อบโอโซนคลินิกหลังน้ำท่วม: ฟื้นฟู รพ.สต. และสถานพยาบาลให้กลับมาดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

Last updated: 30 ก.ย. 2569  |  9 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อบโอโซนคลินิกหลังน้ำท่วม: ฟื้นฟู รพ.สต. และสถานพยาบาลให้กลับมาดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

อบโอโซนคลินิกหลังน้ำท่วม: ฟื้นฟู รพ.สต. และสถานพยาบาลให้กลับมาดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย

ห้องทำแผลที่ยังมีกลิ่นแม่น้ำมูล

(เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย ตัวละครและรายละเอียดถูกปรับเพื่อใช้เป็นตัวอย่าง)

พี่แอนเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ทำหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งหนึ่งในอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี รพ.สต. ของเธอตั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำมูล ดูแลประชากรหลายพันคนในหลายหมู่บ้าน ทั้งผู้สูงอายุที่มารับยาความดันและเบาหวานทุกเดือน หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ เด็กเล็กที่มารับวัคซีน และผู้ป่วยติดเตียงที่ทีมต้องออกเยี่ยมบ้าน

ปีนี้น้ำจากแม่น้ำมูลเอ่อล้นเข้าท่วมอาคารสูงราวหกสิบเซนติเมตร และแช่อยู่นานเกือบสองสัปดาห์ ระหว่างนั้นทีมย้ายไปตั้งหน่วยบริการชั่วคราวที่ศาลาวัดบนที่ดอน ตรวจคนไข้บนโต๊ะพับ ทำแผลใต้แสงไฟฉาย และแจกยาจากกล่องพลาสติกที่ขนหนีน้ำมาได้ทัน ทุกคนเหนื่อยล้าแต่ก็ยังยิ้มให้ชาวบ้าน

เมื่อน้ำลด พี่แอนกลับไปที่อาคารพร้อมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภาพที่เห็นคือโคลนหนาเป็นคืบบนพื้นห้องรอตรวจ เก้าอี้นั่งรอที่บุฟองน้ำบวมน้ำ ตู้เก็บแฟ้มประวัติผู้ป่วยชั้นล่างเปียกชุ่ม ห้องทำแผลมีคราบน้ำขึ้นเป็นเส้นระดับบนผนังกระเบื้อง ห้องทันตกรรมที่เพิ่งได้ยูนิตทำฟันใหม่เมื่อปีที่แล้วมีโคลนติดอยู่ที่ฐานเก้าอี้ ทีมใช้เวลาเกือบสัปดาห์ในการล้าง ขัด และเช็ดทุกอย่าง แต่แม้พื้นจะกลับมาเงา กลิ่นอับชื้นปนกลิ่นโคลนแม่น้ำก็ยังลอยอยู่ในห้องทำแผลและห้องเก็บเวชภัณฑ์ทุกเช้า

"เราเป็นสถานพยาบาล ถ้าคนไข้มาทำแผลแล้วแผลติดเชื้อกลับไป เราจะตอบชาวบ้านว่าอะไร" พี่แอนพูดกับน้องในทีม คำถามนี้คือหัวใจของบทความนี้ สถานพยาบาลขนาดเล็กอย่างคลินิกและ รพ.สต. ในอุบลราชธานี สุโขทัย อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เชียงใหม่ หรือหาดใหญ่ มีมาตรฐานความสะอาดที่สูงกว่าบ้านทั่วไป เพราะผู้ที่เดินเข้ามาคือคนที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว การเปิดบริการหลังน้ำท่วมจึงต้องคิดให้ละเอียดกว่าแค่ "ล้างให้สะอาด" เราจะพาไปดูว่าเชื้ออะไรซ่อนอยู่ ใครเสี่ยงที่สุด วิธีไหนที่ยังไม่พอ และการอบโอโซนเข้ามาช่วยเติมช่องว่างตรงไหนในแผนฟื้นฟูสถานพยาบาล

