Last updated: 17 พ.ค. 2569 | 9 จำนวนผู้เข้าชม |
คุณเคยได้ยินชื่อ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) หรือไม่? ถ้ายัง วันนี้คุณต้องอ่านบทความนี้ให้จบ เพราะเชื้อโรคตัวนี้คือหนึ่งในภัยเงียบที่อันตรายที่สุดในปัจจุบัน ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 38% และเชื้อสามารถแพร่กระจายอยู่ในบ้านของคุณเองโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัว
เรื่องราวที่เราจะเล่าให้คุณฟังในวันนี้ ไม่ใช่นิยายแต่งขึ้น แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา เมื่อโลกกำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสฮันตาในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ตั้งแต่ที่มา อันตราย อาการ การติดต่อ ไปจนถึง โซลูชันที่ดีที่สุดในการป้องกัน ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อระดับโรงพยาบาล Chemgene HLD4H ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่าสามารถกำจัดไวรัสฮันตาได้ 99.99%
เมื่อต้นปี 2568 ครอบครัวคุณสมชาย (นามสมมติ) ที่อาศัยอยู่ในบ้านสวนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อคุณแม่วัย 62 ปี เริ่มมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวอย่างรุนแรง ทุกคนคิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่หลังจาก 5 วันผ่านไป อาการกลับทรุดหนัก หายใจลำบาก ปอดอักเสบรุนแรง จนต้องเข้าห้อง ICU
ผลตรวจในที่สุดออกมาว่า คุณแม่ติดเชื้อ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) ทีมแพทย์สอบสวนพบว่า บ้านของครอบครัวมีหนูเข้ามาทำรังในห้องเก็บของ และมูลหนูแห้งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ คุณแม่ที่ชอบทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ น่าจะสูดดมฝุ่นที่มีเชื้อไวรัสเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
แม้ทีมแพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่สุดท้าย คุณแม่ก็ไม่สามารถรอดชีวิตได้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาตระหนักว่า การฆ่าเชื้อในบ้านอย่างถูกวิธี สำคัญเพียงใด
ในสหรัฐอเมริกา ปี 2024 มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตาแล้วมากกว่า 800 ราย โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 38% หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ที่ติดเชื้อ ที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองสัมผัสกับเชื้อนี้ได้อย่างไร
นี่คือเหตุผลว่าทำไม ไวรัสฮันตา ถึงถูกเรียกว่าเป็น "นักฆ่าเงียบ" เพราะมันโจมตีคนที่ดูแลบ้านให้สะอาด อย่างคุณแม่ คุณยาย แม่บ้าน หรือผู้ที่ทำงานในโรงแรม โรงเรือน โกดังเก็บของ ฟาร์มสัตว์ และพื้นที่ที่หนูเข้าถึงได้
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นไวรัสในตระกูล Bunyaviridae ที่ค้นพบครั้งแรกในปี 1976 บริเวณแม่น้ำฮันตา ประเทศเกาหลีใต้ จึงเป็นที่มาของชื่อ ไวรัสนี้มีหนูเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะหนูสกุล Peromyscus ที่พบมากในธรรมชาติ
เชื้อไวรัสฮันตามีหลายสายพันธุ์ แต่ที่ก่อโรครุนแรงในมนุษย์ ได้แก่:
หลายคนคิดว่าไวรัสฮันตาเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือประเทศไทยพบเชื้อนี้แล้ว โดยเฉพาะสายพันธุ์ Seoul virus ที่อยู่ในหนูท่อ หนูบ้าน ที่อาศัยอยู่ในเมือง ผลสำรวจของกรมควบคุมโรคพบหนูที่มีเชื้อในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และเชียงใหม่
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) มีช่องทางการติดเชื้อที่หลากหลาย แต่ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหนูเป็นพาหะ:
นี่คือช่องทางหลักที่อันตรายที่สุด เมื่อมูลหนู ปัสสาวะหนู หรือน้ำลายหนูแห้งและกลายเป็นฝุ่น เมื่อมีการกวาดบ้าน ทำความสะอาดห้องเก็บของ หรือเปิดห้องที่ไม่ได้ใช้นาน ฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นในอากาศและถูกสูดเข้าไปในปอด
การจับต้องมูลหนู ซากหนู หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วเอามือมาสัมผัสปาก จมูก ตา ก็เป็นช่องทางการติดเชื้อได้
แม้จะพบได้น้อย แต่การถูกหนูที่มีเชื้อกัด สามารถทำให้ติดเชื้อได้
อาการในช่วงแรกของการติดเชื้อ ไวรัสฮันตา มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มองข้าม:
หลังจากผ่านระยะแรก อาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว:
Chemgene HLD4H คือน้ำยาฆ่าเชื้อสูตรพิเศษระดับโรงพยาบาล ผลิตในประเทศอังกฤษ ใช้ในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วโลกมาแล้วกว่า 30 ปี เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้รับการรับรองว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ครบทุกประเภท: