Last updated: 14 ต.ค. 2569 | 14 จำนวนผู้เข้าชม |
หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ได้ใช้แทนการตรวจรักษา หากผื่นลาม แผลมีหนอง มีไข้ ปวด บวมแดงร้อน หรืออาการต่างจากที่เคยเป็น ควรพบแพทย์โดยเร็ว เนื้อหาด้านล่างเน้นเรื่อง "สภาพแวดล้อมในบ้าน" ที่อาจเป็นสิ่งกระตุ้น และวิธีฟื้นฟูบ้านให้สะอาด ปลอดภัย และแห้งพอที่จะอยู่อาศัย
"คุณแอน" พนักงานบัญชีวัยสามสิบแปด อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สองชั้นในซอยแห่งหนึ่งย่านราษฎร์บูรณะ ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เธอเป็นสะเก็ดเงินมาเกือบสิบปี อยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนังมาตลอด ช่วงก่อนน้ำท่วม อาการอยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตได้ปกติ มีผื่นเล็กน้อยที่ข้อศอกเท่านั้น
ช่วงน้ำท่วมปี 2569 น้ำจากคลองและแม่น้ำเอ่อเข้าชั้นล่างสูงประมาณสามสิบเซนติเมตร ขังอยู่หลายวัน คุณแอนต้องลุยน้ำขนของขึ้นชั้นบน ใช้ชีวิตในห้องนอนแคบ ๆ ที่ร้อนและชื้น พอน้ำลด เธอใช้เวลาสองวันเต็มกวาดโคลน ขัดพื้น และยกเฟอร์นิเจอร์ออกตากแดด
สัปดาห์ต่อมา ผื่นที่ข้อศอกลามไปที่หน้าแข้งและหลังมือ คันจนนอนไม่หลับ ส่วนหลานชายวัยเจ็ดขวบที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มเกาข้อพับจนเป็นรอย คุณแอนสังเกตว่าในห้องนั่งเล่นชั้นล่างยังมีกลิ่นอับ ผนังด้านล่างมีจุดดำ ๆ กระจายเป็นแนว และเวลากวาดพื้นจะมีฝุ่นสีเทาลอยขึ้นมาทุกครั้ง
แพทย์ที่ดูแลปรับยาให้และแนะนำว่า นอกจากการรักษาแล้ว ควรลดสิ่งกระตุ้นในบ้านให้มากที่สุดด้วย คำถามของคุณแอนจึงตามมา "บ้านแบบนี้ ต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะไม่กลายเป็นตัวกระตุ้นผิวเราซ้ำแล้วซ้ำอีก"
คนที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น สะเก็ดเงิน ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส มักมีผิวที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนทั่วไป เมื่อบ้านเพิ่งผ่านน้ำท่วม สิ่งแวดล้อมหลายอย่างเปลี่ยนไปพร้อมกัน
สิ่งที่เราควบคุมได้ในบ้านคือ ทำให้บ้านสะอาด แห้ง ลดเชื้อโรค ลดสปอร์ราและกลิ่นอับ เพื่อให้ผิวไม่ต้องเจอตัวกระตุ้นซ้ำทุกวัน ส่วนการรักษาอาการเป็นหน้าที่ของแพทย์ ทั้งสองส่วนจึงต้องไปพร้อมกัน
ด้านสุขภาพของทั้งบ้าน: บ้านที่มีเชื้อราและกลิ่นอับ ไม่ได้กระทบแค่คนที่เป็นโรคผิวหนัง เด็กเล็กที่เป็นภูมิแพ้ ผู้สูงอายุที่เป็นโรคปอด หรือคนที่เป็นหอบหืด ก็อาจไอ จาม คัดจมูกมากขึ้น ส่วนความเสี่ยงจากเชื้อในน้ำท่วม เช่น ท้องเสีย การติดเชื้อทางผิวหนัง และโรคฉี่หนู เป็นเรื่องที่ทุกคนในบ้านควรระวัง