เชื้อโรคที่ซ่อนอยู่ในสถานพยาบาลหลังน้ำลด

อาคารสถานพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมต่างจากบ้านทั่วไปตรงที่ผู้ใช้อาคารจำนวนมากมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีบาดแผลเปิด หรือต้องได้รับหัตถการที่ทำให้เชื้อมีทางเข้าสู่ร่างกาย เชื้อที่ในบ้านอาจทำให้แค่จามหรือคัดจมูก ในห้องทำแผลอาจกลายเป็นการติดเชื้อที่แผลได้ กลุ่มเชื้อที่ต้องให้ความสำคัญมีดังนี้

1. เชื้อราในอากาศ: ภัยของผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ

เชื้อรา Aspergillus เป็นราที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม และเติบโตได้ดีบนผนัง ฝ้าเพดาน กระดาษ และวัสดุที่เปียกน้ำ สำหรับคนสุขภาพดี การหายใจเอาสปอร์เข้าไปอาจไม่ก่อปัญหามาก แต่สำหรับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิต่ำ ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ สปอร์ราสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ปอดซึ่งรักษายาก ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลขนาดใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมเชื้อราในอากาศอย่างมาก และสถานพยาบาลขนาดเล็กก็ควรตระหนักเช่นเดียวกัน

จุดที่ราชอบในคลินิกและ รพ.สต. ได้แก่ ห้องเก็บแฟ้มเวชระเบียนที่กระดาษดูดน้ำ ห้องเก็บเวชภัณฑ์ที่มีกล่องกระดาษ ฝ้าเพดานเหนือห้องตรวจ ผนังด้านล่างของห้องรอตรวจ และเก้าอี้บุฟองน้ำที่นั่งรอคิว องค์การอนามัยโลกและ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้วัสดุแห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังน้ำลด เพื่อจำกัดการเติบโตของรา แต่ในความเป็นจริง สถานพยาบาลที่ถูกน้ำแช่หลายวันมักพลาดกรอบเวลานี้ไปแล้ว

2. แบคทีเรียที่ชอบความชื้น: เสี่ยงต่อแผลและอุปกรณ์

แบคทีเรียกลุ่มที่อยู่ได้ดีในน้ำและที่ชื้น เช่น Pseudomonas และแบคทีเรียแกรมลบอื่น ๆ มักพบในอ่างล้างมือ ท่อน้ำทิ้ง ขวดน้ำยาที่ปนเปื้อน และพื้นผิวที่ยังชื้นอยู่ เชื้อกลุ่มนี้เป็นสาเหตุที่รู้จักกันดีของการติดเชื้อที่แผลและการติดเชื้อที่สัมพันธ์กับการรับบริการทางการแพทย์ เมื่อน้ำท่วมทำให้ระบบประปาและท่อระบายน้ำของอาคารปนเปื้อน ความเสี่ยงในห้องทำแผล ห้องฉีดยา และห้องทันตกรรมจึงสูงขึ้นอย่างชัดเจน

3. เชื้อจากสิ่งปฏิกูลและน้ำเสีย

น้ำท่วมมักพาเชื้อจากบ่อเกรอะและท่อน้ำเสีย เช่น E. coli, Salmonella, Shigella และไวรัสลำไส้ เข้ามาตกค้างบนพื้น เคาน์เตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ เชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดโรคท้องร่วง ปวดท้อง อาเจียน และไข้ ผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่มานั่งรอตรวจเป็นเวลานานจึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อผ่านมือที่จับราวบันได ที่วางแขนเก้าอี้ และเคาน์เตอร์ยื่นบัตรคิว

