หญิงตั้งครรภ์หลังน้ำท่วม: ลดความเสี่ยงติดเชื้อสำหรับแม่และทารกในครรภ์ ด้วยการเตรียมบ้านให้ปลอดภัยก่อนคุณแม่กลับเข้าบ้าน

Last updated: 30 ก.ย. 2569  |  15 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หญิงตั้งครรภ์หลังน้ำท่วม: ลดความเสี่ยงติดเชื้อสำหรับแม่และทารกในครรภ์ ด้วยการเตรียมบ้านให้ปลอดภัยก่อนคุณแม่กลับเข้าบ้าน

หญิงตั้งครรภ์หลังน้ำท่วม: ลดความเสี่ยงติดเชื้อสำหรับแม่และทารกในครรภ์ ด้วยการเตรียมบ้านให้ปลอดภัยก่อนคุณแม่กลับเข้าบ้าน

เมื่อน้ำลด ทุกครอบครัวอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่สำหรับบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าบ้านกลับมาอยู่ได้หรือยัง แต่คือบ้านปลอดภัยพอสำหรับคนสองคนแล้วหรือยัง ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันและระบบหายใจ ทำให้การติดเชื้อบางชนิดรุนแรงกว่าคนทั่วไป และบางโรคส่งผลถึงทารกในครรภ์โดยตรง บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับสามี พ่อแม่ ญาติ และคุณแม่ตั้งครรภ์เอง เพื่อวางแผนฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วมแบบที่คุณแม่ไม่ต้องลงมือเสี่ยงเอง รู้ว่าเชื้อโรคใดต้องระวังเป็นพิเศษ อาการใดต้องรีบไปโรงพยาบาล และการอบโอโซนฆ่าเชื้อจะช่วยได้ตรงไหนในฐานะขั้นตอนสุดท้ายก่อนคุณแม่กลับเข้าบ้าน

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย: คุณแม่ท้องเจ็ดเดือนในอยุธยา กับบ้านที่ยังไม่พร้อม

(กรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายสถานการณ์ ไม่ได้อ้างอิงบุคคลหรือครอบครัวใดโดยเฉพาะ)

ฝนตั้งครรภ์ลูกคนแรกได้เจ็ดเดือน เธอและสามีอาศัยอยู่ในบ้านไม้ยกพื้นครึ่งปูนริมแม่น้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อน้ำเริ่มเอ่อ ครอบครัวพาเธอไปพักที่บ้านญาติในตัวเมืองซึ่งน้ำไม่ท่วม ส่วนสามีอยู่เฝ้าบ้าน น้ำท่วมชั้นล่างสูงเกือบเอวและอยู่นานเกือบสามสัปดาห์

ทันทีที่น้ำลด ฝนอยากกลับบ้านมาก เธอเตรียมห้องนอนเด็ก ซื้อเตียงเด็ก เสื้อผ้าเด็กอ่อน และผ้าอ้อมไว้ตั้งแต่ก่อนน้ำมา ทุกอย่างอยู่ชั้นล่าง เมื่อเธอโทรคุยกับสามี เขาเล่าว่าผนังชั้นล่างมีคราบดำเป็นแนวยาว ตู้เสื้อผ้าเด็กบวมน้ำ ห้องน้ำมีกลิ่นเหม็นเพราะบ่อเกรอะล้น และในบ้านยังมีกลิ่นอับแรงจนเขาเองไอทุกคืน

ฝนเริ่มกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน เธอควรกลับไปช่วยสามีขัดบ้านไหม ใช้น้ำยาฟอกขาวในบ้านตอนท้องได้หรือเปล่า เสื้อผ้าเด็กที่ซื้อไว้ยังใช้ได้ไหม ถ้ากลับเข้าบ้านเร็วเกินไปจะเป็นอันตรายต่อลูกหรือเปล่า และทำอย่างไรบ้านจึงจะพร้อมก่อนวันคลอดที่เหลืออีกไม่ถึงสามเดือน คุณหมอที่ฝากครรภ์แนะนำสั้น ๆ ว่า อย่าลงมือทำความสะอาดเอง และอย่ากลับเข้าบ้านจนกว่าบ้านจะแห้งและสะอาดจริง