ด้านค่าใช้จ่าย: เมื่อผื่นกำเริบ อาจต้องพบแพทย์บ่อยขึ้น ใช้ยามากขึ้น และหลายคนต้องลางาน ในขณะเดียวกัน ถ้าปล่อยให้ราลามในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน และที่นอนก็เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านการนอนและคุณภาพชีวิต: ความคันตอนกลางคืนทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลต่อสมาธิในการทำงานและอารมณ์ คนที่เป็นสะเก็ดเงินหลายคนบอกว่า การที่ผื่นลามไปบริเวณที่มองเห็นได้ เช่น หลังมือหรือใบหน้า ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเวลาเจอผู้คน
ด้านเวลา: การทำความสะอาดบ้านด้วยตัวเองทั้งหลัง สำหรับคนที่ผิวกำลังอักเสบ อาจยิ่งทำให้ต้องสัมผัสฝุ่น โคลน และน้ำยามากขึ้น ทั้งที่ควรลดการสัมผัสเหล่านี้ในช่วงที่อาการกำเริบ
World Health Disinfection (WHD) ให้บริการ พ่นฆ่าเชื้อ และ อบโอโซน สำหรับบ้านที่ผ่านน้ำท่วม เป้าหมายคือทำให้บ้านกลับมาเป็นพื้นที่ที่สะอาดและแห้งพอ ลดเชื้อโรค ลดราและกลิ่นอับ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในบ้าน โดยเฉพาะคนที่ผิวบอบบาง ต้องเจอทุกวัน
พ่นฆ่าเชื้อด้วย CHEMGENE HLD4H: ทีมงานใช้ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในงานระดับมืออาชีพ พ่นด้วยเครื่อง ULV ที่ทำให้น้ำยาเป็นละอองละเอียด เข้าถึงซอกมุม ใต้เฟอร์นิเจอร์ ขอบประตู และผนังส่วนล่างที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราบนพื้นผิว
อบโอโซนลดสปอร์ราและกลิ่นอับ: โอโซนเป็นก๊าซที่กระจายไปทั่วห้อง เข้าไปในช่องว่างที่ละอองน้ำยาเข้าไม่ถึง ช่วยลดสปอร์ราที่ลอยในอากาศและสลายโมเลกุลกลิ่นอับ กลิ่นโคลน และกลิ่นท่อ ทำให้อากาศในบ้านสดชื่นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งน้ำหอมกลบกลิ่น
ความปลอดภัยของการอบโอโซน: ระหว่างอบ ต้องไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ในพื้นที่ หลังอบต้องระบายอากาศให้เพียงพอก่อนกลับเข้าไป ทีมงานจะแจ้งเวลาที่ปลอดภัยให้ทราบ คนที่มีปัญหาทางเดินหายใจหรือผิวแพ้ง่ายควรรอจนทีมงานยืนยันก่อนเข้าห้อง
วันที่ 1–3: ตักโคลนและขนของที่อมน้ำออก เปิดหน้าต่างเมื่ออากาศเอื้ออำนวย ให้คนที่ผิวบอบบางอยู่ห่างจากงานทำความสะอาดหนัก ๆ และถ่ายรูปความเสียหายเก็บไว้ก่อนทิ้งของ
วันที่ 3–7: เมื่อพื้นโล่งและผิวผนังเริ่มแห้ง นัดทีมพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซน โดยเริ่มจากห้องนอน ห้องน้ำ และห้องชั้นล่างที่น้ำขังนานที่สุด
วันที่ 7–14: ระบายอากาศต่อเนื่อง ซักผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ ด้วยผงซักฟอกสูตรอ่อนโยน สังเกตผนังส่วนล่างว่ามีจุดดำใหม่หรือไม่ ยังไม่ต้องรีบทาสีจนกว่าผนังจะแห้งจริง และไปพบแพทย์ตามนัด พร้อมเล่าสภาพบ้านให้แพทย์ทราบด้วย
"ตอนแรกคิดว่าผื่นกำเริบเพราะเครียดอย่างเดียว พอได้คุยกับหมอและเห็นจุดราในบ้าน ถึงรู้ว่าบ้านเองก็เป็นส่วนหนึ่ง หลังจากทีมงานพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซน กลิ่นอับในบ้านหายไปมาก เราก็ไม่ต้องลงไปขัดผนังเองจนมือแตก ตอนนี้ยังรักษากับหมออยู่ แต่สบายใจขึ้นเยอะที่บ้านไม่ได้เป็นตัวปัญหาซ้ำทุกวัน"