4. โรคฉี่หนูและโรคติดเชื้อหลังน้ำท่วมที่ผู้ป่วยนำเข้ามา

ช่วงหลังน้ำลด สถานพยาบาลคือด่านหน้าที่รับผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ซึ่งมีอาการไข้สูงเฉียบพลันและปวดน่องรุนแรงหลังลุยน้ำ รวมถึงผู้ป่วยท้องร่วง โรคผิวหนัง น้ำกัดเท้า และตาแดง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ที่ลุยน้ำทำความสะอาดอาคารก็เสี่ยงติดเชื้อฉี่หนูเองด้วย หากเจ้าหน้าที่คนใดมีไข้และปวดน่อง ต้องได้รับการตรวจรักษาทันที การจัดอาคารให้สะอาด แยกพื้นที่คัดกรอง และลดแหล่งเชื้อในสิ่งแวดล้อม จึงช่วยปกป้องทั้งผู้ป่วยรายอื่นและบุคลากรเอง

ใครเสี่ยงที่สุดเมื่อสถานพยาบาลยังฟื้นฟูไม่สมบูรณ์

  • ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งมารับบริการเป็นประจำ
  • ผู้ป่วยที่มีบาดแผล โดยเฉพาะแผลเบาหวานที่เท้าและแผลกดทับ ที่ต้องมาทำแผลต่อเนื่อง
  • หญิงตั้งครรภ์และมารดาหลังคลอด ที่มาฝากครรภ์และตรวจหลังคลอด
  • ทารกและเด็กเล็ก ที่มารับวัคซีนตามนัด และนั่งรอในห้องเดียวกับผู้ป่วยไข้
  • ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิต่ำ
  • บุคลากรสุขภาพ ที่ต้องทำงานหนักในสภาพแวดล้อมที่ชื้นและปนเปื้อนติดต่อกันหลายสัปดาห์

ผลกระทบเมื่อสถานพยาบาลเปิดบริการก่อนพร้อมจริง

ด้านสุขภาพของผู้ป่วยและบุคลากร

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ผู้ป่วยเดินเข้ามาเพื่อรักษาโรคหนึ่ง แต่กลับได้รับเชื้ออีกชนิดหนึ่งกลับไป แผลที่ควรหายในสองสัปดาห์อาจอักเสบลุกลาม ผู้ป่วยหอบหืดหรือถุงลมโป่งพองอาจมีอาการกำเริบหลังนั่งรอในห้องที่มีสปอร์ราลอยอยู่ บุคลากรที่ทำงานในห้องอับชื้นทุกวันก็เริ่มมีอาการแพ้ ไอเรื้อรัง และลาป่วยบ่อยขึ้น ในช่วงที่ชุมชนต้องการบริการมากที่สุด

ด้านการเงินและทรัพย์สิน

เวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ และครุภัณฑ์ของสถานพยาบาลมีราคาสูง หากปล่อยให้ความชื้นและเชื้อราลุกลาม ตู้ไม้ เก้าอี้ ม่านกั้นเตียง และอุปกรณ์บางชนิดอาจเสียหายจนต้องจัดหาใหม่ สำหรับคลินิกเอกชน ทุกวันที่ปิดคือรายได้ที่หายไป ขณะที่ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน และค่างวดเครื่องมือยังเดินต่อ

ด้านเวลาและความต่อเนื่องของการรักษา

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ขาดยานานหลายสัปดาห์เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เด็กที่เลื่อนวัคซีนออกไปก็เสี่ยงต่อโรคที่ป้องกันได้ การเปิดบริการให้เร็วจึงสำคัญ แต่การเปิดแล้วต้องปิดซ้ำเพราะพบปัญหาความสะอาดยิ่งทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม

ด้านความเชื่อมั่นและมาตรฐาน

ชาวบ้านรู้ทันทีเมื่อเดินเข้าห้องแล้วได้กลิ่นอับ หรือเห็นคราบดำบนผนังห้องตรวจ สถานพยาบาลที่ชุมชนเคยไว้วางใจอาจถูกตั้งคำถาม คลินิกเอกชนอาจได้รับรีวิวในแง่ลบบนอินเทอร์เน็ต และหน่วยบริการของรัฐก็ต้องพร้อมรับการตรวจเยี่ยมจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อ

