Solo Port 423 เครื่องพ่นละอองฝอยสะพายหลัง สำหรับโรงพยาบาล ฆ่าเชื้อพื้นที่ขนาดใหญ่

Last updated: 8 มิ.ย. 2569  |  17 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เครื่องพ่นละอองฝอยสะพายหลัง

Solo Port 423 เครื่องพ่นละอองฝอยสะพายหลัง
ทางออกใหม่ของโรงพยาบาลรัฐ สำหรับการฆ่าเชื้อพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เช้าวันนั้นที่โรงพยาบาลชุมชนแม่สาย — เรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ทุกที่

เวลา 06.30 น. นายแพทย์วิชัย ศรีสุขสันต์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแม่สาย จังหวัดเชียงราย ยืนมองแถวคนไข้นอกที่ยาวออกไปถึงหน้าประตูทางเข้า ประมาณการณ์ว่าวันนี้จะมีผู้รับบริการไม่ต่ำกว่า 400 คน ซึ่งรวมถึงกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในช่วงที่โรคไข้เลือดออกกำลังระบาดรุนแรงและมีรายงานผู้ป่วย COVID-19 กลับมาพุ่งสูงขึ้นในพื้นที่ชายแดน

สิ่งที่กังวลใจนายแพทย์วิชัยที่สุดไม่ใช่จำนวนผู้ป่วย แต่คือ "พื้นที่" — ห้องรอตรวจผู้ป่วยนอกขนาด 800 ตร.ม. ลานจอดรถพยาบาล ทางเดินเชื่อมอาคาร โซนพักเปล และบริเวณรอบอาคารรวมกว่า 5,000 ตร.ม. ที่ต้องผ่านการฆ่าเชื้อทุกวัน แต่โรงพยาบาลมีพนักงานทำความสะอาดเพียง 3 คนที่รับผิดชอบงานทั้งหมด และอุปกรณ์ที่มีคือถังสเปรย์มือกดขนาด 5 ลิตร จำนวน 4 ใบ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ วันนั้น:

  • พนักงาน 1 คน ใช้เวลา 3.5 ชั่วโมง พ่นฆ่าเชื้อห้องรอตรวจชั้นล่าง ยังไม่ถึงชั้น 2
  • ลานจอดรถพยาบาลและทางลาดผู้ป่วยฉุกเฉิน ถูกข้ามไป เพราะไม่มีคนและเวลาไม่พอ
  • น้ำยาฆ่าเชื้อหมดกลางคัน ต้องเดินกลับไปผสมใหม่ ทำให้เสียเวลาอีก 40 นาที
  • ผู้ป่วยโรคติดต่อ 2 รายที่นั่งรอในห้องรอตรวจเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่จะมีการพ่นยา ทำให้ความเสี่ยงการแพร่เชื้อพุ่งสูง
  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลงตรวจสอบ และแจ้งว่าระบบควบคุมเชื้อโรคของโรงพยาบาล ไม่ผ่านมาตรฐาน

นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะที่แม่สาย แต่เป็นปัญหาที่โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ด้วยงบประมาณที่จำกัดและบุคลากรที่ไม่เพียงพอ

4 วิกฤตใหญ่ที่โรงพยาบาลรัฐทั่วไทยเผชิญ ในการฆ่าเชื้อพื้นที่ขนาดใหญ่

วิกฤตที่ 1 — กำลังคนไม่พอ พื้นที่มากเกินไป

โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลางในประเทศไทยมีพื้นที่เฉลี่ย 10,000–30,000 ตร.ม. รวมทั้งอาคารและพื้นที่โล่งโดยรอบ แต่มีพนักงานทำความสะอาดเพียง 3–8 คน หากใช้ถังสเปรย์มือกดขนาด 5 ลิตร พนักงาน 1 คนครอบคลุมพื้นที่ได้เพียง 200–300 ตร.ม. ต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าการฆ่าเชื้อพื้นที่ทั้งหมดต้องใช้เวลา 15–20 ชั่วโมง ต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงถูกข้ามและกลายเป็นจุดอ่อนในห่วงโซ่ควบคุมการติดเชื้อ

