ลูกแรกเกิดมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หมอให้กลับบ้านได้แล้ว แต่บ้านเพิ่งน้ำท่วม จะเตรียมห้องอย่างไร? กำจัดเชื้อราและกลิ่นอับด้วยการอบโอโซนและพ่นฆ่าเชื้อ ก่อนรับลูกกลับบ้าน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ปี 2569

Last updated: 15 ต.ค. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ลูกแรกเกิดมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หมอให้กลับบ้านได้แล้ว แต่บ้านเพิ่งน้ำท่วม จะเตรียมห้องอย่างไร? กำจัดเชื้อราและกลิ่นอับด้วยการอบโอโซนและพ่นฆ่าเชื้อ ก่อนรับลูกกลับบ้าน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ปี 2569

ลูกแรกเกิดมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หมอให้กลับบ้านได้แล้ว แต่บ้านเพิ่งน้ำท่วม จะเตรียมห้องอย่างไร? กำจัดเชื้อราและกลิ่นอับด้วยการอบโอโซนและพ่นฆ่าเชื้อ ก่อนรับลูกกลับบ้าน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ปี 2569

หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้ให้ข้อมูลเรื่องการเตรียมสภาพแวดล้อมในบ้านหลังน้ำท่วมเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การดูแลทารกที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือโรคประจำตัว เช่น การให้นม ยา การสังเกตอาการ และวันกลับบ้าน ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของกุมารแพทย์และแพทย์โรคหัวใจเด็กที่ดูแลลูกเสมอ หากลูกหายใจเร็วหรือหอบ ตัวเขียว ดูดนมแล้วเหนื่อย ซึม หรือมีไข้ ให้ติดต่อโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

เรื่องเล่าจากหน้างาน: ห้องนอนที่เตรียมไว้รอลูกมาแปดเดือน

"คุณมิ้น" และ "คุณเอก" เป็นพ่อแม่มือใหม่ อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สามชั้นในซอยใกล้คลองแสนแสบ ย่านบ้านครัว เขตปทุมวัน ลูกสาวคนแรก "น้องข้าวหอม" เกิดมาพร้อมโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ต้องนอนโรงพยาบาลหลายสัปดาห์ ระหว่างนั้นฝนตกหนักติดกันและน้ำจากคลองเอ่อเข้าซอย ชั้นล่างของบ้านมีน้ำขังหลายวัน ห้องนอนลูกที่เตรียมไว้อยู่ชั้นสองจึงไม่โดนน้ำโดยตรง แต่ความชื้นจากชั้นล่างลอยขึ้นมาทั้งบ้าน

วันที่แพทย์บอกว่าน้องข้าวหอมอาการคงที่และเริ่มวางแผนกลับบ้านได้ คุณเอกกลับมาเปิดบ้านเพื่อเตรียมของ สิ่งที่เจอคือกลิ่นอับตั้งแต่ประตูหน้าบ้าน ผนังชั้นล่างมีคราบน้ำและจุดราดำ ที่บันไดมีกลิ่นโคลน และในห้องนอนลูกชั้นสอง ผ้าม่านมีจุดราเล็ก ๆ ที่ชายผ้า เปลไม้มีกลิ่นชื้น ที่นอนเด็กที่ยังห่อพลาสติกอยู่ก็มีฝ้าไอน้ำเกาะด้านใน

คุณมิ้นพูดกับทีมงานในวันสำรวจว่า "ลูกเราเหนื่อยง่ายอยู่แล้ว หมอก็กำชับเรื่องการติดเชื้อ เราไม่อยากให้บ้านเป็นตัวแปรเพิ่มอีกอย่าง" นี่คือความกังวลของพ่อแม่หลายครอบครัวที่ลูกมีโรคประจำตัวตั้งแต่แรกเกิด และต้องรับลูกกลับบ้านในช่วงที่บ้านเพิ่งผ่านน้ำท่วม