ด้านครอบครัวและชุมชน

รพ.สต. คือที่พึ่งแรกของครอบครัวในชนบท หากต้องปิดนาน ชาวบ้านต้องเดินทางไกลไปโรงพยาบาลอำเภอ เสียค่าเดินทาง เสียวันทำงาน และบางคนเลือกที่จะไม่ไปรักษาเลย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของทั้งครอบครัวในระยะยาว

ทำไมการล้างและเช็ดตามปกติ ยังไม่ครอบคลุมสำหรับสถานพยาบาล

บุคลากรสุขภาพคุ้นเคยกับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออยู่แล้ว แต่สถานการณ์หลังน้ำท่วมมีข้อจำกัดเฉพาะที่ทำให้วิธีปกติไม่เพียงพอ

  1. น้ำยาฆ่าเชื้อบนพื้นผิวทำงานได้เฉพาะจุดที่เช็ดถึง น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในสถานพยาบาลมีประสิทธิภาพดีบนพื้นผิวที่ล้างสะอาดแล้ว แต่ไม่ได้จัดการกับสปอร์ราที่ลอยในอากาศ ในช่องฝ้า หลังตู้ยา หรือด้านในของเก้าอี้บุฟองน้ำ
  2. พื้นที่หลังน้ำท่วมกว้างกว่าที่ทีมเล็ก ๆ จะเช็ดได้ครบ รพ.สต. หนึ่งแห่งอาจมีเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน ในขณะที่ต้องให้บริการผู้ป่วยไปพร้อมกัน การเช็ดทุกซอกมุมซ้ำหลายรอบจึงแทบเป็นไปไม่ได้
  3. การใช้สารคลอรีนเข้มข้นในห้องปิด ทำให้เกิดกลิ่นฉุนที่ระคายเคืองทางเดินหายใจของผู้ป่วยโรคปอดและเจ้าหน้าที่ และหากผสมกับน้ำยาบางชนิดอาจเกิดก๊าซอันตราย
  4. เปิดพัดลมเพื่อไล่ความชื้น ช่วยให้แห้งเร็วขึ้น แต่ถ้าราเริ่มขึ้นแล้ว ลมจะพัดสปอร์ไปยังห้องทำแผลและห้องเก็บเวชภัณฑ์ที่ควรเป็นพื้นที่สะอาดที่สุด
  5. ทาสีทับหรือติดวอลเปเปอร์ใหม่ ทำให้ห้องดูพร้อมรับผู้ป่วย แต่ราที่ยังอยู่ในผนังจะกลับมาภายในไม่กี่สัปดาห์ และสร้างปัญหาซ้ำในช่วงที่ทุกคนคิดว่าจบแล้ว
  6. ใช้สเปรย์ปรับอากาศหรือก้อนดับกลิ่น กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ต้นเหตุยังอยู่ และสารหอมในห้องตรวจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่แพ้ง่าย

สิ่งที่สถานพยาบาลต้องการคือขั้นตอนเสริมที่จัดการเชื้อในอากาศและในจุดที่มือเข้าไม่ถึง ไม่ทิ้งสารตกค้างบนเตียงตรวจหรือเคาน์เตอร์จ่ายยา และทำเสร็จได้ในเวลาที่สั้นพอจะไม่ทำให้การเปิดบริการล่าช้าออกไปอีก

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อจาก WHD สำหรับคลินิกและ รพ.สต.

World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลและสถานพยาบาล โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติออกซิไดซ์สูง เมื่อกระจายตัวในห้องที่ปิดสนิท จะเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงสลายโมเลกุลที่ทำให้เกิดกลิ่นอับ หลังจากนั้นจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างบนเตียงตรวจ เก้าอี้ทำฟัน หรือเคาน์เตอร์จ่ายยา

บริษัทระบุว่ากระบวนการผ่านการทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ สามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ผู้บริหารสถานพยาบาลสามารถขอดูเอกสารรับรองเพื่อใช้ประกอบแผนฟื้นฟูหรือรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัด

ข้อควรทราบที่สำคัญมาก: การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ว่างและปิดสนิทเท่านั้น ผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากโซนที่ทำทั้งหมด และกลับเข้าได้หลังพ้นช่วงพักและระบายอากาศตามที่ทีมงานกำหนดเท่านั้น การอบโอโซนเป็นขั้นตอนหลังจากขนโคลน ล้าง และทำให้แห้งแล้ว ไม่ได้มาแทนการทำความสะอาดตามมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อ ไม่ได้แทนการทำให้ปราศจากเชื้อของเครื่องมือแพทย์ด้วยวิธีที่กำหนด และไม่ได้ทำให้ยาหรือวัคซีนที่เสียหายจากน้ำท่วมกลับมาใช้ได้ ยาและเวชภัณฑ์ที่สัมผัสน้ำท่วมหรือเก็บผิดอุณหภูมิ ต้องจัดการตามแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุข

ขั้นตอนการทำงานในสถานพยาบาล

  1. สำรวจและจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ ทีมงานเดินสำรวจร่วมกับผู้รับผิดชอบงานควบคุมการติดเชื้อ แบ่งโซนเป็นห้องทำแผล ห้องฉีดยา ห้องตรวจ ห้องทันตกรรม ห้องเก็บเวชภัณฑ์ ห้องเวชระเบียน ห้องรอตรวจ และห้องน้ำ โดยให้ห้องหัตถการเป็นลำดับแรก
  2. เตรียมพื้นที่ ยืนยันว่าพื้นที่ผ่านการล้างและทำให้แห้งแล้ว ย้ายยา วัคซีน และสิ่งของที่ต้องควบคุมอุณหภูมิออกตามแนวทางของหน่วยงาน เปิดตู้และลิ้นชักที่ว่างเพื่อให้ก๊าซเข้าถึง ปิดประตูหน้าต่าง และติดป้ายห้ามเข้า
  3. ปล่อยโอโซน เดินเครื่องจนได้ความเข้มข้นที่เหมาะสมกับปริมาตรห้อง
  4. ช่วงสัมผัส ปิดห้องให้โอโซนทำงานกับอากาศและพื้นผิว รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน
  5. พักและระบายอากาศ ปล่อยให้โอโซนสลายเป็นออกซิเจนและเปิดระบายอากาศ ก่อนให้บุคลากรกลับเข้าพื้นที่
  6. ส่งมอบพื้นที่ ทีมงานแจ้งจุดที่ยังควรเฝ้าระวังความชื้น เพื่อให้สถานพยาบาลวางแผนซ่อมแซมหรือทำซ้ำตามความเหมาะสม

หลังเปิดบริการ สถานพยาบาลสามารถดูแลจุดสัมผัสบ่อยต่อเนื่องด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ เช่น Chemgene และเมื่องานอบโอโซนมีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป WHD มีโปรโมชันแถมสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ฟรี

10 เหตุผลที่คลินิกและ รพ.สต. ควรเลือกอบโอโซนเป็นขั้นตอนก่อนเปิดบริการ

  1. ลดเชื้อในอากาศของห้องหัตถการ ห้องทำแผลและห้องฉีดยาต้องการอากาศที่สะอาด ไม่ใช่แค่เคาน์เตอร์ที่เช็ดแล้ว
  2. เข้าถึงช่องฝ้า หลังตู้ยา และใต้เตียงตรวจ จุดที่ทีมเล็กไม่มีเวลาและกำลังจะเช็ดได้ครบทุกซอก
  3. ไม่มีสารตกค้างบนพื้นผิวที่ผู้ป่วยสัมผัส โอโซนกลับเป็นออกซิเจน เหมาะกับห้องที่ผู้ป่วยแพ้ง่าย อ่านเรื่องสารเคมีตกค้าง
  4. จัดการกลิ่นอับและกลิ่นโคลนที่ต้นเหตุ ผู้ป่วยเดินเข้ามาแล้วรู้สึกได้ทันทีว่าสถานที่พร้อมดูแลพวกเขา
  5. ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง
  6. ใช้เวลาสั้น ประมาณ 30 นาทีต่อโซน จัดตารางทำนอกเวลาให้บริการหรือวันหยุดได้ ดูรายละเอียดบริการ
  7. เสริมระบบควบคุมการติดเชื้อที่มีอยู่ ไม่ได้มาแทน แต่เติมในส่วนที่น้ำยาบนพื้นผิวทำได้จำกัด
  8. ช่วยปกป้องบุคลากร ลดการสัมผัสสปอร์และเชื้อในที่ทำงาน ในช่วงที่ทุกคนเหนื่อยล้าและภูมิคุ้มกันอาจลดลง
  9. มีหลักฐานการดำเนินงาน ใช้ประกอบการรายงานต้นสังกัดและการสื่อสารกับชุมชนว่าสถานพยาบาลผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ขอใบเสนอราคา
  10. ทีมงานมีประสบการณ์ในอาคารที่มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่น โรงพยาบาลและโรงแรม เข้าใจเรื่องการแบ่งโซนสะอาดและการจัดลำดับงาน

