Last updated: 13 ต.ค. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
"คุณนิดา" อายุสามสิบเก้าปี เป็นลูกสาวคนเดียวที่ดูแลคุณแม่ "คุณสมจิต" วัยหกสิบสอง ซึ่งกำลังรับยาเคมีบำบัดรอบที่สี่จากทั้งหมดหกรอบ บ้านของทั้งสองคนเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นในซอยเล็ก ๆ ย่านทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมปี 2569 น้ำเอ่อเข้าชั้นล่างสูงราวครึ่งแข้งและขังอยู่หลายวัน คุณนิดาจึงพาคุณแม่ไปพักที่คอนโดของญาติชั่วคราว
เมื่อน้ำลด คุณนิดากลับมาเปิดบ้านคนเดียว สิ่งแรกที่เจอคือกลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นโคลนที่ลอยออกมาทันทีที่เปิดประตู ผนังชั้นล่างมีคราบน้ำเป็นเส้นชัดเจน ใต้คราบเริ่มมีจุดดำและจุดเขียวเล็ก ๆ กระจายเป็นวง โซฟาผ้าที่จมน้ำมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ส่วนตู้ไม้ใต้บันไดบวมจนปิดไม่สนิท บนชั้นสองซึ่งเป็นห้องนอนของคุณแม่ไม่ได้ถูกน้ำท่วม แต่กลิ่นอับก็ลอยขึ้นไปตามช่องบันไดจนรู้สึกได้
ปัญหาคือคุณแม่อยากกลับบ้านมาก เพราะรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่บ้านคนอื่น และอยากนอนบนเตียงของตัวเองระหว่างพักฟื้นจากยา แต่ในการนัดตรวจครั้งล่าสุด ทีมแพทย์ผู้รักษาได้กำชับว่าช่วงหลังให้ยา ภูมิคุ้มกันของคุณแม่อาจลดต่ำลง ควรหลีกเลี่ยงฝุ่น เชื้อรา และสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะอาด คุณนิดาจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า "บ้านแบบนี้ แม่จะกลับมาได้เมื่อไร และต้องทำอะไรบ้างให้มั่นใจจริง ๆ"
คำถามของคุณนิดาเป็นคำถามเดียวกับอีกหลายครอบครัวในสาทร บางคอแหลม ยานนาวา และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ในบ้าน บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมบ้านหลังน้ำลดจึงเสี่ยงเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้ วิธีที่ทำกันทั่วไปขาดอะไร และการพ่นฆ่าเชื้อร่วมกับการอบโอโซนช่วยเตรียมบ้านอย่างเป็นขั้นตอนได้อย่างไร
สำหรับคนสุขภาพแข็งแรง เชื้อราและแบคทีเรียในบ้านหลังน้ำท่วมอาจทำให้เกิดอาการแค่คัดจมูก จาม หรือผื่นคันเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่ภูมิคุ้มกันลดลงจากยาเคมีบำบัด ร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อน้อยลง สิ่งที่คนทั่วไปมองว่า "แค่กลิ่นอับ" จึงอาจเป็นเรื่องที่ต้องระวังมากขึ้น
นอกจากเรื่องเชื้อ ผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัดมักมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ และไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ กลิ่นอับหรือกลิ่นสารเคมีแรง ๆ จากการล้างบ้านจึงอาจทำให้รู้สึกไม่สบายจนพักผ่อนไม่ได้ ซึ่งการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญมากระหว่างการรักษา
หมายเหตุสำคัญ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปด้านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบ้าน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจว่าผู้ป่วยควรกลับเข้าบ้านเมื่อไร ควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลการรักษาเสมอ
ด้านสุขภาพ ความกังวลใหญ่ที่สุดคือการติดเชื้อระหว่างการรักษา หากผู้ป่วยมีไข้หรือติดเชื้อ แผนการให้ยาอาจต้องเลื่อนออกไป ซึ่งกระทบทั้งตัวผู้ป่วยและกำลังใจของทุกคนในบ้าน
ด้านจิตใจ ผู้ป่วยหลายคนรู้สึกว่าบ้านคือที่ที่ปลอดภัยและสบายใจที่สุด การต้องอยู่ที่อื่นนาน ๆ ทำให้เครียดและนอนไม่หลับ ส่วนผู้ดูแลก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างโรงพยาบาล บ้านญาติ และบ้านตัวเองที่ยังเละอยู่
ด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ผู้ดูแลส่วนใหญ่ยังต้องทำงาน การลางานมาขัดบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่แน่ใจว่าสะอาดพอหรือยัง ทั้งเหนื่อยและเสียรายได้ บางบ้านตัดสินใจทิ้งเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเพราะไม่รู้ว่าอะไรเก็บได้ อะไรต้องทิ้ง
