เครื่องซักผ้าจมน้ำหลังน้ำท่วม ใช้ต่อได้ไหม และทำไมผ้าที่ซักแล้วยังเหม็นอับ? ลำดับที่ถูกต้องตั้งแต่ให้ช่างตรวจไฟ ล้างเชื้อราในถังและขอบยาง จนถึงพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนห้องซักล้าง เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ปี 2569

Last updated: 14 ต.ค. 2569  |  21 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริการโอโซนฆ่าเชื้อ

เครื่องซักผ้าจมน้ำหลังน้ำท่วม ใช้ต่อได้ไหม และทำไมผ้าที่ซักแล้วยังเหม็นอับ? ลำดับที่ถูกต้องตั้งแต่ให้ช่างตรวจไฟ ล้างเชื้อราในถังและขอบยาง จนถึงพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนห้องซักล้าง เขตจอมทอง กรุงเทพฯ ปี 2569

เรื่องเล่าจากหน้างาน: ผ้าที่ซักใหม่ แต่กลิ่นเหมือนผ้าที่ลืมไว้ในเครื่อง

"คุณบัว" แม่บ้านวัยห้าสิบ อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สองชั้นย่านเอกชัย เขตจอมทอง กรุงเทพฯ กับสามีและหลานสองคน ด้านหลังบ้านเป็นห้องซักล้างเล็ก ๆ ที่ต่อเติมไว้ มีเครื่องซักผ้าฝาหน้า อ่างล้าง ตะกร้าผ้า และชั้นวางผงซักฟอก ทุกวันต้องซักผ้าชุดนักเรียนของหลานไม่ต่ำกว่าหนึ่งรอบ

ช่วงน้ำท่วมปี 2569 น้ำเข้ามาในบ้านสูงราวสี่สิบเซนติเมตรและขังอยู่หลายวัน ห้องซักล้างซึ่งพื้นต่ำกว่าตัวบ้านเล็กน้อยโดนหนักที่สุด ฐานเครื่องซักผ้าจมน้ำ ตะกร้าผ้าลอยน้ำ และน้ำจากท่อระบายน้ำพื้นก็ดันย้อนขึ้นมาด้วย

พอน้ำลด คุณบัวตั้งใจจะเสียบปลั๊กเครื่องซักผ้าทันที เพราะผ้าเปื้อนโคลนกองเป็นภูเขา โชคดีที่เพื่อนบ้านเตือนว่าอย่าเพิ่งเสียบ เธอจึงเรียกช่างมาตรวจระบบไฟก่อน หลังช่างตรวจและยืนยันว่าเครื่องใช้งานได้ คุณบัวก็เริ่มซักผ้าอีกครั้ง แต่ผ้าที่ออกมากลับมีกลิ่นอับเหมือนผ้าที่ลืมทิ้งไว้ในเครื่องข้ามคืน ขอบยางประตูเครื่องมีจุดดำ ช่องใส่น้ำยามีเมือกลื่น และห้องซักล้างทั้งห้องมีกลิ่นท่อผสมกลิ่นอับ หลานคนเล็กเริ่มบ่นว่าชุดนักเรียนคัน

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมเครื่องซักผ้าที่ช่างตรวจแล้วว่าใช้ได้ยังทำให้ผ้าเหม็น และควรจัดการอะไรตามลำดับ ทั้งตัวเครื่อง ท่อน้ำทิ้ง และห้องซักล้าง เพื่อให้ผ้ากลับมาสะอาดและหอมอีกครั้ง

