หนังสือสะสมขึ้นรา กระดาษเป็นจุดด่างน้ำตาล อัลบั้มรูปติดกันเป็นแผ่นเดียว: เมื่อห้องหนังสือในบ้านกลายเป็นแหล่งเพาะสปอร์เชื้อรา

Last updated: 23 ก.ย. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หนังสือสะสมขึ้นรา กระดาษเป็นจุดด่างน้ำตาล อัลบั้มรูปติดกันเป็นแผ่นเดียว: เมื่อห้องหนังสือในบ้านกลายเป็นแหล่งเพาะสปอร์เชื้อรา

หนังสือสะสมขึ้นรา กระดาษเป็นจุดด่างน้ำตาล อัลบั้มรูปติดกันเป็นแผ่นเดียว: เมื่อห้องหนังสือในบ้านกลายเป็นแหล่งเพาะสปอร์เชื้อรา

กระดาษเช็ดด้วยน้ำยาไม่ได้ ตากแดดก็กรอบ ดูดฝุ่นก็ไม่ถึงในเล่ม แล้วคนที่มีหนังสือสี่พันเล่มในบ้านชื้น ๆ กลางกรุงเทพฯ จะทำอย่างไร เรื่องจริงของนักสะสมหนังสือเก่าคนหนึ่งที่บางพลัด

ชั้นหนังสือสี่พันเล่มที่ค่อย ๆ ส่งกลิ่น

คุณณัฐวุฒิ หรือที่ลูกค้าในกลุ่มหนังสือเก่าเรียกกันว่า "พี่วุฒิ" อายุ 52 ปี อาศัยอยู่ในบ้านสองชั้นย่านบางพลัด กรุงเทพมหานคร บ้านหลังนี้เป็นบ้านของคุณพ่อที่สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2528 ตัวบ้านอยู่ในซอยลึก มีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบสามด้าน ร่มรื่นจนแทบไม่ต้องเปิดแอร์ในตอนเช้า แต่ความร่มรื่นนั้นเองที่กลายเป็นปัญหา เพราะแสงแดดแทบไม่เคยส่องถึงผนังด้านหลังบ้าน และลมก็แทบไม่พัดผ่าน

ห้องที่พี่วุฒิรักที่สุดคือห้องชั้นล่างด้านหลัง ขนาดประมาณ 4 คูณ 5 เมตร ที่เขาดัดแปลงเป็นห้องหนังสือ ชั้นไม้สูงจรดเพดานเรียงชิดกันสี่ด้าน บรรจุหนังสือรวมแล้วกว่าสี่พันเล่ม มีทั้งวรรณกรรมไทยพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ยุค 2510 หนังสือแปลปกแข็งที่หายากมาก นิตยสารเก่าที่เย็บรวมเล่มเอง และกล่องเอกสารของคุณพ่อที่เก็บไว้ตั้งแต่สมัยท่านยังรับราชการ ในลิ้นชักล่างสุดมีอัลบั้มรูปครอบครัวสิบกว่าเล่ม รูปงานแต่งของพ่อกับแม่ รูปพี่วุฒิตอนเรียนอนุบาล รูปที่ไม่มีไฟล์ดิจิทัลสำรองไว้เลยสักใบ

เรื่องเริ่มต้นแบบที่หลายบ้านเจอ คือ "ไม่ได้เริ่มต้น" อะไรเลย มันค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละนิดจนไม่มีใครสังเกต ช่วงปลายปี 2567 พี่วุฒิเริ่มรู้สึกว่าเวลาเปิดประตูห้องหนังสือ จะมีกลิ่นบางอย่างลอยออกมาต้อนรับ เป็นกลิ่นหวาน ๆ อับ ๆ คล้ายกลิ่นห้องเก็บของเก่า ตอนแรกเขาคิดว่าเป็น "กลิ่นหนังสือ" ที่นักอ่านหลายคนบอกว่าหอม เป็นเสน่ห์ของกระดาษเก่า เขาเลยปล่อยผ่าน