ก่อนและหลัง: สถานพยาบาลที่ผู้ป่วยกล้ากลับมา

ก่อนอบโอโซน

  • ห้องทำแผลมีกลิ่นอับปนกลิ่นโคลนแม่น้ำทุกเช้า
  • ห้องเวชระเบียนเริ่มมีจุดราบนแฟ้มและกล่องกระดาษ
  • เจ้าหน้าที่จามและไอบ่อยขึ้นหลังเข้าห้องเก็บเวชภัณฑ์
  • ผู้ป่วยเบาหวานกังวลว่าแผลจะติดเชื้อ
  • ไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามชุมชนอย่างไร

หลังอบโอโซน (ร่วมกับการล้าง ทำให้แห้ง และมาตรการควบคุมการติดเชื้อ)

  • อากาศในห้องหัตถการโล่ง กลิ่นอับลดลงชัดเจน
  • ไม่มีกลิ่นน้ำยาฉุนรบกวนผู้ป่วยโรคปอด
  • ซอกหลังตู้ยาและช่องฝ้าได้รับการฆ่าเชื้อทั่วถึง
  • มีเอกสารและขั้นตอนชัดเจนเพื่อรายงานและสื่อสาร
  • บุคลากรกลับมาโฟกัสที่การดูแลผู้ป่วยเต็มที่

กรณีตัวอย่าง: คลินิกเวชกรรมห้องแถวในหาดใหญ่ กับแผนเปิดคลินิกภายในสิบวัน

(กรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าที่ระบุตัวตน)

คุณหมอต้น เปิดคลินิกเวชกรรมในห้องแถวสองชั้นย่านตลาดในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชั้นล่างเป็นเคาน์เตอร์รับผู้ป่วย ห้องรอตรวจ ห้องตรวจสองห้อง และห้องทำแผลขนาดเล็ก ส่วนชั้นบนเป็นห้องเก็บยาและห้องพักพนักงาน ช่วงน้ำท่วมใหญ่ น้ำขึ้นสูงเกือบหนึ่งเมตรที่ชั้นล่างนานห้าวัน โชคดีที่ทีมขนยาและเครื่องมือราคาแพงขึ้นชั้นบนได้ทัน

วันที่หนึ่งถึงสาม: พนักงานสวมรองเท้าบูทและถุงมือยาง ขนโคลนออก ถอดเก้าอี้บุฟองน้ำในห้องรอตรวจที่บวมน้ำออกไปทิ้งทั้งหมด ถอดม่านกั้นเตียงไปซักด้วยน้ำร้อน ล้างพื้นกระเบื้องและผนังด้วยน้ำสะอาดและน้ำยาทำความสะอาด เครื่องมือแพทย์ทุกชิ้นที่อยู่ชั้นล่างถูกส่งตรวจและทำให้ปราศจากเชื้อตามขั้นตอนมาตรฐาน ยาที่เปียกน้ำถูกคัดแยกออกเพื่อทำลาย