เรื่องแรกที่ต้องทำ: ความปลอดภัยทางไฟฟ้า

  • อย่าเสียบปลั๊กหรือเปิดเครื่อง ที่เคยจมน้ำจนกว่าช่างไฟฟ้าหรือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะตรวจแล้ว น้ำและโคลนที่ค้างในมอเตอร์ แผงวงจร และสายไฟอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟดูดได้
  • ให้ช่างไฟฟ้าตรวจเต้ารับ สายไฟ และเครื่องตัดไฟรั่วในห้องซักล้างด้วย เพราะเป็นพื้นที่ที่เปียกเป็นประจำอยู่แล้ว
  • เครื่องทำน้ำอุ่นหรือเครื่องอบผ้าที่อยู่ในห้องเดียวกันก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน
  • หากช่างแนะนำให้เปลี่ยนเครื่อง ควรทำตาม การซ่อมหรือใช้งานต่อเป็นการตัดสินใจของช่างและผู้ผลิต

WHD ไม่ได้รับซ่อมหรือตรวจระบบไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้า งานส่วนนี้ต้องใช้ช่างที่มีความรู้เฉพาะทาง บทความนี้เริ่มจากจุดที่ช่างยืนยันแล้วว่าเครื่องใช้งานได้อย่างปลอดภัย

ทำไมเครื่องที่ใช้งานได้แล้ว ยังทำให้ผ้าเหม็น

1. น้ำท่วมเข้าไปในส่วนที่มองไม่เห็น: น้ำท่วมที่ปนโคลนและน้ำเสียอาจเข้าไปถึงถังนอก ท่อน้ำทิ้ง ตัวกรองเศษผง และพื้นที่ใต้ถัง คราบเหล่านี้ไม่ได้หลุดออกไปเองเพียงเพราะเครื่องเริ่มหมุนได้

2. ขอบยางประตูคือแหล่งสะสม: เครื่องซักผ้าฝาหน้ามีขอบยางที่พับซ้อนเป็นร่อง น้ำ เศษผ้า และผงซักฟอกค้างอยู่ในร่องนี้ได้ง่าย เมื่อรวมกับความชื้นหลังน้ำท่วม ราดำจึงขึ้นตามร่องยางได้อย่างรวดเร็ว

3. ช่องใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม: เป็นจุดที่มีคราบน้ำยาเหนียว ๆ และไม่ค่อยถูกล้าง เมื่ออากาศชื้นจะเกิดเมือกและราที่ปล่อยกลิ่นลงไปในน้ำซักทุกรอบ

4. ตัวกรองและท่อน้ำทิ้ง: หากโคลนหรือเศษสิ่งของอุดอยู่ในตัวกรองหรือท่อน้ำทิ้ง น้ำจะระบายออกได้ไม่หมด น้ำที่ค้างในเครื่องคือแหล่งเพาะเชื้อโรคและกลิ่น

5. ห้องซักล้างเองก็อับชื้น: ผนังและพื้นห้องที่เคยแช่น้ำยังคายความชื้นออกมา ตะกร้าผ้าและชั้นวางที่เคยจมน้ำก็มีคราบสะสม ผ้าที่ตากในห้องนี้หรือวางพักไว้จึงซับกลิ่นกลับเข้าไปอีกครั้ง

6. ท่อระบายน้ำพื้นที่ย้อนกลิ่น: ช่วงน้ำท่วม น้ำในท่ออาจถูกดันจนน้ำในที่ดักกลิ่นหายไป หรือมีโคลนอุดอยู่ กลิ่นท่อจึงลอยขึ้นมาในห้องตลอดเวลา หากกลิ่นท่อแรงหรือน้ำระบายช้า ควรให้ช่างประปาตรวจ

บ้านในเขตจอมทองหลายหลังเป็นทาวน์เฮาส์และตึกแถวที่ต่อเติมครัวหรือห้องซักล้างไว้ด้านหลัง พื้นส่วนต่อเติมมักต่ำกว่าตัวบ้าน และอยู่ใกล้ท่อระบายน้ำ ห้องเหล่านี้จึงเป็นจุดที่น้ำเข้าก่อนและแห้งช้าที่สุด