จนกระทั่งเดือนมิถุนายนปีถัดมา ฝนตกติดกันเกือบสองสัปดาห์ วันหนึ่งเขาดึงหนังสือเล่มโปรดออกมาอ่าน แล้วพบว่าสันปกด้านในมีขุยสีขาวบาง ๆ เกาะอยู่ ลูบแล้วเป็นผง เมื่อพลิกดูหน้าในก็เจอจุดสีน้ำตาลกระจายเป็นดวง ๆ ทั่วขอบกระดาษ บางจุดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด บางจุดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วเขียว คนในวงการหนังสือเรียกอาการนี้ว่า "จุดด่างสนิม" หรือรอยฟ็อกซิ่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความชื้นและเชื้อราที่ย่อยเยื่อกระดาษ

พี่วุฒิลองดึงเล่มข้าง ๆ ออกมาดู แล้วก็เล่มถัดไป แล้วก็ทั้งแถว ผลลัพธ์ทำให้เขานั่งลงกับพื้น หนังสือแถวล่างสุดที่ติดผนังด้านทิศเหนือมีอาการแบบเดียวกันเกือบทั้งหมด บางเล่มปกกระดาษแข็งบวมเป็นคลื่น บางเล่มมีคราบดำจาง ๆ ตรงมุม และเมื่อเขาเปิดลิ้นชักอัลบั้มรูป รูปบางใบติดกับแผ่นพลาสติกใสจนดึงไม่ออก มุมรูปงานแต่งของพ่อกับแม่มีรอยด่างขาวขึ้นมาแล้ว

"ผมยืนอยู่ตรงนั้นแล้วคิดอย่างเดียวว่า ของพวกนี้ซื้อใหม่ไม่ได้" พี่วุฒิเล่า "หนังสือบางเล่มผมตามหามาสิบปี บางเล่มมีลายเซ็นนักเขียนที่เสียชีวิตไปแล้ว รูปของแม่ก็มีอยู่ใบเดียวในโลก ผมไม่ได้กลัวเสียเงิน ผมกลัวว่าปีหน้ามันจะไม่เหลืออะไรให้ดู"

ทำไมกระดาษถึงเป็นบ้านชั้นดีของเชื้อรา

ถ้าเราจะเข้าใจปัญหาของพี่วุฒิ ต้องเข้าใจก่อนว่าหนังสือหนึ่งเล่มคืออะไรในสายตาของเชื้อรา คำตอบคือ อาหาร กระดาษทำจากเยื่อเซลลูโลส เข้าเล่มด้วยกาวที่มีส่วนผสมของแป้งหรือโปรตีน ปกหุ้มด้วยผ้าหรือหนัง และซ้อนกันเป็นชั้นบาง ๆ นับร้อยชั้นในเล่มเดียว นี่คือสวรรค์สำหรับสปอร์เชื้อรา คือมีทั้งอาหาร มีทั้งพื้นที่ซ่อนตัว และมีความชื้นสะสมอยู่ระหว่างหน้า

ประเทศไทยมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงเกือบทั้งปี และในฤดูฝนตัวเลขมักขึ้นไปแตะระดับที่เชื้อราเจริญเติบโตได้สบาย ๆ กระดาษเป็นวัสดุที่ดูดความชื้นเก่งมาก มันจะดึงความชื้นจากอากาศเข้าไปเก็บไว้ในเนื้อเยื่อ แล้วค่อย ๆ คายออกเมื่ออากาศแห้ง วงจรดูดเข้าคายออกซ้ำไปมานี้เองที่ทำให้กระดาษบิดงอ ปกบวม และที่สำคัญคือทำให้สปอร์ที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมางอกเป็นเส้นใย