วิกฤตที่ 2 — ต้นทุนสูง ประสิทธิภาพต่ำ

การจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อรองรับงานฆ่าเชื้อนั้นมีต้นทุนสูงมาก เพียงแค่พนักงาน 1 คน มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 10,000–15,000 บาท/เดือน รวมค่าประกันสังคมและสวัสดิการ และยังต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมากอีกด้วย ในขณะที่ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อแบบสเปรย์มือกดยังคงต่ำ เพราะละอองฝอยไม่ละเอียดพอที่จะเข้าถึงซอกมุมต่างๆ และอาจทำให้น้ำยาฆ่าเชื้อใช้งานเกินปริมาณที่จำเป็นถึง 3–4 เท่า

วิกฤตที่ 3 — ความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและมาตรฐาน

หากการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล (Healthcare-Associated Infections / HAI) ถูกตรวจพบและเชื่อมโยงกับการควบคุมเชื้อที่บกพร่อง โรงพยาบาลไม่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กสพ.) การตรวจประเมินมาตรฐาน HA และความไม่ไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งอาจนำไปสู่การลดการเข้ารับบริการและส่งผลต่องบประมาณโรงพยาบาลในระยะยาว

วิกฤตที่ 4 — พื้นที่เสี่ยงสูงที่มักถูกละเลย

บริเวณที่มักถูกมองข้ามในการฆ่าเชื้อประจำวัน ได้แก่ อู่จอดรถพยาบาล (ซึ่งนำเชื้อมาจากนอกสถานที่), ทางลาดสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน, บริเวณรับของขยะติดเชื้อ, และสวนสาธารณะโดยรอบที่ผู้ป่วยและญาติออกมาใช้ พื้นที่เหล่านี้คือ "ช่องว่าง" ที่เชื้อโรคสามารถสะสมและแพร่กระจายได้ หากอุปกรณ์พ่นฆ่าเชื้อไม่มีระยะพ่นที่ไกลพอและครอบคลุมพอ

ทำไมวิธีการเดิมๆ จึงไม่ตอบโจทย์โรงพยาบาลขนาดใหญ่

ถังสเปรย์มือกด (Hand Sprayer)

อัตราพ่น 1–2 ลิตร/นาที ครอบคลุมพื้นที่ 30–50 ตร.ม./นาที พนักงาน 1 คนทำงาน 8 ชั่วโมงครอบคลุมได้ประมาณ 14,400–24,000 ตร.ม. ฟังดูพอ แต่ในความเป็นจริง การยกถังเปล่า/เต็ม การผสมน้ำยา การหยุดพัก และประสิทธิภาพที่ลดลงจากความเหนื่อยล้า ทำให้ครอบคลุมได้จริงเพียง 40–50% ของตัวเลขทางทฤษฎีเท่านั้น และละอองสเปรย์ขนาดใหญ่ยังตกตะกอนเร็ว ไม่ล่องลอยในอากาศได้นาน

เครื่องพ่นหมอกควันแบบเสียบปลั๊กไฟ (Electric Fogger)

ข้อจำกัดคือระยะสายไฟ และความจุถังน้ำยาเพียง 4–6 ลิตร ต้องเติมบ่อยและต้องมีเต้าเสียบไฟฟ้าในบริเวณนั้นๆ ทำให้ใช้งานนอกอาคารหรือในบริเวณที่ไม่มีไฟฟ้าได้ยาก และมีกำลังลมน้อยกว่า ทำให้ละอองไม่ฟุ้งกระจายได้ดีในพื้นที่โล่ง

การว่าจ้างบริษัทเอกชนมาพ่นยา

ค่าบริการเฉลี่ย 3,000–8,000 บาท/ครั้ง/อาคาร และใช้เวลาล่วงหน้าในการนัดหมาย ไม่สามารถตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที ในช่วงที่มีการระบาด บริษัทเอกชนอาจไม่สามารถรับงานได้เนื่องจากมีความต้องการสูง ทำให้โรงพยาบาลอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมงานสำคัญนี้ได้ด้วยตัวเอง

สรุป: วิธีการเดิมทั้งหมดมีข้อจำกัดในเรื่อง ความเร็ว ความครอบคลุม และความยืดหยุ่น
โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ทรงพลัง คล่องตัว และพร้อมใช้งานได้ทุกพื้นที่ ทุกเวลา