ทำไมบ้านหลังน้ำลดจึงต้องเตรียมเป็นพิเศษสำหรับทารกที่มีโรคประจำตัว

  • ทารกหายใจเร็วและหายใจใกล้พื้นผิว: ทารกใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่บนที่นอน เบาะ และในอ้อมแขน อากาศที่ลูกหายใจจึงเป็นอากาศในห้องโดยตรง หากห้องมีสปอร์เชื้อราหรือฝุ่นจากโคลนแห้ง ลูกก็ได้รับไปด้วย
  • เด็กที่มีโรคหัวใจหลายคนต้องระวังการติดเชื้อทางเดินหายใจ: แพทย์มักแนะนำให้ครอบครัวลดความเสี่ยงการติดเชื้อทุกทางที่ทำได้ ทั้งการล้างมือ การจำกัดผู้มาเยี่ยม และการดูแลความสะอาดของบ้าน ซึ่งรายละเอียดต้องเป็นไปตามที่แพทย์ของลูกแนะนำ
  • เชื้อโรคจากน้ำท่วม: น้ำท่วมพาเชื้อจากท่อระบายน้ำและสิ่งปฏิกูลเข้ามาในบ้าน เช่น แบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องร่วง และในพื้นที่ที่มีหนู ยังมีความเสี่ยงโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส คราบเหล่านี้ติดอยู่ตามพื้น ราวบันได และรองเท้าที่เดินเข้าออก
  • ความชื้นลอยขึ้นชั้นบน: แม้ห้องนอนลูกจะอยู่ชั้นบน แต่ความชื้นจากชั้นล่างที่แช่น้ำหลายวันจะลอยขึ้นตามบันไดและช่องว่างในบ้าน ทำให้ผ้าม่าน ที่นอน และเฟอร์นิเจอร์ไม้ชั้นบนขึ้นราได้
  • พ่อแม่เหนื่อยและมีเวลาน้อย: ช่วงที่ลูกเพิ่งออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่ต้องจัดการเรื่องยา นัดแพทย์ และการให้นม การมานั่งขัดราเองทั้งบ้านจึงแทบเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่หลายบ้านทำ แต่ไม่เหมาะกับห้องของทารก

  • ใช้น้ำยาฟอกขาวเข้มข้นเช็ดทั้งห้อง: กลิ่นคลอรีนที่ค้างในห้องปิดอาจระคายเคืองทางเดินหายใจ และถ้าผสมกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่นอาจเกิดก๊าซอันตราย
  • จุดเทียนหอมหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศ: กลบกลิ่นอับได้ชั่วคราว แต่เพิ่มสารระเหยในอากาศที่ลูกต้องหายใจ และไม่ได้ทำลายเชื้อราที่เป็นต้นเหตุ
  • ตากที่นอนเด็กกลางแดดแล้วใช้ต่อ: ที่นอนที่ชื้นจนมีฝ้าหรือมีกลิ่นอับ อาจมีเชื้อราในชั้นใน การตากแดดช่วยได้แค่ผิวนอก
  • ปิดห้องแล้วเปิดแอร์ไล่ความชื้น: ถ้าแอร์ยังไม่ได้ล้างและคอยล์มีเชื้อราสะสม แอร์จะเป่าสปอร์เข้าห้องทุกครั้งที่เปิด
  • ทำความสะอาดเฉพาะห้องลูก: ชั้นล่างที่ยังมีเชื้อและกลิ่นจะเป็นแหล่งปล่อยสปอร์และความชื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ ห้องลูกจึงสะอาดอยู่ได้ไม่นาน

ทางออก: อบโอโซนและพ่นฆ่าเชื้อทั้งบ้าน ก่อนวันรับลูกกลับบ้าน

World Health Disinfection (WHD) วางแผนงานโดยเริ่มจาก "วันที่ลูกจะกลับบ้าน" แล้วนับย้อนหลัง เพื่อให้มีเวลาทำงาน ระบายอากาศ และตรวจซ้ำอย่างเพียงพอ

1. บริการพ่นฆ่าเชื้อ ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H ผ่านเครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV เน้นชั้นล่างที่โดนน้ำ ราวบันได ลูกบิดประตู และพื้นทางเดินที่ทุกคนต้องผ่าน เพื่อลดเชื้อโรคที่จะติดมากับมือและรองเท้าขึ้นไปถึงห้องลูก