สิ่งที่ทำให้ห้องหนังสือแย่กว่าห้องอื่นคือ "ความนิ่ง" ของอากาศ ชั้นหนังสือที่เรียงชิดผนังจะสร้างช่องว่างแคบ ๆ ด้านหลังที่อากาศไม่เคลื่อนที่เลย หนังสือที่เรียงชิดกันก็เช่นกัน ระหว่างสันหนังสือสองเล่มมีอากาศนิ่งบาง ๆ ที่อุ่นและชื้นกว่ากลางห้อง และเมื่อเราไม่ได้ดึงหนังสือเล่มนั้นออกมาอ่านเป็นปี ๆ สภาพแวดล้อมเล็ก ๆ นั้นก็ไม่เคยถูกรบกวนเลย

เมื่อเชื้อราเจริญเติบโต มันจะปล่อยสปอร์ออกสู่อากาศ และปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายที่เราได้กลิ่นเป็นกลิ่นอับ กลิ่นที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น "กลิ่นหนังสือเก่า" แบบโรแมนติก จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งคือกลิ่นของกระบวนการย่อยสลายที่กำลังเกิดขึ้น พูดง่าย ๆ คือ กลิ่นนั้นคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหนังสือ

นอกจากเชื้อราแล้ว ห้องหนังสือชื้นยังเป็นที่อยู่ของแมลงสามง่ามหรือตัวสามง่าม แมลงเล็ก ๆ สีเงินที่กินแป้งและเซลลูโลสเป็นอาหาร รวมถึงไรฝุ่นที่กินเศษผิวหนังและสปอร์ราเป็นอาหารอีกที ระบบนิเวศเล็ก ๆ นี้ทำงานเงียบ ๆ อยู่หลังปกหนังสือทุกวัน

ราคาที่ต้องจ่าย: สุขภาพ เงิน ชื่อเสียง และเวลา

1. สุขภาพของคนที่ใช้เวลาในห้องนั้นมากที่สุด

พี่วุฒิสังเกตว่าตัวเองไอแห้ง ๆ ตอนเช้ามาหลายเดือน คัดจมูกทุกครั้งที่นั่งทำงานในห้องหนังสือเกินหนึ่งชั่วโมง และมีอาการคันตาจนต้องขยี้ เขานึกว่าเป็นเพราะฝุ่น จนกระทั่งหลานสาววัยเจ็ดขวบที่มาค้างบ้านช่วงปิดเทอม เข้าไปเล่นในห้องหนังสือประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วออกมาจามติดกันสิบกว่าครั้ง ตาแดงก่ำ คืนนั้นเด็กหายใจมีเสียงหวีดเบา ๆ จนแม่ต้องพาไปหาหมอ

สปอร์เชื้อราเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในบ้านเขตร้อนชื้น เมื่อสูดเข้าไป ร่างกายของคนที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นจะตอบสนองด้วยอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา ผื่นคัน หรือในคนที่เป็นหอบหืดอยู่แล้วอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารจากหน่วยงานสากลชี้ตรงกันว่า การควบคุมความชื้นและลดแหล่งเชื้อราคือหัวใจของการแก้ปัญหา ไม่ใช่การกลบกลิ่น

2. เงินที่ระเหยไปกับกระดาษ

หนังสือสะสมไม่ใช่แค่ของใช้ แต่เป็นทรัพย์สิน หนังสือพิมพ์ครั้งแรกสภาพสมบูรณ์กับเล่มเดียวกันที่มีจุดด่างและกลิ่นอับ มีมูลค่าต่างกันมหาศาลในตลาดหนังสือเก่า พี่วุฒิเคยตั้งใจจะขายหนังสือชุดหนึ่งเพื่อเอาเงินไปซ่อมหลังคา แต่เมื่อผู้ซื้อขอดูสภาพแล้วพบจุดด่าง ราคาที่เสนอกลับลดลงเกินครึ่ง นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์เอกสารเสียหาย ซึ่งคิดเป็นรายเล่มและแพงกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

