บ้านหลังเดียว ห้องน้ำเดียว คนป่วยหนึ่งคน: คู่มือกักตัวในบ้านที่ไม่ทำให้ทุกคนล้มพร้อมกัน

Last updated: 23 ก.ย. 2569  |  3 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บ้านหลังเดียว ห้องน้ำเดียว คนป่วยหนึ่งคน: คู่มือกักตัวในบ้านที่ไม่ทำให้ทุกคนล้มพร้อมกัน

บ้านหลังเดียว ห้องน้ำเดียว คนป่วยหนึ่งคน: คู่มือกักตัวในบ้านที่ไม่ทำให้ทุกคนล้มพร้อมกัน

แยกห้องแล้ว ใส่หน้ากากแล้ว เช็ดลูกบิดทุกวันแล้ว แต่สุดท้ายคนในบ้านก็ยังติดกันครบทุกคนอยู่ดี เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นและจัดการยากที่สุดในบ้านหลังเล็ก คืออากาศที่ไหลผ่านใต้ประตูและห้องน้ำที่ต้องใช้ร่วมกัน บทความนี้รวบรวมวิธีที่ใช้ได้จริง พร้อมขั้นตอนการฆ่าเชื้อทั้งบ้านหลังพ้นระยะกักตัว ที่จบในราว 30 นาทีและไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

เรื่องเล่าจากบ้านสองชั้นย่านลาดพร้าว: จากคนป่วยหนึ่งคน กลายเป็นห้าคนในสิบวัน

คุณธนกฤต หรือคุณกฤต อายุ 41 ปี เป็นเสาหลักของบ้านสองชั้นย่านลาดพร้าว บ้านหลังนี้มีสมาชิกห้าคน คือตัวเขาเอง ภรรยา ลูกชายวัย 12 ลูกสาววัย 7 และคุณแม่ของเขาวัย 74 ที่ย้ายมาอยู่ด้วยหลังผ่าตัดเข่า ชั้นบนมีสามห้องนอนและห้องน้ำหนึ่งห้องที่ทุกคนใช้ร่วมกัน ส่วนชั้นล่างมีห้องน้ำเล็กอีกหนึ่งห้องใต้บันได

เรื่องเริ่มจากเย็นวันพฤหัสบดี คุณกฤตกลับจากที่ทำงานพร้อมอาการเจ็บคอและปวดเมื่อยตัว คืนนั้นเขาไข้ขึ้นถึงสามสิบเก้าองศา เช้าวันศุกร์ผลตรวจออกมาชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ หมอสั่งยาต้านไวรัสและบอกให้แยกตัวจากคนในบ้านอย่างน้อยห้าวัน โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าบ้านนี้มีผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่าตัดอยู่ด้วย

ครอบครัวนี้ทำทุกอย่างตามตำรา คุณกฤตย้ายไปนอนห้องเล็กสุดชั้นบน ปิดประตูตลอดเวลา ใส่หน้ากากอนามัยแม้อยู่คนเดียว ภรรยาวางถาดอาหารไว้หน้าประตูแล้วเคาะเรียก ทุกคนในบ้านใส่หน้ากาก แยกจาน แยกแก้ว แยกผ้าเช็ดตัว เช็ดลูกบิดประตูและราวบันไดด้วยแอลกอฮอล์วันละสองรอบ ภรรยาของเขาถึงกับตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อเตือนตัวเองให้เช็ดตามเวลา

แต่บ้านหลังนี้มีจุดอ่อนที่ตำราไม่ได้พูดถึง นั่นคือห้องน้ำชั้นบนที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน คุณกฤตพยายามใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายเสมอ และเปิดพัดลมดูดอากาศทิ้งไว้ทุกครั้ง แต่ห้องน้ำนั้นไม่มีหน้าต่าง อากาศจึงหมุนเวียนอยู่ในตัวมันเองเป็นชั่วโมง ๆ อีกจุดหนึ่งคือช่องว่างใต้ประตูห้องนอนสูงราวสองเซนติเมตร ซึ่งเป็นทางที่อากาศจากห้องคนป่วยไหลออกสู่โถงกลางบ้านได้ตลอดเวลา

