมดอย่างเห็นได้ชัด เธอแพ้ ไรฝุ่น ในระดับรุนแรง และแพ้มาตั้งแต่เด็กโดยที่อาการเคยเบามากจนไม่เคยถูกวินิจฉัย

สำหรับคุณสมพงษ์ ทีมแพทย์ไม่ได้ทำการทดสอบเพิ่ม เพราะการเจาะและทดสอบใด ๆ ที่ไม่จำเป็นในระยะประคับประคองคือภาระที่ไม่ควรเพิ่มให้ผู้ป่วย แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ปอดของเขาเหลือพื้นที่ทำงานน้อยอยู่แล้ว และทุกอนุภาคที่เขาหายใจเข้าไปโดยไม่จำเป็น คือภาระที่เพิ่มขึ้นบนปอดที่เหนื่อยเต็มทีแล้ว

คืนนั้นพี่พิมนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์พยาบาลจนดึก แล้วเขียนตัวเลขชุดหนึ่งลงในสมุด ตัวเลขที่เธอไม่เคยคิดจะนับมาก่อนตลอด 6 ปี

บ้านร่มพฤกษ์มี ที่นอนลมกันแผลกดทับ 14 ชุด อายุเฉลี่ย 4 ปี มี ที่นอนโฟมกันแผลกดทับอีก 4 หลัง อายุเฉลี่ย 5 ปี มี หมอนรองท่านอนและหมอนรองส้นเท้ารวม 46 ใบ มี เก้าอี้นอนเฝ้าไข้บุผ้า 18 ตัว มีโซฟาในห้องรับรองญาติ 4 ตัว มีผ้าม่านกั้นเตียง 22 ผืน และมีพรมผืนใหญ่ในห้องสงบใจที่ครอบครัวใช้นั่งรวมกัน

ในบรรดาทั้งหมดนี้ สิ่งที่เคยถูกทำความสะอาดถึงชั้นในอย่างแท้จริง มีจำนวนเท่ากับศูนย์

ทำไมเตียงในฮอสพิสถึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ไรฝุ่นชอบที่สุดในบรรดาเตียงทั้งหมด

ลองคิดเลขง่าย ๆ ตามที่พี่พิมคิดในคืนนั้นดู

ที่นอนในห้องนอนของบ้านทั่วไป มีคนนอนอยู่บนนั้นประมาณ 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นที่นอนจะได้ “พัก” อีก 16 ชั่วโมง ได้ระบายความชื้น ได้เย็นลง และในหลายบ้านยังได้รับแสงแดดผ่านหน้าต่างบ้างในบางช่วง

แต่ที่นอนของผู้ป่วยระยะประคับประคอง ไม่มีช่วงพักเลย คุณสมพงษ์อยู่บนที่นอนชุดเดิมประมาณ 22 ชั่วโมงต่อวัน เหลืออีกประมาณ 2 ชั่วโมงที่ย้ายไปนั่งรถเข็นหรือทำกิจวัตร และในหลายวันที่เขาอ่อนเพลียมาก ตัวเลขนั้นกลายเป็น 24 ชั่วโมงเต็ม

นั่นแปลว่าที่นอนหลังเดียวในห้องเตียงที่ 7 รับเหงื่อ ไอน้ำจากลมหายใจ ความร้อนจากร่างกาย และเซลล์ผิวหนังที่ผลัดออกมา มากกว่าที่นอนในบ้านทั่วไปประมาณ 3 เท่าต่อวัน และรับต่อเนื่องทุกวันโดยไม่มีวันหยุด

ชั้นผ้าที่ซ้อนกันห้าชั้น แต่ถอดซักได้แค่สองชั้นบน

ถ้าเปิดดูเตียงผู้ป่วยระยะประคับประคองหนึ่งเตียงจากบนลงล่าง จะพบชั้นซ้อนกันประมาณนี้ ชั้นบนสุดคือผ้าปูที่นอน ถัดลงมาคือผ้ารองซับ ถัดลงมาคือแผ่นรองกันเปื้อนแบบผ้า ถัดลงมาอีกคือแผ่นรองนุ่ม หรือที่หลายแห่งเรียกว่าท็อปเปอร์ และชั้นล่างสุดคือตัวที่นอนลมหรือที่นอนโฟมกันแผลกดทับ

สองชั้นบนสุดถูกเปลี่ยนและซักวันละหนึ่งถึงสองรอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำและควรทำต่อไป แต่สามชั้นล่างที่เหลือ ซึ่งเป็นชั้นที่หนาที่สุด ดูดซับความชื้นได้มากที่สุด และอยู่ห่างจากใบหน้าผู้ป่วยไม่กี่เซนติเมตร กลับเป็นชั้นที่ถอดออกมาซักไม่ได้เลย

ที่นอนลมกันแผลกดทับมีมอเตอร์ปั๊มลม มีท่อลม มีข้อต่อและวาล์วที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ราคาต่อชุดอยู่ที่ประมาณ 18,000 ถึง 42,000 บาทแล้วแต่รุ่น การจับใส่เครื่องซักผ้าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ ส่วนท็อปเปอร์และแผ่นรองนุ่มก็หนาและซึมน้ำลึกเกินกว่าจะซักแล้วแห้งทันภายในวันเดียว ในสถานที่ที่เตียงทุกเตียงมีคนนอนอยู่จริงตลอดเวลา

เงื่อนไขสี่ข้อที่ครบพร้อมกันในห้องเดียว

หนึ่ง อาหารมาถึงทุกวันโดยไม่ขาด อาหารหลักของไรฝุ่นคือเซลล์ผิวหนังที่มนุษย์ผลัดออกมาตามธรรมชาติวันละประมาณ 1.5 กรัม ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนที่นอนเดียวกัน 22 ชั่วโมงต่อวัน จึงส่งอาหารลงไปในชั้นใยแทบทั้งหมดของปริมาณนั้น รวมแล้วมากกว่า 500 กรัมต่อปีต่อเตียง และสะสมต่อเนื่องมาแล้ว 4 ปี

สอง ความชื้นสูงและไม่เคยแห้งสนิท ผู้ป่วยระยะประคับประคองจำนวนมากมีเหงื่อออกมากจากตัวโรคเอง จากยาบางกลุ่ม หรือจากไข้ต่ำ ๆ ที่ขึ้นลงตลอดวัน เมื่อบวกกับการที่ร่างกายแนบกับผิวที่นอนแทบตลอดเวลา ความชื้นที่ซึมลงไปในชั้นใยจึงไม่มีโอกาสระเหยออกเลย นี่คือสภาพ อับชื้น แบบถาวร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไรฝุ่นต้องการมากที่สุด

สาม อุณหภูมิคงที่ในช่วงที่เหมาะที่สุด ห้องผู้ป่วยของบ้านร่มพฤกษ์เปิดเครื่องปรับอากาศตลอด 24 ชั่วโมงที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส เพราะผู้ป่วยหลายรายทนความร้อนไม่ไหว แต่เมื่อบวกความร้อนจากร่างกายที่แผ่ลงผิวที่นอนตลอดเวลา อุณหภูมิบริเวณผิวสัมผัสจึงอยู่ที่ราว 27 ถึง 31 องศาเซลเซียส ซึ่งบังเอิญตรงกับช่วงที่ไรฝุ่นขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดพอดี

สี่ แสงแดดเข้าไม่ถึงชั้นในเลย ม่านกั้นเตียงและม่านหน้าต่างของห้องผู้ป่วยถูกปิดเกือบตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ป่วยได้พักและเพื่อความเป็นส่วนตัวเวลาทำแผลหรือทำความสะอาดร่างกาย ยิ่งในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนที่เชียงใหม่มีช่วงฝุ่นควันหนัก หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทเพื่อป้องกันฝุ่นภายนอก ห้องจึงมืดและปิดยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเป็นสภาพที่ไรฝุ่นชอบ เพราะพวกมันหลบแสง

และข้อที่โหดร้ายที่สุด คือการพลิกตัวทุกสองชั่วโมง

มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ดีที่สุดข้อหนึ่งคือ การพลิกตัวและจัดท่าให้ผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแผลกดทับ ทีมพยาบาลของบ้านร่มพฤกษ์ทำเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด นั่นหมายถึงการพลิกตัวประมาณ 12 ครั้งต่อวันต่อเตียง

แต่การพลิกตัวแต่ละครั้ง คือการกด บีบ และกวนชั้นใยของที่นอน ซึ่งทำให้อนุภาคขนาดไมครอนที่สะสมอยู่ลอยขึ้นมาในอากาศ และตำแหน่งที่มันลอยขึ้นมาถึงพอดีคือ ระดับใบหน้าของผู้ป่วย ที่อยู่ห่างจากผิวที่นอนไม่เกิน 10 เซนติเมตร