3. ชื่อเสียงและความสัมพันธ์

พี่วุฒิขายหนังสือเก่าเป็นงานอดิเรกผ่านเพจเล็ก ๆ ปัญหาคือช่วงหลังเริ่มมีลูกค้าทักมาบอกว่า "พี่คะ หนังสือมีกลิ่นอับมากเลย ต้องผึ่งหลายวัน" บางคนขอคืนสินค้า บางคนไม่พูดอะไรแต่ไม่กลับมาซื้อซ้ำ สำหรับคนที่สร้างความน่าเชื่อถือมาสิบปี คอมเมนต์เดียวเรื่องกลิ่นก็ทำให้คะแนนความไว้ใจหล่นลงได้ ในบ้านเองก็เช่นกัน ภรรยาของเขาเริ่มบ่นว่ากลิ่นจากห้องหนังสือลอยเข้าห้องนั่งเล่น จนเกือบจะทะเลาะกันเรื่องที่เขาไม่ยอมทิ้งหนังสือสักเล่ม

4. เวลาที่ไม่มีวันได้คืน

พี่วุฒิใช้เวลาสุดสัปดาห์ติดกันสามสัปดาห์ยกหนังสือออกมาผึ่ง เช็ดชั้น แล้วยกกลับเข้าไป รวมแล้วเกินสามสิบชั่วโมง ผลลัพธ์คือกลิ่นหายไปประมาณสิบวัน แล้วกลับมาเหมือนเดิม เวลาสามสิบชั่วโมงนั้นคือเวลาที่เขาไม่ได้อยู่กับครอบครัว ไม่ได้พักผ่อน และไม่ได้อ่านหนังสือที่เขารักเลยสักเล่ม

ทำไมวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำถึงไม่ได้ผลกับห้องหนังสือ

ตากแดด: คำแนะนำยอดนิยมคือเอาหนังสือไปตากแดด ปัญหาคือรังสียูวีทำให้กระดาษเหลืองและกรอบ หมึกซีด กาวสันปกละลายแล้วแข็งตัวใหม่จนเล่มบิด สำหรับหนังสือหายากหรือรูปถ่ายเก่า การตากแดดคือการทำลายอย่างช้า ๆ ที่เห็นผลชัดเจนภายในไม่กี่ครั้ง

เช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ: ใช้ได้กับชั้นไม้ แต่ใช้กับกระดาษไม่ได้เลย ความชื้นจากผ้าหมาด ๆ จะซึมเข้าเนื้อกระดาษ ทำให้เกิดรอยด่างถาวร และที่แย่กว่านั้นคือเพิ่มความชื้นให้เชื้อราชุดต่อไป ส่วนรูปถ่ายนั้นยิ่งห้ามโดนน้ำยาเด็ดขาด เพราะชั้นอิมัลชันจะเสียหายทันที

ดูดฝุ่น: ช่วยเก็บฝุ่นบนสันหนังสือและพื้นชั้นได้ระดับหนึ่ง แต่หัวดูดเข้าไม่ถึงระหว่างหน้ากระดาษ ไม่ถึงช่องหลังชั้น และไม่ถึงในกล่องเอกสารที่ปิดฝา ที่สำคัญคือการดูดฝุ่นอาจพัดสปอร์ฟุ้งขึ้นมาในอากาศมากกว่าเดิมถ้าไม่มีแผ่นกรองที่ดีพอ

สเปรย์ปรับอากาศและถุงดูดกลิ่น: ทำงานโดยการกลบหรือดูดซับโมเลกุลกลิ่นบางส่วน แต่ไม่ได้ทำอะไรกับตัวเชื้อรา เมื่อกลิ่นหอมจางลง กลิ่นอับก็กลับมาเหมือนเดิม เพราะต้นตอยังอยู่ครบ

สารดูดความชื้นแบบกล่อง: มีประโยชน์จริงในพื้นที่ปิดขนาดเล็ก เช่น ในตู้ แต่สำหรับห้องขนาด 4 คูณ 5 เมตรที่มีอากาศไหลเวียน กล่องดูดความชื้นไม่กี่กล่องแทบไม่กระทบตัวเลขความชื้นในห้อง และไม่ได้ฆ่าสปอร์ที่มีอยู่แล้ว

