บ้านปิดทิ้ง 2 ปีไปทำงานต่างประเทศ กลับมาเจอกลิ่นอับ-เชื้อราทุกห้อง บริการอบโอโซน WHD รีเซ็ตบ้านทั้งหลัง พร้อมเข้าอยู่ใน 1 วัน

Last updated: 4 มิ.ย. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริการอบโอโซนดับกลิ่นสี

บริการอบโอโซน รีเซ็ตบ้านที่ปิดทิ้งไว้ 2 ปี — เรื่องจริงของบ้านที่กลิ่นอับและเชื้อราเข้ายึดทุกห้อง

ถ้าคุณเคยต้องปิดบ้านทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ว่าจะไปทำงานต่างประเทศ ไปเรียนต่อ หรือย้ายไปดูแลครอบครัวที่ต่างจังหวัด คุณอาจคิดว่า "บ้านปิดไว้เฉย ๆ ไม่มีใครใช้ จะสกปรกได้อย่างไร" แต่ความจริงที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเจอเมื่อกลับมาเปิดประตูอีกครั้งคือ กลิ่นอับเหม็นตึ๊บที่ลอยมาปะทะหน้าตั้งแต่ก้าวแรก เชื้อราดำ ๆ เขียว ๆ ขึ้นเป็นดวงตามผนัง ตู้เสื้อผ้า และที่นอน อากาศในบ้านที่หายใจแล้วจาม คันตา แสบจมูก เหมือนบ้านทั้งหลังกลายเป็นกล่องเพาะเชื้อขนาดยักษ์ นี่คือเรื่องราวจริงของเจ้าของบ้านท่านหนึ่ง และคำตอบที่ช่วยให้เธอได้บ้านกลับคืนมาภายในวันเดียวด้วย บริการอบโอโซน

ปิดบ้าน 2 ปีไปประจำสิงคโปร์ — วันที่กลับมาเปิดประตูแล้วใจหาย

คุณพิมพ์ชนก อายุ 38 ปี เป็นผู้จัดการฝ่ายการเงินของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง เมื่อสองปีก่อนเธอได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต คือการย้ายไปประจำสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ ก็อยากได้ เงินเดือนดีขึ้น โปรไฟล์ดีขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เธอกังวลคือบ้านเดี่ยว 2 ชั้นย่านรังสิตที่เพิ่งผ่อนมาได้ครึ่งทาง บ้านหลังแรกในชีวิตที่เธอตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์เองทุกชิ้น

ก่อนเดินทาง เธอทำทุกอย่างตามที่คิดว่าถูกต้อง ทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ คลุมโซฟาและที่นอนด้วยผ้าคลุมกันฝุ่น เก็บเสื้อผ้าที่ไม่ได้นำไปด้วยใส่ตู้ให้เรียบร้อย ปิดวาล์วน้ำ ตัดเบรกเกอร์บางส่วน ล็อกประตูหน้าต่างทุกบาน แล้วฝากญาติให้แวะมาดูบ้านเดือนละครั้ง ซึ่งญาติก็แวะมาจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นการขับรถผ่านมาดูว่าประตูรั้วยังเรียบร้อยดีหรือไม่ ไม่ได้เข้าไปเปิดบ้านระบายอากาศ เพราะใคร ๆ ก็คิดว่าบ้านที่ปิดสนิทคือบ้านที่ปลอดภัยที่สุด

สองปีผ่านไป สัญญาที่สิงคโปร์ครบกำหนด เธอบินกลับมาพร้อมกระเป๋าเดินทางสี่ใบและความตื่นเต้นที่จะได้นอนบ้านตัวเองอีกครั้ง แต่วินาทีที่บิดกุญแจเปิดประตูหน้าบ้าน สิ่งแรกที่พุ่งเข้าใส่ไม่ใช่ความอบอุ่นของบ้าน แต่เป็นกลิ่นอับชื้นหนัก ๆ เหมือนเปิดห้องใต้ดินเก่า ๆ ที่ไม่มีใครเข้าไปหลายสิบปี กลิ่นเหมือนผ้าเปียกหมักทิ้งไว้ผสมกลิ่นดินชื้น ๆ เธอยืนอยู่หน้าประตูอยู่พักใหญ่เพราะไม่กล้าหายใจลึก ๆ