นี่คือคำอธิบายว่าทำไมคุณสมพงษ์ถึงไอหนักที่สุดในช่วง 20 ถึง 40 นาทีหลังการพลิกตัวทุกครั้ง และทำไมคุณอรุณีที่นั่งก้มอยู่ข้างเตียงในระยะเดียวกันถึงจามและคันตาตามไปด้วย

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้คือ การพลิกตัวทุกสองชั่วโมงเป็นการดูแลที่ถูกต้องและจำเป็น ทีมพยาบาลไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การพลิก ปัญหาอยู่ที่สิ่งที่สะสมอยู่ในสิ่งที่ถูกพลิก

ผลกระทบที่ลึกกว่าอาการไอ: ความสบาย เวลาที่เหลือ เงิน และความไว้วางใจ

ในสถานที่ที่เป้าหมายของทุกวันคือความสบาย ไม่ใช่การรักษาให้หาย อาการเล็ก ๆ อย่างการไอหรือการคัน ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะมันกินเข้าไปในสิ่งเดียวที่ผู้ป่วยกับครอบครัวมีเหลืออยู่ นั่นคือเวลา

1) คุณภาพการหลับของผู้ป่วย

บันทึกเวรดึกของบ้านร่มพฤกษ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 บันทึกไว้ว่าคุณสมพงษ์ตื่นกลางดึกเฉลี่ย 5 ถึง 6 ครั้งต่อคืน และในจำนวนนั้นอย่างน้อย 3 ครั้งเป็นการตื่นเพราะไอเป็นชุด ไม่ใช่เพราะปวด

นี่สำคัญมาก เพราะยาระงับปวดของเขาถูกปรับจนคุมอาการปวดได้ดีแล้ว การที่ผู้ป่วยยังหลับไม่ต่อเนื่องทั้งที่ไม่ปวด หมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่ทีมดูแลยังมองไม่เห็น และในผู้ป่วยที่มีแรงสำรองเหลือน้อยมาก การไอเป็นชุดแต่ละครั้งกินพลังงานไปมากกว่าที่คนทั่วไปจินตนาการ

2) ญาติที่เฝ้าข้างเตียงเริ่มเฝ้าได้ไม่เท่าเดิม

คุณอรุณีเปิดใบเสร็จย้อนหลังให้พี่พิมดูในเดือนมีนาคม ยอดรวมของสิ่งที่เธอจ่ายไปกับอาการตัวเองตลอดสามเดือนคือ

  • ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน เฉลี่ยเดือนละ 690 บาท รวม 3 เดือน = 2,070 บาท
  • ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ 2 ขวด = 1,280 บาท
  • ยาหยอดตาแก้อาการคันและเยื่อบุตาอักเสบ 4 ขวด = 1,160 บาท
  • ค่าพบแพทย์และค่าทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง = 3,400 บาท
  • ค่ายาแก้ปวดศีรษะที่ตามมาจากการนอนไม่พอ = 820 บาท

รวม 8,730 บาท ซึ่งสำหรับคนที่เพิ่งลาออกจากงานประจำมาเฝ้าพ่อ ไม่ใช่จำนวนที่มองข้ามได้ แต่สิ่งที่เธอบอกพี่พิมไม่ใช่เรื่องเงิน

“พี่พิมคะ อาทิตย์ที่แล้วหนูออกไปนั่งที่ระเบียงตอนตีสาม เพราะหนูจามจนกลัวจะปลุกพ่อ” เธอพูดเบา ๆ “แล้วหนูก็มานั่งคิดว่า เวลาที่หนูเหลือกับพ่อมันเหลืออีกเท่าไหร่ แล้วหนูมานั่งเสียเวลาตรงนี้ทำไม”

นี่คือต้นทุนที่ไม่มีใบเสร็จ และเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดในเรื่องทั้งหมด

3) เงินที่บ้านร่มพฤกษ์จ่ายไปกับการแก้ที่ปลายเหตุ

ก่อนจะมาเจอต้นตอ บ้านร่มพฤกษ์พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดในตอนนั้น

  • ซื้อเครื่องฟอกอากาศเพิ่ม 4 เครื่องในเดือนมกราคม 2568 = 46,800 บาท
  • ค่าไส้กรองเปลี่ยนตามรอบตลอดปี = ประมาณ 12,000 บาท
  • เพิ่มรอบซักผ้าปูและผ้ารองซับจากวันละ 1 รอบเป็น 2 รอบ ค่าซักรีดเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 4,500 บาท
  • เปลี่ยนไปใช้แผ่นรองซับแบบใช้แล้วทิ้งเพิ่มขึ้น เดือนละประมาณ 6,200 บาท

รวมแล้วในรอบครึ่งปี บ้านร่มพฤกษ์จ่ายเงินไปมากกว่า 90,000 บาท กับสิ่งที่ไม่ได้แตะต้นตอแม้แต่นิดเดียว เครื่องฟอกอากาศจับได้เฉพาะอนุภาคที่กำลังลอยอยู่ในอากาศตอนนั้น แต่ไม่สามารถดึงสิ่งที่ฝังอยู่ในชั้นใยของที่นอนออกมาได้ และเมื่อมีการพลิกตัวทุกสองชั่วโมง แหล่งเติมก็ยังทำงานของมันต่อไป

4) ความไว้วางใจ ซึ่งเป็นทุนที่สำคัญที่สุดของสถานดูแลผู้ป่วย

กลางเดือนเมษายน 2568 ครอบครัวหนึ่งย้ายผู้ป่วยออกจากบ้านร่มพฤกษ์ไปดูแลเองที่บ้าน เหตุผลที่ให้ไว้คือ “ห้องมีกลิ่นอับ และคุณแม่ไอมากกว่าตอนอยู่บ้าน”

พี่พิมยอมรับตรง ๆ ว่าวันนั้นเธอเสียใจมาก ไม่ใช่เพราะเสียรายได้ แต่เพราะในงานประคับประคอง ครอบครัวจะฝากคนที่เขารักที่สุดไว้กับเราได้ ก็ต่อเมื่อเขาเชื่อว่าคนคนนั้นจะสบายกว่าที่บ้าน เมื่อความเชื่อนั้นสั่นคลอน ทุกอย่างที่เหลือก็สั่นคลอนตามไปด้วย

5) ทีมงานเองก็ได้รับผลกระทบ

เมื่อพี่พิมลองถามอย่างจริงจังในที่ประชุมทีม ปรากฏว่ามีผู้ช่วยพยาบาล 3 คนจากทั้งหมด 9 คน ที่มีอาการจามชุดใหญ่และคันตาทุกครั้งหลังจัดเตียงหรือเปลี่ยนผ้าปู และมี 1 คนที่เป็น หอบหืด อยู่เดิมและต้องพ่นยาก่อนเข้าเวรทุกครั้งในช่วงสามเดือนนั้น ทุกคนใช้คำอธิบายเดียวกันหมด คือ “ช่วงนี้ฝุ่นเชียงใหม่มันหนัก”

องค์การอนามัยโลกระบุว่าโรคหอบหืดและโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงาน ซึ่งอ่านรายละเอียดได้จาก เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคหอบหืดขององค์การอนามัยโลก และเมื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบคือคนที่ต้องดูแลผู้ป่วยในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของชีวิต ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเขาเอง

ทำไมสิ่งที่บ้านร่มพฤกษ์ทำอยู่แล้วถึงยังไม่พอ

ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมที่สุดคือการบอกว่าสถานดูแลแห่งนี้ปล่อยปละละเลย ความจริงคือบ้านร่มพฤกษ์มีมาตรฐานความสะอาดที่สูงกว่าบ้านทั่วไปมาก แต่มาตรฐานที่มีอยู่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการ สารก่อภูมิแพ้ ที่ฝังอยู่ในชั้นในของเครื่องนอน

เปลี่ยนผ้าปูวันละสองรอบ — ดีเยี่ยม แต่แก้ได้แค่สองชั้นบน

บ้านร่มพฤกษ์เปลี่ยนผ้าปูและผ้ารองซับวันละสองรอบ ซักด้วยน้ำร้อนและอบแห้งทุกผืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำและควรทำต่อไป แต่ผ้าปูคือผืนผ้าบาง ๆ ที่คลุมอยู่บนแหล่ง สะสม จริง ประชากรไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปในท็อปเปอร์ แผ่นรองนุ่ม และตัวที่นอน ซึ่งไม่มีทางถอดใส่เครื่องซักผ้าได้

เช็ดผิวที่นอนลมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกวัน — คนละเป้าหมายกับสารก่อภูมิแพ้