เครื่องฟอกอากาศ: กรองอนุภาคที่ลอยผ่านเครื่องได้ดี แต่เครื่องฟอกไม่สามารถเดินเข้าไปในช่องระหว่างหน้าหนังสือได้ มันจัดการเฉพาะอากาศที่ไหลผ่านตัวกรองเท่านั้น สปอร์ที่เกาะอยู่บนผิวกระดาษและในสันปกยังอยู่ที่เดิม

สรุปสั้น ๆ คือ ปัญหานี้ต้องการสิ่งที่ "เป็นก๊าซ" เพื่อแทรกเข้าไปได้ทุกซอก "ไม่เปียก" เพื่อไม่ทำลายกระดาษ และ "สลายตัวเองได้" เพื่อไม่ทิ้งสารเคมีไว้บนของสะสม

ทางออก: การอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยโดย World Health Disinfection

พี่วุฒิได้ยินเรื่องการอบโอโซนจากเพื่อนที่ทำงานในโรงแรม เขาลองหาข้อมูลแล้วพบว่าหลักการมันตอบโจทย์ห้องหนังสือพอดี

โอโซน หรือ O3 เป็นก๊าซที่เกิดจากออกซิเจนสามอะตอม มันมีความว่องไวในการทำปฏิกิริยาสูงมาก เมื่อโมเลกุลโอโซนสัมผัสกับผนังเซลล์ของเชื้อรา แบคทีเรีย หรือเปลือกหุ้มของไวรัส มันจะเข้าไปทำลายโครงสร้างในระดับโมเลกุล ทำให้จุลชีพเหล่านั้นหมดสภาพ และเมื่อทำปฏิกิริยาเสร็จ โอโซนจะสลายตัวกลับไปเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ ไม่มีคราบ ไม่มีฟิล์ม ไม่มีสารเคมีตกค้างบนหนังสือหรือรูปถ่าย

จุดที่สำคัญที่สุดสำหรับคนรักหนังสือคือ โอโซนเป็นก๊าซ ไม่ใช่ของเหลว มันไม่ทำให้กระดาษเปียก ไม่ทำให้ปกบวม ไม่ทำให้หมึกเยิ้ม และมันแพร่กระจายไปได้ทั่วทั้งห้อง รวมถึงช่องแคบหลังชั้นหนังสือ ระหว่างสันปก ในลิ้นชัก ในกล่องเอกสารที่เปิดฝาไว้ และในมุมที่มือคนเอื้อมไม่ถึง

WHD ใช้เครื่อง Master Ozone Generator ซึ่งหน้าเว็บของบริษัทระบุว่าผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ของประเทศไทย และจาก Intertek แห่งสหราชอาณาจักร โดยระบุว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีมาตรฐานทั่วไปถึง 10 เท่าตามผลทดสอบของ Intertek

ขั้นตอนการทำงานประมาณ 30 นาที

  1. 2 นาทีแรก – เริ่มต้นและควบคุมความเข้มข้น: ช่างจะประเมินขนาดห้อง ปิดช่องลมที่จำเป็น แล้วตั้งค่าเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ จากนั้นเริ่มเดินเครื่อง
  2. 12 นาที – กระจายทั่วพื้นที่: ก๊าซโอโซนแพร่ออกไปทั่วห้อง ไหลเข้าไปตามช่องว่างระหว่างหนังสือ ด้านหลังชั้น ใต้โต๊ะ และในทุกมุมที่อากาศเข้าถึง
  3. 12 นาที – ทำลายเชื้อโรคระดับโมเลกุล: ช่วงนี้คือหัวใจของงาน โอโซนทำปฏิกิริยากับเชื้อรา สปอร์ แบคทีเรีย ไวรัส และโมเลกุลของกลิ่นที่ลอยอยู่และที่เกาะอยู่บนพื้นผิว
  4. 4 นาที – หยุดระบบก่อนเปิดพื้นที่: เครื่องหยุดทำงาน รอให้โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน ช่างจะระบายอากาศและตรวจสอบก่อนอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่ได้ตามปกติ