ความกังวลแบบนี้เกิดขึ้นในครอบครัวที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกครั้งที่มีน้ำท่วมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สุโขทัย อุบลราชธานี หรือหาดใหญ่ และคำตอบที่ดีที่สุดคือการวางแผนให้ชัดว่าใครทำอะไร ทำเมื่อไร และบ้านต้องผ่านเกณฑ์ใดก่อนคุณแม่จะกลับเข้าไป

ทำไมหญิงตั้งครรภ์จึงเสี่ยงกว่าคนทั่วไปหลังน้ำท่วม

ระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายของแม่ปรับระบบภูมิคุ้มกันเพื่อให้ทารกเติบโตได้โดยไม่ถูกต่อต้าน การปรับนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ทำให้การติดเชื้อบางชนิดมีโอกาสรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ปริมาตรปอดที่ลดลงเมื่อมดลูกขยาย ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น และความเหนื่อยล้าง่าย ล้วนทำให้คุณแม่รับมือกับความเจ็บป่วยได้ยากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ยาบางชนิดที่ใช้รักษาคนทั่วไปอาจต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวังในหญิงตั้งครรภ์ การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรกจึงสำคัญกว่าการรักษาในภายหลัง

1. โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส

เชื้อเลปโตสไปราอยู่ในปัสสาวะของหนูและสัตว์บางชนิด และกระจายไปกับน้ำท่วมและโคลน เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน รวมถึงเยื่อบุตาและปาก อาการเริ่มต้นคือไข้สูงทันที ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่น่อง ตาแดง ในหญิงตั้งครรภ์ การติดเชื้อที่รุนแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งหรือภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรลุยน้ำหรือโคลนเลย หากเคยสัมผัสน้ำท่วมแล้วมีไข้ ต้องไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งว่าตั้งครรภ์

2. โรคติดเชื้อทางเดินอาหารและตับอักเสบจากน้ำและอาหารปนเปื้อน

น้ำท่วมมักปนน้ำเสียจากท่อระบายน้ำและบ่อเกรอะ แบคทีเรียและไวรัสจากอุจจาระจึงเกาะอยู่ตามพื้น ผนัง ภาชนะ และพื้นผิวในครัว อาการท้องร่วง อาเจียน และปวดท้อง อาจทำให้หญิงตั้งครรภ์ขาดน้ำเร็วกว่าคนทั่วไป ซึ่งส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปยังรก นอกจากนี้ ไวรัสตับอักเสบบางชนิดที่ติดต่อทางน้ำและอาหารปนเปื้อน เช่น ไวรัสตับอักเสบอี เป็นที่ทราบกันดีจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกว่าอาจรุนแรงมากในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้าย

3. อาหารเสียในตู้เย็นระหว่างไฟดับ

ช่วงน้ำท่วมมักมีการตัดไฟเป็นเวลานาน อาหารในตู้เย็นและช่องแช่แข็งจึงเสียโดยไม่รู้ตัว แบคทีเรียบางชนิด เช่น ลิสทีเรีย สามารถเจริญในอาหารที่เก็บไม่ถูกวิธีและเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หลักง่าย ๆ คือ อาหารที่อยู่ในตู้เย็นระหว่างไฟดับนาน ๆ และอาหารทุกชนิดที่สัมผัสน้ำท่วม ให้ทิ้งทั้งหมด ไม่ต้องเสียดาย

