แอร์รถเหม็นอับหลังขับลุยน้ำท่วม รถไม่จมแต่พรมเปียก ต้องอบโอโซนรถไหม? คู่มือคนขับรถในเขตบางรัก กรุงเทพฯ ปี 2569

Last updated: 13 ต.ค. 2569  |  22 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โอโซนกำจัดกลิ่นอับในรถ

แอร์รถเหม็นอับหลังขับลุยน้ำท่วม รถไม่จมแต่พรมเปียก ต้องอบโอโซนรถไหม? คู่มือคนขับรถในเขตบางรัก กรุงเทพฯ ปี 2569

เรื่องเล่าจากหน้างาน: เย็นวันที่ถนนเจริญกรุงกลายเป็นคลอง

"คุณต้น" เป็นพนักงานบัญชีในอาคารสำนักงานย่านสีลม ทุกวันเขาขับรถเก๋งคันเล็กจากบ้านฝั่งธนฯ ข้ามสะพานตากสินมาทำงานในเขตบางรัก เย็นวันหนึ่งในเดือนตุลาคม 2569 ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมงในช่วงที่น้ำเหนือหลากลงมา ถนนเจริญกรุงและซอยแถวสุรวงศ์มีน้ำขังสูงเกือบถึงขอบประตูรถ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากค่อย ๆ ขับลุยน้ำกลับบ้าน รถไม่ได้ดับ ไม่ได้จม และเขาก็โล่งใจที่กลับถึงบ้านได้

สองวันต่อมา เมื่อน้ำลดและเขากลับไปใช้รถตามปกติ สิ่งแรกที่สังเกตได้คือกลิ่น ตอนเปิดประตูมีกลิ่นอับคล้ายผ้าขี้ริ้วที่ตากไม่แห้ง พอสตาร์ตรถและเปิดแอร์ กลิ่นยิ่งชัดขึ้น กระจกหน้ามีฝ้าเกาะแม้เปิดพัดลมแรงสุด เมื่อเขากดมือลงบนพรมฝั่งคนขับก็รู้สึกได้ว่ายังชื้นอยู่ ทั้งที่ผ้ายางปูพื้นด้านบนดูแห้งดี

คุณต้นซื้อน้ำหอมติดช่องแอร์มาสองกลิ่น และฉีดสเปรย์ปรับอากาศทุกเช้า แต่ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ กลิ่นอับกลับแรงกว่าเดิม ลูกสาววัยหกขวบที่นั่งคาร์ซีทด้านหลังเริ่มจามและบ่นว่า "รถเหม็นเหมือนห้องน้ำ" ส่วนตัวเขาเองก็เริ่มคันจมูกทุกครั้งที่ติดอยู่บนถนนพระรามสี่นานเกินครึ่งชั่วโมง

เมื่อเขาลองยกพรมขึ้นดูตรงมุมใต้เบาะหลัง พบว่าแผ่นซับเสียงใต้พรมยังอุ้มน้ำอยู่ และมีจุดสีขาวอมเขียวขึ้นตามขอบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "กลิ่น" แต่อยู่ที่ "ความชื้นที่ติดค้าง" และเชื้อราที่เริ่มเติบโตในห้องโดยสารแคบ ๆ ที่เขาและลูกต้องหายใจทุกวัน

หมายเหตุ: เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ตัวอย่างที่เรียบเรียงจากลักษณะปัญหาที่พบได้บ่อยหลังฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในเมือง ไม่ได้อ้างอิงข่าวหรือสถิติจากหน่วยงานใด

ทำไมรถที่ไม่จมน้ำ จึงยังเหม็นอับได้

หลายคนเข้าใจว่าถ้ารถไม่จมจนน้ำท่วมเบาะ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ความจริงคือรถยนต์ส่วนใหญ่มีจุดที่น้ำซึมเข้าได้ง่ายกว่าที่คิด เช่น ยางขอบประตูที่เสื่อม รูระบายน้ำใต้พื้นที่ไม่มีจุกปิด ช่องสายไฟที่ลอดผ่านผนังห้องเครื่อง และน้ำที่ไหลตามรองเท้าเปียกของผู้โดยสาร เมื่อขับผ่านน้ำลึก คลื่นน้ำที่รถคันหน้าดันมายังทำให้น้ำกระแทกเข้าทางขอบประตูและช่องลมด้านหน้าได้อีกด้วย