วันที่สี่ ลูกสาววัยเจ็ดขวบเริ่มมีไข้ วันที่หก ลูกชายวัยสิบสองไอแห้ง ๆ วันที่แปด ภรรยาของเขาปวดหัวและวัดไข้ได้สามสิบแปดองศาห้า และในวันที่สิบ สิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น คุณแม่วัยเจ็ดสิบสี่ที่เพิ่งผ่าตัดเข่าเริ่มมีไข้และหายใจไม่สะดวก ต้องพาส่งโรงพยาบาลและนอนสังเกตอาการสองคืน

คุณกฤตเล่าว่าคืนที่นั่งรอหน้าห้องฉุกเฉิน เขาคิดวนอยู่เรื่องเดียวคือ เขาทำตามทุกอย่างที่หมอบอกแล้ว แล้วทำไมยังพลาด คำตอบที่พยาบาลคนหนึ่งบอกเขาสั้น ๆ ทำให้เขาเข้าใจขึ้นมาทันที ว่าการเช็ดพื้นผิวจัดการได้เฉพาะสิ่งที่ติดอยู่บนพื้นผิว แต่เชื้อไวรัสทางเดินหายใจจำนวนมากลอยอยู่ในอากาศเป็นละอองขนาดเล็ก และอากาศในบ้านหลังเดียวกันนั้นไม่เคยหยุดไหล

หลังจากคุณแม่กลับบ้านได้ สิ่งแรกที่คุณกฤตทำไม่ใช่การซื้อแอลกอฮอล์เพิ่ม แต่คือการหาวิธีจัดการ "อากาศทั้งบ้าน" ไม่ใช่แค่ลูกบิดประตู

ราคาที่ครอบครัวหนึ่งต้องจ่าย เมื่อการกักตัวในบ้านไม่ได้ผล

1. ความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่เท่ากันในแต่ละคน ในบ้านหลังเดียวกัน ผู้ใหญ่วัยทำงานอาจป่วยสามวันแล้วหาย แต่ผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่าตัด เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีโรคประจำตัว มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ามาก ปอดอักเสบในผู้สูงอายุคือเหตุผลอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนไข้กลุ่มนี้ต้องนอนโรงพยาบาล การกักตัวที่หละหลวมจึงไม่ใช่เรื่องความสะดวก แต่เป็นเรื่องที่กระทบคนเปราะบางที่สุดในบ้านโดยตรง

2. อาการที่ควรสังเกตในคนที่ยังไม่ป่วย เจ็บคอเล็กน้อยตอนตื่นนอน ไอแห้ง ๆ เป็นพัก ๆ ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่ได้ออกกำลังกาย เพลียผิดปกติ หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวช่วงเย็น สัญญาณเหล่านี้มักมาก่อนไข้หนึ่งถึงสองวัน หากเริ่มมีในช่วงที่บ้านมีคนป่วย ควรแยกตัวและเฝ้าระวังทันที อย่ารอจนไข้ขึ้นแล้วค่อยแยก

3. รายจ่ายที่บานปลายกว่าที่คิด ครอบครัวของคุณกฤตจ่ายค่ายาและค่าตรวจไปห้ารอบ ค่าห้องพักและค่าสังเกตอาการของคุณแม่อีกสองคืน ค่าแท็กซี่ไปกลับโรงพยาบาล ค่าอาหารสั่งนอกบ้านตลอดสองสัปดาห์เพราะไม่มีใครมีแรงทำกับข้าว รวมแล้วเป็นตัวเลขหลายหมื่นบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดจากการที่เชื้อกระจายต่อจากคนแรกไปหาคนที่เหลือ

4. เวลาทำงานและเวลาเรียนที่หายไป คุณกฤตลางานห้าวัน ภรรยาลาอีกสี่วัน ลูกทั้งสองคนขาดเรียนรวมกันเก้าวัน ลูกชายพลาดสอบกลางภาคหนึ่งวิชาและต้องสอบชดเชย ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จ แต่เป็นสิ่งที่ครอบครัวรู้สึกได้จริง

5. ความสัมพันธ์และความรู้สึกผิด คุณกฤตบอกว่าช่วงที่แม่ต้องนอนโรงพยาบาล เขารู้สึกผิดจนนอนไม่หลับ ทั้งที่ไม่มีใครในบ้านโทษเขาเลยสักคน ความรู้สึกแบบนี้เป็นเรื่องปกติของคนที่เป็นต้นทางการระบาดในบ้าน และเป็นบาดแผลทางใจที่อยู่นานกว่าอาการไข้มาก

