Last updated: 2 ก.ย. 2569 | 55 จำนวนผู้เข้าชม |
โถงผู้โดยสารคือห้องปิดที่คนแปลกหน้าหลายร้อยคนหายใจร่วมกันวันละหลายรอบ เมื่อเที่ยวบินดีเลย์ ห้องนั้นก็กลายเป็นห้องบ่มเชื้อชั้นดี นี่คือเรื่องของสนามบินภูมิภาคแห่งหนึ่งที่เรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยราคาแพง และวิธีที่พวกเขาแก้มันได้ในที่สุด
คุณธนกฤต หัวหน้าฝ่ายอาคารผู้โดยสารของสนามบินภูมิภาคทางภาคใต้ จำคืนวันศุกร์ปลายเดือนกรกฎาคมได้ดี เพราะมันเริ่มต้นเหมือนคืนธรรมดา และจบลงด้วยรายงานอุบัติการณ์ยาว 6 หน้า
เย็นวันนั้นฝนตกหนักตลอดแนวชายฝั่ง เที่ยวบินขาเข้าสองเที่ยวถูกเปลี่ยนเส้นทาง เที่ยวบินขาออกอีกสามเที่ยวถูกเลื่อน ผลลัพธ์คือคนราว 400 คนที่ควรจะทยอยผ่านโถงผู้โดยสารภายในหนึ่งชั่วโมง กลับถูกกักอยู่ในโถงเดียวกันนานเกือบสามชั่วโมงครึ่ง
โถงผู้โดยสารของสนามบินแห่งนี้มีพื้นที่ราว 1,800 ตารางเมตร เพดานสูง 7 เมตร ระบบปรับอากาศเป็นแบบรวมศูนย์ที่หมุนเวียนอากาศกลับมาใช้ใหม่เป็นส่วนใหญ่ เพราะภูมิอากาศร้อนชื้นทำให้การดึงอากาศภายนอกเข้ามามากเกินไปนั้นสิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล คืนนั้นเครื่องปรับอากาศทำงานหนักที่สุดในรอบเดือน และอากาศชุดเดิมก็วนอยู่ในห้องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เด็กชายคนหนึ่งไอแห้ง ๆ ตรงแถวเก้าอี้ใกล้ประตูทางออกที่ 3 แม่ของเขาบอกว่าเป็นแค่ภูมิแพ้ ไม่มีใครคิดอะไร ผู้โดยสารบางคนถอดหน้ากากเพราะร้อน บางคนนอนพาดเก้าอี้ บางคนไปเข้าคิวซื้อกาแฟที่เคาน์เตอร์เดียวที่ยังเปิด แตะราวบันได แตะเครื่องกดน้ำ แตะปุ่มลิฟต์ แตะที่จับประตูห้องน้ำเดียวกันซ้ำ ๆ ตลอดสามชั่วโมง
เที่ยวบินสุดท้ายออกตอนตีหนึ่งครึ่ง ทีมแม่บ้านเข้าเก็บกวาดตอนตีสอง ถูพื้น เช็ดเคาน์เตอร์ เททิ้งถังขยะ ล็อกประตู กลับบ้าน ทุกอย่างดูเรียบร้อยตามขั้นตอนมาตรฐาน
สี่วันต่อมา เจ้าหน้าที่ภาคพื้นคนแรกโทรลาป่วย วันถัดมาอีกสามคน วันที่สามอีกห้าคน ภายในหนึ่งสัปดาห์ พนักงานที่ทำงานในกะคืนนั้น ทั้งเจ้าหน้าที่เช็กอิน เจ้าหน้าที่ตรวจค้น พนักงานร้านค้า และแม่บ้าน ลาป่วยรวม 14 คน ผลตรวจยืนยันว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ
สนามบินที่มีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นประจำกะละ 30 กว่าคน เสียกำลังคนไปเกือบครึ่ง ในสัปดาห์ที่ตารางบินแน่นที่สุดของฤดูกาล
คุณธนกฤตต้องขอกำลังเสริมจากสนามบินพี่น้องอีกสองแห่ง จ่ายค่าล่วงเวลาเพิ่มขึ้น 180 เปอร์เซ็นต์ในสองสัปดาห์นั้น และตอบคำถามจากทั้งสายการบินและหน่วยงานต้นสังกัดว่า มาตรการควบคุมโรคของอาคารผู้โดยสารคืออะไรกันแน่
คำตอบที่เขาต้องเขียนลงในรายงานตอนนั้นคือ ถูพื้น เช็ดจุดสัมผัสด้วยแอลกอฮอล์ และเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศทุกไตรมาส ซึ่งเมื่ออ่านออกเสียงดัง ๆ ในห้องประชุม มันฟังดูบางเบามากสำหรับพื้นที่ 1,800 ตารางเมตรที่คนผ่านวันละ 3,000 คน