น้ำท่วมขังบนถนนในเมืองไม่ใช่น้ำฝนสะอาด แต่ปะปนด้วยน้ำจากท่อระบายน้ำ เศษขยะ น้ำมัน และสิ่งปฏิกูล เมื่อซึมเข้าไปในพรมและแผ่นซับเสียงที่อยู่ข้างใต้ วัสดุเหล่านี้จะอุ้มน้ำไว้นานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพราะห้องโดยสารปิดสนิท อากาศไม่ถ่ายเท และแดดส่องไม่ถึงพื้นรถ สภาพนี้จึงเหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรามาก

อีกจุดหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือระบบแอร์รถ ตัวคอยล์เย็น (อีวาพอเรเตอร์) ซ่อนอยู่หลังคอนโซล มีความชื้นจากการกลั่นตัวของไอน้ำอยู่แล้วตามปกติ เมื่ออากาศในห้องโดยสารชื้นจัดและมีสปอร์เชื้อราลอยอยู่ ฟิล์มเมือกของจุลินทรีย์บนคอยล์และในท่อลมจะเพิ่มขึ้น ทำให้ทุกครั้งที่เปิดแอร์ กลิ่นอับถูกเป่าตรงเข้าหน้าผู้โดยสาร ไส้กรองแอร์ที่ชื้นก็กลายเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและสปอร์อีกชั้นหนึ่ง

ผลกระทบที่มากกว่าความรำคาญ

สุขภาพของคนในรถ

ห้องโดยสารรถยนต์มีปริมาตรอากาศน้อยมากเมื่อเทียบกับห้องในบ้าน และเรามักนั่งในรถครั้งละนานในช่วงรถติด การหายใจเอาสปอร์เชื้อราและกลิ่นจากแบคทีเรียซ้ำ ๆ อาจกระตุ้นอาการคัดจมูก จาม แสบตา หรือไอ โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด นอกจากนี้น้ำท่วมขังอาจปนเปื้อนเชื้อที่ทำให้เกิดโรคท้องร่วง และในบางพื้นที่อาจมีความเสี่ยงโรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) จากน้ำที่ปนปัสสาวะสัตว์ การยกพรมหรือขัดล้างพื้นรถด้วยมือเปล่าจึงควรสวมถุงมือเสมอ ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์

ความปลอดภัยในการขับขี่

ความชื้นสะสมทำให้กระจกเป็นฝ้าบ่อย มองเห็นทางได้ยากโดยเฉพาะตอนฝนตกกลางคืน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม หากความชื้นเข้าไปถึงขั้วต่อสายไฟใต้เบาะหรือใต้พรม ก็อาจก่อปัญหาระบบไฟฟ้าตามมาภายหลัง ส่วนนี้ควรให้ช่างหรือศูนย์บริการตรวจเช็ก

เงินและเวลา

ยิ่งปล่อยไว้นาน เชื้อราจะลามจากพรมไปที่ขอบเบาะ เข็มขัดนิรภัย และผ้าหลังคา ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนวัสดุก็เพิ่มขึ้น ส่วนคนที่ใช้รถในการทำงาน เช่น เซลส์ที่รับลูกค้า หรือผู้ขับรถรับส่ง กลิ่นอับในรถยังกระทบภาพลักษณ์โดยตรง ลูกค้าที่ขึ้นรถแล้วได้กลิ่นไม่พึงประสงค์มักจำได้นานกว่าที่เราคิด

วิธีที่หลายคนลองแล้วไม่ได้ผล

  • น้ำหอมรถและสเปรย์ปรับอากาศ: เป็นการกลบกลิ่นชั่วคราว กลิ่นหอมผสมกับกลิ่นอับจนบางครั้งแย่กว่าเดิม และไม่ได้ลดความชื้นหรือเชื้อราเลย
  • เปิดกระจกตากแดดครึ่งวัน: ช่วยผิวพรมด้านบนได้บ้าง แต่แผ่นซับเสียงด้านล่างที่หนาและอุ้มน้ำแทบไม่แห้ง
  • ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ดพื้นรถ: อาจทำให้พรมและพลาสติกด่าง ไอระเหยฉุนในห้องปิด และไม่ทั่วถึงช่องที่มือเอื้อมไม่ถึง
  • ล้างรถและดูดฝุ่นตามปกติ: เครื่องดูดฝุ่นทั่วไปดูดน้ำที่ซึมลึกไม่ได้ ความชื้นยังค้างอยู่ด้านใน
  • เปลี่ยนไส้กรองแอร์อย่างเดียว: ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าพรมยังชื้นและห้องโดยสารยังมีสปอร์ ไส้กรองใหม่ก็กลับมาเหม็นได้อีก