Solo Port 423 — เครื่องพ่นละอองฝอยสะพายหลัง พลังเยอรมัน

ตอบทุกโจทย์ที่โรงพยาบาลรัฐต้องการ ด้วยเทคโนโลยีจาก SOLO Germany

สเปคทางเทคนิคที่ออกแบบมาเพื่องานหนัก

72.3cc
เครื่องยนต์ 2-สตรอก พลัง 3.0 kW / 4.1 HP
12 ลิตร
ถังน้ำยา (รุ่นขยาย 14/18 ลิตร)
23,333 L/min
ปริมาณอากาศสูงสุด ฟุ้งกระจายไกล
~80 นาที
ต่อการเติมน้ำมัน 1 ลิตร/ชั่วโมง

10 เหตุผลที่โรงพยาบาลรัฐทั่วไทยเลือก Solo Port 423

1

ครอบคลุมพื้นที่เร็วกว่าสเปรย์มือกดถึง 10 เท่า

ด้วยปริมาณลมสูงสุด 23,333 ลิตร/นาที และหัวพ่นที่ออกแบบมาเพื่อกระจายละอองฝอยในระยะไกล Solo Port 423 สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ได้ในเวลาสั้น พนักงานเพียง 1 คนสามารถฆ่าเชื้อพื้นที่นอกอาคารของโรงพยาบาลทั้งหมดได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะต้องใช้ทีมงาน 5–6 คน

2

ไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า — ใช้งานได้ทุกมุมโรงพยาบาล

เครื่องยนต์เบนซิน 2-สตรอก 72.3cc ทำให้ไม่ต้องมีสายไฟพ่วง สามารถพ่นได้ทุกพื้นที่ ทั้งลานจอดรถ ทางลาดฉุกเฉิน พื้นที่รับขยะติดเชื้อ สวนรอบอาคาร และโซนที่ไม่มีเต้าเสียบไฟฟ้า ทำให้การฆ่าเชื้อครอบคลุมอย่างแท้จริง ไม่มีจุดบอด

3

ละอองฝอย ULV เข้าถึงทุกซอกมุม — ฆ่าเชื้อได้จริง 100%

ระบบ ULV (Ultra-Low Volume) สร้างละอองฝอยขนาดเล็กมาก ล่องลอยในอากาศได้นานและสามารถเข้าถึงซอกมุม ใต้เก้าอี้รอตรวจ ราวจับทางเดิน และพื้นผิวที่สเปรย์มือกดธรรมดาไปไม่ถึง ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

4

ประหยัดน้ำยาฆ่าเชื้อ — ลดต้นทุนได้จริง 30–50%

เทคโนโลยี ULV ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในปริมาณน้อยกว่าสเปรย์ทั่วไปถึง 3–5 เท่า แต่ได้พื้นที่ครอบคลุมมากกว่า เพราะละอองมีขนาดเล็กและกระจายตัวดีกว่า โรงพยาบาลที่ใช้ Solo Port 423 สามารถลดค่าใช้จ่ายน้ำยาได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้งบประมาณคงเหลือสำหรับส่วนอื่นๆ

5

พ่นได้ทั้งน้ำยาและผง — อเนกประสงค์สำหรับทุกสถานการณ์

Solo Port 423 รองรับทั้งน้ำยาฆ่าเชื้อแบบเหลว (ULV liquid) และสารกำจัดแมลงแบบผง/เม็ด (powder/granule) ทำให้โรงพยาบาลสามารถใช้เครื่องเดียวสำหรับทั้งฆ่าเชื้อพื้นผิว กำจัดยุงพาหะไข้เลือดออก และควบคุมแมลงรบกวนในพื้นที่โรงพยาบาล

6

แบรนด์ SOLO เยอรมัน — ทนทาน เชื่อถือได้ สำหรับงานราชการ

SOLO เป็นแบรนด์เครื่องพ่นชั้นนำจากประเทศเยอรมนีที่ใช้งานในองค์กรสาธารณสุขและหน่วยงานรัฐบาลทั่วโลก วัสดุและชิ้นส่วนผ่านมาตรฐานยุโรป อายุการใช้งานยาวนาน มีอะไหล่และบริการหลังการขายจาก WHD ในประเทศไทย เหมาะสำหรับการจัดซื้อเป็น ครุภัณฑ์ราชการ ที่ต้องใช้งานระยะยาว