นั่นคือจุดที่เขาเริ่มค้นหาว่า สนามบินและสายการบินระดับโลกเขาใช้อะไรกัน
ความเสียหายจากเหตุการณ์คืนนั้นไม่ได้จบที่ค่ายาของพนักงาน 14 คน สิ่งที่เจ็บกว่าคือต้นทุนที่ไม่มีใครออกใบเสร็จให้ และมันกระจายอยู่ทั่วทั้งองค์กร
เจ้าหน้าที่สนามบินไม่ใช่ตำแหน่งที่จ้างคนมาแทนได้ในวันเดียว เจ้าหน้าที่ตรวจค้นต้องผ่านการอบรมและได้รับบัตรอนุญาตเข้าพื้นที่หวงห้าม เจ้าหน้าที่เช็กอินต้องใช้ระบบของแต่ละสายการบินเป็น เมื่อคนหายไป 14 คนพร้อมกัน สิ่งที่เหลือคือคนเดิมที่ต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัว
ผลลัพธ์ที่ตามมาเป็นลูกโซ่ คิวเช็กอินยาวขึ้น จุดตรวจค้นเปิดได้น้อยลง เวลาเดินทางของผู้โดยสารในอาคารยาวขึ้นเฉลี่ย 18 นาที และเมื่อผู้โดยสารไปถึงประตูขึ้นเครื่องช้า เที่ยวบินก็ออกช้าตาม ค่าปรับความล่าช้าและค่าธรรมเนียมหลุมจอดที่เกินเวลาก็ตามมาเป็นแถว
ที่สำคัญคือ คนที่เหลือทำงานหนักขึ้น พักผ่อนน้อยลง ภูมิคุ้มกันตก แล้วก็ป่วยตามอีกระลอก วงจรนี้กินเวลาไปเกือบสามสัปดาห์กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ
สนามบินภูมิภาคแข่งกันด้วยประสบการณ์ของผู้โดยสาร รีวิวหนึ่งดาวที่เขียนว่า รอสามชั่วโมงในโถงที่อบอ้าว คนไอกันทั้งห้อง กลับมาถึงบ้านก็ป่วย มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาสิบชิ้น
ที่หนักกว่าคือคลิปสั้น เมื่อผู้โดยสารคนหนึ่งถ่ายวิดีโอโถงที่คนนอนเบียดกัน พร้อมเสียงไอเป็นระยะ แล้วโพสต์พร้อมแคปชันเชิงตั้งคำถามถึงมาตรฐานความสะอาด คลิปนั้นมียอดดูหลายแสนภายในสองวัน
สำหรับจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว ภาพจำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่สนามบิน แต่ลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่กำลังตัดสินใจจองตั๋ว
อาคารผู้โดยสารไม่ได้มีแค่นักธุรกิจวัยทำงาน แต่มีผู้สูงอายุที่เดินทางไปหาลูกหลาน ผู้ป่วยที่บินไปรักษาตัวในเมืองใหญ่ ทารกที่พ่อแม่พาไปเยี่ยมญาติ และผู้ป่วยที่ต้องใช้รถเข็น
องค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคระบุตรงกันว่า ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวสามารถลุกลามเป็นปอดอักเสบและนำไปสู่การนอนโรงพยาบาลได้ การปล่อยให้พื้นที่รวมคนแออัดมีเชื้อสะสมจึงไม่ใช่เรื่องความสะอาดเชิงความรู้สึก แต่เป็นเรื่องความเสี่ยงต่อชีวิตจริง ๆ
เมื่อสนามบินเป็นจุดที่คนทั้งจังหวัดต้องผ่าน การคุมเชื้อที่นี่จึงมีผลคูณต่อชุมชนรอบข้างมากกว่าที่หลายคนคิด
สายการบินที่ใช้สนามบินเป็นฐานมีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยระบุอยู่ในสัญญาบริการภาคพื้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่พนักงานป่วยเป็นกลุ่ม สิ่งที่ตามมาคือการขอเอกสารยืนยันมาตรการ ตารางการฆ่าเชื้อ และหลักฐานว่าใช้เครื่องมือและน้ำยาที่ได้รับการรับรอง
ถ้าตอบไม่ได้ หรือเอกสารไม่มี ผลคือคะแนนผู้ให้บริการภาคพื้นตก ซึ่งกระทบต่อการต่อสัญญาในรอบถัดไปโดยตรง