สรุปคือ ต้องแก้ที่ต้นเหตุสามส่วนพร้อมกัน ได้แก่ ความชื้นที่ค้างอยู่ เชื้อโรคและเชื้อราบนพื้นผิว และกลิ่นกับสปอร์ที่ลอยอยู่ในอากาศและในระบบแอร์

ขั้นตอนที่ควรทำ ตั้งแต่วันแรกหลังขับลุยน้ำ

  1. ตรวจความชื้นทันที: ยกผ้ายางปูพื้นออก ใช้มือกดพรมทุกจุด ทั้งใต้เบาะหน้า ใต้เบาะหลัง และในห้องเก็บสัมภาระ หากพรมเย็นและชื้นแปลว่ามีน้ำค้างอยู่
  2. ให้ช่างตรวจระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัย: หากน้ำสูงถึงขอบประตูหรือเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติ ควรให้อู่หรือศูนย์บริการตรวจเบรก ระบบไฟฟ้า และขั้วต่อสายไฟใต้พรมก่อนใช้งานต่อ
  3. ดึงความชื้นออกให้มากที่สุด: ใช้เครื่องดูดน้ำ เปิดประตูตากในที่อากาศถ่ายเท ในกรณีที่แผ่นซับเสียงอุ้มน้ำมาก ช่างอาจต้องถอดพรมออกมาตากแยก หรือเปลี่ยนแผ่นซับเสียงที่เสียหาย
  4. ทำความสะอาดคราบโคลนและพ่นฆ่าเชื้อพื้นผิว: หลังพรมแห้งแล้ว ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะกับวัสดุในห้องโดยสาร เช่น สเปรย์ CHEMGENE HLD4H กับพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น พวงมาลัย มือจับประตู หัวเกียร์ และเข็มขัดนิรภัย
  5. เปลี่ยนไส้กรองแอร์: ทำหลังพรมแห้ง เพื่อไม่ให้ไส้กรองใหม่ดูดความชื้นกลับเข้าไปทันที
  6. อบโอโซนห้องโดยสาร: ขั้นตอนนี้ช่วยจัดการสปอร์และโมเลกุลกลิ่นที่ฝังอยู่ในเบาะ ผ้าหลังคา และท่อลม ซึ่งมือเช็ดไม่ถึง
  7. ระบายอากาศและตรวจซ้ำ: เปิดประตูให้อากาศถ่ายเทก่อนใช้รถ และสังเกตกลิ่นในวันที่ฝนตกหรือแดดร้อนจัดอีกครั้ง

ทางออกจาก WHD: พ่นฆ่าเชื้อ + อบโอโซน สำหรับรถและที่จอดรถ

World Health Disinfection (WHD) ให้บริการ อบโอโซน และ พ่นฆ่าเชื้อ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งบ้าน สำนักงาน และพื้นที่จอดรถ สำหรับเจ้าของรถที่ทำงานหรืออาศัยในบางรัก สีลม สาทร และใกล้เคียง สามารถสอบถามทีมงานเรื่องการอบโอโซนห้องโดยสารรถ พร้อมพ่นฆ่าเชื้อโรงจอดรถที่บ้านหรือที่จอดในอาคารได้ในคราวเดียว

ทำไมต้องใช้ทั้งสองอย่าง

การพ่นฆ่าเชื้อ ใช้น้ำยา CHEMGENE HLD4H ผ่านเครื่องพ่นละอองฝอยแบบ ULV ละอองละเอียดเข้าถึงซอกมุม เช่น ร่องเบาะ ใต้เบาะ และขอบประตู ซึ่งผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง โดยทีมงานจะปรับปริมาณให้เหมาะกับห้องโดยสารที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การอบโอโซน ใช้ก๊าซโอโซนที่ผลิตจาก เครื่องอบโอโซน (Ozone Generator) ก๊าซแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้า เบาะ ผ้าหลังคา และระบบท่อลมเมื่อเปิดพัดลมแอร์แบบหมุนเวียนภายในระหว่างอบ ช่วยสลายโมเลกุลกลิ่นและจัดการสปอร์เชื้อราที่ลอยในอากาศ แทนการกลบกลิ่น