ผลกระทบที่มากกว่าแค่กลิ่น

สุขภาพ: น้ำท่วมอาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากท่อระบายน้ำ เช่น อีโคไล และในพื้นที่ที่น้ำขังยังมีความเสี่ยงโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส ผ้าที่ซักในเครื่องที่ยังไม่สะอาดอาจทำให้ผิวระคายเคือง เกิดผื่นคัน โดยเฉพาะในเด็กและผู้ที่ผิวแพ้ง่าย ส่วนสปอร์เชื้อราในห้องซักล้างก็อาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้และหอบหืด

ผ้าและเสื้อผ้า: กลิ่นอับที่ติดผ้าแล้วซักออกยาก หากซักซ้ำในเครื่องที่ยังสกปรก กลิ่นจะยิ่งฝังลึก บางบ้านต้องทิ้งผ้าเช็ดตัวและชุดนักเรียนไปหลายชุด

เงิน: ใช้น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม และค่าน้ำค่าไฟมากขึ้น เพราะต้องซักหลายรอบ บางบ้านตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ ทั้งที่ปัญหาจริงอยู่ที่การทำความสะอาดและห้องซักล้าง

เวลา: งานซักผ้าที่เคยเสร็จในหนึ่งชั่วโมงกลายเป็นงานทั้งวัน ในช่วงที่ทั้งบ้านยังต้องฟื้นฟูส่วนอื่นอยู่

ล้างเครื่องซักผ้าหลังช่างตรวจแล้ว: ทำเองได้ตามคู่มือผู้ผลิต

เมื่อช่างยืนยันว่าเครื่องใช้งานได้อย่างปลอดภัย การล้างเครื่องเป็นงานที่เจ้าของบ้านทำเองได้ โดยควรยึดคู่มือของผู้ผลิตเป็นหลัก แนวทางทั่วไปมีดังนี้

  1. สวมถุงมือยางทุกครั้ง เพราะคราบในเครื่องอาจมาจากน้ำท่วมที่ปนเปื้อน
  2. ถอดและล้างตัวกรองเศษผงตามวิธีในคู่มือ เอาโคลนและเศษสิ่งของออกให้หมด
  3. ดึงช่องใส่ผงซักฟอกออกมาล้างด้วยน้ำอุ่นและแปรงขนนุ่ม รวมถึงช่องที่ช่องนี้เสียบอยู่
  4. เช็ดร่องขอบยางประตูทุกซอกด้วยผ้าชุบน้ำสบู่ แล้วเช็ดให้แห้ง
  5. เปิดโปรแกรมล้างถังหรือซักน้ำร้อนเปล่า ๆ ตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างถังที่ระบุว่าเหมาะกับเครื่องรุ่นนั้น และทำซ้ำได้หากยังมีกลิ่น
  6. หลังล้างเสร็จ เปิดประตูเครื่องและช่องน้ำยาทิ้งไว้ให้แห้ง

ข้อควรระวัง: อย่าผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น เพราะอาจเกิดไอระเหยที่เป็นอันตราย และหากขอบยางขาด แข็ง หรือดำลึกจนเช็ดไม่ออก ควรให้ช่างพิจารณาเปลี่ยน

แผนสัปดาห์แรกแบบง่าย

  1. วันที่ 1: ยังไม่เสียบปลั๊กเครื่อง ตักโคลนออกจากห้อง ขนตะกร้าและชั้นวางที่เปียกออก แล้วนัดช่างไฟฟ้าหรือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า
  2. วันที่ 2–3: ช่างเข้าตรวจ หากเครื่องใช้ได้ ให้ล้างตัวกรอง ช่องน้ำยา ขอบยาง และเปิดโปรแกรมล้างถัง
  3. วันที่ 3–4: หากท่อระบายน้ำพื้นมีกลิ่นแรงหรือระบายช้า ให้ช่างประปาตรวจ และเปิดห้องให้แห้งในวันที่อากาศดี
  4. วันที่ 4–5: ทีม WHD พ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนห้องซักล้าง แล้วระบายอากาศ
  5. วันที่ 6–7: กลับมาซักผ้าตามปกติ ซักทีละน้อย และตากผ้าให้แห้งสนิทก่อนเก็บ