คุณธนกฤตสรุปบทเรียนสั้น ๆ ว่า สิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือการไม่มีคำตอบให้ใครเลยตอนที่ถูกถาม
หลังเหตุการณ์ ทีมของคุณธนกฤตลองเพิ่มความถี่ของวิธีเดิมทุกอย่างที่ทำได้ แล้วพบว่าปัญหาไม่ได้ลดลงตามความพยายามที่ใส่เข้าไป เพราะวิธีเดิมถูกออกแบบมาสำหรับปัญหาคนละแบบ
สิ่งที่คุณธนกฤตค้นพบระหว่างหาข้อมูลคือ สายการบินและหน่วยงานที่ต้องจัดการพื้นที่ปิดขนาดใหญ่มานานแล้ว ไม่ได้ใช้ผ้าเช็ดหรือสเปรย์มือถือเป็นเครื่องมือหลัก แต่ใช้เครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV
ULV ย่อมาจาก Ultra Low Volume คือการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อออกมาในปริมาตรที่น้อยมาก แต่แตกตัวเป็นละอองขนาดเล็กระดับไมครอนจำนวนมหาศาล ละอองเล็กเหล่านี้ลอยอยู่ในอากาศได้นาน แทรกเข้าไปตามซอกเบาะ ใต้ที่วางแขน หลังป้ายบอกทาง และช่องลม แล้วค่อย ๆ เคลือบพื้นผิวทุกทิศทางอย่างบางและสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ด้านที่หันเข้าหาคนพ่น
Airofog U260 คือเครื่องพ่นละอองฝอย ULV จากประเทศเยอรมนี ที่ให้ละอองขนาด 15-30 ไมครอน ซึ่งเป็นช่วงที่ถือว่าสมดุลที่สุดสำหรับงานฆ่าเชื้อในอาคาร คือเล็กพอที่จะลอยและกระจายทั่วห้อง แต่ไม่เล็กจนลอยหายไปกับระบบระบายอากาศโดยไม่ทันเกาะพื้นผิว
ที่สำคัญสำหรับงานสนามบินโดยเฉพาะ Airofog U260 คือรุ่นที่ถูกใช้จริงในภารกิจฆ่าเชื้ออากาศยาน ทั้งการบินไทยและ Bangkok Airways เลือกใช้เครื่องรุ่นนี้ในการพ่นฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสาร และการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ใช้ในขบวนรถและสถานี นั่นหมายความว่าเครื่องรุ่นนี้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับโถงผู้โดยสารมากที่สุด คือพื้นที่ปิด คนหนาแน่น เวลาจำกัด และเบาะผ้าจำนวนมาก
ในโถงผู้โดยสารที่มีเก้าอี้แถวยาว ช่องว่างระหว่างเบาะ ใต้ที่วางแขน และร่องที่ขาเก้าอี้ยึดกับพื้น คือจุดที่ผ้าเช็ดไม่มีทางเข้าถึงในเวลาจำกัด ละอองขนาดไมครอนจาก U260 ลอยเข้าไปในช่องว่างเหล่านั้นตามการเคลื่อนที่ของอากาศ แล้วเกาะพื้นผิวจากทุกทิศทาง ทำให้ครอบคลุมได้จริงในเวลาที่สั้นกว่าหลายเท่า
ด้วยอัตราการพ่น 50-200 มิลลิลิตรต่อนาที ทีมสองคนสามารถเดินไล่พ่นโถงขนาด 1,800 ตารางเมตรได้ภายในหน้าต่างเวลากลางคืนที่มีอยู่ โดยไม่ต้องเบียดเวลางานทำความสะอาดปกติ นี่คือความต่างระหว่างมาตรการที่ทำได้ทุกคืน กับมาตรการที่ตั้งใจดีแต่ไม่เคยได้ทำ
โถงผู้โดยสารไม่ได้มีพื้นผิวแบบเดียว เบาะผ้าต้องการละอองที่เบากว่าและแห้งเร็ว จอแสดงเที่ยวบินและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องการความชื้นน้อยที่สุด ส่วนพื้นกระเบื้องและห้องน้ำรับละอองที่หนักกว่าได้ การปรับได้ 6 ระดับทำให้ทีมงานใช้เครื่องเดียวจัดการทุกโซนได้โดยไม่ต้องประนีประนอม