— คุณแอน ทาวน์เฮาส์ย่านราษฎร์บูรณะ (สถานการณ์ตัวอย่าง)
ถาม: พ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนจะรักษาโรคผิวหนังได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ การรักษาเป็นหน้าที่ของแพทย์ บริการของ WHD ช่วยลดเชื้อโรค ราและกลิ่นอับในบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นตัวกระตุ้น ควรทำควบคู่กับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
ถาม: คนที่ผิวแพ้ง่ายต้องออกจากบ้านนานแค่ไหน
ตอบ: ระหว่างพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนต้องไม่มีใครอยู่ในพื้นที่ เวลาที่ใช้ขึ้นกับขนาดบ้าน ทีมงานจะแจ้งเวลาที่ปลอดภัยหลังระบายอากาศแล้ว แนะนำให้คนผิวแพ้ง่ายกลับเข้าบ้านหลังเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพิ่มอีกระยะหนึ่ง
ถาม: ต้องทิ้งที่นอนไหม
ตอบ: ที่นอนที่จมน้ำท่วมหรืออมน้ำจนชุ่ม มักเป็นแหล่งเชื้อโรคและราที่ทำความสะอาดให้ทั่วถึงได้ยาก ส่วนใหญ่ควรทิ้ง ส่วนที่นอนที่แค่โดนความชื้นในห้อง อาจใช้ บริการกำจัดไรฝุ่น และตากแดดให้แห้งสนิท
ถาม: เด็กที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกลับเข้าบ้านได้เมื่อไร
ตอบ: หลังทีมงานแจ้งว่าปลอดภัยและระบายอากาศเพียงพอแล้ว หากเด็กมีอาการกำเริบหรือมีแผลติดเชื้อ ควรพาไปพบแพทย์
ถาม: ทำไมไม่ทาสีทับผนังเลย
ตอบ: ผนังที่ยังชื้นและมีราอยู่ข้างใน หากทาสีทับ ราจะกลับมาได้ ควรให้ผนังแห้ง ฆ่าเชื้อ และลดราก่อน แล้วค่อยทาสีภายหลัง
ถาม: ทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าจะเสียหายจากโอโซนไหม
ตอบ: ทีมงานควบคุมปริมาณและเวลาอบให้เหมาะสม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่บอบบาง งานศิลปะ หรือของมีค่า จะถูกคลุมหรือย้ายออกก่อน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำควรให้ช่างตรวจก่อนเปิดใช้งาน
ทีมงานพร้อมสำรวจและให้คำแนะนำสำหรับบ้านในแขวงราษฎร์บูรณะ แขวงบางปะกอก และพื้นที่ใกล้เคียง
ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่
โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com
#พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #โรคผิวหนังกำเริบหลังน้ำท่วม #อบโอโซน #กำจัดเชื้อรา #กำจัดกลิ่นอับ #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #น้ำยาฆ่าเชื้อ #ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม #ราษฎร์บูรณะ
คำค้นหา: โรคผิวหนังกำเริบหลังน้ำท่วม, ผื่นแพ้หลังน้ำท่วม, สะเก็ดเงินกำเริบ, ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง, กำจัดเชื้อรา, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, อบโอโซน, กำจัดกลิ่นอับ, ราษฎร์บูรณะ, กรุงเทพฯ, น้ำท่วม 2569