เมื่อเดินสำรวจทีละห้อง ภาพที่เห็นทำให้ใจหายยิ่งกว่ากลิ่น ผนังห้องนั่งเล่นฝั่งทิศเหนือมีคราบเชื้อราสีดำขึ้นเป็นดวง ๆ ลามเป็นแนวยาว วอลเปเปอร์ห้องนอนใหญ่ขึ้นราเป็นจุดสีเขียวอมเทา เปิดตู้เสื้อผ้าบานแรกแล้วต้องถอยหลังหนึ่งก้าว เพราะกลิ่นอับพุ่งออกมาแรงมาก เสื้อสูทตัวโปรดมีราขาวขึ้นเป็นฝ้าบนไหล่ กระเป๋าหนังขึ้นราเป็นขุย ที่นอนที่คลุมผ้าไว้อย่างดีก็ยังมีคราบเหลืองและจุดราดำซึมขึ้นมาจากความชื้นสะสม ผ้าม่านทุกห้องมีกลิ่นเหม็นอับฝังแน่นจนเอามือจับแล้วกลิ่นติดมือ

ที่แย่ที่สุดคืออากาศในบ้าน คืนแรกเธอพยายามนอนที่ห้องรับแขกชั้นล่างที่ดูสภาพดีที่สุด แต่นอนได้ไม่ถึงชั่วโมงก็จามไม่หยุด คันตา น้ำมูกไหล แน่นจมูกจนหายใจไม่สะดวก สุดท้ายต้องลากกระเป๋าออกไปนอนโรงแรมใกล้บ้าน คืนละพันกว่าบาท ทั้งที่บ้านตัวเองอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร

ทำไมบ้านที่ปิดสนิทถึงกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา — และราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด

หลายคนเข้าใจผิดว่าบ้านที่ปิดมิดชิดจะสะอาดเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง บ้านที่ไม่มีการระบายอากาศเลยคือสภาพแวดล้อมในฝันของเชื้อรา ประเทศไทยมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์เกือบทั้งปี เมื่อบ้านปิดสนิท ความชื้นจากอากาศ จากใต้พื้น จากผนังปูนที่ดูดซับน้ำฝนในหน้าฝน จะสะสมอยู่ภายในโดยไม่มีทางออก อุณหภูมิในบ้านปิดที่ร้อนอบอ้าวตอนกลางวันและเย็นลงตอนกลางคืนทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำซ้ำ ๆ ทุกวัน กลายเป็นวงจรความชื้นที่หล่อเลี้ยงเชื้อราตลอด 730 วัน

สปอร์เชื้อราเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มีขนาดเล็กเพียง 2-10 ไมครอน ลอยอยู่ในอากาศได้นาน และแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่ ทั้งในเส้นใยผ้า ในรูพรุนของไม้ ในที่นอน ใต้พรม หลังตู้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนในแนวทางคุณภาพอากาศภายในอาคารเรื่องความชื้นและเชื้อราว่า การอาศัยอยู่ในอาคารที่ชื้นและมีเชื้อรา เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อทางเดินหายใจ และการกำเริบของโรคหืดอย่างมีนัยสำคัญ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ WHO Guidelines for Indoor Air Quality: Dampness and Mould) ส่วนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็เตือนเรื่องอันตรายของเชื้อราในบ้านอับชื้นและบ้านหลังน้ำท่วมมาโดยตลอด ว่าสปอร์เชื้อราเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ และการติดเชื้อในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (ดูข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข)

บัญชีความเสียหายที่คุณพิมพ์ชนกนั่งคำนวณแล้วปวดใจ

ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการเงิน สิ่งแรกที่เธอทำหลังตั้งสติได้คือเปิดสเปรดชีตแล้วประเมินความเสียหาย ตัวเลขที่ออกมาทำให้เธอนอนไม่หลับยิ่งกว่ากลิ่นอับ