อุปกรณ์เสริมที่ดูเรียบง่ายชิ้นนี้เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย ทีมงานสามารถสอดสายเข้าไปใต้แถวเก้าอี้ ด้านหลังตู้กดน้ำ ในช่องลมกลับ และซอกหลังเคาน์เตอร์ได้โดยไม่ต้องก้มคลานหรือยกเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งช่วยลดทั้งเวลาและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของพนักงาน
เครื่องพ่นที่หนักเกินไปจะถูกใช้ครึ่งเดียวแล้ววาง เพราะคนถือไม่ไหว น้ำหนักเพียง 3.4 กิโลกรัมของ U260 ทำให้เจ้าหน้าที่คนเดียวเดินพ่นได้ต่อเนื่องเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องสลับคนบ่อย ซึ่งสำคัญมากในกะกลางคืนที่มีคนน้อย
ถังทรงกลมขนาด 5 ลิตรออกแบบมาให้ทำงานได้ยาวโดยไม่ต้องเดินกลับไปเติมบ่อย ในงานสนามบินที่ต้องเดินระยะทางไกลระหว่างโซน การลดจำนวนรอบเดินกลับลงแม้เพียงไม่กี่ครั้งก็ประหยัดเวลาไปได้มากในแต่ละคืน
U260 รองรับน้ำยาฆ่าเชื้อได้หลายประเภท ทำให้สนามบินเลือกน้ำยาที่เหมาะกับข้อกำหนดของตนได้ เช่น น้ำยาระดับโรงพยาบาลอย่าง Chemgene HLD4H สำหรับช่วงที่มีการระบาด และน้ำยาสูตรอ่อนกว่าสำหรับงานประจำวัน โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่
Airofog U260 ผ่านการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอนามัย และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงมาตรฐานสากลอย่าง WHO, TUV Rheinland และ IPARC เมื่อสายการบินหรือหน่วยงานต้นสังกัดขอเอกสาร สนามบินมีของจริงให้ยื่นทันที ไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว
การบินไทยและ Bangkok Airways เลือกใช้ Airofog U260 ในการพ่นฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสาร และการรถไฟแห่งประเทศไทยใช้ในขบวนรถและสถานี สำหรับผู้บริหารสนามบินที่ต้องอธิบายเหตุผลในการจัดซื้อ ประวัติการใช้งานในอุตสาหกรรมเดียวกันคือหลักฐานที่หนักแน่นกว่าโบรชัวร์ใด ๆ
การจ้างทีมพ่นฆ่าเชื้อจากภายนอกเข้ามาทุกสัปดาห์เป็นค่าใช้จ่ายที่วิ่งขึ้นไม่หยุดและต้องรอคิว การมีเครื่องเป็นของตัวเองทำให้สนามบินพ่นได้ทุกคืนหลังเที่ยวบินสุดท้าย พ่นซ้ำได้ทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ และคุมตารางเองได้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นรายปีแล้วคุ้มกว่าอย่างชัดเจน
สิ่งที่คุณธนกฤตให้ความสำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขในตาราง แต่คือความจริงที่ว่า มาตรการนี้ทำได้จริงทุกคืนโดยทีมงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องรองบประมาณจ้างภายนอก และไม่ต้องปิดพื้นที่
สิ่งที่ทำให้มาตรการนี้ได้ผลจริงไม่ใช่แค่การมีเครื่อง แต่คือการวางลำดับงานให้เข้ากับจังหวะของสนามบิน นี่คือแผนที่ทีมของคุณธนกฤตใช้อยู่ทุกวันนี้
ขั้นที่ 1: แบ่งโถงเป็นโซนและกำหนดลำดับการเดิน
แบ่งอาคารผู้โดยสารเป็นโซนย่อย เช่น โซนเช็กอิน โซนตรวจค้น โซนที่นั่งรอ ห้องน้ำ และร้านค้า แล้วกำหนดลำดับเดินพ่นแบบทางเดียวจากไกลไปหาประตูทางออก เพื่อไม่ให้ทีมงานต้องเดินย้อนกลับผ่านพื้นที่ที่เพิ่งพ่นเสร็จ