ผู้ช่วยพยาบาลเช็ดผิวพียูของที่นอนลมทุกเตียงทุกวันด้วยน้ำยา ฆ่าเชื้อ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับไวรัสและแบคทีเรีย แต่การฆ่าเชื้อไม่ได้ทำให้มูลและซากของไรฝุ่นที่สะสมอยู่ในเส้นใยหายไป เพราะปัญหาของภูมิแพ้ไม่ได้อยู่ที่ว่าไรฝุ่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ปริมาณโปรตีนก่อภูมิแพ้ที่ยังค้างอยู่ในชั้นใย และที่สำคัญคือ น้ำยาเช็ดผิวไม่ได้ลงไปถึงท็อปเปอร์และหมอนรองท่าที่อยู่ข้างใต้เลย

ถอดที่นอนลมไปซัก — ทำไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ

ที่นอนลมกันแผลกดทับไม่ใช่ที่นอนธรรมดา มันคืออุปกรณ์การแพทย์ที่มีมอเตอร์ปั๊มลม ท่อลม ข้อต่อ และวาล์วที่ต้องทำงานต่อเนื่อง การจุ่มน้ำหรือใส่เครื่องซักผ้าจะทำให้เสียหายทันที และราคาต่อชุดที่ 18,000 ถึง 42,000 บาท ทำให้ไม่มีสถานดูแลแห่งไหนกล้าเสี่ยง

ส่วนท็อปเปอร์และแผ่นรองนุ่ม แม้จะถอดออกมาได้ทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติมันหนาและซึมน้ำลึกจนต้องใช้เวลาแห้งมากกว่าหนึ่งวัน และเตียงทุกเตียงที่นี่มีคนนอนอยู่จริงตลอดเวลา ไม่มีเตียงว่างให้สลับ

ยกไปตากแดด — เป็นไปไม่ได้ และยังทำให้อุปกรณ์เสียหาย

คำแนะนำมาตรฐานที่ทุกคนเคยได้ยินคือให้นำที่นอนออกไปตากแดด แต่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง ผู้ป่วยอยู่บนที่นอนนั้น 22 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีช่วงเวลาว่างให้ยกออกไปได้เลย และแม้จะทำได้ แสงแดดจัดยังทำให้ผิวพียูของที่นอนลมกรอบและแตกเร็วขึ้น

ที่สำคัญที่สุดคือ แดดทำให้ร้อนเฉพาะผิวหน้าไม่กี่มิลลิเมตร ไรฝุ่นจะหลบลงชั้นลึกที่เย็นกว่า และแดดไม่ได้ดูดสารก่อภูมิแพ้ออกไปจากที่นอนแม้แต่กรัมเดียว

เครื่องดูดฝุ่นทั่วไป — ครั้งนั้นทำให้แย่ลงจริง ๆ

วันที่ 9 มีนาคม 2568 ทีมงานลองใช้เครื่องดูดฝุ่นที่บ้านร่มพฤกษ์มีอยู่ดูดที่นอนและเก้าอี้เฝ้าไข้ในห้องเตียงที่ 7 ผลคือคืนนั้นคุณสมพงษ์ไอหนักกว่าทุกคืนที่ผ่านมา และคุณอรุณีต้องออกไปนั่งที่ระเบียงเกือบชั่วโมง

เหตุผลคือเครื่องดูดฝุ่นทั่วไปที่ไม่มีระบบกรองละเอียดพอ จะดูดอนุภาคเข้าไปแล้วปล่อยอนุภาคที่เล็กที่สุดกลับออกมาทางช่องลม ซึ่งอนุภาคเล็กที่สุดนั่นแหละคือสารก่อภูมิแพ้ตัวจริง แรงลมยังช่วยทำให้มัน ฟุ้งกระจาย ไปทั่วห้องปิดที่ไม่ได้เปิดหน้าต่างอีกด้วย

เครื่องฟอกอากาศ — ช่วยได้ แต่ช่วยผิดจุด

เครื่องฟอกอากาศทำหน้าที่ของมันได้ดีมากกับอนุภาคที่กำลังลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งมีประโยชน์จริงในฤดูฝุ่นควันของเชียงใหม่ แต่สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ลอยอยู่ตลอดเวลา มันหนักพอที่จะตกกลับลงไปเกาะเส้นใยภายในไม่กี่นาที และจะลอยขึ้นมาอีกทีก็ต่อเมื่อมีการกวน เช่น การพลิกตัว เครื่องฟอกอากาศจึงได้แต่วิ่งตามจับเศษเสี้ยวที่หลุดขึ้นมา โดยไม่เคยแตะกองใหญ่ที่อยู่ในที่นอนเลย

ซื้อที่นอนใหม่ทั้งหมด — แพง และไม่ได้แก้ที่ระบบ

ฝ่ายจัดซื้อเคยคำนวณไว้ว่าการเปลี่ยนที่นอนลมใหม่ทั้ง 14 ชุด พร้อมท็อปเปอร์และหมอนรองท่าทั้งหมด จะใช้งบประมาณหลายแสนบาท ซึ่งเกินกำลังของสถานดูแลขนาด 18 เตียง และประเด็นสำคัญคือ ถ้ารูปแบบการใช้งานยังเหมือนเดิม คือผู้ป่วยนอน 22 ชั่วโมงต่อวันในห้องปรับอากาศปิด ที่นอนใหม่ก็จะกลับไปอยู่ในสภาพเดิมภายในเวลาไม่กี่ปี การซื้อใหม่จึงเป็นการรีเซ็ตนาฬิกา ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ให้ญาติกินยาแก้แพ้ไปเรื่อย ๆ — การยอมแพ้แบบสุภาพ

ทางที่ง่ายที่สุดคือแนะนำให้ญาติที่มีอาการกินยาแก้แพ้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาสามเดือน แต่ในพื้นที่ที่ญาติต้องตื่นมาคอยสังเกตอาการคนที่เขารักทุกชั่วโมง การให้เขากินยาที่ทำให้ง่วงเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากที่นอน เป็นการแลกที่ไม่คุ้มเลยไม่ว่าจะมองจากมุมไหน

ทำความรู้จักไรฝุ่น: สิ่งมีชีวิตที่เราอยู่ด้วยทุกคืนโดยไม่เคยเห็นตัว

ไรฝุ่นเป็นสัตว์ขาข้อขนาดจิ๋วที่มี 8 ขา เป็นญาติห่าง ๆ ของแมงมุมและเห็บ ขนาดลำตัวอยู่ที่ประมาณ 0.1 ถึง 0.3 มิลลิเมตร ซึ่งเล็กเกินกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็นได้ พวกมันชอบที่ อับชื้น ไม่มีแสง และเกาะอยู่ตามเส้นใยผ้า ที่นอน หมอน ท็อปเปอร์ โซฟา พรม และ ผ้าม่าน จึงเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีของพวกมัน

ไรฝุ่นไม่กัด ไม่ดูดเลือด และไม่เป็นพาหะนำโรคติดต่อ ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ มูลของมัน ซึ่งมีโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันของคนที่แพ้ง่ายตีความว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมอันตราย ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการหลั่งฮีสตามีน ทำให้เกิดอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา เยื่อบุตาอักเสบ จมูกอักเสบ ปวดศีรษะ ผิวหนังอักเสบและผื่นคัน ไปจนถึงการกระตุ้นอาการในผู้ที่มีหลอดลมไวหรือเป็น หอบหืด อยู่เดิม

ก้อนมูลเหล่านี้มีขนาดในระดับไมครอน เบาพอที่จะฟุ้งขึ้นมาเมื่อมีการกวนหรือกระแทก แต่หนักพอที่จะตกกลับลงมาเกาะเส้นใยภายในไม่กี่นาที นี่คือคำอธิบายว่าทำไมคนที่แพ้จึงมีอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 20 ถึง 40 นาทีหลังการพลิกตัวหรือหลังตื่นนอน เพราะการเคลื่อนไหวบนที่นอนคือการกวนกองสารก่อภูมิแพ้ขึ้นมาให้ลอยอยู่ในระดับใบหน้าพอดี

วงจรชีวิตที่เร่งตัวได้เร็วอย่างน่าตกใจ

ไรฝุ่นตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ราว 40 ถึง 80 ฟองตลอดช่วงชีวิต ไข่ฟักภายใน 6 ถึง 12 วัน และเติบโตเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในราวหนึ่งเดือนเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ประชากรในที่นอนหลังหนึ่งจึงเพิ่มแบบทวีคูณได้ในเวลาไม่กี่เดือน ยิ่งถ้าที่นอนหลังนั้นได้รับความชื้นและอาหารต่อเนื่อง 22 ชั่วโมงต่อวันอย่างในเตียงผู้ป่วยระยะประคับประคอง ความเร็วในการเพิ่มจำนวนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

และสิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ แม้ไรฝุ่นตัวนั้นจะตายไปแล้ว มูลและซากของมันยังคงอยู่ในชั้นใยต่อไปอีกนาน และยังคงกระตุ้นอาการได้เหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่การ “ฆ่า” ไรฝุ่นเพียงอย่างเดียวไม่เคยพอ สิ่งที่ต้องทำคือการ “นำออกไป” จากเส้นใยให้ได้จริง

ทำไมเมืองไทยถึงเป็นสภาพแวดล้อมในฝันของไรฝุ่น

ประเทศไทยมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วงสูง หลายพื้นที่อยู่ที่ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิเฉลี่ยตรงกับช่วงที่ไรฝุ่นเจริญเติบโตได้ดีที่สุด ต่างจากประเทศเขตหนาวที่มีฤดูหนาวแห้งจัดจนประชากรไรฝุ่นลดลงตามธรรมชาติปีละครั้ง บ้านเราไม่มีช่วงพักแบบนั้นเลยตลอดทั้งปี

สำหรับเชียงใหม่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยซ้อนเข้ามา คือในช่วงฤดูฝุ่นควันราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อาคารทุกหลังจะปิดหน้าต่างสนิทและเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับฝุ่นภายนอก แต่ก็เท่ากับปิดโอกาสสุดท้ายที่ชั้นในของที่นอนจะได้ระบายความชื้นไปด้วย ข้อมูลด้านโรคภูมิแพ้และโรคระบบทางเดินหายใจของไทยติดตามได้จาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งย้ำเสมอว่าการควบคุมสิ่งแวดล้อมภายในอาคารคือหัวใจของการจัดการอาการภูมิแพ้ในระยะยาว

ทางออกที่บ้านร่มพฤกษ์เลือก: บริการกำจัดไรฝุ่นครบวงจรจาก World Health Disinfection

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 พี่พิมเดินเข้าไปหา คุณเบญจวรรณ อุดมทรัพย์สกุล ผู้อำนวยการบ้านร่มพฤกษ์ พร้อมกระดาษสามแผ่น แผ่นแรกคือสรุปบันทึกเวรดึกของทั้ง 18 เตียงตลอดหกเดือน แผ่นที่สองคือรายชื่อญาติและเจ้าหน้าที่ที่มีอาการคล้ายกัน แผ่นที่สามคือตัวเลขค่าใช้จ่ายกว่า 90,000 บาทที่จ่ายไปกับการแก้ที่ปลายเหตุ

ประโยคที่เธอพูดปิดท้ายคือ “พี่คะ เราบอกญาติทุกคนว่าเราจะทำให้คนที่เขารักสบายที่สุด แต่เราไม่เคยดูข้างในที่นอนที่เขานอนอยู่เลย”

วันรุ่งขึ้น บ้านร่มพฤกษ์โทรไปที่เบอร์ 065-556-6294 เพื่อนัดหมาย บริการกำจัดไรฝุ่น ซักพรม ที่นอน โซฟา พร้อมฆ่าเชื้อโรคครบวงจร ของบริษัท World Health Disinfection ซึ่งเป็น เจ้าแรกในประเทศไทย ที่ให้บริการลักษณะนี้ครบจบในการเข้าบริการครั้งเดียว

เหตุผลที่คุณเบญจวรรณอนุมัติภายในวันเดียวมีสามข้อ และทั้งสามข้อเป็นเหตุผลเชิงระบบ ไม่ใช่เพราะคำโฆษณา

ข้อแรก บริการนี้จัดการที่ “เส้นใย” โดยตรง ไม่ใช่ที่ “อากาศ” คือดูดสารก่อภูมิแพ้ออกจากชั้นในของท็อปเปอร์ หมอนรองท่า เก้าอี้เฝ้าไข้ โซฟา พรม และผ้าม่าน แล้วนำออกไปจากอาคารจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้ไรฝุ่นตายแล้วทิ้งซากไว้ที่เดิม นี่คือจุดที่เครื่องฟอกอากาศทั้ง 4 เครื่องทำไม่ได้

ข้อสอง ระบบกรองที่ใช้เป็นระบบกรองน้ำร่วมกับ HEPA ซึ่งดักฝุ่นไว้ในน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ปล่อยอนุภาคกลับคืนสู่ห้อง ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับห้องที่มีผู้ป่วยซึ่งหายใจลำบากอยู่แล้วนอนอยู่ เพราะเป็นจุดที่เครื่องดูดฝุ่นเดิมของบ้านร่มพฤกษ์ล้มเหลวอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม

ข้อสาม บริการครอบคลุมทุกจุดสะสมในครั้งเดียว ทั้งท็อปเปอร์และแผ่นรองนุ่มของที่นอนลม 14 ชุด ที่นอนโฟม 4 หลัง หมอนรองท่า 46 ใบ เก้าอี้นอนเฝ้าไข้ 18 ตัว โซฟาห้องรับรองญาติ 4 ตัว พรมห้องสงบใจ และผ้าม่านกั้นเตียง 22 ผืน โดย ผ้าม่านทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องรื้อถอนลงมาจากราง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญมาก เพราะรางม่านกั้นเตียงของที่นี่เป็นรางโค้งติดเพดาน ถอดยากและใช้เวลานาน

แต่เงื่อนไขที่ทำให้พี่พิมตัดสินใจได้จริง ๆ มีเพียงข้อเดียว คือทีมงานยืนยันว่า งานทั้งหมดทำถึงที่และทำทีละเตียง ไม่ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากอาคาร ไม่ต้องปิดบ้านพัก และจัดคิวให้เตียงที่ทำเสร็จกลับมาใช้งานได้ทันที

“ถ้าต้องย้ายคนไข้ออกจากตึก ต่อให้บริการดีแค่ไหนเราก็ทำไม่ได้ค่ะ” พี่พิมบอก “เพราะบางคนเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ การย้ายเขาเพื่อทำความสะอาด มันไม่ใช่การดูแลแล้ว”

เทคโนโลยีเบื้องหลัง: SIRENA System ระบบกรองน้ำ + HEPA

หัวใจของบริการคือเครื่อง SIRENA System เครื่องกำจัดไรฝุ่นที่ออกแบบจากประเทศแคนาดา ใช้มอเตอร์ไซโคลนกำลัง 1200 วัตต์ จากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นระดับแรงดูดที่เครื่องดูดฝุ่นใช้ในบ้านหรือเครื่องดูดฝุ่นพื้นทั่วไปเทียบไม่ได้ แรงดูดคือปัจจัยชี้ขาดว่าจะดึงอนุภาคที่เกาะแน่นอยู่ลึกในชั้นใยของท็อปเปอร์และหมอนรองท่าขึ้นมาได้หรือไม่

ระบบกรองน้ำ (Water Filtration) ทำงานอย่างไร

แทนที่จะใช้ถุงเก็บฝุ่นหรือถังไซโคลนแบบแห้ง SIRENA จะดึงอากาศที่มีฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ให้วิ่งผ่านมวลน้ำในถัง อนุภาคทุกขนาดที่ถูกดูดเข้าไปจะถูกน้ำจับไว้และจมอยู่ในถัง ไม่สามารถลอยกลับออกมาได้ ผลลัพธ์คือ ฝุ่นถูกดักไว้ในน้ำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ฟุ้งกลับสู่ห้อง ซึ่งเป็นความแตกต่างสำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องดูดฝุ่นทั่วไปที่มักปล่อยอนุภาคละเอียดที่สุดกลับออกมาทางลมเป่า

สำหรับห้องที่มีผู้ป่วยหายใจลำบากนอนอยู่ คุณสมบัติข้อนี้ไม่ใช่ของแถม แต่คือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ทำให้บริการนี้เข้าไปทำงานในห้องได้เลยโดยไม่ต้องย้ายใครออก

แผ่นกรอง HEPA ที่กรองละเอียดถึง 0.02 ไมครอน

หลังผ่านชั้นน้ำแล้ว อากาศยังต้องผ่านแผ่นกรอง HEPA อีกชั้น ซึ่งกรองละเอียดถึงระดับ 0.02 ไมครอน เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศที่ออกจากเครื่องสะอาดกว่าอากาศที่ดูดเข้าไป ระบบสองชั้นนี้เองที่ทำให้เครื่องสามารถ กำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับ ประสิทธิภาพ ที่ต่างจากการทำความสะอาดผิวหน้าโดยสิ้นเชิง

มาตรฐานรับรองที่ตรวจสอบได้

SIRENA System ได้รับการรับรองจาก Asthma Society of Canada ซึ่งเป็นสมาคมโรคหืดแห่งประเทศแคนาดา รวมถึงมาตรฐาน TUV Rheinland, Certified Vacuums, Quality Tested, Certified Space Technology, Dust Mite Proof และมาตรฐาน Go Green / Eco Friendly ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับสถานดูแลผู้ป่วยที่ต้องแจ้งญาติล่วงหน้าและต้องมีเอกสารประกอบการตัดสินใจ ข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้การสื่อสารกับครอบครัวผู้ป่วยทั้ง 18 เตียงเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก

MASTER VACUUM สำหรับงานซักลึก

นอกจาก SIRENA แล้ว ทีมช่างยังใช้เครื่อง MASTER VACUUM เสริมสำหรับงานซักที่นอน โซฟา และพรม ในกรณีที่มีคราบเหงื่อฝังลึกหรือกลิ่นอับที่การดูดอย่างเดียวจัดการไม่หมด ซึ่งเป็นสภาพที่พบได้บ่อยมากในเก้าอี้นอนเฝ้าไข้และโซฟาห้องรับรองญาติ ที่มีคนนั่งและนอนทับต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ การใช้สองเครื่องร่วมกันจึงตอบได้ทั้งเรื่องสารก่อภูมิแพ้ คราบ และกลิ่นในคราวเดียว

สำหรับพื้นที่ที่ต้องการความมั่นใจเพิ่ม ยังมี บริการพ่นฆ่าเชื้อโรคเสริม ที่จัดการทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งบ้านร่มพฤกษ์เลือกเพิ่มในห้องรับรองญาติ ห้องสงบใจ ห้องพักเจ้าหน้าที่ และโถงทางเดิน โดยไม่พ่นในห้องผู้ป่วยขณะที่มีผู้ป่วยอยู่

10 เหตุผลที่ควรเลือกบริการกำจัดไรฝุ่นของ World Health Disinfection

  1. เจ้าแรกในประเทศไทย ที่ให้บริการกำจัดไรฝุ่น ซักพรม ที่นอน โซฟา พร้อมฆ่าเชื้อโรคครบวงจรจบในการเข้าบริการครั้งเดียว ไม่ต้องเรียกผู้รับเหมาหลายเจ้ามาทำหลายรอบ ซึ่งสำคัญมากสำหรับสถานที่ที่ต้องรบกวนผู้ป่วยให้น้อยที่สุด
  2. กำจัดสารก่อภูมิแพ้ได้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายคนละระดับกับการเช็ดผิวหน้าที่นอนหรือการเปลี่ยนผ้าปู
  3. ระบบกรองน้ำดักฝุ่นไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ปล่อยอนุภาคกลับสู่ห้อง จึงทำงานในห้องที่มีผู้ป่วยหายใจลำบากอยู่ได้อย่างที่เครื่องดูดฝุ่นทั่วไปทำไม่ได้
  4. กรองละเอียดถึง 0.02 ไมครอน ด้วยแผ่นกรอง HEPA ซึ่งละเอียดกว่าขนาดอนุภาคสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นมาก
  5. มอเตอร์ไซโคลน 1200 วัตต์จากอิตาลี แรงพอที่จะดึงอนุภาคที่ฝังลึกในท็อปเปอร์ หมอนรองท่า และเบาะเก้าอี้เฝ้าไข้ขึ้นมาได้จริง ไม่ใช่แค่ปัดผิวหน้าให้ดูสะอาด
  6. รับรองโดย Asthma Society of Canada พร้อมมาตรฐาน TUV Rheinland, Certified Vacuums และ Dust Mite Proof ซึ่งใช้ประกอบการสื่อสารกับครอบครัวผู้ป่วยและเอกสารภายในองค์กรได้
  7. ครอบคลุมทุกจุดสะสม ทั้งที่นอน หมอน ท็อปเปอร์ เก้าอี้เฝ้าไข้ โซฟา พรม และผ้าม่าน โดยผ้าม่านกั้นเตียงทำความสะอาดได้โดยไม่ต้องรื้อถอนลงมาจากราง
  8. บริการถึงที่ และทำทีละเตียง ไม่ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากอาคาร ไม่ต้องปิดสถานดูแล และคืนเตียงให้ใช้งานได้ตามลำดับ เหมาะกับสถานที่ที่หยุดให้บริการไม่ได้แม้แต่วันเดียว
  9. มีบริการพ่นฆ่าเชื้อโรคเสริม จัดการไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ได้ในรอบเดียวกับการกำจัดไรฝุ่น โดยเลือกพื้นที่และจังหวะเวลาให้เหมาะกับการมีผู้ป่วยอยู่ในอาคาร
  10. มีของแถมที่ใช้ต่อได้จริง ทั้งทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ WELLGIENIC และน้ำยาฆ่าเชื้อ CHEMGENE HLD4H สำหรับการดูแลต่อเนื่องระหว่างรอบบริการ

ขั้นตอนการให้บริการถึงที่: วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่บ้านร่มพฤกษ์

ทีมงาน 4 คนเข้าถึงบ้านร่มพฤกษ์เวลา 08.00 น. และปิดงานทั้งหมดเวลา 18.20 น. รวมเวลาทำงานประมาณ 10 ชั่วโมง 20 นาที โดยวางแผนร่วมกับพี่พิมล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ว่าจะทำเตียงไหนก่อนหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาให้ยา เวลาทำแผล และเวลาพักของผู้ป่วยแต่ละราย

ขั้นที่ 1 — สำรวจและประเมินหน้างาน

ทีมงานเดินสำรวจห้องผู้ป่วยทั้งหมด ตรวจที่นอนลม 14 ชุด ที่นอนโฟม 4 หลัง หมอนรองท่า 46 ใบ เก้าอี้นอนเฝ้าไข้ 18 ตัว โซฟาห้องรับรองญาติ 4 ตัว พรมห้องสงบใจ และผ้าม่านกั้นเตียง 22 ผืน พร้อมสอบถามข้อมูลอาการจากพี่พิมเป็นรายเตียง เพื่อจัดลำดับว่าเตียงไหนควรทำละเอียดที่สุดก่อน เตียงที่ 7 ของคุณสมพงษ์ถูกจัดเป็นลำดับแรกของวัน

ขั้นที่ 2 — เตรียมพื้นที่และดูแลผู้ป่วยระหว่างทำ

สำหรับแต่ละเตียง ทีมพยาบาลย้ายผู้ป่วยไปนั่งรถเข็นที่ระเบียงหรือห้องสงบใจชั่วคราวประมาณ 40 ถึง 60 นาที โดยมีญาติหรือผู้ช่วยพยาบาลอยู่ด้วยตลอด สำหรับผู้ป่วยที่ย้ายไม่ได้จริง ๆ 3 ราย ทีมงานเลือกใช้วิธีทำเก้าอี้เฝ้าไข้ ผ้าม่านกั้นเตียง และพื้นที่รอบเตียงก่อน แล้วรอจังหวะที่ทีมพยาบาลเปลี่ยนที่นอนตามรอบประจำวันจึงเข้าทำชั้นในของที่นอน

ผ้าปู ผ้ารองซับ และปลอกหมอนทั้งหมดถูกถอดส่งเข้าระบบซักของบ้านพัก ส่วนอุปกรณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยและครอบครัวถูกเก็บรวมไว้ในกล่องแยกรายเตียงเพื่อไม่ให้สลับกัน

ขั้นที่ 3 — ดูดกำจัดไรฝุ่นด้วย SIRENA System

ทีมงานไล่ดูดอย่างเป็นระบบทีละแถบ ทับซ้อนกันเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มีจุดตกหล่น โดยเน้นเป็นพิเศษที่บริเวณหนึ่งในสามส่วนบนของที่นอนซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใบหน้าผู้ป่วยสัมผัสมากที่สุด ตะเข็บ ขอบมุมทั้งสี่ด้าน ร่องระหว่างลอนของที่นอนลม หมอนรองท่าทุกใบ และหมอนรองส้นเท้า จากนั้นจึงทำเก้าอี้เฝ้าไข้ โซฟา พรม และผ้าม่านกั้นเตียงตามลำดับ

ขั้นที่ 4 — เปิดถังกรองให้ทีมงานและญาติดู

นี่คือช่วงเวลาที่พี่พิมบอกว่าเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งบ้าน หลังทำเตียงที่ 7 เสร็จ ทีมงานยกถังกรองน้ำมาวางที่โถงทางเดิน น้ำใสที่ใส่เข้าไปตอนเริ่มงานกลายเป็นของเหลวสีเทาอมน้ำตาลข้น มีตะกอนละเอียดลอยเป็นชั้นบนผิวน้ำ

คุณอรุณียืนมองอยู่นาน ก่อนจะถามเสียงสั่นว่า “ทั้งหมดนี่มาจากที่นอนของพ่อหนูใช่ไหมคะ” แล้วเธอก็เดินออกไปที่ระเบียงเงียบ ๆ สักพัก

