พ่นฆ่าเชื้อรถพยาบาลและรถกู้ภัย หลังภารกิจอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมอบโอโซนกำจัดกลิ่นอับ พรหมพิราม พิษณุโลก ปี 2569

Last updated: 12 ต.ค. 2569  |  1 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พ่นฆ่าเชื้อรถพยาบาลและรถกู้ภัย หลังภารกิจอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมอบโอโซนกำจัดกลิ่นอับ พรหมพิราม พิษณุโลก ปี 2569

พ่นฆ่าเชื้อรถพยาบาลและรถกู้ภัย หลังภารกิจอพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมอบโอโซนกำจัดกลิ่นอับ พรหมพิราม พิษณุโลก ปี 2569

เรื่องเล่าจากหน้างาน: คืนที่สิบสองของพี่ต้น อาสากู้ภัยพรหมพิราม

พี่ต้นเป็นอาสาสมัครกู้ภัยประจำฐานแห่งหนึ่งในอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ตลอดสิบกว่าวันที่แม่น้ำน่านเอ่อล้นท่วมหมู่บ้านริมน้ำ พี่ต้นและเพื่อนอาสาแทบไม่ได้กลับบ้าน รถกระบะกู้ภัยสองคันกับรถพยาบาลของฐานวิ่งเข้าออกพื้นที่น้ำท่วมวันละหลายเที่ยว ขนผู้สูงอายุติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรังออกมายังศูนย์พักพิงและโรงพยาบาล

บางเที่ยวน้ำสูงถึงบันไดรถ ผู้ประสบภัยหลายคนขึ้นรถทั้งที่ตัวเปียก เสื้อผ้ามีโคลน บางคนมีแผลที่เท้าจากการเดินลุยน้ำมาหลายวัน บางคนท้องเสีย บางคนไข้ขึ้น เปลสนามและแผ่นกระดานรองหลังถูกใช้แล้วใช้อีกโดยแทบไม่มีเวลาล้าง เสื้อชูชีพกองรวมกันที่ท้ายกระบะ เปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียกอยู่อย่างนั้น

คืนที่สิบสอง น้ำเริ่มลด ภารกิจอพยพจบลง พี่ต้นเปิดประตูหลังรถพยาบาลเพื่อเก็บอุปกรณ์ กลิ่นที่ออกมาเป็นกลิ่นผสมระหว่างโคลน เหงื่อ อาเจียน และความอับชื้นที่สะสมมาหลายวัน พื้นยางในห้องพยาบาลมีคราบน้ำตาลตามร่อง ช่องเก็บอุปกรณ์มีน้ำขังอยู่ด้านล่าง ฟองน้ำเปลเริ่มมีจุดดำ หัวหน้าฐานเดินมาดูแล้วพูดประโยคเดียวว่า "ถ้าพรุ่งนี้มีเคสหัวใจหรือเด็กแรกเกิด เราจะให้เขาขึ้นรถสภาพนี้ไม่ได้"

ทีมอาสาล้างรถกันจนดึก แต่ทุกคนรู้ดีว่าการฉีดน้ำและถูพื้นอย่างเดียวไม่พอสำหรับรถที่ต้องรับคนเจ็บ คนป่วย และคนที่ร่างกายอ่อนแอที่สุดในชุมชน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับหน่วยกู้ภัย มูลนิธิ รถพยาบาลของ อบต. และโรงพยาบาลชุมชนอีกหลายแห่งในพรหมพิราม บางระกำ และอำเภอใกล้เคียงในปีนี้

ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในรถพยาบาลและรถกู้ภัยหลังภารกิจน้ำท่วม

รถพยาบาลและรถกู้ภัยเป็นพื้นที่ที่คนป่วย คนเจ็บ และเจ้าหน้าที่อยู่รวมกันในห้องแคบ ๆ หลังภารกิจอพยพน้ำท่วม รถเหล่านี้ไม่ได้เปื้อนแค่โคลน แต่ยังสัมผัสกับน้ำท่วมที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล สารคัดหลั่งจากผู้ป่วย และความชื้นที่สะสมต่อเนื่องหลายวัน