ขั้นที่ 2: กำหนดหน้าต่างเวลาหลังเที่ยวบินสุดท้าย
ล็อกเวลาพ่นไว้ในตารางงานกะดึกอย่างชัดเจน เช่น หลังผู้โดยสารคนสุดท้ายออกจากอาคาร 15 นาที และก่อนทีมแม่บ้านเริ่มถูพื้น เพื่อให้ละอองมีเวลาตกลงบนพื้นผิวอย่างเต็มที่
ขั้นที่ 3: เลือกน้ำยาและอัตราส่วนตามสถานการณ์
ในภาวะปกติใช้สูตรมาตรฐาน ในช่วงที่มีรายงานการระบาดของไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินหายใจ ให้ปรับเป็นน้ำยาระดับโรงพยาบาล และบันทึกไว้ในสมุดงานว่าใช้สูตรใดวันไหน
ขั้นที่ 4: ปรับหัวฉีดตามชนิดพื้นผิวในแต่ละโซน
ใช้ระดับเบาสำหรับโซนที่มีจอแสดงผลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระดับกลางสำหรับเบาะที่นั่ง และระดับหนักขึ้นสำหรับห้องน้ำและพื้นแข็ง การจดระดับที่ใช้ในแต่ละโซนไว้ช่วยให้คนใหม่ทำตามได้ทันที
ขั้นที่ 5: ใช้สายงวงช้างกับจุดที่เข้าถึงยากเป็นลำดับสุดท้ายของโซน
เก็บจุดยากอย่างใต้แถวเก้าอี้ ช่องลมกลับ หลังตู้กดน้ำ และซอกหลังเคาน์เตอร์ ไว้ทำท้ายสุดของแต่ละโซน เพื่อให้จังหวะการเดินไม่สะดุด
ขั้นที่ 6: บันทึกทุกครั้งที่พ่นเป็นหลักฐาน
จดวันที่ เวลา โซนที่พ่น น้ำยาและอัตราส่วน ผู้ปฏิบัติงาน และเหตุการณ์พิเศษ เช่น มีเที่ยวบินดีเลย์หรือมีรายงานผู้ป่วย บันทึกนี้คือสิ่งที่จะช่วยคุณตอนถูกตรวจประเมิน
ขั้นที่ 7: ทบทวนผลทุกเดือนด้วยตัวเลขที่วัดได้
ติดตามจำนวนวันลาป่วยของพนักงานภาคพื้น จำนวนข้อร้องเรียนเรื่องความสะอาด และคะแนนความพึงพอใจของผู้โดยสาร แล้วนำมาเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจต่ออายุงบประมาณ
สเปกที่ควรสังเกตเป็นพิเศษสำหรับงานอาคารผู้โดยสารคือ ขนาดละออง 15-30 ไมครอน ที่ทำให้ครอบคลุมพื้นที่เพดานสูงได้จริง และน้ำหนักเพียง 3.4 กิโลกรัม ที่ทำให้เจ้าหน้าที่คนเดียวทำงานได้ทั้งกะ
“ตอนแรกผมคิดว่าเราต้องซื้อเครื่องใหญ่ราคาหลายแสนถึงจะเอาอยู่ เพราะโถงเราเพดานสูงเจ็ดเมตร แต่พอทีมงานเข้ามาสาธิตให้ดูจริงในโถง ผมเห็นละอองมันลอยขึ้นไปแล้วกระจายออกด้านข้างเอง ไม่ใช่พุ่งตรงเป็นลำแบบเครื่องที่เราเคยใช้”
“เราเริ่มจากพ่นสัปดาห์ละสองครั้งหลังเที่ยวบินสุดท้าย ตอนนี้ทำทุกคืน ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ทีมแม่บ้านเป็นคนทำเองได้เลยหลังอบรมครึ่งวัน”
“สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่คือตอนที่สายการบินขอเอกสารมาตรการสุขอนามัยรอบตรวจประเมิน แล้วเรามีทั้งใบรับรองเครื่อง เอกสารน้ำยา และบันทึกการพ่นย้อนหลังให้ครบในแฟ้มเดียว ปีที่แล้วคำถามนี้ทำผมนอนไม่หลับไปสามคืน”
— หัวหน้าฝ่ายอาคารผู้โดยสาร สนามบินภูมิภาคภาคใต้ (ขอสงวนชื่อ)
ถ้าอาคารผู้โดยสารของคุณยังไม่มีคำตอบเรื่องมาตรการฆ่าเชื้อในอากาศ นี่คือเวลาที่ควรเริ่ม
ดูสินค้าและราคา Airofog U260 คลิกที่นี่
โทรปรึกษาฟรี 065-556-6294 | แอดไลน์ @whd268