เมื่อกลับเข้ามา เธอพูดประโยคที่พี่พิมจดไว้ในสมุดว่า “หนูนั่งอยู่ตรงนี้ทุกคืนมาแปดเดือน หนูนึกว่าหนูดูแลพ่อครบทุกอย่างแล้ว”

ขั้นที่ 5 — ซักลึกด้วย MASTER VACUUM

เก้าอี้นอนเฝ้าไข้ 11 ตัวจาก 18 ตัว โซฟาห้องรับรองญาติทั้ง 4 ตัว และพรมห้องสงบใจ มีคราบเหงื่อสะสมและกลิ่นอับที่การดูดอย่างเดียวจัดการไม่หมด ทีมงานจึงใช้ MASTER VACUUM ซักลึกเพิ่ม พร้อมแจ้งเวลาที่ควรเว้นก่อนกลับมาใช้งานให้พี่พิมจัดตารางได้ถูกต้อง โดยทยอยทำทีละห้องเพื่อให้ญาติยังมีที่นั่งพักตลอดทั้งวัน

ขั้นที่ 6 — พ่นฆ่าเชื้อโรคเสริมเฉพาะพื้นที่ส่วนกลาง

ตามที่บ้านร่มพฤกษ์ขอเพิ่ม ทีมงานพ่นฆ่าเชื้อครอบคลุมห้องรับรองญาติ ห้องสงบใจ ห้องพักเจ้าหน้าที่ ห้องเตรียมยา และโถงทางเดิน ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยจัดเวลาให้เป็นช่วงที่ไม่มีผู้ป่วยหรือญาติอยู่ในพื้นที่นั้น และไม่พ่นในห้องผู้ป่วยขณะที่มีผู้ป่วยอยู่

ขั้นที่ 7 — ตรวจรับงานและมอบของแถม

ทีมงานพาพี่พิมและคุณเบญจวรรณเดินตรวจทุกห้อง อธิบายวิธีดูแลต่อเนื่อง แนะนำรอบการทำซ้ำที่เหมาะกับสถานดูแลที่มีผู้ป่วยนอนตลอด 24 ชั่วโมง และมอบทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ WELLGIENIC พร้อมน้ำยาฆ่าเชื้อ CHEMGENE HLD4H ให้ใช้ต่อระหว่างรอบบริการ

ตารางเปรียบเทียบวิธีจัดการไรฝุ่นในเตียงผู้ป่วยแต่ละแบบ

วิธีการลึกถึงชั้นในหรือไม่นำสารก่อภูมิแพ้ออกจากอาคารทำได้โดยไม่ต้องย้ายผู้ป่วยหรือไม่ผลลัพธ์โดยรวม
เปลี่ยนผ้าปูวันละสองรอบไม่ ได้เฉพาะสองชั้นบนเฉพาะส่วนที่ติดบนผ้าปูได้ควรทำต่อ แต่ไม่พอ
เช็ดผิวที่นอนลมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อไม่ เป็นงานพื้นผิวเท่านั้นไม่ มูลและซากยังอยู่ในเส้นใยได้จำเป็นต่อเชื้อโรค แต่คนละเป้าหมาย
เครื่องฟอกอากาศในห้องไม่ จับเฉพาะที่ลอยอยู่ในอากาศไม่ ไม่ได้แตะกองในที่นอนได้ช่วยเรื่องฝุ่นภายนอก แต่ไม่แก้ต้นตอ
เครื่องดูดฝุ่นทั่วไปตื้น แรงดูดไม่พอไม่ อาจปล่อยกลับออกทางลมเสี่ยงเกินไปเมื่อมีผู้ป่วยอยู่เสี่ยงทำให้ฟุ้งกระจายมากขึ้น
ถอดที่นอนลมไปซักทำไม่ได้ อุปกรณ์เสียหายไม่ไม่ ต้องหยุดใช้เตียงหลายวันเสี่ยงเสียอุปกรณ์ราคา 18,000-42,000 บาท
ยกไปตากแดดไม่ ร้อนเฉพาะผิวไม่กี่มิลลิเมตรไม่ ไม่ได้ดูดอะไรออกไปเลยไม่ ผู้ป่วยใช้ที่นอน 22 ชม./วันแทบทำไม่ได้จริง และทำให้พียูกรอบ
ซื้อที่นอนใหม่ทั้งหมดเริ่มต้นใหม่ชั่วคราวไม่ เพราะสะสมกลับได้เร็วต้องหยุดใช้เตียงระหว่างเปลี่ยนงบหลายแสน และกลับสู่สภาพเดิมใน 2-3 ปี
บริการกำจัดไรฝุ่น WHD (SIRENA)ใช่ มอเตอร์ 1200W ดึงจากชั้นในเส้นใยใช่ ดักไว้ในน้ำ 100% แล้วนำออกไปใช่ ทำถึงที่ ทีละเตียง คืนเตียงได้ทันทีกำจัดสารก่อภูมิแพ้ 99.99%

เปรียบเทียบก่อน–หลังใช้บริการ ที่บ้านร่มพฤกษ์

ก่อนใช้บริการ (พฤศจิกายน 2567 – กรกฎาคม 2568)

  • คุณสมพงษ์ตื่นกลางดึกเฉลี่ย 5 ถึง 6 ครั้งต่อคืน อย่างน้อย 3 ครั้งเป็นเพราะไอเป็นชุด
  • ไอหนักที่สุดในช่วง 20 ถึง 40 นาทีหลังการพลิกตัวทุกครั้ง
  • รอยแดงคันที่หลังแขนสองข้าง สะบัก และหลังคอ
  • คุณอรุณีจาม คัดจมูก และคันตาทุกคืน จ่ายค่ายาไป 8,730 บาท
  • บ้านร่มพฤกษ์จ่ายไปกว่า 90,000 บาทกับเครื่องฟอกอากาศและค่าซักรีดที่เพิ่มขึ้น
  • ผู้ช่วยพยาบาล 3 จาก 9 คนจามทุกครั้งหลังจัดเตียง
  • ครอบครัวหนึ่งย้ายผู้ป่วยออกเพราะ “ห้องมีกลิ่นอับ”
  • ทุกคนเชื่อว่าสาเหตุคือตัวโรค และฝุ่นควันของเชียงใหม่

หลังใช้บริการ (สิงหาคม – ตุลาคม 2568)

  • คืนแรกหลังทำ บันทึกเวรดึกระบุว่าคุณสมพงษ์ตื่นเพียง 2 ครั้ง และไม่มีครั้งใดเป็นเพราะไอ
  • สัปดาห์ที่สาม จำนวนครั้งที่ไอหลังพลิกตัวลดลงจนพยาบาลเลิกจดแยกหมวด
  • รอยแดงที่หลังแขนและหลังคอจางลงภายในราวหนึ่งเดือน
  • คุณอรุณีหยุดยาแก้แพ้ได้ในสัปดาห์ที่สอง และนอนข้างเตียงได้เต็มคืน
  • เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนรายงานว่าไม่มีอาการจามชุดใหญ่หลังจัดเตียงอีก
  • ห้องผู้ป่วยไม่มีกลิ่นอับ และเก้าอี้เฝ้าไข้แห้งสบายกว่าเดิมอย่างชัดเจน
  • บ้านร่มพฤกษ์ลดรอบซักผ้ารองซับพิเศษลงได้ ประหยัดเดือนละราว 3,800 บาท
  • บรรจุการกำจัดไรฝุ่นเข้าเป็นงานบำรุงรักษาประจำทุก 3 เดือน
  • พี่พิมเพิ่มหัวข้อ “การดูแลเครื่องนอน” ลงในเอกสารแนะนำสำหรับครอบครัวผู้ป่วยใหม่ทุกราย

หมายเหตุ: การกำจัดไรฝุ่นเป็นการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วย ไม่ใช่การรักษาโรค และไม่ได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคประจำตัวใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความสบายในการหายใจและคุณภาพการพักผ่อนในแต่ละคืน ซึ่งในงานประคับประคองคือเป้าหมายหลักอยู่แล้ว

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับไรฝุ่นที่เจอบ่อยที่สุดในสถานดูแลผู้ป่วย

“ที่นี่สะอาดมาก เช็ดทุกวัน เปลี่ยนผ้าปูวันละสองรอบ จะมีไรฝุ่นได้ยังไง”

ความสะอาดที่ตามองเห็นกับปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในเส้นใยเป็นคนละเรื่องกัน ห้องผู้ป่วยที่ถูพื้นวันละสองรอบ เช็ดผิวที่นอนทุกวัน และดูเรียบร้อยไร้ที่ติ ยังมีไรฝุ่นในท็อปเปอร์และหมอนรองท่าได้เต็มที่ เพราะไรฝุ่นไม่ได้อยู่บนพื้นผิวที่เรามองเห็น แต่อยู่ในชั้นใยที่ลึกลงไป ซึ่งไม่มีผ้าเช็ดผืนไหนเข้าถึงได้