6. กลิ่นและร่องรอยที่เหลือหลังพ้นระยะกักตัว ห้องที่ถูกปิดตายสิบวันโดยมีคนไข้นอนอยู่ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่หลายคนเรียกว่ากลิ่นห้องคนป่วย เป็นการผสมกันของเหงื่อ ลมหายใจ ยาดม ยาหม่อง ผ้าปูที่ไม่ได้เปลี่ยน และความอับจากการไม่มีอากาศถ่ายเท กลิ่นนี้ซึมเข้าไปในที่นอน ผ้าม่าน และพรม และไม่หายไปเพียงเพราะเปิดหน้าต่างทิ้งไว้หนึ่งวัน

ทำไมมาตรการกักตัวที่บ้านส่วนใหญ่จึงเอาไม่อยู่

เช็ดลูกบิดและพื้นผิวด้วยแอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่ควรทำและช่วยได้จริงกับการแพร่เชื้อผ่านการสัมผัส แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อละอองฝอยขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจหลายชนิด การเช็ดหนึ่งรอบจะสะอาดอยู่แค่จนกว่าจะมีคนไปแตะอีกครั้ง

ปิดประตูห้องคนป่วย ช่วยลดการเคลื่อนที่ของอากาศได้บางส่วน แต่ช่องว่างใต้ประตูสูงเพียงหนึ่งถึงสองเซนติเมตรก็เพียงพอให้อากาศไหลผ่านได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างห้องแอร์กับโถงบ้าน

ใช้ห้องน้ำร่วมกันโดยให้คนป่วยใช้ทีหลังสุด เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่บ้านหนึ่งห้องน้ำทำได้ แต่ห้องน้ำที่ไม่มีหน้าต่างต้องใช้เวลานานกว่าที่หลายคนคิดกว่าอากาศจะถ่ายเทจนปลอดภัย และละอองจากการชักโครกยังฟุ้งขึ้นมาในอากาศได้อีกด้วย

เปิดหน้าต่างระบายอากาศ ช่วยเจือจางเชื้อในอากาศได้จริง แต่ในบ้านกรุงเทพฯ ที่ติดถนนใหญ่ การเปิดหน้าต่างทั้งวันหมายถึงฝุ่น PM2.5 และควันรถที่เข้ามาแทน และในหน้าร้อนแทบไม่มีครอบครัวไหนทนเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ได้จริง

เครื่องฟอกอากาศในห้องคนป่วย ช่วยลดปริมาณอนุภาคในห้องนั้นได้ แต่ไม่สามารถจัดการเชื้อที่เกาะอยู่บนผ้าปู ปลอกหมอน ผ้าม่าน พรม หรือในแผงคอยล์แอร์ และไม่ได้ครอบคลุมห้องน้ำรวมหรือโถงกลางบ้านซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ

พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเองหลังคนป่วยหาย หลายบ้านซื้อน้ำยามาพ่นเองหลังพ้นระยะกักตัว ปัญหาคือละอองน้ำยาตกลงบนพื้นผิวแนวนอนเป็นหลัก ไม่ได้เข้าไปในเส้นใยของที่นอนหรือในช่องลมแอร์ ที่สำคัญคือทิ้งสารเคมีไว้บนพื้นผิวที่เด็กและผู้สูงอายุสัมผัสทุกวัน และบางสูตรยังมีกลิ่นแรงจนกระตุ้นอาการทางเดินหายใจของคนที่เพิ่งหายป่วย

หัวใจของปัญหาคือ มาตรการเหล่านี้จัดการ "พื้นผิว" และ "พฤติกรรม" แต่ไม่ได้จัดการ "ปริมาตรอากาศ" ของบ้านทั้งหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไหลเชื่อมทุกห้องเข้าด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

ทางออกที่จัดการทั้งปริมาตรของบ้าน: บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD

สิ่งที่คุณกฤตมองหาคือวิธีที่ไม่ใช่การเช็ดทีละจุด แต่เป็นการ "รีเซ็ตทั้งบ้าน" ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ในคราวเดียว เขาจึงติดต่อ บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย ของ WHD หลังจากคุณแม่ออกจากโรงพยาบาลและทุกคนในบ้านพ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว

วิธีการคือทีมงานจะนำเครื่อง Master Ozone Generator เข้ามาติดตั้ง แล้วปล่อยก๊าซโอโซน หรือ O3 ให้กระจายเต็มปริมาตรของพื้นที่ เนื่องจากโอโซนเป็นก๊าซ มันจึงเข้าถึงทุกที่ที่อากาศเข้าถึง ทั้งในห้องนอนคนป่วย ใต้เตียง ในตู้เสื้อผ้า ในห้องน้ำที่ไม่มีหน้าต่าง ตามโถงบันได ในแผงคอยล์แอร์ และลึกเข้าไปในเส้นใยของที่นอน หมอน ผ้าม่าน และโซฟา ซึ่งเป็นจุดที่การเช็ดและการพ่นน้ำยาเข้าไม่ถึงเลย

โอโซนทำลายโครงสร้างของไวรัส แบคทีเรีย และโมเลกุลกลิ่นในระดับโมเลกุล จากนั้นจะสลายตัวกลับไปเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ ผลลัพธ์คือบ้านที่สะอาดลึกโดยไม่มีคราบน้ำยาตกค้างบนพื้นผิวที่ผู้สูงอายุและเด็กในบ้านสัมผัสทุกวัน และไม่มีอะไรเปียกแม้แต่ชิ้นเดียว

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำจัดสารตกค้างและบริการฆ่าเชื้อในรูปแบบอื่น อ่านได้ที่ กำจัดสารเคมีตกค้างด้วยโอโซน และ บริการฆ่าเชื้อโรคครบวงจร

ขั้นตอนการทำงาน ใช้เวลารวมประมาณ 30 นาที

  1. 2 นาทีแรก ทีมงานเริ่มเดินเครื่องและปรับความเข้มข้นของโอโซนให้เหมาะกับขนาดและลักษณะของพื้นที่
  2. 12 นาทีถัดมา โอโซนกระจายตัวเต็มทุกส่วนของบ้าน ไหลผ่านโถง บันได ซอกมุม และเข้าไปในห้องน้ำที่ไม่มีหน้าต่าง
  3. 12 นาทีต่อมา เป็นช่วงทำลายเชื้อโรคในระดับโมเลกุล ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และสปอร์เชื้อรา รวมถึงโมเลกุลของกลิ่นห้องคนป่วย
  4. 4 นาทีสุดท้าย ระบบหยุดพัก ทีมงานระบายอากาศและตรวจความเรียบร้อยก่อนเปิดพื้นที่ให้ทุกคนกลับเข้าไปใช้งานได้ตามปกติ

เรื่องความปลอดภัยที่ต้องพูดตรง ๆ: ระหว่างที่เครื่องทำงาน คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ทุกชนิดต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งหายและผู้สูงอายุในบ้านด้วย ช่างผู้ควบคุมเครื่องจะดูแลตลอดกระบวนการ และจะเป็นผู้เปิดพื้นที่พร้อมระบายอากาศหลังช่วงพักระบบ ก่อนอนุญาตให้ทุกคนกลับเข้าไป การอบโอโซนจึงเป็นงานที่ควรทำหลังพ้นระยะกักตัว ไม่ใช่ขณะที่ยังมีคนป่วยนอนอยู่ในห้อง