วันที่สี่ถึงหก: ช่างไฟฟ้าตรวจระบบไฟ ช่างตัดผนังเบาส่วนล่างของห้องตรวจที่บวมน้ำออกและรอให้โครงแห้ง ใช้เครื่องลดความชื้นควบคู่กับการเปิดระบายอากาศ ช่างแอร์ล้างเครื่องปรับอากาศทุกเครื่อง

วันที่เจ็ด: ทีม WHD เข้าสำรวจ แบ่งโซนเป็นห้องทำแผล ห้องตรวจ ห้องรอตรวจ และห้องเก็บยาชั้นบน อบโอโซนทีละโซนโดยไม่มีใครอยู่ในอาคาร เมื่อพ้นช่วงพักและระบายอากาศ พนักงานจึงกลับเข้าไปจัดวางอุปกรณ์

วันที่แปดถึงสิบ: ติดตั้งเก้าอี้พลาสติกที่เช็ดง่ายแทนเก้าอี้บุฟองน้ำ ตรวจความชื้นผนังทุกวัน โพสต์แจ้งผู้ป่วยในเพจของคลินิกว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้างก่อนเปิดให้บริการ

ในกรณีตัวอย่างนี้ สิ่งที่คุณหมอต้นให้ความสำคัญคือการไม่ข้ามขั้นตอน โอโซนไม่ได้ช่วยให้ข้ามการล้าง การซ่อม หรือการทำให้เครื่องมือปราศจากเชื้อ แต่ช่วยปิดช่องว่างเรื่องอากาศและซอกมุม ทำให้เขามั่นใจพอที่จะบอกผู้ป่วยประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง ว่ากลับมารับการรักษาได้แล้ว

เช็กลิสต์ฟื้นฟูสถานพยาบาลหลังน้ำท่วม ก่อนและหลังอบโอโซน

ความปลอดภัยและการประเมินเบื้องต้น

  • ตัดไฟและให้ช่างไฟฟ้าตรวจระบบ รวมถึงเต้ารับของตู้เย็นเก็บวัคซีนและเครื่องมือแพทย์ ก่อนเปิดใช้งาน
  • บุคลากรที่ทำความสะอาดสวมอุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่ รองเท้าบูท ถุงมือยาง หน้ากาก และแว่นป้องกัน
  • บันทึกภาพความเสียหายและทำบัญชีครุภัณฑ์ ยา และเวชภัณฑ์ที่เสียหาย เพื่อรายงานต้นสังกัดหรือบริษัทประกัน
  • จัดตั้งจุดบริการชั่วคราวหรือประสานส่งต่อผู้ป่วยระหว่างปิดปรับปรุง

ยา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์

  • คัดแยกยาและเวชภัณฑ์ที่สัมผัสน้ำท่วม หรือเก็บผิดอุณหภูมิ และจัดการตามแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุข
  • ตรวจบันทึกอุณหภูมิตู้เย็นวัคซีน หากไฟดับนานให้ปรึกษาผู้รับผิดชอบงานวัคซีนก่อนนำมาใช้
  • เครื่องมือแพทย์ที่ต้องทำให้ปราศจากเชื้อ ให้ทำตามขั้นตอนมาตรฐานของสถานพยาบาล โอโซนในห้องไม่ได้แทนขั้นตอนนี้

อาคารและพื้นผิว

  • ขนโคลนออก ล้างพื้น ผนัง เคาน์เตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ด้วยน้ำสะอาดและน้ำยาทำความสะอาด
  • พยายามทำให้แห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ใช้เครื่องลดความชื้นหากมี
  • ทิ้งเก้าอี้บุฟองน้ำ ม่าน และวัสดุดูดซับที่แช่น้ำปนเปื้อนนาน ตัดผนังเบาหรือฉนวนที่บวมน้ำ
  • ล้างเครื่องปรับอากาศและตรวจท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างมือในห้องหัตถการ
  • ย้ายแฟ้มเวชระเบียนที่เปียกไปทำให้แห้งหรือสำรองข้อมูล ตามระเบียบการเก็บเอกสารของหน่วยงาน