4. เชื้อราและสปอร์ในอากาศ

บ้านที่แช่น้ำหลายวันจะมีเชื้อราขึ้นตามผนัง ใต้พื้น ในตู้ และในเครื่องปรับอากาศ สปอร์เชื้อรากระตุ้นอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ และหอบหืด หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากมีอาการคัดจมูกอยู่แล้วจากฮอร์โมน การหายใจเอาสปอร์เข้าไปต่อเนื่องจึงทำให้นอนหลับยากและเหนื่อยง่ายขึ้น ส่วนคุณแม่ที่เป็นหอบหืด อาการกำเริบระหว่างตั้งครรภ์ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

5. ดินและโคลนที่อาจมีเชื้อจากสัตว์

โคลนหลังน้ำท่วมอาจปนมูลสัตว์ รวมถึงมูลแมวและสัตว์อื่น ๆ เชื้อบางชนิดที่อยู่ในดินและมูลสัตว์ เช่น เชื้อที่ก่อโรคท็อกโซพลาสโมซิส อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ หญิงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการตักโคลน ทำสวน หรือเปลี่ยนกระบะทรายแมวในช่วงนี้

6. บาดแผลและบาดทะยัก

เศษแก้ว ตะปู และเศษไม้ที่ซ่อนอยู่ในโคลนทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย บาดแผลที่สกปรกเสี่ยงต่อบาดทะยักและการติดเชื้อแบคทีเรีย หญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยมักได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักระหว่างฝากครรภ์ ควรตรวจสอบกับสมุดฝากครรภ์ว่าได้รับครบหรือยัง และปรึกษาแพทย์หากเกิดบาดแผล

7. ยุงและน้ำขัง

น้ำที่ขังอยู่ในภาชนะ ยางรถ และแอ่งรอบบ้านหลังน้ำลดเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ไข้เลือดออกและโรคที่มียุงเป็นพาหะบางชนิดเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ควรเทน้ำขังทิ้ง นอนในมุ้ง และปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ยากันยุง

8. สารเคมีทำความสะอาดและควันจากเครื่องยนต์

การทำความสะอาดหลังน้ำท่วมมักใช้น้ำยาเข้มข้นจำนวนมาก การผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาที่มีแอมโมเนียหรือกรดจะเกิดก๊าซพิษ นอกจากนี้ CDC ยังเตือนเรื่องการใช้เครื่องปั่นไฟหรือเครื่องสูบน้ำในที่อับ ซึ่งทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่อันตรายต่อทั้งแม่และทารก คุณแม่จึงควรอยู่ห่างจากพื้นที่ทำความสะอาดและเครื่องยนต์ทุกชนิด

อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที: ไข้ ปวดกล้ามเนื้อหรือน่อง ตาเหลือง ท้องร่วงหรืออาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง เลือดออกทางช่องคลอด น้ำเดิน ลูกดิ้นน้อยลง ปวดท้องหรือท้องแข็งถี่ หายใจลำบาก หรือปวดศีรษะรุนแรง ให้ไปโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และแจ้งแพทย์ว่าเพิ่งสัมผัสพื้นที่น้ำท่วม

ผลกระทบที่ครอบครัวต้องเผชิญ

ด้านสุขภาพของแม่และทารก

การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ส่งผลแค่กับแม่ ไข้สูง การขาดน้ำ และการอักเสบรุนแรงอาจกระทบการเจริญเติบโตของทารก หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การป้องกันด้วยการจัดบ้านให้สะอาดและแห้งก่อนคุณแม่กลับเข้าบ้านจึงเป็นการดูแลคนสองคนไปพร้อมกัน

ด้านการเงิน

ค่ารักษาพยาบาลหากต้องนอนโรงพยาบาลระหว่างตั้งครรภ์ ค่าเช่าที่พักชั่วคราว ค่าซื้อของใช้เด็กอ่อนชุดใหม่แทนชุดที่เปียกน้ำ และค่าเดินทางไปฝากครรภ์ในช่วงที่ถนนยังใช้การไม่ได้ ล้วนเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ครอบครัวต้องเก็บเงินไว้สำหรับการคลอด

ด้านเวลา

การตั้งครรภ์มีเส้นตายที่เลื่อนไม่ได้ วันคลอดไม่รอให้บ้านพร้อม ครอบครัวที่น้ำท่วมในช่วงไตรมาสสุดท้ายจึงต้องฟื้นฟูบ้านให้เสร็จทันก่อนพาลูกแรกเกิดกลับบ้าน ซึ่งหมายถึงต้องทำงานให้เป็นระบบและเร็วโดยไม่ข้ามขั้นตอนความปลอดภัย

ด้านจิตใจและครอบครัว

ความเครียดจากการสูญเสียทรัพย์สิน การพลัดพรากจากบ้าน และความกังวลเรื่องลูก ส่งผลต่อการนอนหลับและอารมณ์ของคุณแม่ สามีที่ต้องทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืนก็เหนื่อยล้า การมีแผนที่ชัดเจนและใช้บริการมืออาชีพในขั้นตอนที่เหมาะสมช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก และทำให้ครอบครัวมีเวลาดูแลใจกันมากขึ้น

ทำไมวิธีทำความสะอาดแบบเดิมจึงไม่พอสำหรับบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์

  • ราดน้ำยาฟอกขาวเข้มข้นทั่วบ้าน กลิ่นคลอรีนที่ค้างในบ้านระคายเคืองทางเดินหายใจของคุณแม่ และน้ำยาทำงานได้เฉพาะพื้นผิวที่ราดถึง ไม่ได้จัดการเชื้อในอากาศ ในซอกลึก หรือในผ้าม่านและที่นอน
  • ให้คุณแม่ช่วยขัดบ้าน แม้จะเป็นความตั้งใจดี แต่การยกของหนัก การก้มนาน การสัมผัสโคลน และการสูดกลิ่นน้ำยา ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
  • ฉีดสเปรย์ปรับอากาศกลบกลิ่นอับ น้ำหอมไม่ได้ฆ่าเชื้อรา และสารประกอบระเหยในสเปรย์บางชนิดยังทำให้คุณแม่ที่แพ้ง่ายรู้สึกคลื่นไส้หรือปวดศีรษะเพิ่มขึ้น
  • เปิดพัดลมเป่าให้แห้ง ช่วยลดความชื้นได้ แต่ถ้าบ้านมีเชื้อราอยู่แล้ว พัดลมจะพัดสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่ว รวมถึงห้องที่เตรียมไว้ให้คุณแม่และลูก
  • ทาสีทับคราบราในห้องเด็ก เป็นวิธีที่หลายบ้านใช้เพื่อให้ห้องดูใหม่ทันวันคลอด แต่เชื้อรายังอยู่ใต้ชั้นสีและกลิ่นจากสีใหม่ก็ไม่เหมาะกับคุณแม่และทารกแรกเกิด
  • ซักเสื้อผ้าเด็กแล้วเก็บกลับเข้าตู้เดิม ถ้าตู้ยังไม่ได้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เสื้อผ้าที่ซักแล้วจะรับกลิ่นอับและสปอร์กลับมาอีกครั้ง

สิ่งที่บ้านของคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการคือกระบวนการที่ลดเชื้อโรคได้ทั้งบนพื้นผิวและในอากาศ ทำโดยที่คุณแม่ไม่ต้องอยู่ในบ้าน และไม่ทิ้งสารเคมีที่มีกลิ่นค้างไว้ให้คุณแม่และทารกต้องหายใจในภายหลัง

คำตอบ: บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อจาก World Health Disinfection

โอโซน หรือ O3 เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติออกซิไดซ์สูง เมื่อปล่อยในห้องที่ปิดสนิท โอโซนจะกระจายไปทั่วทุกซอกมุม ทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมทั้งแตกโมเลกุลของกลิ่นอับ แล้วสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง สำหรับบ้านที่กำลังจะต้อนรับทารกแรกเกิด การไม่มีคราบหรือกลิ่นน้ำยาหลงเหลือเป็นข้อดีที่สำคัญมาก