“ที่นอนลมเป็นพลาสติกพียู ไรฝุ่นเกาะไม่ได้หรอก”

ตัวลอนพียูของที่นอนลมเองไม่ใช่ที่อยู่ที่ดีของไรฝุ่นจริง แต่สิ่งที่อยู่ข้างบนและข้างใต้ต่างหากที่เป็นปัญหา ทั้งท็อปเปอร์ แผ่นรองนุ่ม ผ้ารองซับชนิดผ้า หมอนรองท่า หมอนรองส้นเท้า และเบาะเก้าอี้เฝ้าไข้ที่อยู่ชิดเตียง ล้วนเป็นเส้นใยหนาที่สะสมความชื้นและเซลล์ผิวหนังได้ดีเยี่ยม ในทางปฏิบัติจึงไม่มีเตียงผู้ป่วยเตียงไหนที่ “ปลอดเส้นใย” จริง ๆ

“เปิดแอร์เย็น ๆ ตลอดเวลา ห้องแห้ง ไรฝุ่นอยู่ไม่ได้”

เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เครื่องปรับอากาศทำให้อากาศในห้องเย็นลง แต่ไม่ได้ทำให้ชั้นในของที่นอนแห้ง ความชื้นจากเหงื่อและลมหายใจของผู้ป่วยที่อยู่บนที่นอนเดียวกัน 22 ชั่วโมงต่อวัน ซึมลงไปสะสมและไม่มีทางระบายออก เพราะไม่มีแดดและไม่มีลม ผิวสัมผัสของที่นอนจึงอับชื้นตลอดเวลาแม้ห้องจะเย็น

“ผู้ป่วยอยู่ได้อีกไม่นาน ทำไปก็ไม่คุ้ม”

นี่เป็นความเชื่อที่เจ็บที่สุดและผิดที่สุด ถ้าเวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด คุณภาพของแต่ละคืนยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง คืนที่หลับได้ต่อเนื่องโดยไม่สะดุ้งตื่นเพราะไอ คือคืนที่ผู้ป่วยมีแรงพอจะคุยกับลูกหลานในวันรุ่งขึ้น และในทางปฏิบัติ เตียงหนึ่งเตียงในสถานดูแลจะถูกใช้ต่อโดยผู้ป่วยรายต่อไปเสมอ การทำความสะอาดชั้นในจึงเป็นการดูแลทั้งคนที่อยู่ตอนนี้และคนที่จะมาถึง

“ฉีดสเปรย์กำจัดไรฝุ่นบนที่นอนก็จบแล้ว”

สเปรย์ส่วนใหญ่ซึมลงได้แค่ผิวหน้า และที่สำคัญคือมันไม่ได้นำสารก่อภูมิแพ้ออกไปจากอาคาร มันแค่ทิ้งซากไว้ที่เดิม ในขณะที่ปัญหาอยู่ที่ปริมาณโปรตีนก่อภูมิแพ้ที่ยังค้างอยู่ ไม่ใช่ว่าตัวไรฝุ่นเป็นหรือตาย นอกจากนี้ การฉีดสารเคมีลงบนที่นอนที่ผู้ป่วยระยะประคับประคองต้องแนบหน้าอยู่ทั้งวัน ยังเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว

“ทำครั้งเดียวก็จบตลอดไป”

อันนี้เชื่อผิดในทางกลับกัน การกำจัดไรฝุ่นทำให้ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ลดลงอย่างมากในทันที แต่ตราบใดที่ยังมีคนนอนบนที่นอนนั้นตลอด 24 ชั่วโมง การสะสมก็จะเริ่มใหม่ พื้นที่ที่มีการใช้งานหนักอย่างเตียงผู้ป่วยติดเตียงจึงควรทำเป็นรอบสม่ำเสมอ เหมือนกับที่เครื่องมือแพทย์ทุกชิ้นมีรอบบำรุงรักษาของมันเอง

เสียงจากผู้ใช้บริการจริง

“ดิฉันนอนบนเก้าอี้ข้างเตียงพ่อมาแปดเดือน ดิฉันคิดว่าตัวเองดูแลพ่อครบทุกอย่างแล้วค่ะ ยาก็ตรงเวลา พลิกตัวก็ตรงรอบ ผ้าปูก็เปลี่ยนวันละสองครั้ง แต่ดิฉันไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าจะต้องถามว่าข้างในที่นอนมีอะไรอยู่

วันที่ทีมงานมาทำ ดิฉันยืนดูตอนเขายกถังน้ำออกมาให้ดูหลังทำเตียงพ่อเสร็จ น้ำที่ใส่เข้าไปตอนแรกใสมากค่ะ แต่ตอนยกออกมามันเป็นสีเทาข้น ดิฉันต้องเดินออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง เพราะดิฉันรู้สึกผิดจนพูดไม่ออก

แต่พี่พิมบอกดิฉันว่า อย่าไปรู้สึกผิดเลย เพราะแม้แต่พยาบาลที่ทำงานตรงนี้มาหกปีก็ยังไม่เคยรู้ ดิฉันเลยตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง

คืนแรกหลังจากทำเสร็จ พ่อหลับยาวจนถึงตีสี่ค่ะ ดิฉันตื่นขึ้นมาสองครั้งเพราะไม่ชินกับความเงียบ แล้วดิฉันก็นั่งมองพ่อนอนอยู่อย่างนั้น ร้องไห้อยู่คนเดียว เพราะดิฉันไม่ได้เห็นพ่อหลับสนิทแบบนั้นมานานมากแล้ว

ดิฉันรู้ดีว่ามันไม่ได้รักษาโรคของพ่อ ไม่มีใครบอกดิฉันแบบนั้น และดิฉันก็ไม่ได้คาดหวังแบบนั้น แต่ในเวลาที่เหลืออยู่ ทุกคืนที่พ่อหลับได้สบายขึ้นคือสิ่งที่ดิฉันแลกด้วยอะไรก็ได้ค่ะ”

— คุณอรุณี พงศ์ไพบูลย์ ลูกสาวผู้ดูแล บ้านร่มพฤกษ์ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

บทสรุปเรื่องราวของคุณสมพงษ์และบ้านร่มพฤกษ์

คุณสมพงษ์ พงศ์ไพบูลย์ จากไปอย่างสงบที่บ้านร่มพฤกษ์ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 โดยมีลูกสาวสองคนและหลานอีกสามคนอยู่ข้างเตียง

ในช่วงเจ็ดสัปดาห์สุดท้ายนับจากวันที่ 18 สิงหาคม บันทึกเวรดึกระบุว่าเขาตื่นกลางดึกเฉลี่ย 2 ครั้งต่อคืน ลดลงจากเดิมที่ 5 ถึง 6 ครั้ง และเหตุผลของการตื่นส่วนใหญ่เปลี่ยนจาก “ไอเป็นชุด” เป็น “เปลี่ยนท่า” และ “ขอน้ำ”

เจ็ดสัปดาห์นั้นยังเป็นช่วงที่คุณอรุณีบันทึกไว้ในสมุดของเธอว่า เป็นช่วงที่เธอได้คุยกับพ่อมากที่สุดนับตั้งแต่เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะพ่อมีแรงพอจะคุยในตอนสาย ไม่ใช่นอนหลับชดเชยทั้งวันเหมือนเมื่อก่อน

เธอเล่าว่าเรื่องที่พ่อชอบคุยที่สุดในช่วงนั้นคือเรื่องโรงเรียนเก่าที่ลำพูน และเรื่องตู้ไม้สักที่เขาต่อเองเมื่อสามสิบปีก่อน ซึ่งยังตั้งอยู่ที่บ้านจนถึงวันนี้

“ดิฉันไม่ได้ขออะไรมากไปกว่านั้นเลยค่ะ” คุณอรุณีบอก “ดิฉันแค่อยากให้พ่อหายใจสบาย แล้วได้เล่าเรื่องของเขาให้ฟังอีกสักหน่อย”

ส่วนพี่พิม เธอบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวเธอไม่ใช่วิธีทำงาน แต่คือคำถามที่เธอถามตัวเอง

“เมื่อก่อนดิฉันถามว่า วันนี้คนไข้ปวดไหม กินได้ไหม นอนหลับไหม” เธอพูด “ตอนนี้ดิฉันเพิ่มอีกคำถามหนึ่ง คือ วันนี้เขาหายใจอยู่กับอะไร เพราะสิ่งที่เขาหายใจเข้าไปทุกนาที มันก็คือส่วนหนึ่งของการดูแลเหมือนกัน แค่มันเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็น”

ปัจจุบัน บ้านร่มพฤกษ์บรรจุการกำจัดไรฝุ่นทุกเตียง เก้าอี้เฝ้าไข้ โซฟา พรม และผ้าม่านกั้นเตียง เข้าเป็นงานบำรุงรักษาประจำทุก 3 เดือน เช่นเดียวกับการล้างเครื่องปรับอากาศและการตรวจระบบออกซิเจน และในเอกสารแนะนำสำหรับครอบครัวผู้ป่วยรายใหม่ทุกราย มีหัวข้อใหม่เพิ่มเข้ามาหนึ่งหัวข้อ ชื่อว่า “สิ่งที่คุณมองไม่เห็นบนเตียงของคนที่คุณรัก”

ครบวงจรในครั้งเดียว พร้อมของแถมที่ใช้ต่อได้จริง

จุดที่ทำให้บริการนี้ต่างจากการจ้างทำความสะอาดทั่วไป คือทุกอย่างจบในรอบเดียว ตั้งแต่การดูดกำจัดไรฝุ่นด้วย SIRENA System การซักลึกด้วย MASTER VACUUM ไปจนถึงการพ่นฆ่าเชื้อโรคเสริมที่ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ไม่ต้องประสานหลายผู้รับเหมา ไม่ต้องนัดหลายวัน ซึ่งสำคัญมากสำหรับสถานที่ที่มีผู้ป่วยอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงและรบกวนได้น้อยที่สุด

และหลังใช้บริการ ยังได้รับของแถมที่ใช้งานได้จริงในการดูแลต่อเนื่อง

  • ทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ WELLGIENIC ที่ฆ่าเชื้อได้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ เหมาะกับการเช็ดพื้นผิวสัมผัสบ่อยรอบเตียงผู้ป่วย ทั้งราวเตียง รีโมตปรับเตียง ที่จับรถเข็น สวิตช์ไฟ และโต๊ะคร่อมเตียง
  • น้ำยาฆ่าเชื้อ CHEMGENE HLD4H ที่ฆ่าเชื้อได้ 99.85 เปอร์เซ็นต์ภายใน 1 นาที และให้การป้องกันต่อเนื่องได้นานถึง 14 วัน ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ส่วนกลางและห้องเตรียมยา

สำหรับสถานดูแลที่ต้องการวางแผนระยะยาว ทีมงานยังช่วยประเมินรอบการทำซ้ำที่เหมาะกับจำนวนเตียง อัตราการหมุนเวียนของผู้ป่วย และสภาพอากาศของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เป็นงานบำรุงรักษาที่วางงบประมาณล่วงหน้าได้ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนเริ่มมีอาการแล้ว

ถ้ามีใครสักคนที่คุณรัก ต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บนที่นอนหลังเดียว

ไม่ว่าจะเป็นสถานดูแลผู้ป่วย บ้านพักคนชรา หรือห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน ให้ทีมงานเข้าไปประเมินและกำจัดที่ต้นตอถึงที่ ทั้งที่นอน ท็อปเปอร์ หมอน เก้าอี้เฝ้าไข้ โซฟา พรม และผ้าม่าน จบครบในครั้งเดียว โดยไม่ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากอาคาร

ดูรายละเอียดบริการและราคา คลิกที่นี่

โทรเลย: 065-556-6294

LINE: @whd268

บริษัท World Health Disinfection Co., Ltd.
88/268 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบริการกำจัดไรฝุ่นในสถานดูแลผู้ป่วยและเตียงผู้ป่วยติดเตียง

ที่นอนลมกันแผลกดทับทำความสะอาดด้วยบริการนี้ได้ไหม จะทำให้อุปกรณ์เสียหายหรือเปล่า

ทำได้ครับ และไม่ทำให้อุปกรณ์เสียหาย เพราะกระบวนการหลักคือการดูดด้วยแรงดูดสูงผ่านหัวดูดเฉพาะทาง ไม่ใช่การจุ่มน้ำหรือถอดชิ้นส่วน ทีมงานจะเน้นทำที่ท็อปเปอร์ แผ่นรองนุ่ม ร่องระหว่างลอนของที่นอนลม หมอนรองท่า และหมอนรองส้นเท้า ซึ่งเป็นจุดที่สารก่อภูมิแพ้สะสมจริง ส่วนตัวมอเตอร์ปั๊มลมและท่อลมจะไม่ถูกรบกวน

ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากห้องหรือออกจากอาคารระหว่างทำหรือไม่

ไม่ต้องย้ายออกจากอาคารครับ ทีมงานทำทีละเตียงและคืนเตียงให้ใช้งานได้ตามลำดับ โดยทั่วไปผู้ป่วยจะย้ายไปนั่งรถเข็นหรือพักในพื้นที่ส่วนกลางประมาณ 40 ถึง 60 นาทีต่อเตียง สำหรับผู้ป่วยที่ย้ายไม่ได้จริง ๆ ทีมงานจะปรับแผนโดยทำอุปกรณ์รอบเตียงก่อน แล้วรอจังหวะที่ทีมพยาบาลเปลี่ยนที่นอนตามรอบประจำวัน ทั้งหมดนี้วางแผนร่วมกับหัวหน้าพยาบาลล่วงหน้า

บริการนี้ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคทางเดินหายใจได้หรือไม่

ไม่ครับ และเราจะไม่อ้างเช่นนั้นเลย บริการกำจัดไรฝุ่นไม่ใช่การรักษาโรค ไม่สามารถรักษา ป้องกัน หรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคใด ๆ ได้ สิ่งที่บริการนี้ทำคือการลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ผ้าลงได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้นสัมผัสสารก่อภูมิแพ้น้อยลง การดูแลรักษาโรคยังคงเป็นเรื่องของแพทย์ผู้ดูแลเสมอ

มีการฉีดพ่นสารเคมีลงบนที่นอนที่ผู้ป่วยนอนหรือไม่

ไม่มีครับ การกำจัดไรฝุ่นเป็นการดูดสารก่อภูมิแพ้ออกด้วยระบบกรองน้ำร่วมกับแผ่นกรอง HEPA ไม่ใช่การฉีดสารเคมี ส่วนบริการพ่นฆ่าเชื้อโรคเสริมเป็นบริการแยกที่ลูกค้าเลือกได้ และในกรณีของสถานดูแลผู้ป่วย เรามักแนะนำให้พ่นเฉพาะพื้นที่ส่วนกลางในช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ป่วยหรือญาติอยู่ในบริเวณนั้น

ผ้าม่านกั้นเตียงและผ้าม่านหน้าต่างต้องถอดลงมาก่อนหรือไม่

ไม่ต้องถอดครับ บริการนี้ทำความสะอาดผ้าม่านได้โดยไม่ต้องรื้อถอนลงมาจากราง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดความเสี่ยงที่รางม่านหรือชุดแขวนจะเสียหาย เหมาะมากกับรางม่านโค้งติดเพดานที่ใช้กั้นเตียงในสถานพยาบาล ซึ่งถอดยากและใช้เวลานาน

สถานดูแลผู้ป่วยหรือบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงควรทำบ่อยแค่ไหน

สำหรับเตียงที่มีผู้ป่วยนอนตลอด 24 ชั่วโมง แนะนำให้ทำถี่กว่าบ้านทั่วไป ประมาณทุก 3 เดือน ส่วนบ้านพักอาศัยที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หรือหอบหืด แนะนำทุก 4 ถึง 6 เดือน ทีมงานจะประเมินสภาพจริงหน้างานและแนะนำรอบที่เหมาะสมให้ในวันเข้าบริการ พร้อมแนะนำวิธีดูแลระหว่างรอบด้วย

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

ส่งบทความนี้ให้คนที่กำลังดูแลใครสักคนอยู่ข้างเตียง

#บริการกำจัดไรฝุ่น   #ฮอสพิส   #ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง   #ที่นอนลมกันแผลกดทับ   #ผู้ป่วยติดเตียง   #ภูมิแพ้ไรฝุ่น   #SIRENASystem   #WorldHealthDisinfection

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: บริการกำจัดไรฝุ่น, กำจัดไรฝุ่นที่นอนผู้ป่วยติดเตียง, ทำความสะอาดที่นอนลมกันแผลกดทับ, สถานดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง, ฮอสพิสเชียงใหม่, ซักที่นอน โซฟา พรม ผ้าม่าน, ผ้าม่านกั้นเตียงกำจัดไรฝุ่น, ญาติเฝ้าไข้ภูมิแพ้, สารก่อภูมิแพ้ในเครื่องนอน, SIRENA System, เครื่องกำจัดไรฝุ่นระบบกรองน้ำ, HEPA 0.02 ไมครอน, บริการกำจัดไรฝุ่นถึงที่ เชียงใหม่, ดูแลผู้สูงอายุติดเตียง, World Health Disinfection

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้