เรื่องความปลอดภัยที่ต้องพูดตรง ๆ: ระหว่างที่เครื่องทำงาน คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากห้องทั้งหมด ไม่มีใครอยู่ในห้องขณะอบโอโซน ช่างผู้ควบคุมจะดูแลเครื่องจากภายนอก และจะเป็นผู้ระบายอากาศและเปิดพื้นที่ให้กลับเข้าไปได้หลังจากช่วงหยุดระบบเรียบร้อยแล้ว นี่คือขั้นตอนมาตรฐานที่ไม่มีการข้าม

10 เหตุผลที่คนมีห้องหนังสือเลือกการอบโอโซน

  1. ไม่ต้องยกหนังสือออกจากชั้น — งานที่เคยกินเวลาสามสุดสัปดาห์ กลายเป็นการเตรียมห้องไม่กี่นาที เพราะก๊าซเดินทางไปหาหนังสือเอง
  2. ไม่มีน้ำ ไม่มีความชื้นเพิ่ม — ต่างจากการเช็ดหรือพ่นละอองน้ำยา กระบวนการนี้แห้งสนิท กระดาษไม่บวม ปกไม่ย่น รูปถ่ายไม่เสียหาย
  3. ไร้สารเคมีตกค้าง — โอโซนคืนตัวกลับเป็นออกซิเจน จึงไม่ทิ้งคราบหรือฟิล์มบางบนหนังสือหายากและลายเซ็นนักเขียน
  4. เข้าถึงจุดที่มือไม่ถึง — ช่องหลังชั้นติดผนัง ซอกระหว่างสันหนังสือ ใต้กล่องเอกสาร และมุมเพดานที่ไม่มีใครเคยปีนขึ้นไปทำความสะอาด
  5. จัดการต้นตอของกลิ่น ไม่ใช่กลบ — วิธีนี้ทำลายโมเลกุลของกลิ่นอับโดยตรง ไม่ได้เติมกลิ่นหอมทับลงไป กลิ่นจึงหายแบบที่รู้สึกได้ว่า "อากาศว่างเปล่า" ไม่ใช่ "อากาศหอม"
  6. ลดสารก่อภูมิแพ้ในห้อง — เมื่อปริมาณสปอร์และจุลชีพในอากาศลดลง อาการจาม คัดจมูก คันตาของคนที่เข้าไปใช้ห้องมักดีขึ้นอย่างสังเกตได้
  7. ครอบคลุมทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา — บริการนี้จัดการไวรัสรวมถึงเชื้อก่อโรคโควิด-19 แบคทีเรียมากกว่า 99.9% และสปอร์เชื้อราได้ในคราวเดียว
  8. ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง — เป็นงานที่จบภายในเช้าวันเดียว ไม่ต้องย้ายออกจากบ้าน ไม่ต้องหยุดชีวิตประจำวันหลายวัน
  9. มาตรฐานเดียวกับที่โรงแรมห้าดาวใช้ — WHD ให้บริการองค์กรกว่า 300 แห่ง รวมถึง The Ritz-Carlton, Fraser Suites, Andaz, Dusit International โรงพยาบาล โรงเรียน สำนักงาน และโรงงาน
  10. ช่างมืออาชีพควบคุมทุกขั้นตอน — ตั้งแต่ประเมินพื้นที่ ตั้งค่าความเข้มข้น จนถึงการระบายอากาศและเปิดพื้นที่ ไม่ใช่การซื้อเครื่องมาลองเปิดเองแล้วเดาเวลา

ก่อน และ หลัง

ก่อน

เปิดประตูห้องปุ๊บ กลิ่นอับหวาน ๆ ลอยมาทันที หนังสือแถวล่างมีขุยขาวที่สันปก จุดด่างน้ำตาลลามทั่วขอบกระดาษ อัลบั้มรูปติดกันจนดึงไม่ออก พี่วุฒิไอแห้งทุกเช้า หลานสาวเข้าไปเล่นครึ่งชั่วโมงแล้วจามไม่หยุด ลูกค้าเพจทักมาเรื่องกลิ่นเดือนละหลายครั้ง และทุกสุดสัปดาห์ก็หมดไปกับการยกหนังสือออกมาผึ่งแล้วยกกลับ โดยที่ปัญหากลับมาทุกครั้ง