10 เหตุผลที่ครอบครัวเลือกอบโอโซนหลังมีคนป่วยในบ้าน

  1. จัดการทั้งบ้านในรอบเดียว ไม่ใช่เช็ดทีละห้องทีละพื้นผิว แต่เป็นการจัดการปริมาตรอากาศทั้งหมดพร้อมกัน รวมถึงโถงกลางบ้านที่ทุกคนต้องเดินผ่าน
  2. เข้าถึงห้องน้ำที่ไม่มีหน้าต่าง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของบ้านที่ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกันระหว่างมีคนป่วย
  3. ลดเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ และทำลายเชื้อไวรัสรวมถึงเชื้อ SARS-CoV-2 ตามข้อมูลของผู้ให้บริการ
  4. กำจัดสปอร์เชื้อราในแอร์ได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ระบุไว้ในหน้าบริการ ซึ่งสำคัญมากสำหรับห้องที่เปิดแอร์ปิดตายมาหลายวัน
  5. สลายกลิ่นห้องคนป่วยถึงต้นตอ ทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นยาดม กลิ่นอับจากการไม่ระบายอากาศ โดยไม่ต้องใช้น้ำหอมกลบ
  6. ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง เพราะโอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน จึงปลอดภัยกว่าสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุและเด็กเล็กสัมผัสพื้นผิวทุกวัน
  7. ไม่ทำให้ของเปียกหรือเสียหาย ที่นอน หมอน โซฟาผ้า หนังสือ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องโดนน้ำยาเลยแม้แต่จุดเดียว
  8. ใช้เวลาราว 30 นาที ครอบครัวที่เพิ่งผ่านความเหนื่อยจากการดูแลคนป่วยไม่ต้องเก็บของย้ายออกไปค้างที่อื่น
  9. เครื่องผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ หน้าบริการระบุว่า Master Ozone Generator ได้รับการรับรองและทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek จากสหราชอาณาจักร โดยมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีมาตรฐานทั่วไปถึง 10 เท่าตามผลจาก Intertek
  10. ทีมงานมีประสบการณ์กับสถานที่ที่ต้องการมาตรฐานสูง WHD ให้บริการมาแล้วกว่า 300 องค์กร ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน สำนักงาน โรงงาน และโรงแรมระดับห้าดาวอย่าง The Ritz-Carlton, Fraser Suites, Andaz และ Dusit International

แผนสามระยะ: ก่อน ระหว่าง และหลังการกักตัวในบ้าน

ระยะที่ 1 ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่ามีคนป่วย

  • เลือกห้องที่ไกลจากห้องผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่สุดให้เป็นห้องแยก และถ้าเป็นไปได้ให้เลือกห้องที่มีหน้าต่างเปิดออกสู่ภายนอก
  • ใช้ผ้าขนหนูม้วนอุดช่องว่างใต้ประตูห้องคนป่วย เพื่อลดการไหลของอากาศออกสู่โถงกลาง
  • กำหนดให้คนป่วยใช้ห้องน้ำเป็นคนสุดท้ายของแต่ละรอบ ปิดฝาชักโครกทุกครั้งก่อนกด และเปิดพัดลมดูดอากาศทิ้งไว้อย่างน้อยยี่สิบนาที
  • มอบหมายให้คนที่แข็งแรงที่สุดเพียงคนเดียวเป็นผู้ดูแลคนป่วย แทนที่จะให้ทุกคนผลัดกันเข้าออก

ระยะที่ 2 ระหว่างกักตัว

  • แยกถังขยะของคนป่วย ใช้ถุงสองชั้นและมัดปากถุงให้แน่นก่อนนำออก
  • ซักผ้าปูและเสื้อผ้าของคนป่วยแยกจากของคนอื่นด้วยน้ำอุ่น และอย่าสะบัดผ้าในบ้านก่อนซัก
  • เฝ้าระวังอาการของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ วัดไข้และสังเกตการหายใจวันละสองครั้ง
  • เปิดพัดลมเพื่อดันอากาศจากโถงกลางเข้าสู่ห้องคนป่วยและออกทางหน้าต่าง ไม่ใช่เป่าจากห้องคนป่วยออกมา

ระยะที่ 3 หลังพ้นระยะแพร่เชื้อ

  • ถอดผ้าปู ปลอกหมอน และผ้าม่านในห้องคนป่วยไปซักทั้งหมด
  • เปิดตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักทั้งบ้านไว้ แล้วนัดทีมงานเข้ามาอบโอโซนทั้งพื้นที่ในรอบเดียว
  • อย่าลืมรวมห้องน้ำ โถงบันได และห้องนั่งเล่นเข้าไปในขอบเขตงานด้วย เพราะเป็นจุดที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
  • หลังจบงาน ให้เปิดพัดลมแอร์ไล่ความชื้นสักครู่ทุกครั้งก่อนปิดเครื่อง เพื่อไม่ให้เชื้อรากลับมาตั้งต้นใหม่