วันอบโอโซนและหลังจากนั้น

  • ยืนยันว่าไม่มีผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ หรือต้นไม้ในโซนที่จะทำ ติดป้ายห้ามเข้าทุกประตู
  • กลับเข้าพื้นที่หลังทีมงานยืนยันว่าพ้นช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น
  • ทำความสะอาดจุดสัมผัสบ่อยทุกวันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมกับสถานพยาบาล
  • จัดจุดคัดกรองผู้ป่วยไข้ ท้องร่วง และผื่นผิวหนังแยกจากผู้มารับวัคซีนและฝากครรภ์
  • เฝ้าระวังรอยชื้นและจุดราที่อาจกลับมาในเดือนแรก และติดตามอาการเจ็บป่วยของบุคลากร

คำถามที่พบบ่อย

อบโอโซนในห้องเก็บยาได้หรือไม่

ควรย้ายยา วัคซีน และสิ่งของที่ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือความชื้นออกก่อนตามแนวทางของหน่วยงาน แล้วจึงอบโอโซนห้องที่ว่าง เพื่อจัดการเชื้อราและกลิ่นในตู้ ชั้นวาง และอากาศ ก่อนนำยาที่ยังใช้ได้กลับเข้าจัดเก็บ

โอโซนใช้แทนการทำให้เครื่องมือแพทย์ปราศจากเชื้อได้หรือไม่

ไม่ได้ เครื่องมือที่ต้องทำให้ปราศจากเชื้อต้องผ่านกระบวนการตามมาตรฐานของสถานพยาบาล การอบโอโซนในห้องเป็นการลดเชื้อในอากาศและพื้นผิวของอาคาร เป็นคนละขั้นตอนกัน

ต้องปิดสถานพยาบาลนานเท่าไรเพื่ออบโอโซน

รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน ไม่รวมการเตรียมพื้นที่และช่วงพักระบายอากาศ สามารถวางแผนทำหลายโซนต่อเนื่องในวันหยุดหรือนอกเวลาให้บริการ

ระหว่างอบโอโซน ผู้ป่วยติดเตียงที่พักอยู่ในอาคารทำอย่างไร

ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากโซนที่ทำทั้งหมด ห้ามอบโอโซนในห้องที่มีคนอยู่ไม่ว่ากรณีใด ทีมงานจะช่วยวางลำดับโซนให้สามารถย้ายผู้ป่วยไปยังพื้นที่ที่ทำเสร็จแล้วได้อย่างปลอดภัย

เจ้าหน้าที่มีไข้และปวดน่องหลังช่วยล้างอาคาร ควรทำอย่างไร

ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการลุยน้ำ เพราะอาจเป็นโรคฉี่หนูซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว

หน่วยงานรัฐขอเอกสารประกอบการจัดจ้างได้หรือไม่

ได้ ติดต่อ WHD เพื่อนัดสำรวจหน้างาน ขอใบเสนอราคา และเอกสารรับรองผลทดสอบของบริษัท เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตามระเบียบ

ให้สถานพยาบาลของคุณกลับมาเป็นที่พึ่งของชุมชนอีกครั้ง

ปรึกษาทีม WHD เพื่อวางแผนอบโอโซนฆ่าเชื้อสำหรับคลินิก รพ.สต. และสถานพยาบาลหลังน้ำท่วม

ขอคำปรึกษาอบโอโซนสถานพยาบาล

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #บริการอบโอโซน #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อรา #โอโซนฆ่าเชื้อ #น้ำท่วม #รพสต #ฆ่าเชื้อคลินิก

คำค้นหา: อบโอโซนคลินิกหลังน้ำท่วม, ฆ่าเชื้อ รพ.สต. หลังน้ำท่วม, ฟื้นฟูสถานพยาบาลหลังน้ำลด, กำจัดเชื้อราในคลินิก, อบโอโซนโรงพยาบาล, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, บริการอบโอโซน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้