ขั้นตอนการทำงาน

  1. สอบถามและประเมิน: ทีมงานสอบถามระดับน้ำที่รถลุยผ่าน จุดที่ชื้น และอาการกลิ่น เพื่อประเมินว่าควรถอดพรมหรือตากแห้งก่อนหรือไม่
  2. แนะนำการจัดการความชื้นและโคลน: หากพรมยังชื้นมาก ทีมงานจะแนะนำให้ทำให้แห้งก่อน เพราะโอโซนไม่ได้ทำหน้าที่ดึงน้ำออกจากวัสดุ
  3. พ่นฆ่าเชื้อ: พ่นละอองน้ำยาในห้องโดยสาร ห้องเก็บสัมภาระ และพื้นที่จอดรถที่เกี่ยวข้อง
  4. อบโอโซน: ปิดประตูรถ ตั้งเวลาอบตามขนาดห้องโดยสารและระดับกลิ่น โดยไม่มีคนหรือสัตว์เลี้ยงอยู่ในรถหรือบริเวณใกล้ที่ปิด
  5. ระบายอากาศ: เปิดประตูทุกบานให้อากาศถ่ายเทจนไม่มีกลิ่นโอโซนก่อนเข้าไปนั่ง
  6. ตรวจซ้ำ: แนะนำให้ลูกค้าสังเกตกลิ่นหลังใช้งานสองถึงสามวัน และแจ้งทีมงานหากกลิ่นกลับมา
ความปลอดภัยของการอบโอโซน: ห้ามมีคน เด็ก สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ในรถหรือห้องที่อบ ต้องระบายอากาศให้ครบก่อนกลับเข้าไป ทีมงานใช้ปริมาณโอโซนแบบควบคุมตามขนาดพื้นที่ เพราะโอโซนความเข้มข้นสูงต่อเนื่องนานอาจทำให้ยางและพลาสติกบางชนิดเสื่อมเร็วขึ้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถอดได้ เช่น กล้องหน้ารถ แท็บเล็ต หรือคาร์ซีทที่ต้องการความระมัดระวัง ควรนำออกก่อน

10 เหตุผลที่คนขับรถในบางรักเลือกแก้กลิ่นอับแบบครบวงจรกับ WHD

  1. แก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่กลบกลิ่นด้วย น้ำหอม แต่ใช้การอบโอโซนดับกลิ่น
  2. ใช้น้ำยา CHEMGENE HLD4H สำหรับพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย
  3. ละอองฝอย ULV เข้าถึงร่องเบาะและใต้เบาะ
  4. โอโซนแทรกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าและผ้าหลังคาที่เช็ดไม่ได้
  5. ควบคุมปริมาณโอโซนให้เหมาะกับห้องโดยสารขนาดเล็ก
  6. แนะนำลำดับงานที่ถูกต้อง ตากแห้งก่อน ฆ่าเชื้อ แล้วจึงอบ
  7. ทำพร้อมกับ พ่นฆ่าเชื้อโรงจอดรถหรือบ้าน ได้ในวันเดียว
  8. เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้เป็นภูมิแพ้ ดูเพิ่มเติมที่ โอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย
  9. ให้คำแนะนำการดูแลต่อเนื่อง เช่น การเปลี่ยนไส้กรองแอร์และการตรวจขอบยางประตู
  10. ติดต่อง่ายทั้งโทรศัพท์และ LINE สอบถามก่อนตัดสินใจได้

ก่อน: รถที่ "ดูปกติ" แต่หายใจไม่สบาย

  • เปิดประตูแล้วได้กลิ่นอับคล้ายผ้าเปียก
  • เปิดแอร์แล้วกลิ่นแรงขึ้น จามบ่อย
  • กระจกเป็นฝ้าแม้เปิดพัดลมแรง
  • พรมใต้เบาะยังเย็นและชื้น
  • มีจุดราขาวอมเขียวที่ขอบแผ่นซับเสียง

หลัง: ห้องโดยสารที่กลับมาสดชื่น

  • พรมแห้งสนิท วัสดุที่เสียหายได้รับการเปลี่ยน
  • พื้นผิวสัมผัสได้รับการพ่นฆ่าเชื้อ
  • กลิ่นอับในห้องโดยสารลดลงชัดเจน
  • เปิดแอร์แล้วไม่มีกลิ่นเหม็นอับพุ่งออกมา
  • ไม่ต้องพึ่งน้ำหอมรถกลบกลิ่นอีก

เสียงจากผู้ใช้รถ

"ตอนแรกคิดว่าแค่ซื้อน้ำหอมใหม่ก็จบ พอรู้ว่าต้องตากพรมให้แห้งก่อน แล้วค่อยฆ่าเชื้อและอบโอโซน ทุกอย่างก็ชัดขึ้น ตอนนี้ลูกนั่งรถไปโรงเรียนได้โดยไม่บ่นเรื่องกลิ่นแล้ว และผมก็รู้ว่าครั้งหน้าถ้าต้องขับลุยน้ำอีก ต้องรีบยกพรมดูตั้งแต่วันแรก"
— พนักงานออฟฟิศย่านสีลม เขตบางรัก (เรื่องเล่าจากหน้างาน)