เปรียบเทียบ ก่อน และ หลัง

ก่อนอบโอโซน

  • ห้องคนป่วยที่ปิดตายสิบวันมีกลิ่นเหงื่อผสมยาดมและความอับติดอยู่ในที่นอน
  • ห้องน้ำรวมที่ไม่มีหน้าต่างยังเป็นจุดที่ทุกคนในบ้านรู้สึกไม่สบายใจเวลาต้องใช้
  • เช็ดแอลกอฮอล์วันละสองรอบจนมือแห้ง แต่ยังติดกันครบทั้งบ้านอยู่ดี
  • ผู้สูงอายุในบ้านต้องนอนโรงพยาบาลสองคืน
  • ทุกคนกังวลว่าถ้ามีคนป่วยอีกรอบ เหตุการณ์เดิมจะเกิดซ้ำ
  • บ้านเต็มไปด้วยขวดน้ำยาฆ่าเชื้อและกลิ่นเคมีที่ผู้สูงอายุบ่นว่าแสบจมูก

หลังอบโอโซน

  • กลิ่นห้องคนป่วยหายไปหมด รวมถึงกลิ่นที่ซึมอยู่ในที่นอนและผ้าม่าน
  • ห้องน้ำรวมและโถงกลางบ้านได้รับการจัดการไปพร้อมกันในรอบเดียว
  • ไม่มีคราบน้ำยาบนราวบันได ลูกบิด หรือโต๊ะอาหารที่ผู้สูงอายุจับทุกวัน
  • ทุกคนกลับเข้าบ้านได้หลังทีมงานระบายอากาศและตรวจความเรียบร้อยเสร็จ
  • ครอบครัวมีแผนสามระยะที่ชัดเจนไว้ใช้ถ้ามีคนป่วยอีกในอนาคต
  • บ้านกลับมารู้สึกเหมือนบ้าน ไม่ใช่วอร์ดผู้ป่วยที่มีกลิ่นน้ำยา

เสียงจากเจ้าของบ้าน: คุณกฤต เขตลาดพร้าว

"ผมเป็นคนแรกที่ป่วย แล้วสุดท้ายทุกคนในบ้านก็ติดกันหมด รวมถึงแม่ผมที่เพิ่งผ่าตัดเข่าด้วย คืนที่นั่งรอหน้าห้องฉุกเฉิน ผมคิดอยู่คำเดียวว่าผมทำตามหมอทุกอย่างแล้วนะ แยกห้อง ใส่หน้ากาก เช็ดลูกบิดวันละสองรอบ แล้วทำไมยังพลาด

มารู้ทีหลังว่าที่ผมทำไปทั้งหมดคือจัดการพื้นผิว แต่ไม่เคยจัดการอากาศเลย บ้านผมห้องน้ำเดียว ไม่มีหน้าต่างด้วย ใต้ประตูห้องก็มีช่องลมผ่านตลอด มันคือทางที่เชื้อเดินเข้าหาลูกกับแม่ผมทีละวัน

พอทุกคนหายดีแล้ว ผมเรียกทีม WHD มาอบโอโซนทั้งบ้าน ช่างอธิบายชัดเจนว่าตอนเครื่องทำงานห้ามมีใครอยู่ในบ้านเลย ทั้งคน ทั้งหมาที่บ้านผม ทั้งต้นไม้ที่ระเบียง และเขาจะเป็นคนเปิดบ้านระบายอากาศเองหลังจบ ผมพาทุกคนไปกินข้าวนอกบ้าน กลับมาอีกชั่วโมงกว่า ๆ ก็เข้าบ้านได้แล้ว

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือกลิ่นครับ ห้องที่ผมนอนป่วยอยู่สิบวันเคยมีกลิ่นที่ผมอธิบายไม่ถูก พอกลับมามันหายไปเลย ไม่ใช่กลิ่นหอมทับ แต่คือไม่มีกลิ่น แม่ผมเดินขึ้นไปชั้นบนแล้วบอกว่าบ้านกลับมาเป็นบ้านแล้ว ผมว่าคำนั้นสรุปทุกอย่างได้ดีที่สุดครับ"

คนในบ้านหายป่วยแล้ว ถึงเวลารีเซ็ตบ้านให้หายตามด้วย

ปิดจบวงจรการติดเชื้อในบ้านด้วยการฆ่าเชื้อทั้งพื้นที่ในรอบเดียว ปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินขนาดบ้านและวางแผนการอบโอโซนที่เหมาะกับคุณ