  • ที่นอน 6 ฟุตพร้อมท็อปเปอร์: ถ้าต้องทิ้งแล้วซื้อใหม่ ประมาณ 35,000-60,000 บาท
  • โซฟาผ้าตัวแอล: ขึ้นราที่เบาะและกลิ่นฝังลึก เปลี่ยนใหม่ราว 45,000 บาท
  • ตู้เสื้อผ้าบิลท์อินที่ราขึ้นด้านใน: รื้อทำใหม่ไม่ต่ำกว่า 80,000 บาท
  • ทาสีใหม่และแก้วอลเปเปอร์ที่ขึ้นราทั้งหลัง: ช่างประเมิน 60,000-90,000 บาท
  • เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าหนังที่ขึ้นรา: มูลค่ารวมหลายหมื่นบาท บางชิ้นเป็นของที่ระลึกแทนใจที่ตีราคาไม่ได้
  • ค่าโรงแรมระหว่างที่บ้านยังอยู่ไม่ได้: คืนละ 1,200 บาท คูณจำนวนวันที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่

รวมแล้วถ้าเลือกเส้นทาง "ทิ้งของเก่า ทำใหม่หมด" ค่าใช้จ่ายทะลุ 250,000-300,000 บาทแบบไม่ต้องสงสัย และยังไม่นับต้นทุนที่แพงที่สุดคือ "เวลา" เพราะเธอต้องรายงานตัวเข้าทำงานที่สำนักงานกรุงเทพภายในสองสัปดาห์ ไม่มีเวลามานั่งคุมช่างเป็นเดือน ๆ และอีกอย่างที่เงินซื้อไม่ได้คือสุขภาพ อาการจามและคันตาของเธอชัดเจนว่าเกิดจากสปอร์เชื้อราในอากาศ ซึ่งถ้าฝืนเข้าไปอยู่ทั้งที่อากาศยังเต็มไปด้วยสปอร์ ภูมิแพ้อาจลุกลามกลายเป็นหอบหืดเรื้อรัง ความเครียดสะสมจนเธอเริ่มคิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่า "หรือควรขายบ้านหลังนี้ทิ้งไปเลย"

วิธีแก้แบบบ้าน ๆ ที่เธอลองแล้ว…และล้มเหลวทั้งหมด

ก่อนจะเจอทางออกที่ถูกต้อง คุณพิมพ์ชนกลองทุกวิธีที่อินเทอร์เน็ตและคนรอบตัวแนะนำ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมแต่ละวิธีถึงไม่ได้ผลกับบ้านที่ปิดมานานถึง 2 ปี

1. เปิดบ้านระบายอากาศหลายวัน — กลิ่นจางลงแค่ชั่วคราว

เธอเปิดประตูหน้าต่างทุกบาน เปิดพัดลมเป่าทั้งวันติดต่อกัน 4 วันเต็ม กลิ่นในห้องโถงดูเหมือนจะดีขึ้น แต่พอปิดบ้านตอนเย็นแล้วกลับมาเปิดตอนเช้า กลิ่นอับเดิมก็กลับมาเหมือนไม่เคยหายไปไหน เพราะกลิ่นไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศเฉย ๆ แต่ฝังอยู่ในเส้นใยผ้าม่าน ที่นอน โซฟา ผนังปูน และเนื้อไม้ทุกชิ้นในบ้าน ลมพัดได้แค่อากาศ แต่พัดเอากลิ่นที่ฝังในวัสดุออกมาไม่ได้ และที่สำคัญ ต้นตอคือโคโลนีเชื้อราที่ยังมีชีวิตและปล่อยทั้งสปอร์และสารระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นอับออกมาใหม่ตลอดเวลา