หลัง

เปิดประตูแล้วได้กลิ่น "ไม่มีกลิ่น" ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่วุฒิไม่ได้เจอมาสามปี อากาศในห้องรู้สึกเบาขึ้นอย่างบอกไม่ถูก นั่งอ่านหนังสือได้สองชั่วโมงโดยไม่คัดจมูก หลานสาวเข้าไปนั่งวาดรูปได้ทั้งบ่ายโดยไม่มีอาการ ลูกค้าที่เคยบ่นเรื่องกลิ่นกลับมาสั่งซ้ำและเขียนรีวิวว่าหนังสือ "สะอาดเหมือนเพิ่งออกจากโรงพิมพ์" และสุดสัปดาห์ของเขากลับมาเป็นของครอบครัวอีกครั้ง

เสียงจากเจ้าของห้องหนังสือ

"ผมเป็นคนหวงหนังสือมาก ตอนแรกกลัวมากว่าจะมีอะไรมาทำให้กระดาษเสีย ผมถามช่างเป็นสิบคำถามก่อนตัดสินใจ สิ่งที่ทำให้ผมสบายใจคือเขาอธิบายตรงไปตรงมาว่าเป็นก๊าซ ไม่เปียก และต้องออกจากห้องทั้งหมดระหว่างทำ เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักคำ วันนั้นผมพาภรรยาไปกินข้าวข้างนอก กลับมาอีกชั่วโมงหนึ่งก็เข้าห้องได้แล้ว

สิ่งที่ผมไม่คาดคิดคือกลิ่น ผมนึกว่ามันจะแค่จางลง แต่มันหายไปเลย ตอนนี้เวลาผมดึงหนังสือออกมาดม มันมีแค่กลิ่นกระดาษจริง ๆ ไม่ใช่กลิ่นอับที่ผมชินจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ จุดด่างเก่าที่เกิดขึ้นแล้วมันไม่หายไปเองหรอกครับ ผมเข้าใจ แต่สิ่งที่ผมต้องการคือหยุดไม่ให้มันลามไปเล่มอื่น และเรื่องนั้นผมว่าผมทำสำเร็จแล้ว หลานผมเข้ามาเล่นในห้องได้โดยไม่จาม แค่นี้ผมก็คุ้มแล้ว"

— คุณณัฐวุฒิ, บางพลัด กรุงเทพฯ

หนังสือของคุณรอไม่ได้ เชื้อรามันทำงานทุกวัน

ให้ทีมงานมืออาชีพเข้าไปจัดการอากาศในห้องหนังสือของคุณ แบบไม่เปียก ไม่ทิ้งสารเคมี และจบภายในครึ่งชั่วโมง

ดูบริการและราคา … คลิกที่นี่

โทร. 065-556-6294  |  LINE: @whd268  |  worldhealthdisinfection@gmail.com

โปรโมชันพิเศษ: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์ CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร ฟรี

คำถามที่คนรักหนังสือถามบ่อย

1. โอโซนทำให้กระดาษเสียหายหรือเปลี่ยนสีไหม

กระบวนการนี้เป็นการใช้ก๊าซในระยะเวลาสั้นภายใต้การควบคุมของช่าง ไม่มีการทำให้พื้นผิวเปียกหรือชุ่มน้ำยา จึงไม่ทำให้กระดาษบวมหรือหมึกเยิ้มแบบที่เกิดจากการเช็ดด้วยของเหลว หากคุณมีของสะสมที่บอบบางเป็นพิเศษ เช่น ต้นฉบับลายมือหรือรูปถ่ายโบราณ ควรแจ้งทีมงานตั้งแต่ตอนประเมินพื้นที่ เพื่อให้ตั้งค่าและวางแผนได้เหมาะสมที่สุด