ดูบริการและราคา … คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294  |  LINE: @whd268

อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

โปรโมชัน: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร ฟรี

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการกักตัวและการฆ่าเชื้อในบ้าน

ถาม: อบโอโซนได้ไหมในขณะที่ยังมีคนป่วยกักตัวอยู่ในบ้าน
ตอบ: ไม่ควร เพราะระหว่างที่เครื่องทำงาน ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมดรวมถึงผู้ป่วยด้วย การอบโอโซนจึงเหมาะกับช่วงหลังพ้นระยะแพร่เชื้อ เพื่อปิดจบวงจรและคืนบ้านที่สะอาดให้ทุกคน หากต้องการลดความเสี่ยงระหว่างกักตัว ควรเน้นการแยกพื้นที่ ระบายอากาศ และจัดลำดับการใช้ห้องน้ำแทน

ถาม: ควรอบทั้งบ้าน หรืออบเฉพาะห้องคนป่วยก็พอ
ตอบ: แนะนำให้ครอบคลุมทั้งบ้านเท่าที่ทำได้ เพราะอากาศในบ้านไหลเชื่อมถึงกันตลอด โดยเฉพาะโถงกลาง บันได และห้องน้ำรวม การอบเฉพาะห้องคนป่วยอาจทิ้งจุดเสี่ยงสำคัญไว้ ทีมงานสามารถช่วยประเมินขอบเขตที่เหมาะสมกับงบประมาณได้

ถาม: หลังอบเสร็จ ต้องซักผ้าปูใหม่อีกไหม
ตอบ: แนะนำให้ซักผ้าปู ปลอกหมอน และผ้าห่มของคนป่วยก่อนวันอบ แล้วปูผ้าชุดสะอาดหลังจบงาน ส่วนที่นอน หมอน และผ้าม่านที่ถอดซักไม่ได้ จะได้รับการจัดการจากก๊าซโอโซนโดยตรงอยู่แล้ว

ถาม: บ้านมีผู้สูงอายุและสัตว์เลี้ยง ต้องเตรียมอย่างไร
ตอบ: ทุกชีวิตในบ้านต้องออกจากพื้นที่ ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก สุนัข แมว ปลาในตู้ และต้นไม้ในกระถาง ควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะพาไปพักที่ไหนระหว่างทำงาน และให้ช่างเป็นผู้แจ้งเวลากลับเข้าบ้านหลังระบายอากาศเสร็จ

ถาม: การอบโอโซนกำจัดเชื้อไวรัสได้จริงหรือ
ตอบ: ข้อมูลจากผู้ให้บริการระบุว่าสามารถทำลายเชื้อไวรัสรวมถึง SARS-CoV-2 เชื้อแบคทีเรียมากกว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ และสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ โดยเครื่องผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek อย่างไรก็ตาม การฆ่าเชื้อไม่ใช่การรักษาโรค และไม่ทดแทนคำแนะนำของแพทย์

ถาม: มีกลิ่นตกค้างหลังอบหรือไม่
ตอบ: ไม่มีกลิ่นน้ำยาหรือกลิ่นน้ำหอมสังเคราะห์ตกค้าง เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีในการพ่น หลายบ้านบอกว่ารู้สึกเหมือนอากาศ "โล่ง" ขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการที่โมเลกุลของกลิ่นเดิมถูกทำลายไปจริง ไม่ใช่ถูกกลบ

ถาม: ควรทำซ้ำบ่อยแค่ไหน
ตอบ: สำหรับบ้านทั่วไป หลายครอบครัวเลือกทำเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น หลังมีคนป่วยในบ้าน ก่อนหน้าฝน หรือช่วงเปลี่ยนฤดู บ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจพิจารณาทำถี่ขึ้น ทีมงานสามารถแนะนำความถี่ที่เหมาะสมได้

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: กักตัวคนป่วยในบ้าน, ป้องกันคนในบ้านติดไข้หวัดใหญ่, ฆ่าเชื้อในบ้านหลังมีคนป่วย, อบโอโซนทั้งบ้าน, กำจัดกลิ่นห้องคนป่วย, ห้องน้ำรวมกับการแพร่เชื้อ, บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, ฆ่าเชื้อไร้สารเคมีตกค้าง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้