2. เช็ดน้ำยาฆ่าเชื้อราเฉพาะจุด — ฆ่าได้แค่ที่ตาเห็น

เธอซื้อน้ำยาขจัดเชื้อรามาขัดผนังจุดที่เห็นราดำ ใส่หน้ากาก ใส่ถุงมือ ขัดจนแขนล้า คราบดำบนผนังจางลงจริง แต่ปัญหาคือสิ่งที่ตาเห็นเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง สปอร์เชื้อรานับล้านยังลอยอยู่ในอากาศ เกาะอยู่หลังตู้ ใต้เตียง ในซอกที่นอน ในท่อแอร์ บนฝ้าเพดาน ในจุดที่มือและน้ำยาเข้าไม่ถึง ขัดวันนี้ อีกสองสัปดาห์ราก็ขึ้นจุดใหม่ เหมือนเล่นเกมตีตัวตุ่นที่ไม่มีวันจบ แถมการขัดถูยังทำให้สปอร์ฟุ้งกระจายขึ้นไปในอากาศมากกว่าเดิม อาการจามของเธอแย่ลงอย่างชัดเจนในวันที่ขัดผนัง

3. จ้างแม่บ้านทำความสะอาดครั้งใหญ่ — สะอาดแค่ผิว

เธอจ้างทีมแม่บ้านมืออาชีพมาทำความสะอาดแบบ Big Cleaning เต็มวัน เสียเงินไปอีกหลายพันบาท บ้านดูสะอาดตาขึ้นมาก ฝุ่นหาย พื้นเงา แต่กลิ่นอับยังอยู่ครบ และอาการจาม-คันตาเวลาอยู่ในบ้านก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย เพราะไม้ถูพื้นและผ้าเช็ดทำความสะอาดจัดการได้แค่พื้นผิวที่เอื้อมถึง แต่จัดการอากาศทั้งบ้านที่เต็มไปด้วยสปอร์ไม่ได้ จัดการกลิ่นที่ฝังในที่นอนหนา 10 นิ้วไม่ได้ และฆ่าเชื้อราที่ฝังรากในรูพรุนของผนังปูนก็ไม่ได้

ซักผ้าม่านและเสื้อผ้าก็เช่นกัน เธอส่งผ้าม่านไปซักที่ร้าน ส่งเสื้อผ้าซักแห้ง บางตัวกลิ่นดีขึ้น แต่หลายตัวกลับมาพร้อมกลิ่นอับจาง ๆ ที่ยังติดอยู่ และพอนำกลับมาแขวนในตู้เดิมที่ยังมีสปอร์ ไม่กี่วันกลิ่นเดิมก็กลับมา เธอเริ่มเข้าใจความจริงข้อสำคัญ: ปัญหาของบ้านปิดนานไม่ใช่ความสกปรกที่มองเห็น แต่คือเชื้อราและสปอร์ที่อยู่ในอากาศและฝังในทุกอณูของวัสดุ ซึ่งต้องการวิธีฆ่าเชื้อที่เข้าถึงได้ทุกอณูเช่นเดียวกัน

จุดเปลี่ยน: บริการอบโอโซนจาก World Health Disinfection — เทคโนโลยีที่โรงพยาบาลและโรงแรม 5 ดาวไว้วางใจ

คืนหนึ่งระหว่างนอนโรงแรม เธอค้นข้อมูลจนไปเจอคำว่า "อบโอโซนฆ่าเชื้อ" และพบว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวใช้วิธีนี้รีเซ็ตห้องพักที่มีกลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นอับฝังลึก ส่วนโรงพยาบาลใช้อบฆ่าเชื้อห้องผู้ป่วย เธอจึงติดต่อ บริการอบโอโซนสำหรับบ้านพักอาศัยของ World Health Disinfection (WHD) ผู้ให้บริการฆ่าเชื้อมืออาชีพที่ดูแลทั้งโรงพยาบาล โรงแรม สำนักงาน และบ้านพักอาศัยทั่วประเทศ