ทีมงาน World Health Disinfection ยินดีให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจ ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมใบเสนอราคาและเอกสารสำหรับงานจัดซื้อจัดจ้าง
Airofog U260 พ่นในโถงผู้โดยสารตอนที่ยังมีคนอยู่ได้ไหม
แนะนำให้พ่นในช่วงที่ไม่มีผู้โดยสารในพื้นที่ เช่น หลังเที่ยวบินสุดท้ายหรือช่วงปิดโซนชั่วคราว เพื่อให้ละอองทำงานได้เต็มที่และปลอดภัยที่สุด โดยทั่วไปสามารถเปิดใช้พื้นที่ได้อีกครั้งหลังพ่นเสร็จประมาณ 20-30 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่เลือกใช้และการระบายอากาศของอาคาร
ละอองจะทำให้จอแสดงเที่ยวบินหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายไหม
ด้วยการปรับหัวฉีดให้อยู่ในระดับที่เบาลงและเว้นระยะพ่นให้เหมาะสม ละอองขนาด 15-30 ไมครอนจะแห้งเร็วและไม่ทิ้งหยดน้ำบนพื้นผิว ในทางปฏิบัติทีมงานส่วนใหญ่จะพ่นผ่านบริเวณอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยระดับต่ำสุด หรือใช้วิธีพ่นเข้าหาอากาศรอบ ๆ แทนการพ่นเข้าตัวอุปกรณ์โดยตรง
โถงขนาด 1,800 ตารางเมตร ใช้เวลาพ่นนานแค่ไหน
จากการใช้งานจริง ทีมสองคนใช้เวลาราว 35-45 นาทีสำหรับพื้นที่ขนาดนี้ รวมการเดินไล่ทุกโซนและการเน้นจุดเสี่ยงอย่างที่นั่งรอและห้องน้ำ ปริมาณน้ำยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับระดับหัวฉีดที่เลือกและความสูงเพดาน
ต้องใช้น้ำยายี่ห้อไหน หรือใช้ของที่มีอยู่ได้
Airofog U260 ออกแบบมาให้ใช้ร่วมกับน้ำยาฆ่าเชื้อได้หลากหลายชนิด สนามบินจำนวนมากเลือกใช้น้ำยาระดับโรงพยาบาลอย่าง Chemgene HLD4H ในช่วงที่มีการระบาด และปรับเป็นสูตรอ่อนกว่าในงานประจำ ทีมงาน World Health Disinfection สามารถแนะนำอัตราส่วนผสมที่เหมาะกับพื้นที่และวัตถุประสงค์ของคุณได้
เจ้าหน้าที่ที่ไม่เคยใช้เครื่องพ่นมาก่อนใช้งานได้ไหม
ได้ การใช้งานพื้นฐานเรียนรู้ได้ภายในครึ่งวัน สิ่งที่ต้องอบรมจริง ๆ คือลำดับการเดินพ่นให้ครอบคลุม การเลือกระดับหัวฉีดตามพื้นผิว และการสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง ซึ่งทีมงานมีคู่มือและการอบรมให้
ใช้กับงานจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐได้ไหม
ได้ Airofog U260 มีเอกสารรับรองครบทั้งจากหน่วยงานในประเทศและมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการจัดทำ TOR และการพิจารณาคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ได้ ทีมงานสามารถจัดเตรียมชุดเอกสารและใบเสนอราคาให้ได้
อ่านต่อ / ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง: ฆ่าเชื้อสนามบิน, เครื่องพ่นละอองฝอย ULV, Airofog U260, พ่นฆ่าเชื้ออาคารผู้โดยสาร, เครื่องพ่นฆ่าเชื้อโรงงานและอาคาร, ULV fogger ราคา, ฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ในอาคาร, เครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อเยอรมนี
ดูรายละเอียดและราคา Airofog U260 เครื่องพ่นละอองฝอย ULV จากเยอรมนี คลิกที่นี่