ทำไมวิธีที่ทำกันบ่อยจึงไม่จบ

ใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มมากขึ้น: กลิ่นหอมกลบกลิ่นอับได้ชั่วคราว แต่คราบน้ำยาที่เพิ่มขึ้นกลับไปสะสมในช่องใส่น้ำยาและถังนอก กลายเป็นอาหารของเชื้อราในรอบถัดไป

ล้างเครื่องอย่างเดียว ไม่ดูห้อง: เครื่องสะอาดแล้ว แต่ผ้าที่ตากหรือพักในห้องซักล้างที่อับชื้นจะดูดกลิ่นกลับเข้าไปอีก

ปิดประตูเครื่องหลังซักเสร็จ: ความชื้นที่ค้างในถังและขอบยางไม่มีทางออก ราจะกลับมาภายในไม่กี่วัน

เทน้ำยาฟอกขาวลงท่อ: อาจลดกลิ่นได้ชั่วครู่ แต่ไม่ได้แก้ท่อที่อุดหรือที่ดักกลิ่นที่ไม่มีน้ำ และไอคลอรีนในห้องปิดก็ไม่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ

จุดเทียนหอมหรือสเปรย์ปรับอากาศ: กลบกลิ่นได้ แต่สปอร์และเชื้อโรคบนพื้นผิวยังอยู่ครบ

ขั้นตอนการทำงานของทีม WHD ในห้องซักล้าง

1. สำรวจ: ทีมงานดูสภาพผนัง พื้น ท่อระบายน้ำพื้น ชั้นวาง และตะกร้าผ้า สอบถามว่าช่างตรวจไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วหรือยัง หากยังไม่ได้ตรวจ จะแนะนำให้ตรวจก่อน

2. เตรียมพื้นที่: แนะนำให้นำผ้า ผงซักฟอก และของใช้ส่วนตัวออกจากห้อง ทำความสะอาดคราบโคลนที่มองเห็นก่อน และปิดฝาหรือประตูเครื่องซักผ้าระหว่างอบ เพื่อลดการสัมผัสโอโซนของขอบยางโดยตรง

3. พ่นฆ่าเชื้อ: ใช้น้ำยา CHEMGENE HLD4H พ่นด้วยเครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV ให้ทั่วผนัง พื้น มุมห้อง ชั้นวาง ผิวนอกของเครื่อง และบริเวณรอบท่อระบายน้ำ

4. อบโอโซน: ใช้ เครื่องอบโอโซน ในปริมาณที่ควบคุมตามขนาดห้อง ปิดห้องตามเวลาที่กำหนด เพื่อจัดการสปอร์เชื้อราและสลายโมเลกุลกลิ่นอับที่ฝังอยู่ในห้อง

5. ระบายอากาศ: เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท และแจ้งเวลาที่กลับเข้าห้องได้

6. ติดตามผล: แนะนำการดูแลห้องและเครื่องหลังจากนี้ และนัดตรวจซ้ำหากกลิ่นยังกลับมา

สำคัญ: WHD ให้บริการพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนเท่านั้น ไม่ได้รับซ่อมเครื่องซักผ้า ตรวจระบบไฟฟ้า หรือแก้ไขท่อประปา งานเหล่านี้ควรใช้ช่างไฟฟ้า ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และช่างประปา