ทีมงาน WHD เข้ามาประเมินหน้างานก่อน เดินดูทุกห้อง แล้วอธิบายให้เธอฟังแบบเข้าใจง่ายว่า โอโซน (O₃) คือก๊าซออกซิเจน 3 อะตอมที่มีอำนาจออกซิเดชันสูงมาก เมื่ออบเข้าไปในบ้านที่ปิดสนิท ก๊าซจะกระจายไปทุกลูกบาศก์เซนติเมตรของอากาศ แทรกซึมเข้าไปในตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง ในเส้นใยผ้าม่าน ในรูพรุนของที่นอนและผนัง เข้าไปทำลายผนังเซลล์ของเชื้อรา สปอร์ แบคทีเรีย และไวรัสโดยตรง พร้อมทั้งออกซิไดซ์โมเลกุลของกลิ่นอับให้สลายตัว ไม่ใช่แค่กลบกลิ่นแบบสเปรย์ปรับอากาศ และเมื่อเสร็จงาน โอโซนจะสลายกลับเป็นออกซิเจน (O₂) ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างใด ๆ ในบ้าน ปลอดภัยสำหรับครอบครัวที่จะเข้าอยู่

สิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจคือมาตรฐานของอุปกรณ์และผลทดสอบ WHD ใช้เครื่อง Master Ozone Generator เครื่องผลิตโอโซนระดับมืออาชีพกำลังสูง ที่มีผลทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อสูงถึง 99.99% รับรองโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันทดสอบระดับโลก Intertek ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่เครื่องโอโซนตัวเล็กตามท้องตลาดที่กำลังไม่เพียงพอสำหรับบ้านทั้งหลัง ใครสนใจรายละเอียดเชิงเทคนิคของตัวเครื่อง อ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้า เครื่องโอโซนฆ่าเชื้อ ของ WHD

10 เหตุผลที่บริการอบโอโซนของ WHD คือคำตอบของบ้านปิดนาน มีเชื้อราและกลิ่นอับ

  1. ฆ่าเชื้อรา สปอร์ แบคทีเรีย ไวรัสในอากาศได้ถึง 99.99% — ยืนยันด้วยผลทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่คำโฆษณาลอย ๆ
  2. เป็นก๊าซจึงเข้าถึงทุกซอกที่มือและน้ำยาเข้าไม่ถึง — ในตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง หลังตู้ ในเส้นใยผ้าม่าน ในรูพรุนของที่นอนและผนัง จุดที่การเช็ดถูทำไม่ได้เลย
  3. สลายโมเลกุลกลิ่นอับที่ต้นเหตุ ไม่ใช่กลบกลิ่น — โอโซนออกซิไดซ์สารระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นอับ กลิ่นเชื้อรา กลิ่นบุหรี่ กลิ่นสัตว์เลี้ยง ให้สลายตัวอย่างถาวร
  4. ไร้สารเคมีตกค้าง 100% — เมื่อจบกระบวนการ โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ ไม่ต้องล้าง ไม่ต้องเช็ดตาม ปลอดภัยต่อเด็กและผู้สูงอายุ
  5. ช่วยรักษาเฟอร์นิเจอร์มูลค่าหลักแสนไว้ได้ — ที่นอน โซฟา ตู้บิลท์อิน เสื้อผ้า ไม่ต้องทิ้งแล้วซื้อใหม่ ประหยัดเงินได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการรีโนเวต
  6. จบงานเร็ว พร้อมเข้าอยู่ภายใน 1 วัน — เหมาะกับคนที่ต้องรีบกลับเข้าทำงาน ไม่ต้องคุมช่างเป็นเดือน อบเสร็จ ระบายอากาศตามมาตรฐาน แล้วเข้าอยู่ได้เลย
  7. มาตรฐานเดียวกับที่โรงพยาบาลและโรงแรม 5 ดาวใช้ — WHD ให้บริการฆ่าเชื้อสถานพยาบาล โรงแรม และองค์กรชั้นนำ บ้านของคุณจะได้รับมาตรฐานระดับเดียวกัน
  8. ทีมงานมืออาชีพ ควบคุมความปลอดภัยทุกขั้นตอน — คำนวณความเข้มข้นและเวลาอบตามขนาดพื้นที่จริง ปิดกั้นพื้นที่ระหว่างอบ และตรวจสอบก่อนส่งมอบบ้าน
  9. ลดความเสี่ยงสุขภาพจากสปอร์เชื้อรา — อากาศที่สะอาดขึ้นช่วยลดอาการภูมิแพ้ จาม คันตา และความเสี่ยงโรคหืดตามที่ WHO เตือนไว้เรื่องอาคารชื้นและเชื้อรา
  10. ครอบคลุมทั้งหลังในราคาคุ้มค่า — เทียบกับค่าทาสีใหม่ ค่าเฟอร์นิเจอร์ใหม่ หรือค่ารักษาภูมิแพ้เรื้อรัง บริการอบโอโซนคือการลงทุนที่ถูกที่สุดในการได้บ้านกลับคืนมา