7

น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย — ลดความเหนื่อยล้าของเจ้าหน้าที่

น้ำหนักเครื่องแห้ง ~12 กก. พร้อมสายสะพายหลังที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ ลดแรงกด กระจายน้ำหนักสม่ำเสมอ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยล้าเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม และลดความเสี่ยงการบาดเจ็บจากการทำงาน

8

พร้อมใช้งานฉุกเฉินทันที — ไม่ต้องรอผู้รับเหมา

เมื่อเกิดการระบาดหรือพบผู้ป่วยโรคติดต่อในโรงพยาบาล เวลาคือทุกสิ่ง Solo Port 423 สตาร์ทพร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องรอนัดหมายกับบริษัทเอกชน ทำให้ฝ่ายบริหารโรงพยาบาลมีอำนาจการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในมือตลอดเวลา

9

รองรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ — ครุภัณฑ์ที่คุ้มค่า

Solo Port 423 เป็นครุภัณฑ์ที่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อายุการใช้งานที่ยาวนานและมูลค่าที่เหมาะสมทำให้เป็น ครุภัณฑ์ที่คุ้มค่าการลงทุน ในระยะยาว เทียบกับค่าบริการจ้างเอกชนที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี

10

สร้างความเชื่อมั่นในชุมชน — โรงพยาบาลที่ใส่ใจความปลอดภัย

การที่ชุมชนเห็นว่าโรงพยาบาลมีอุปกรณ์ฆ่าเชื้อที่ทันสมัยและใช้งานอย่างสม่ำเสมอ สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจในบริการสาธารณสุข ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการที่ผู้ป่วยจะมารับบริการตามนัดและไม่หลีกเลี่ยงการรักษา ส่งผลดีต่อสุขภาพชุมชนในระยะยาว

ก่อน vs หลัง ใช้ Solo Port 423 ที่โรงพยาบาลชุมชน

BEFORE — ก่อนใช้ Solo Port 423

  • พนักงาน 3 คน ใช้เวลา 5 ชั่วโมง ครอบคลุมได้เพียง 40% ของพื้นที่
  • ค่าน้ำยาฆ่าเชื้อ 8,000 บาท/สัปดาห์
  • บริเวณจอดรถพยาบาลและทางลาดฉุกเฉินถูกข้ามทุกวัน
  • พนักงานเหนื่อยล้า ปวดหลังจากการยกถัง
  • ต้องจ้างบริษัทเอกชนเพิ่ม เดือนละ 15,000 บาท
  • มีรายงานการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล 3 กรณีในรอบ 6 เดือน

AFTER — หลังใช้ Solo Port 423 ครบ 3 เดือน

  • พนักงาน 1 คน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ได้ 100%
  • ค่าน้ำยาฆ่าเชื้อลดลงเหลือ 4,500 บาท/สัปดาห์ (ประหยัด 44%)
  • ทุกพื้นที่ รวมทั้งโซนเสี่ยงสูงถูกฆ่าเชื้อครบทุกวัน
  • พนักงานรายงานว่าทำงานสบายขึ้น ไม่เหนื่อยเกินไป
  • ยกเลิกสัญญาจ้างบริษัทเอกชน ประหยัด 180,000 บาท/ปี
  • ไม่มีรายงาน HAI ใน 3 เดือนหลังการใช้งาน

ผลลัพธ์รวม: ประหยัดงบประมาณ 180,000+ บาท/ปี พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์อย่างยั่งยืน

เสียงจากผู้บริหารโรงพยาบาลที่ใช้ Solo Port 423 จริง

"ตอนแรกผมก็ลังเลเหมือนกันว่าจะคุ้มไหมกับการลงทุน แต่พอใช้จริงๆ ถึงบางอ้อเลย โรงพยาบาลเรามีพื้นที่รวม 15,000 ตร.ม. เดิมต้องใช้คน 4 คน ใช้เวลาเกือบทั้งวัน แต่พอมี Solo Port 423 คนเดียวก็จัดการได้ภายในช่วงเช้า พอบ่ายก็พร้อมรับผู้ป่วยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกพื้นที่ถูกฆ่าเชื้อครบ ไม่มีจุดที่ถูกข้ามอีกแล้ว และตัวเลขการติดเชื้อภายในก็ลดลงอย่างชัดเจน คุ้มค่ากว่าที่คิดไว้มากครับ"

นายแพทย์ประสิทธิ์ แก้วมณี

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

แหล่งอ้างอิงและมาตรฐานสากลด้านการควบคุมเชื้อโรคในโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) — Solo Port 423 สำหรับโรงพยาบาล

Q1: Solo Port 423 ต้องใช้ใบอนุญาตพิเศษในการใช้งานในโรงพยาบาลหรือไม่?