2. จุดด่างน้ำตาลที่เกิดขึ้นแล้วจะหายไปไหม

ไม่หายครับ ร่องรอยที่เกิดบนเนื้อกระดาษแล้วเป็นความเสียหายทางกายภาพที่ต้องใช้งานอนุรักษ์เฉพาะทาง สิ่งที่การอบโอโซนทำได้คือจัดการจุลชีพและกลิ่นในห้องและบนพื้นผิว เพื่อหยุดวงจรไม่ให้ลุกลามไปยังเล่มอื่น พูดง่าย ๆ คือ มันคือการดับไฟ ไม่ใช่การทาสีผนังใหม่

3. ต้องเอาหนังสือออกจากชั้นก่อนไหม

ไม่ต้องยกออกทั้งหมด แต่ทีมงานมักแนะนำให้เปิดฝากล่องเอกสาร เปิดตู้ที่มีบานปิด และดึงหนังสือแถวที่เรียงแน่นมากออกมาให้มีช่องว่างเล็กน้อย เพื่อให้ก๊าซไหลเวียนเข้าถึงได้ทั่วถึงกว่าเดิม

4. ระหว่างอบ คนอยู่ในบ้านได้ไหม

ต้องออกจากพื้นที่ที่ทำการอบทั้งหมด ทั้งคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ ช่างจะเป็นผู้ควบคุมเครื่องจากภายนอก และจะระบายอากาศพร้อมตรวจสอบก่อนอนุญาตให้กลับเข้าไปใช้พื้นที่ ขั้นตอนนี้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่มีการยืดหยุ่น

5. หลังทำแล้วจะกลับมาเป็นอีกไหม

การอบโอโซนจัดการสิ่งที่มีอยู่ ณ วันนั้น แต่ถ้าความชื้นในห้องยังสูงเท่าเดิม สปอร์ใหม่ที่ลอยเข้ามาจากภายนอกก็สามารถเริ่มวงจรใหม่ได้ ทางที่ดีคือทำควบคู่กับการจัดการความชื้น เช่น จัดชั้นหนังสือให้ห่างผนังสักนิด เปิดพัดลมหมุนเวียนอากาศเป็นประจำ และใช้เครื่องลดความชื้นในฤดูฝน แล้วนัดอบเป็นรอบตามความเหมาะสม

6. ห้องหนังสือห้องเดียวทำได้ไหม หรือต้องทำทั้งบ้าน

ทำเฉพาะห้องได้ แต่ควรคุยกับทีมงานถึงลักษณะการเชื่อมต่อของพื้นที่ เพราะถ้าห้องข้าง ๆ มีปัญหาความชื้นเหมือนกัน กลิ่นและสปอร์ก็อาจไหลกลับมาได้ หลายบ้านจึงเลือกทำห้องหนังสือพร้อมกับห้องนอนหรือห้องเก็บของในรอบเดียว

7. มีกลิ่นอะไรตกค้างหลังทำเสร็จไหม

โอโซนสลายตัวกลับไปเป็นออกซิเจน จึงไม่ทิ้งกลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นน้ำยาแบบที่หลายคนคุ้นเคยจากการทำความสะอาดทั่วไป ลูกค้าส่วนใหญ่อธิบายความรู้สึกหลังทำเสร็จว่าอากาศ "สะอาดจนรู้สึกว่าง" มากกว่าจะเป็นกลิ่นหอมอะไรเป็นพิเศษ

อ่านเพิ่มเติม

ข้อมูลอ้างอิงด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารและความชื้นกับเชื้อรา อ่านได้ที่ EPA Indoor Air Quality และข้อมูลด้านการตรวจสอบมาตรฐานทางห้องปฏิบัติการของไทยที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง: หนังสือขึ้นรา, วิธีแก้หนังสือมีกลิ่นอับ, กระดาษเป็นจุดด่างน้ำตาล, อัลบั้มรูปขึ้นรา, เก็บหนังสือในห้องชื้น, กำจัดเชื้อราในห้องหนังสือ, อบโอโซนบ้าน, โอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, ไร้สารเคมีตกค้าง, Master Ozone Generator, World Health Disinfection

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้