Before / After — บ้านหลังเดิมที่เหมือนได้บ้านใหม่

ก่อนอบโอโซน

  • กลิ่นอับเหม็นตึ๊บฝังทุกห้อง เปิดประตูแล้วต้องกลั้นหายใจ
  • เชื้อราดำ-เขียวขึ้นผนัง วอลเปเปอร์ ตู้เสื้อผ้า และที่นอน
  • เสื้อผ้า ผ้าม่าน โซฟา มีกลิ่นเหม็นอับซักแล้วก็ไม่หาย
  • อยู่ในบ้านแล้วจามไม่หยุด คันตา แน่นจมูก ต้องหนีไปนอนโรงแรม
  • ประเมินค่าทิ้งเฟอร์นิเจอร์ ทาสี รีโนเวตใหม่ ทะลุ 250,000 บาท

หลังอบโอโซนกับ WHD เพียง 1 วัน

  • กลิ่นอับหายไปทั้งหลัง อากาศโปร่งสะอาดเหมือนบ้านเพิ่งสร้างเสร็จ
  • เชื้อราและสปอร์ในอากาศถูกกำจัด 99.99% ราไม่กลับมาขึ้นซ้ำที่จุดเดิม
  • ตู้เสื้อผ้า ที่นอน โซฟา ผ้าม่าน กลิ่นสะอาด ใช้งานต่อได้ ไม่ต้องทิ้ง
  • นอนในบ้านได้ทั้งคืนโดยไม่จาม ไม่คันตา หายใจโล่ง
  • จ่ายเพียงเศษเสี้ยวของค่ารีโนเวต และเข้าอยู่ได้ภายใน 1 วัน

เสียงจริงจากคุณพิมพ์ชนก หลังใช้บริการอบโอโซน

"ตอนแรกคิดว่าต้องทิ้งที่นอน ทิ้งโซฟา ทาสีใหม่ทั้งหลัง เตรียมใจจ่ายเป็นแสนแล้วค่ะ ทีม WHD เข้ามาประเมินแล้วอบโอโซนทั้งหลังให้ ใช้เวลาเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้นเดินเข้าบ้านแล้วแทบไม่เชื่อ กลิ่นอับที่เคยตึ๊บอยู่ทุกห้องหายไปจริง ๆ เปิดตู้เสื้อผ้าได้โดยไม่ต้องถอยหนี คืนแรกที่ได้นอนห้องนอนตัวเองในรอบสองปี นอนหลับสนิทไม่จามเลยสักครั้ง น้ำตาจะไหล ถ้ารู้ว่ามีบริการแบบนี้คงโทรตั้งแต่วันแรกที่กลับถึงไทย ประหยัดทั้งค่าโรงแรมและไม่ต้องทิ้งของรักของหวงสักชิ้น"

— คุณพิมพ์ชนก อายุ 38 ปี ผู้จัดการฝ่ายการเงิน เจ้าของบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ย่านรังสิต

นอกจากบ้านที่ปิดทิ้งไว้นาน บริการอบโอโซนยังเหมาะกับบ้านหลังน้ำท่วม ห้องที่มีกลิ่นบุหรี่ฝังลึก คอนโดปล่อยเช่าที่ต้องรีเซ็ตก่อนผู้เช่าใหม่เข้าอยู่ รถยนต์ และห้องผู้ป่วย ดูภาพรวมบริการได้ที่ บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อของ WHD และถ้าต้องการฆ่าเชื้อโรคแบบครบวงจรทั้งพ่นน้ำยาและอบโอโซน ดูได้ที่ บริการฆ่าเชื้อโรคครบวงจร