A: ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตพิเศษสำหรับตัวเครื่อง แต่น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ควรได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และผู้ใช้งานควรผ่านการอบรมการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) WHD มีบริการฝึกอบรมการใช้งานให้กับบุคลากรโรงพยาบาล

Q2: สามารถใช้พ่นในขณะที่มีผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่ได้หรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับน้ำยาที่ใช้ สำหรับพื้นที่ที่มีคนอยู่ควรเลือกน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยสำหรับการสูดดม เช่น สารประกอบ Quaternary Ammonium ความเข้มข้นเจือจาง ส่วนน้ำยาที่ต้องหลีกเลี่ยงการสูดดมควรพ่นในพื้นที่ว่างคนก่อนเปิดให้บริการ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตน้ำยาอย่างเคร่งครัด

Q3: Solo Port 423 เหมาะสำหรับการจัดซื้อในโครงการใดของราชการบ้าง?

A: Solo Port 423 เหมาะสำหรับการจัดซื้อเป็นครุภัณฑ์การแพทย์/ครุภัณฑ์สาธารณสุข ภายใต้งบลงทุนของโรงพยาบาลหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สามารถจัดซื้อผ่านระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง WHD สามารถออกใบเสนอราคา ใบส่งสินค้า และเอกสารประกอบการจัดซื้อจัดจ้างได้ครบถ้วน

Q4: ค่าบำรุงรักษาและอะไหล่มีต้นทุนสูงแค่ไหน?

A: Solo Port 423 ออกแบบมาเพื่อความทนทานในงานหนัก ค่าบำรุงรักษาหลักคือการเปลี่ยนหัวเทียน ฟิลเตอร์อากาศ และน้ำมันเครื่องตามระยะเวลา ซึ่งเป็นอะไหล่ราคาประหยัดที่ WHD มีในสต็อก WHD ให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาในประเทศไทย ทำให้ไม่ต้องส่งซ่อมต่างประเทศ

Q5: มีการฝึกอบรมการใช้งานสำหรับบุคลากรโรงพยาบาลหรือไม่?

A: มี WHD จัดการฝึกอบรมการใช้งาน Solo Port 423 ให้กับบุคลากรโรงพยาบาลทั้งในรูปแบบ On-site Training ณ โรงพยาบาล และการสาธิตในศูนย์ฝึกอบรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268

Q6: Solo Port 423 ต่างจากเครื่องพ่นยุงธรรมดาอย่างไร?

A: Solo Port 423 มีกำลังเครื่องยนต์สูงกว่า (72.3cc, 4.1 HP) มีปริมาณอากาศที่พ่นออกมาสูงกว่ามาก ทำให้ระยะพ่นไกลกว่าและครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างกว่า นอกจากนี้ยังรองรับทั้งน้ำยาเหลวและสารผง ทำให้อเนกประสงค์กว่าเครื่องพ่นยุงทั่วไปที่รองรับได้เฉพาะน้ำยาเหลว

สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องจาก World Health Disinfection

พร้อมยกระดับมาตรฐานการฆ่าเชื้อโรงพยาบาลของคุณแล้วหรือยัง?

Solo Port 423 พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมการติดเชื้อที่มีประสิทธิภาพของโรงพยาบาลคุณ
ติดต่อ WHD วันนี้เพื่อขอใบเสนอราคาและเอกสารสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

โทรศัพท์: 065-556-6294
LINE Official: @whd268
เว็บไซต์: worldhealthdisinfection.com

Solo Port 423 เครื่องพ่นละอองฝอยสะพายหลัง | ฆ่าเชื้อโรงพยาบาล | เครื่องพ่นหมอกควัน ULV | ควบคุมโรคในโรงพยาบาล | เครื่องพ่นยาสะพายหลัง SOLO Germany | World Health Disinfection Thailand

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้