2. บริการอบโอโซน ทั้งชั้นล่างและห้องนอนลูก โอโซนเป็นก๊าซที่แทรกเข้าไปในซอกมุม ผ้าม่าน และรูพรุนของเฟอร์นิเจอร์ไม้ ช่วยทำลายสปอร์เชื้อราและสลายโมเลกุลกลิ่นอับ เมื่อระบายอากาศแล้วจะสลายกลับเป็นออกซิเจน ไม่ทิ้งกลิ่นน้ำหอมไว้ในห้อง

ความปลอดภัยของโอโซน: ระหว่างอบต้องไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้ในพื้นที่ ทีมงานจะระบายอากาศจนโอโซนสลายและยืนยันกับครอบครัวก่อนกลับเข้าห้อง แนะนำให้ทำให้เสร็จล่วงหน้าก่อนวันรับลูกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน เพื่อเผื่อเวลาระบายอากาศและให้พ่อแม่เข้าไปตรวจห้องเองก่อน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บอบบาง เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เครื่องอุ่นนม หรือกล้องเฝ้าดูลูก ควรย้ายออกหรือคลุมตามคำแนะนำของทีมงาน ส่วนจุกนม ขวดนม และของที่เป็นยางควรเก็บออกจากห้องก่อนอบ

ขั้นตอนบริการ นับย้อนจากวันรับลูกกลับบ้าน

  1. สำรวจและวางไทม์ไลน์: ทีมงานถามวันที่คาดว่าลูกจะได้กลับบ้าน แล้ววางลำดับงานทั้งบ้าน ตั้งแต่ชั้นล่างที่ท่วมไปจนถึงห้องนอนลูก
  2. คัดแยกของ: แนะนำว่าที่นอนเด็ก หมอน ผ้าห่ม และของเล่นผ้าชิ้นไหนควรเปลี่ยนใหม่ ชิ้นไหนซักด้วยน้ำร้อนได้ และชิ้นไหนควรย้ายออกก่อนอบโอโซน
  3. ขนโคลนและล้างชั้นล่าง: ครอบครัวหรือแม่บ้านตักโคลนและล้างพื้นด้วยน้ำสะอาดให้หมดคราบ ทีมงานชี้จุดที่ควรล้างซ้ำ
  4. พ่นฆ่าเชื้อด้วย CHEMGENE HLD4H: ชั้นล่าง บันได ห้องน้ำ และพื้นผิวที่มือสัมผัสบ่อย
  5. อบโอโซนแบบปิดพื้นที่: ทีละโซน รวมห้องนอนลูก ห้องเตรียมนม และห้องนั่งเล่นที่ครอบครัวใช้
  6. ระบายอากาศและตรวจซ้ำ: เปิดหน้าต่างจนโอโซนสลาย ตรวจกลิ่นและจุดราที่เคยพบ แล้วส่งมอบห้องให้พ่อแม่ตรวจก่อนวันรับลูก

เช็กลิสต์ห้องลูกก่อนวันกลับบ้าน (นำไปคุยกับแพทย์ได้)

  • ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นโคลน หรือกลิ่นสารเคมีฉุนในห้องนอนลูก
  • ผนัง ฝ้า มุมตู้ และหลังเปลไม่มีจุดราใหม่
  • ที่นอนเด็กที่เคยชื้นถูกเปลี่ยนใหม่ ผ้าปูและผ้าห่มซักแล้วตากแห้งสนิท
  • แอร์ผ่านการล้างแล้ว และไม่มีกลิ่นอับตอนเปิดครั้งแรก
  • มีจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าห้องลูก และมีที่ถอดรองเท้าชัดเจน
  • อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่แพทย์ให้ใช้ที่บ้าน (ถ้ามี) อยู่ในที่แห้ง ปลั๊กไฟไม่เคยแช่น้ำ หากไม่แน่ใจให้ช่างไฟตรวจก่อน
  • มีเบอร์โรงพยาบาลและแผนเดินทางฉุกเฉินที่ไม่ต้องผ่านซอยที่น้ำยังขัง