ความปลอดภัยระหว่างอบโอโซน

  • ห้ามมีคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้อยู่ในห้องระหว่างอบโอโซน
  • หลังอบต้องเปิดระบายอากาศให้เพียงพอก่อนกลับเข้าไป ทีมงานจะแจ้งเวลาให้
  • ขอบยาง สายยาง และชิ้นส่วนยางของเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเสื่อมได้หากสัมผัสโอโซนเข้มข้นนาน ๆ ทีมงานจึงใช้ปริมาณแบบควบคุม และแนะนำให้ปิดประตูเครื่องหรือคลุมไว้
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับการตรวจจากช่าง ไม่ควรเสียบปลั๊กไว้ระหว่างการทำงาน

อ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้า อบโอโซนดับกลิ่นและสารเคมีตกค้าง

10 เหตุผลที่ควรจัดการห้องซักล้างหลังน้ำท่วมให้จบในรอบเดียว

  1. ผ้าที่ซักแล้วไม่ดูดกลิ่นอับกลับจากห้อง
  2. บริการพ่นฆ่าเชื้อ เข้าถึงมุมห้อง ใต้ชั้นวาง และรอบท่อระบายน้ำได้ทั่ว
  3. การอบโอโซน ช่วยสลายกลิ่นอับที่ฝังในผนังและพื้น
  4. ลดสปอร์เชื้อราที่ลอยในห้องซึ่งเด็กและผู้สูงอายุเข้าออกทุกวัน
  5. ลดการซักซ้ำหลายรอบ ประหยัดทั้งน้ำยา น้ำ และไฟ
  6. ชุดนักเรียนและผ้าเช็ดตัวกลับมาหอมสะอาด
  7. ใช้น้ำยา CHEMGENE HLD4H ที่ออกแบบสำหรับงานฆ่าเชื้อ
  8. ไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่โดยไม่จำเป็น หากช่างยืนยันว่าเครื่องเดิมยังดี
  9. ห้องซักล้างกลับมาเป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้สบายใจ
  10. มีทีมงานแนะนำลำดับงานและเวลากลับเข้าห้องอย่างชัดเจน

ก่อน

  • ผ้าซักใหม่มีกลิ่นเหมือนลืมไว้ในเครื่อง
  • ขอบยางประตูมีจุดดำตามร่อง
  • ช่องใส่น้ำยามีเมือกลื่น
  • ห้องซักล้างมีกลิ่นท่อผสมกลิ่นอับ
  • หลานบ่นว่าชุดนักเรียนคัน

หลัง

  • ช่างตรวจไฟและเครื่องซักผ้าเรียบร้อย
  • ล้างตัวกรอง ช่องน้ำยา และขอบยางแล้ว
  • พ่นฆ่าเชื้อผนัง พื้น และรอบท่อระบายน้ำ
  • อบโอโซน กลิ่นอับในห้องลดลงชัดเจน
  • ผ้าที่ซักออกมาหอมสะอาดอีกครั้ง

เสียงจากลูกค้า

"เกือบซื้อเครื่องซักผ้าใหม่แล้ว เพราะคิดว่าเครื่องเสีย ช่างบอกว่าเครื่องยังดี แค่ต้องล้างให้ถึงตัวกรองกับขอบยาง ส่วนทีม WHD มาพ่นฆ่าเชื้อกับอบโอโซนห้องซักล้างให้ กลิ่นท่อกลิ่นอับหายไปเยอะ ตอนนี้ชุดนักเรียนหลานกลับมาหอมแล้ว ไม่ต้องซักสองรอบอีก"

— คุณบัว ทาวน์เฮาส์ย่านเอกชัย เขตจอมทอง (เรื่องเล่าจากหน้างาน)