ด้านความปลอดภัยของผู้ดูแลเอง คนที่ลงมือล้างโคลนและเชื้อราโดยไม่ใส่หน้ากาก ถุงมือ และรองเท้าบูท อาจเป็นคนนำเชื้อติดตัวไปหาผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่บ้านแบบนี้ต้องการคือกระบวนการที่ครบ ตั้งแต่เอาต้นเหตุออก ฆ่าเชื้อพื้นผิว จัดการสปอร์และกลิ่นในอากาศ และระบายอากาศอย่างเพียงพอก่อนผู้ป่วยกลับเข้าบ้าน
ทีม World Health Disinfection (WHD) ใช้สองวิธีที่ทำงานเสริมกัน เพื่อเตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับสมาชิกที่ต้องการความสะอาดเป็นพิเศษ
1. บริการพ่นฆ่าเชื้อ ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H พ่นแบบละอองฝอยละเอียด (ULV) ที่ลอยเข้าถึงซอกมุมผนัง ใต้บันได หลังตู้ และขอบบัวพื้นที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง ช่วยลดแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราบนพื้นผิวที่สัมผัสน้ำท่วม
2. บริการอบโอโซน โอโซนเป็นก๊าซที่กระจายทั่วห้องที่ปิดไว้ ทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับโมเลกุลกลิ่นและช่วยจัดการสปอร์เชื้อราที่ลอยในอากาศ เหมาะกับห้องนอนผู้ป่วยและห้องที่กลิ่นอับฝังลึก
หากยังมีจุดไหนไม่ผ่าน ไม่ต้องรีบ การรอเพิ่มอีกสองสามวันให้บ้านพร้อมจริง ดีกว่าการกลับมาแล้วต้องย้ายออกอีกครั้ง
"ตอนแรกคิดว่าจะขัดเองให้หมด แต่ทีมงานชี้ให้ดูว่าเชื้อราซ่อนอยู่หลังตู้ใต้บันไดและขอบบัวอีกหลายจุด เขาให้เราขนของที่ต้องทิ้งออกก่อน แล้วค่อยพ่นและอบโอโซนทั้งชั้นล่างและห้องแม่ข้างบน พอระบายอากาศเสร็จ กลิ่นเบาลงมาก ฉันเลยกล้าพาแม่กลับบ้านหลังจากคุยกับพยาบาลแล้ว"
— คุณนิดา ทาวน์เฮาส์ย่านทุ่งวัดดอน เขตสาทร (ตัวอย่างสถานการณ์)
ถาม: ผู้ป่วยอยู่ในบ้านระหว่างพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ ระหว่างอบโอโซนต้องไม่มีใครอยู่ในพื้นที่ และสำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ แนะนำให้อยู่นอกบ้านตลอดช่วงเก็บกวาด พ่น อบ และระบายอากาศ แล้วค่อยกลับเข้าบ้านเป็นคนสุดท้าย
ถาม: หลังทำเสร็จ ผู้ป่วยกลับบ้านได้ทันทีเลยไหม
ตอบ: ต้องรอให้ระบายอากาศครบตามเวลาที่ทีมแนะนำ และควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแลก่อนเสมอ เพราะแต่ละคนมีช่วงภูมิคุ้มกันต่ำไม่เหมือนกัน
ถาม: ห้องนอนชั้นบนไม่โดนน้ำ จำเป็นต้องอบโอโซนด้วยไหม
ตอบ: ถ้าได้กลิ่นอับลอยขึ้นไปถึงหรือมีความชื้นสูง แนะนำให้ทำด้วย เพราะเป็นห้องที่ผู้ป่วยใช้เวลามากที่สุด
ถาม: ยาและอุปกรณ์การแพทย์ของผู้ป่วยต้องทำอย่างไร
ตอบ: ควรนำออกจากพื้นที่หรือเก็บในกล่องปิดสนิทก่อนเริ่มงาน และแจ้งทีมงานล่วงหน้าหากมีอุปกรณ์ที่ต้องเสียบไฟตลอดเวลา
ถาม: ที่นอนที่ไม่ได้จมน้ำแต่มีกลิ่นอับ ต้องทิ้งไหม
ตอบ: ไม่จำเป็นเสมอไป ที่นอนที่ไม่โดนน้ำโดยตรงมักฟื้นได้ด้วยการอบโอโซนห้องและบริการกำจัดไรฝุ่น แต่ที่นอนที่จมน้ำควรทิ้ง
ถาม: บทความนี้แทนคำแนะนำของแพทย์ได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ เป็นข้อมูลทั่วไปด้านการทำความสะอาดบ้าน หากผู้ป่วยมีไข้หรืออาการผิดปกติ ให้ติดต่อโรงพยาบาลที่รักษาทันที
ถาม: ให้บริการพื้นที่ไหนบ้าง
ตอบ: เขตสาทร บางคอแหลม ยานนาวา บางรัก คลองเตย และพื้นที่ใกล้เคียงในกรุงเทพฯ สอบถามคิวได้ทาง LINE @whd268
นัดสำรวจหน้างานสำหรับบ้านในเขตสาทรและพื้นที่ใกล้เคียงได้วันนี้
ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่
โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com
แหล่งข้อมูลด้านสุขภาพ: องค์การอนามัยโลก (WHO): Floods · กรมควบคุมโรค
#บ้านผู้ป่วยมะเร็ง #กำจัดเชื้อรา #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #อบโอโซน #กำจัดกลิ่นอับ #น้ำยาฆ่าเชื้อ #ฟื้นฟูบ้านหลังน้ำท่วม #สาทร
คำค้นหา: บ้านผู้ป่วยมะเร็งหลังน้ำท่วม, ผู้ป่วยเคมีบำบัดกลับบ้านหลังน้ำลด, กำจัดเชื้อราในบ้านผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ, พ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซน สาทร กรุงเทพฯ 2569