บริการอบโอโซนของ WHD ได้รับการทดสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek ประเทศอังกฤษ ในการกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา 99.99% ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง

หลักสำคัญสำหรับบ้านที่มีหญิงตั้งครรภ์

โอโซนเป็นก๊าซที่ระคายเคืองทางเดินหายใจเมื่อหายใจเข้าไปในความเข้มข้นสูง นี่คือเหตุผลที่การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ว่างเปล่าเท่านั้น สำหรับบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์ เราแนะนำให้คุณแม่พักอยู่ที่อื่นตลอดช่วงการฟื้นฟูบ้าน ไม่ใช่แค่ช่วงอบโอโซน และกลับเข้าบ้านเมื่อทุกขั้นตอนเสร็จสิ้น พักห้อง และระบายอากาศเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ขั้นตอนการทำงาน

  1. สำรวจบ้านและจัดลำดับห้อง ทีมงานประเมินพื้นที่ แนะนำให้เริ่มจากห้องที่คุณแม่และทารกจะใช้มากที่สุด เช่น ห้องนอน ห้องเด็ก ห้องน้ำ และครัว
  2. ครอบครัวเตรียมพื้นที่ สมาชิกที่แข็งแรงหรือช่างทำความสะอาดขนโคลน ล้างพื้นผิว ทิ้งของที่ปนเปื้อน และทำให้บ้านแห้งก่อน โดยคุณแม่ไม่ต้องเข้ามาในพื้นที่
  3. ปิดห้องและปล่อยโอโซน ต้องไม่มีคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้อยู่ในบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง เปิดตู้และลิ้นชักที่ต้องการฆ่าเชื้อ แล้วปล่อยโอโซนเข้าสู่พื้นที่
  4. ระยะสัมผัส หนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อโซน ขึ้นกับขนาดพื้นที่
  5. พักห้องและระบายอากาศ รอให้โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน แล้วเปิดหน้าต่างระบายอากาศ
  6. ส่งมอบบ้าน ทีมงานแจ้งเวลาที่ปลอดภัยสำหรับการกลับเข้าบ้าน และให้คำแนะนำการดูแลความชื้นต่อไป

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: การอบโอโซนทำในพื้นที่ปิดและว่างเปล่าเท่านั้น คน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ ต้องออกจากพื้นที่ และกลับเข้าได้หลังช่วงพักห้องและระบายอากาศเท่านั้น โอโซนเป็นขั้นตอนหลังการขนโคลน ล้าง และทำให้แห้ง ไม่ได้ใช้แทนการทำความสะอาด การฝากครรภ์ หรือการรักษาทางการแพทย์

10 เหตุผลที่ครอบครัวของคุณแม่ตั้งครรภ์เลือกอบโอโซนก่อนกลับเข้าบ้าน

  1. คุณแม่ไม่ต้องลงมือเอง งานทั้งหมดทำขณะคุณแม่พักอยู่ที่อื่น ลดการสัมผัสเชื้อ โคลน และสารเคมีโดยตรง
  2. ไม่มีกลิ่นน้ำยาค้างในบ้าน โอโซนสลายตัวเป็นออกซิเจน เหมาะกับคุณแม่ที่แพ้กลิ่นง่ายในช่วงตั้งครรภ์
  3. ลดสปอร์เชื้อราในอากาศ ช่วยให้คุณแม่ที่คัดจมูกหรือเป็นภูมิแพ้หายใจได้สบายขึ้นเมื่อกลับบ้าน
  4. เข้าถึงซอกที่มือเช็ดไม่ถึง ใต้เตียง หลังตู้ ในลิ้นชักเสื้อผ้าเด็ก และช่องว่างในเฟอร์นิเจอร์
  5. จัดการกลิ่นอับที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การกลบกลิ่นด้วยน้ำหอม ซึ่งอาจทำให้คุณแม่คลื่นไส้
  6. มีผลทดสอบรองรับ ผ่านการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ กำจัดเชื้อ 99.99% ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ดูรายละเอียดที่ บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย
  7. ช่วยให้ทันวันคลอด ประมาณ 30 นาทีต่อโซน ทำให้ครอบครัววางแผนเวลากลับบ้านได้ชัดเจน
  8. เตรียมห้องเด็กให้พร้อม ห้องที่ผ่านการทำความสะอาด ทำให้แห้ง และอบโอโซนแล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการต้อนรับทารกแรกเกิด นัดหมายอบโอโซน
  9. ลดความเครียดของครอบครัว รู้ว่ามีขั้นตอนชัดเจนและทีมงานที่เข้าใจความต้องการของบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์
  10. ครอบคลุมทั้งบ้านในครั้งเดียว วางแผนทุกห้องไปพร้อมกัน และหากงานอบโอโซนมีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์สำหรับใช้ดูแลบ้านต่อ ดูรายละเอียดบริการ