อย่าปล่อยให้เชื้อราและกลิ่นอับยึดบ้านของคุณต่อไปอีกวัน

บ้านปิดนาน บ้านหลังน้ำท่วม กลิ่นอับฝังลึก เชื้อราขึ้นทุกห้อง — ทีมงาน WHD พร้อมเข้าประเมินหน้างานและรีเซ็ตบ้านทั้งหลังให้คุณ ฆ่าเชื้อ 99.99% พร้อมเข้าอยู่ภายใน 1 วัน

ดูบริการและราคา คลิกที่นี่

โทรเลย: 065-556-6294  |  LINE: @whd268

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับบริการอบโอโซนบ้านปิดนาน

Q1: บ้านปิดทิ้งไว้ 2 ปี ต้องอบโอโซนกี่รอบถึงจะหายกลิ่นอับ?

ส่วนใหญ่บ้านพักอาศัยทั่วไปใช้การอบเข้มข้นรอบเดียวต่อโซน โดยทีมงานจะคำนวณความเข้มข้นของโอโซนและระยะเวลาอบตามขนาดพื้นที่และความรุนแรงของกลิ่น กรณีกลิ่นฝังลึกมากเป็นพิเศษ ทีมงานจะแจ้งแผนการอบเสริมให้ทราบตั้งแต่ตอนประเมินหน้างาน

Q2: อบโอโซนแล้วปลอดภัยจริงไหม มีสารตกค้างหรือเปล่า?

ปลอดภัย เพราะโอโซนเป็นก๊าซที่ไม่เสถียร เมื่อจบกระบวนการจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างบนพื้นผิวหรือในอากาศ ระหว่างอบคนและสัตว์เลี้ยงต้องออกจากพื้นที่ และทีมงาน WHD จะระบายอากาศพร้อมตรวจสอบก่อนส่งมอบบ้านให้เข้าอยู่

Q3: ต้องขนเฟอร์นิเจอร์หรือเสื้อผ้าออกจากบ้านก่อนอบไหม?

ไม่ต้อง และไม่ควรขนออกด้วย เพราะจุดเด่นของโอโซนคือการแทรกซึมเข้าไปฆ่าเชื้อและสลายกลิ่นในเฟอร์นิเจอร์ ที่นอน ผ้าม่าน และเสื้อผ้าในตู้ แนะนำให้เปิดบานตู้และลิ้นชักทิ้งไว้เพื่อให้ก๊าซเข้าถึงได้เต็มที่ ส่วนต้นไม้ในบ้านควรย้ายออกชั่วคราว

Q4: ใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะกลับเข้าอยู่ได้?

บ้านเดี่ยวขนาดทั่วไปใช้เวลาอบและระบายอากาศรวมแล้วไม่เกิน 1 วัน คุณสามารถกลับเข้าอยู่ได้ภายในวันเดียวกันหรือเช้าวันรุ่งขึ้น เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศและต้องรีบเข้าทำงาน

Q5: ราคาบริการอบโอโซนทั้งหลังแพงไหม?

ค่าบริการขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความรุนแรงของปัญหา แต่เมื่อเทียบกับค่าทิ้งที่นอน-โซฟา-ตู้แล้วซื้อใหม่ หรือค่าทาสีรีโนเวตที่อาจทะลุหลักแสน บริการอบโอโซนถูกกว่าหลายเท่า สอบถามและขอใบเสนอราคาฟรีได้ที่โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

#บริการอบโอโซน  #กำจัดกลิ่นอับ  #กำจัดเชื้อรา  #บ้านปิดนาน  #อบโอโซนฆ่าเชื้อ  #รีเซ็ตบ้าน

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง: บริการอบโอโซน, อบโอโซนบ้าน, อบโอโซนฆ่าเชื้อ, กำจัดกลิ่นอับในบ้าน, กำจัดเชื้อราในบ้าน, บ้านปิดนานมีกลิ่นอับ, อบโอโซนกำจัดเชื้อรา, รับอบโอโซน, World Health Disinfection

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้