10 เหตุผลที่พ่อแม่ในปทุมวันไว้ใจ WHD เตรียมบ้านรับลูก

  1. วางแผนงานโดยนับย้อนจากวันรับลูกกลับบ้าน ไม่เร่งจนระบายอากาศไม่ทัน
  2. อบโอโซน สลายกลิ่นอับและสปอร์เชื้อราในผ้าม่านและเฟอร์นิเจอร์ไม้
  3. พ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV เข้าถึงซอกมุม ราวบันได และพื้นทางเดิน
  4. ใช้ CHEMGENE HLD4H ที่ใช้งานในสถานพยาบาล
  5. ไม่ทิ้งกลิ่นน้ำหอมหรือสารระเหยไว้ในห้องลูก
  6. ขั้นตอนความปลอดภัยโอโซนชัดเจน แจ้งเวลากลับเข้าห้องทุกครั้ง
  7. แนะนำการคัดแยกของใช้ทารกอย่างเป็นระบบ
  8. ดูแลทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่ห้องเดียว เพื่อไม่ให้เชื้อราจากชั้นล่างย้อนกลับขึ้นมา
  9. ต่อยอดด้วย บริการกำจัดไรฝุ่น สำหรับที่นอนและโซฟาในบ้าน
  10. ประสานงานผ่าน LINE ได้สะดวก เหมาะกับพ่อแม่ที่ต้องอยู่โรงพยาบาลกับลูก

ก่อนรับบริการ

  • กลิ่นอับและกลิ่นโคลนลอยจากชั้นล่างขึ้นถึงห้องลูก
  • ผ้าม่านมีจุดรา เปลไม้มีกลิ่นชื้น
  • พ่อแม่ต้องแบ่งเวลาระหว่างโรงพยาบาลกับการขัดบ้าน
  • ไม่แน่ใจว่าห้องพร้อมรับลูกหรือยัง

หลังรับบริการ

  • กลิ่นอับลดลงชัดเจนทั้งบ้าน
  • พื้นผิวที่สัมผัสบ่อยผ่านการฆ่าเชื้อ
  • ห้องลูกโล่ง ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือสารเคมีค้าง
  • พ่อแม่มีเวลาโฟกัสกับลูกและคำแนะนำของแพทย์

เสียงจากลูกค้า (เรื่องเล่าจากหน้างาน)

"ช่วงนั้นเราอยู่โรงพยาบาลกับลูกเกือบตลอด ทีมงานนัดคุยทาง LINE วางแผนให้เสร็จก่อนวันที่หมอให้กลับบ้านสองวัน พอผมเข้าไปตรวจห้อง กลิ่นอับหายไปเกือบหมด ผ้าม่านใหม่ที่นอนใหม่ก็พร้อม วันที่อุ้มน้องข้าวหอมเข้าบ้าน เราไม่ต้องกังวลเรื่องบ้านอีก"

— คุณเอก คุณพ่อมือใหม่ ย่านบ้านครัว เขตปทุมวัน (เรื่องเล่าตัวอย่างจากหน้างาน)

ดูแลบ้านต่อเนื่องในเดือนแรกหลังลูกกลับบ้าน

ผนังปูนและพื้นชั้นล่างที่แช่น้ำหลายวันจะยังคายความชื้นออกมาอีกหลายสัปดาห์ แม้บ้านจะผ่านการพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนแล้ว การดูแลต่อเนื่องจึงช่วยให้ห้องลูกสะอาดอยู่ได้นาน