ก่อนและหลังอบโอโซน

ก่อน

  • บ้านมีกลิ่นอับแรง คุณแม่เข้าบ้านแล้วคลื่นไส้
  • คราบราดำบนผนังห้องเด็กและในตู้เสื้อผ้า
  • กลิ่นคลอรีนจากการราดน้ำยาค้างอยู่หลายวัน
  • ครอบครัวไม่แน่ใจว่าห้องไหนปลอดภัย
  • คุณแม่ต้องพักบ้านญาติโดยไม่รู้ว่าจะกลับได้เมื่อไร
  • กังวลว่าบ้านจะไม่พร้อมทันวันคลอด

หลัง

  • กลิ่นอับจากเชื้อราลดลงอย่างชัดเจน
  • เชื้อในอากาศและบนพื้นผิวที่โอโซนเข้าถึงลดลง
  • ไม่มีกลิ่นหรือคราบสารเคมีตกค้าง
  • ห้องนอนและห้องเด็กพร้อมจัดของเข้าไปใหม่
  • ครอบครัวรู้กำหนดเวลาที่คุณแม่กลับบ้านได้
  • เตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ได้อย่างอุ่นใจขึ้น

กรณีตัวอย่าง: คุณนุ่นกับบ้านในอุบลราชธานี ช่วงตั้งครรภ์ห้าเดือน

(กรณีตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าที่ยืนยันตัวตน)

คุณนุ่นตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนเมื่อแม่น้ำมูลเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนของเธอในจังหวัดอุบลราชธานี บ้านชั้นเดียวของเธอถูกน้ำท่วมสูงประมาณหนึ่งเมตรนานสองสัปดาห์ ครอบครัวพาเธอไปพักที่บ้านพี่สาวในอำเภออื่น ส่วนสามีและน้องชายกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ก่อนเริ่มงาน สามีของเธอโทรปรึกษาพยาบาลที่ห้องฝากครรภ์ และได้รับคำแนะนำให้คุณนุ่นอยู่ห่างจากบ้านจนกว่างานทั้งหมดจะเสร็จ ทั้งสองคนจึงแบ่งงานกันชัดเจน สามีและน้องชายสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และหน้ากาก ขนโคลนออก ทิ้งที่นอน หมอน และโซฟาที่แช่น้ำ ทิ้งอาหารทั้งหมดในตู้เย็น รื้อตู้ไม้อัดที่บวมน้ำ ล้างผนังและพื้น และเปิดหน้าต่างให้ลมผ่านร่วมกับเครื่องลดความชื้นหลายวัน โดยระวังไม่ผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน

เมื่อบ้านแห้งแล้ว พวกเขาติดต่อทีม WHD ให้เข้ามาอบโอโซนทั้งบ้าน โดยเริ่มจากห้องนอนที่จะเป็นห้องของแม่และลูก ห้องน้ำ และครัว ระหว่างอบไม่มีใครอยู่ในบ้าน เมื่อพักห้องและระบายอากาศเสร็จ กลิ่นอับที่เคยทำให้สามีไอทุกคืนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ครอบครัวซักเสื้อผ้าเด็กใหม่ทั้งหมดด้วยน้ำร้อนและตากแดดจนแห้งสนิท ก่อนเก็บเข้าตู้ใบใหม่ที่ยกสูงจากพื้น

คุณนุ่นกลับเข้าบ้านหลังจากนั้นไม่กี่วัน และไปตรวจครรภ์ตามนัดตามปกติ บทเรียนที่ครอบครัวนี้เล่าต่อคือ การแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก และการไม่ให้คุณแม่เข้าบ้านจนกว่าทุกขั้นตอนจะเสร็จ ช่วยลดทั้งความเสี่ยงและความเครียดของทุกคน

เช็กลิสต์ฟื้นฟูบ้านสำหรับครอบครัวที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์

สิ่งที่คุณแม่ควรทำ

  • พักในที่แห้ง สะอาด และมีน้ำดื่มสะอาดเพียงพอ ระหว่างที่บ้านกำลังฟื้นฟู
  • ไปตรวจครรภ์ตามนัด หรือโทรปรึกษาห้องฝากครรภ์หากต้องเลื่อนนัดเพราะการเดินทาง
  • พกสมุดฝากครรภ์ติดตัวเสมอ และตรวจสอบประวัติวัคซีนป้องกันบาดทะยัก
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนและอาหารที่ไม่แน่ใจแหล่งที่มา
  • ล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร
  • ไม่ลุยน้ำ ไม่ตักโคลน ไม่ยกของหนัก และไม่เปลี่ยนกระบะทรายแมว
  • สังเกตอาการผิดปกติ และไปโรงพยาบาลทันทีหากมีไข้ ท้องร่วงรุนแรง เลือดออก น้ำเดิน หรือลูกดิ้นน้อยลง
  • ดูแลใจตัวเอง หากนอนไม่หลับ เครียด หรือซึมเศร้าต่อเนื่อง ให้บอกแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์

สิ่งที่ครอบครัวทำแทนก่อนอบโอโซน

  • ให้ช่างไฟตรวจระบบไฟฟ้าก่อนเปิดใช้งาน
  • สวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และหน้ากาก N95 ระหว่างทำความสะอาด
  • ขนโคลนออก ทิ้งที่นอน หมอน พรม และเฟอร์นิเจอร์บุนวมที่แช่น้ำ
  • ทิ้งอาหารทั้งหมดที่สัมผัสน้ำท่วม และอาหารในตู้เย็นที่ไฟดับนาน
  • ล้างพื้นผิวด้วยน้ำสบู่ แล้วฆ่าเชื้อตามคำแนะนำบนฉลาก ไม่ผสมน้ำยาหลายชนิด
  • ไม่ใช้เครื่องปั่นไฟหรือเครื่องยนต์ในบ้านหรือที่อับ
  • ทำให้บ้านแห้งด้วยการเปิดหน้าต่างและเครื่องลดความชื้น
  • เทน้ำขังรอบบ้านเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

วันอบโอโซนและหลังจากนั้น

  • ทุกคนออกจากบ้าน รวมถึงสัตว์เลี้ยงและต้นไม้
  • เปิดตู้ ลิ้นชัก และประตูห้องด้านในเพื่อให้โอโซนกระจายทั่วถึง
  • กลับเข้าบ้านหลังพักห้องและระบายอากาศตามที่ทีมงานแจ้งเท่านั้น
  • ซักผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน และเสื้อผ้าเด็กด้วยน้ำร้อนหรือตามฉลาก และตากให้แห้งสนิท
  • ล้างขวดนม ภาชนะใส่อาหาร และอุปกรณ์เด็กทุกชิ้นก่อนใช้
  • ล้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ และควบคุมความชื้นในห้องนอนแม่และลูก
  • ตรวจคราบราตามมุมห้องทุกสัปดาห์ในเดือนแรก