ดูแลเครื่องซักผ้าและห้องซักล้างไม่ให้กลิ่นกลับมา

  • เปิดประตูเครื่องและดึงช่องน้ำยาออกเล็กน้อยหลังซักทุกครั้ง ให้ด้านในแห้ง
  • เช็ดร่องขอบยางให้แห้งสัปดาห์ละครั้ง
  • ใช้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มตามปริมาณที่ระบุ ไม่ใส่เกิน
  • ล้างตัวกรองเศษผงและเปิดโปรแกรมล้างถังตามรอบที่ผู้ผลิตแนะนำ
  • เทน้ำลงท่อระบายน้ำพื้นเป็นประจำ เพื่อให้ที่ดักกลิ่นมีน้ำอยู่เสมอ
  • ไม่ทิ้งผ้าเปียกไว้ในเครื่องหรือในตะกร้าข้ามคืน
  • เช็ดจุดราเล็ก ๆ บนผนังหรือชั้นวางด้วย CHEMGENE HLD4H ชนิดสเปรย์ ทันทีที่เห็น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: เครื่องซักผ้าจมน้ำ เสียบปลั๊กลองดูได้ไหม?
ตอบ: ไม่ควร ให้ช่างไฟฟ้าหรือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตรวจก่อนทุกครั้ง เพราะน้ำและโคลนที่ค้างอยู่อาจทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟดูดได้

ถาม: ช่างบอกว่าเครื่องใช้ได้ แต่ผ้ายังเหม็น ทำไม?
ตอบ: เพราะคราบโคลนและราอาจยังค้างในตัวกรอง ช่องน้ำยา ขอบยาง และถังนอก และห้องซักล้างเองก็อาจยังอับชื้น ต้องจัดการทั้งตัวเครื่องและห้องไปพร้อมกัน

ถาม: อบโอโซนในเครื่องซักผ้าได้ไหม?
ตอบ: ทีมงานอบโอโซนในห้องซักล้าง ไม่ได้อบเข้าไปในเครื่องโดยตรง และจะแนะนำให้ปิดประตูเครื่องหรือคลุมไว้ เพราะชิ้นส่วนยางไม่ควรสัมผัสโอโซนเข้มข้นนาน ส่วนการล้างถังควรทำตามคู่มือผู้ผลิต

ถาม: ผ้าที่จมน้ำท่วมต้องทิ้งไหม?
ตอบ: ผ้าที่ซักได้มักซักด้วยน้ำร้อนตามที่ป้ายผ้าระบุและตากแดดให้แห้งสนิทได้ แต่ผ้าที่มีคราบราฝังลึก ขาด หรือกลิ่นไม่หายหลังซักหลายรอบ ควรพิจารณาทิ้ง โดยเฉพาะผ้าที่ใช้กับเด็กเล็ก

ถาม: ระหว่างอบโอโซนต้องออกจากบ้านไหม?
ตอบ: ต้องออกจากพื้นที่ที่อบ และปิดทางเชื่อมไปส่วนอื่นของบ้าน ห้ามมีคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ ทีมงานจะแจ้งเวลาที่กลับเข้าได้

ถาม: WHD ซ่อมเครื่องซักผ้าหรือท่อระบายน้ำไหม?
ตอบ: ไม่ WHD ให้บริการพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนเท่านั้น งานไฟฟ้า งานซ่อมเครื่อง และงานประปาควรใช้ช่างเฉพาะทาง

ให้ห้องซักล้างที่จอมทองกลับมาสะอาด ผ้ากลับมาหอม

ปรึกษาทีม World Health Disinfection เรื่องพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนหลังน้ำท่วมได้ทุกวัน

จองบริการอบโอโซน คลิกที่นี่

ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com

#พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #อบโอโซน #กำจัดเชื้อรา #กำจัดกลิ่นอับ #เครื่องซักผ้าจมน้ำ #ห้องซักล้าง #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #น้ำยาฆ่าเชื้อ #ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม #จอมทอง

คำค้นหา: เครื่องซักผ้าจมน้ำ, เชื้อราในถังซักผ้า, กลิ่นอับเครื่องซักผ้า, ห้องซักล้างหลังน้ำท่วม, ผ้าซักแล้วเหม็นอับ, อบโอโซน, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, กำจัดกลิ่นอับ, จอมทอง กรุงเทพฯ, น้ำท่วม 2569

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้