  • เปิดหน้าต่างชั้นล่างช่วงกลางวันเพื่อระบายความชื้น และปิดประตูห้องลูกไว้ไม่ให้อากาศชื้นลอยขึ้นมา
  • ใช้เครื่องลดความชื้นหรือเครื่องฟอกอากาศในห้องลูกตามความเหมาะสม และทำความสะอาดแผ่นกรองสม่ำเสมอ
  • เช็ดลูกบิดประตู ราวบันได และโต๊ะเปลี่ยนผ้าอ้อมด้วย สเปรย์ CHEMGENE HLD4H โดยเช็ดตอนที่ลูกไม่อยู่ในห้อง และปล่อยให้แห้งก่อนใช้งาน
  • สำรวจมุมผนัง ขอบหน้าต่าง และหลังตู้ทุกสัปดาห์ หากพบจุดราใหม่ ให้ถ่ายรูปและแจ้งทีมงานเพื่อประเมินซ้ำ
  • ขอให้ญาติที่มาเยี่ยมล้างมือและเปลี่ยนรองเท้าก่อนขึ้นชั้นบน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งช่วยล้างบ้านหลังน้ำท่วมมา
  • จดบันทึกอาการของลูกตามที่แพทย์แนะนำ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งว่าบ้านเพิ่งผ่านน้ำท่วม เผื่อเป็นข้อมูลประกอบการดูแล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: ควรอบโอโซนก่อนวันรับลูกกลับบ้านกี่วัน?
ตอบ: แนะนำให้เสร็จล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน เพื่อเผื่อเวลาระบายอากาศ ตรวจซ้ำ และให้พ่อแม่เข้าไปตรวจห้องเอง

ถาม: ห้องที่อบโอโซนแล้วปลอดภัยกับทารกไหม?
ตอบ: เมื่อระบายอากาศจนโอโซนสลายแล้ว โอโซนจะกลายเป็นออกซิเจน ไม่ทิ้งสารตกค้าง ทีมงานจะยืนยันก่อนให้กลับเข้าห้อง หากลูกมีภาวะทางเดินหายใจหรือหัวใจที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ควรสอบถามแพทย์ของลูกร่วมด้วย

ถาม: เปลไม้ที่มีกลิ่นชื้นยังใช้ได้ไหม?
ตอบ: ถ้าไม้ไม่ได้แช่น้ำ ไม่มีราลึกในเนื้อไม้ และโครงสร้างยังแข็งแรง มักทำความสะอาดและอบโอโซนแล้วใช้ต่อได้ แต่ที่นอนในเปลที่ชื้นควรเปลี่ยนใหม่ หากไม่แน่ใจเรื่องความแข็งแรง ให้ตรวจตามคำแนะนำของผู้ผลิต

ถาม: ขวดนมและเครื่องปั๊มนมต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ควรเก็บออกจากห้องก่อนอบโอโซน แล้วล้างและฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของผู้ผลิต ชิ้นที่เคยจมน้ำท่วมควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่

ถาม: พ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ทีมงานทำงานได้ไหม?
ตอบ: ได้ โดยนัดหมายให้ญาติหรือผู้ที่ไว้ใจเปิดบ้าน และประสานผ่าน LINE ส่งรูปความคืบหน้าระหว่างทำงาน

ถาม: ให้บริการพื้นที่ไหนบ้าง?
ตอบ: เขตปทุมวัน เช่น บ้านครัว สามย่าน บรรทัดทอง สวนหลวง และเขตใกล้เคียง เช่น ราชเทวี พญาไท บางรัก และวัฒนา

เตรียมห้องให้พร้อม ก่อนวันอุ้มลูกกลับบ้าน

บริการในเขตปทุมวัน ราชเทวี พญาไท บางรัก วัฒนา และพื้นที่ใกล้เคียง

จองบริการอบโอโซน คลิกที่นี่

ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

บทความและลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

#ทารกโรคหัวใจกลับบ้านหลังน้ำท่วม #อบโอโซน #กำจัดเชื้อรา #กำจัดกลิ่นอับ #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #น้ำยาฆ่าเชื้อ #ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม

คำค้นหา: ทารกโรคหัวใจกลับบ้านหลังน้ำท่วม, ลูกแรกเกิดโรคประจำตัว, เตรียมห้องทารกหลังน้ำลด, เชื้อราในห้องนอนลูก, อบโอโซน, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, ปทุมวัน, กรุงเทพฯ 2569

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้