คำถามที่พบบ่อย

1. หญิงตั้งครรภ์อยู่ในบ้านระหว่างอบโอโซนได้ไหม

ไม่ได้ การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ว่างเปล่าเท่านั้น และสำหรับบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์ เราแนะนำให้คุณแม่พักที่อื่นตลอดช่วงฟื้นฟูบ้าน แล้วกลับเข้ามาหลังพักห้องและระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว

2. หลังอบโอโซนแล้ว คุณแม่กลับเข้าบ้านได้เมื่อไร

ทีมงานจะแจ้งเวลาที่ปลอดภัยหลังช่วงพักห้องและระบายอากาศ โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจนและไม่ทิ้งสารตกค้าง แต่ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพิ่มก่อนคุณแม่เข้าบ้าน

3. อบโอโซนแล้วยังต้องทำความสะอาดอีกไหม

ต้องทำความสะอาดก่อนอบโอโซนเสมอ โอโซนเป็นขั้นตอนหลังการขนโคลน ล้าง และทำให้แห้ง ไม่ได้ใช้แทนการทำความสะอาด หลังอบก็ยังควรซักผ้าและล้างอุปกรณ์เด็กก่อนใช้งาน

4. เสื้อผ้าเด็กและของใช้เด็กที่โดนน้ำท่วมยังใช้ได้ไหม

เสื้อผ้าที่ซักได้สามารถซักด้วยน้ำร้อนหรือตามฉลาก ตากให้แห้งสนิท แล้วใช้ต่อได้ ส่วนที่นอนเด็ก หมอน ตุ๊กตาผ้า ขวดนม จุกนม และของที่ทำความสะอาดทั่วถึงไม่ได้ โดยทั่วไปควรทิ้งและซื้อใหม่

5. การอบโอโซนป้องกันโรคฉี่หนูได้ไหม

โอโซนช่วยลดเชื้อโรคในบ้านที่ทำความสะอาดแล้ว แต่ไม่ใช่การป้องกันหรือรักษาโรค การป้องกันที่สำคัญคือไม่ลุยน้ำและโคลน และหากเคยสัมผัสน้ำท่วมแล้วมีไข้หรือปวดน่อง ต้องไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งว่าตั้งครรภ์

6. ใช้น้ำยาฟอกขาวในบ้านที่มีคุณแม่ตั้งครรภ์ได้หรือไม่

ใช้ได้ในการทำความสะอาดโดยผู้อื่น ตามอัตราส่วนบนฉลาก ในที่ที่อากาศถ่ายเท และห้ามผสมกับน้ำยาอื่น คุณแม่ไม่ควรอยู่ในบริเวณนั้นระหว่างใช้ และควรรอให้กลิ่นหมดก่อนกลับเข้ามา

7. ควรปรึกษาใครบ้างก่อนพาคุณแม่กลับบ้าน

ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์เรื่องสุขภาพ ช่างไฟเรื่องความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และทีมอบโอโซนเรื่องการฆ่าเชื้อในบ้าน ติดต่อทีมงานได้ที่ หน้าติดต่อเรา

เตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ให้ทีม World Health Disinfection ช่วยวางแผนอบโอโซนฆ่าเชื้อทั้งบ้านหลังน้ำท่วม ขณะที่คุณแม่พักผ่อนอย่างปลอดภัย

นัดอบโอโซนบ้านก่อนคุณแม่กลับบ้าน

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #บริการอบโอโซน #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อรา #โอโซนฆ่าเชื้อ #น้ำท่วม #หญิงตั้งครรภ์ #คุณแม่ตั้งครรภ์หลังน้ำท่วม

คำค้นหา: หญิงตั้งครรภ์หลังน้ำท่วม, คนท้องน้ำท่วม, ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์, เตรียมบ้านก่อนคลอดหลังน้ำท่วม, ห้องเด็กหลังน้ำท่วม, อบโอโซนฆ่าเชื้อบ้าน, บริการอบโอโซน, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้