เคล็ดลับดูแลรถในฤดูน้ำหลาก

  • หลีกเลี่ยงการขับลุยน้ำที่สูงเกินครึ่งล้อ หากจำเป็นให้ขับช้าและสม่ำเสมอ ไม่เร่งจนเกิดคลื่น
  • เก็บผ้าขนหนูเก่าและถุงพลาสติกไว้ในรถ ใช้วางรองเท้าเปียกแทนการวางบนพรม
  • หลังขับลุยน้ำทุกครั้ง ให้ยกผ้ายางและกดพรมตรวจภายใน 24 ชั่วโมง
  • เปิดแอร์โหมดอากาศภายนอกและเปิดพัดลมสักครู่ก่อนดับเครื่อง เพื่อลดความชื้นที่คอยล์เย็น
  • ตรวจยางขอบประตูและจุกยางใต้พื้นรถตามระยะเช็กระยะ
  • เก็บ สเปรย์ฆ่าเชื้อ CHEMGENE ขนาด 750 มล. ไว้ที่บ้าน สำหรับเช็ดพวงมาลัยและมือจับหลังกลับจากพื้นที่น้ำท่วม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: รถไม่ได้จม แค่ขับลุยน้ำ จำเป็นต้องอบโอโซนไหม
ตอบ: ถ้าพรมแห้งดีและไม่มีกลิ่น อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีกลิ่นอับ กระจกเป็นฝ้าบ่อย หรือพบจุดรา การอบโอโซนหลังทำให้พรมแห้งแล้วจะช่วยจัดการกลิ่นและสปอร์ได้ดีกว่าการใช้น้ำหอม

ถาม: อบโอโซนในรถทำลายเบาะหนังหรือพลาสติกไหม
ตอบ: การอบในปริมาณและเวลาที่ควบคุม และระบายอากาศตามขั้นตอน เป็นแนวทางที่ใช้ทั่วไป สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการอบความเข้มข้นสูงต่อเนื่องนานเกินจำเป็น ทีมงานจะประเมินเวลาให้เหมาะกับขนาดห้องโดยสาร

ถาม: หลังอบแล้วนั่งรถได้ทันทีไหม
ตอบ: ไม่ควร ต้องเปิดประตูระบายอากาศจนไม่มีกลิ่นโอโซนก่อน โดยเฉพาะถ้ามีเด็กหรือผู้สูงอายุนั่งด้วย

ถาม: ต้องเปลี่ยนไส้กรองแอร์ก่อนหรือหลังอบ
ตอบ: โดยทั่วไปแนะนำให้เปลี่ยนหลังพรมแห้งและหลังอบ เพื่อให้ไส้กรองใหม่ไม่สะสมสปอร์และความชื้นตั้งแต่แรก

ถาม: ถ้าเป็นรถที่จมน้ำถึงเบาะ ใช้วิธีนี้ได้ไหม
ตอบ: กรณีรถจมน้ำต้องให้ศูนย์บริการหรืออู่ตรวจระบบทั้งหมดก่อน และมักต้องถอดเบาะและพรมออก การพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนเป็นขั้นตอนท้าย ๆ หลังงานซ่อมและทำแห้งเสร็จแล้ว

ถาม: ใช้บริการที่บ้านหรือที่อาคารจอดรถได้หรือไม่
ตอบ: สอบถามทีมงานได้ทางโทรศัพท์หรือ LINE เพื่อนัดหมายและตรวจสอบเงื่อนไขพื้นที่ เช่น การได้รับอนุญาตจากนิติบุคคลอาคาร

อย่าปล่อยให้กลิ่นอับเดินทางไปกับคุณทุกวัน

ปรึกษาทีมงาน WHD เรื่องอบโอโซนรถและพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม ในเขตบางรัก สีลม สาทร และพื้นที่ใกล้เคียง

จองบริการอบโอโซน คลิกที่นี่

ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

#อบโอโซนรถ #กำจัดกลิ่นอับ #แอร์รถเหม็นอับ #กำจัดเชื้อรา #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำยาฆ่าเชื้อ #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #บางรัก

คำค้นหา: แอร์รถเหม็นอับหลังขับลุยน้ำ, พรมรถเปียก, อบโอโซนรถ, กำจัดกลิ่นอับในรถ, พ่นฆ่าเชื้อในรถ, เชื้อราในรถ, บางรัก กรุงเทพฯ 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้