ความเสี่ยงต่อสุขภาพ

  • เชื้อแบคทีเรียจากน้ำท่วม เช่น อีโคไล ที่ติดมากับเสื้อผ้าและรองเท้าของผู้ประสบภัย ทำให้เกิดโรคท้องร่วง
  • โรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ลุยน้ำบ่อยและมีบาดแผลเล็ก ๆ ที่มือเท้ามีความเสี่ยงสูง และเชื้ออาจติดมากับอุปกรณ์ที่แช่น้ำ
  • เชื้อจากผู้ป่วย ทั้งผู้ที่มีไข้ ท้องเสีย หรือโรคทางเดินหายใจ ซึ่งอาจตกค้างบนเปล ราวจับ และพื้นผิวในห้องพยาบาล
  • เชื้อราและสปอร์ ในฟองน้ำเปล เบาะนั่ง และช่องเก็บของที่อับชื้น เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำและผู้ที่เป็นโรคหอบหืด
  • โรคผิวหนังและแผลติดเชื้อ จากการสัมผัสอุปกรณ์ที่ปนเปื้อน

ความเสี่ยงต่อภารกิจและความน่าเชื่อถือ

รถพยาบาลและรถกู้ภัยต้องพร้อมออกเหตุตลอดเวลา หากรถยังสกปรกหรือมีกลิ่นอับ ทีมงานจะลังเล ผู้ป่วยและญาติจะรู้สึกไม่มั่นใจ ส่วนหน่วยงานต้นสังกัดก็อาจได้รับคำถามเรื่องมาตรฐานความสะอาด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่ล้มป่วยจากเชื้อที่ติดมากับรถก็หมายถึงกำลังคนที่ลดลงในช่วงที่ชุมชนต้องการมากที่สุด

ความเสี่ยงต่ออุปกรณ์

อุปกรณ์กู้ภัยหลายชิ้นมีราคาสูงและหาทดแทนได้ยาก เช่น เปลตักผู้ป่วย แผ่นกระดานรองหลัง ชุดเฝือก เสื้อชูชีพ และกระเป๋าปฐมพยาบาล หากปล่อยให้อับชื้นโดยไม่ฆ่าเชื้อ เชื้อราจะลุกลามจนต้องทิ้งอุปกรณ์ก่อนเวลาอันควร

ทำไมการล้างรถตามปกติจึงไม่พอ

ฉีดน้ำแรงดันสูงแล้วจบ ช่วยเอาโคลนออก แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ และน้ำที่ฉีดเข้าไปยังอาจไหลลงซอกใต้พื้นและช่องเก็บของ ทำให้อับชื้นมากขึ้นกว่าเดิม

เช็ดด้วยน้ำยาฟอกขาวเข้มข้น อาจกัดกร่อนโลหะ ทำให้วัสดุพลาสติกและหนังเทียมเปราะ ไอระเหยฉุนในห้องพยาบาลที่ปิดแคบยังระคายเคืองทางเดินหายใจของเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย และมือก็เช็ดไม่ถึงทุกซอก

ฉีดน้ำหอมดับกลิ่น กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ในรถพยาบาล กลิ่นหอมแรง ๆ อาจทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้มากขึ้น และกลิ่นอับก็จะกลับมาเมื่อเปิดแอร์

จอดตากแดดหลายวัน ในช่วงน้ำท่วม รถกู้ภัยไม่มีเวลาจอดพักนาน และการตากแดดไม่ได้เข้าถึงเชื้อราที่อยู่ในฟองน้ำและท่อลมแอร์

ทางออก: พ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV ด้วย Chemgene HLD4H ร่วมกับอบโอโซน

World Health Disinfection (WHD) ให้ บริการพ่นฆ่าเชื้อ ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H ผ่านเครื่องพ่นละอองฝอยละเอียด (ULV) ละอองขนาดเล็กกระจายทั่วห้องพยาบาล ห้องคนขับ ช่องเก็บอุปกรณ์ ใต้เปล และตามร่องพื้น ช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราบนพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย ทั้งราวจับ หัวเตียง เข็มขัดรัดเปล และแผงควบคุม

ต่อด้วย บริการอบโอโซน ในห้องโดยสารที่ปิดสนิท โอโซนแพร่เข้าไปในทุกซอกและท่อลมแอร์ ช่วยทำลายสปอร์เชื้อราและสลายโมเลกุลกลิ่นอับ กลิ่นอาเจียน และกลิ่นโคลน เมื่อระบายอากาศแล้ว โอโซนจะสลายกลับเป็นออกซิเจน ไม่ทิ้งกลิ่นสารเคมีในรถที่ต้องรับผู้ป่วย

ขั้นตอนการให้บริการสำหรับหน่วยกู้ภัยและรถพยาบาล

  1. สำรวจและประเมิน ตรวจสภาพรถแต่ละคัน จุดที่มีน้ำขัง ชนิดวัสดุ และรายการอุปกรณ์ที่ต้องฆ่าเชื้อ พร้อมวางแผนให้ไม่กระทบเวรออกเหตุ
  2. แนะนำการล้างและคัดแยก ให้คำแนะนำการล้างโคลน คัดแยกขยะติดเชื้อตามระบบของหน่วยงาน และนำอุปกรณ์ที่ถอดได้ออกมาวางเรียงในพื้นที่ที่จัดไว้
  3. พ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV ทั่วห้องพยาบาล ห้องคนขับ ช่องเก็บของ และอุปกรณ์ เช่น เปล แผ่นกระดานรองหลัง เสื้อชูชีพ และกล่องอุปกรณ์
  4. อบโอโซน ปิดรถหรือห้องเก็บอุปกรณ์ให้สนิท ตั้งเวลาและความเข้มข้นตามขนาดพื้นที่ เดินระบบหมุนเวียนอากาศเพื่อให้โอโซนเข้าท่อแอร์
  5. ระบายอากาศ เปิดประตูทุกบานจนโอโซนสลายหมด ทีมงานยืนยันก่อนให้เจ้าหน้าที่กลับเข้าใช้รถ
  6. ตรวจซ้ำและให้คำแนะนำ ตรวจกลิ่นและความชื้น แนะนำรอบการฆ่าเชื้อระหว่างภารกิจในช่วงฤดูน้ำหลากที่เหลือ

ความปลอดภัยของโอโซน: ระหว่างอบต้องไม่มีคน สัตว์ หรือต้นไม้อยู่ในรถหรือห้องที่อบเด็ดขาด ต้องระบายอากาศจนสลายหมดก่อนเข้าใช้งาน อุปกรณ์การแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความไว เช่น เครื่องวัดสัญญาณชีพ เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า หรือวิทยุสื่อสารที่ถอดได้ ควรนำออกหรือปิดคลุมตามคำแนะนำของผู้ผลิต ทีมงานควบคุมปริมาณโอโซนให้เหมาะสมเพื่อถนอมชิ้นส่วนยางและซีลประตู

จุดที่มักถูกมองข้ามในรถกู้ภัยหลังน้ำท่วม

จากประสบการณ์หน้างาน จุดที่ทีมอาสามักล้างไม่ถึงคือพื้นที่ที่มองไม่เห็นหรือเอื้อมไม่ถึง ซึ่งกลับเป็นจุดที่เชื้อโรคและเชื้อราสะสมมากที่สุด

  • รางล็อกเปลและขาเปล โคลนและน้ำขังมักติดอยู่ในร่องรางเลื่อน ซึ่งเป็นจุดที่มือสัมผัสทุกครั้งที่ยกเปลขึ้นลง
  • ใต้พื้นยางและขอบประตูหลัง น้ำที่ไหลเข้ามาระหว่างขนย้ายผู้ประสบภัยมักซึมลงใต้แผ่นยางปูพื้นและค้างอยู่หลายวัน
  • ช่องลมแอร์ห้องพยาบาล ความชื้นจากเสื้อผ้าเปียกของผู้ประสบภัยถูกดูดเข้าระบบแอร์ ทำให้มีกลิ่นอับทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
  • ท้ายกระบะและกล่องเก็บอุปกรณ์ ที่ใช้ขนเสื้อชูชีพ เชือก และห่วงยาง ซึ่งเปียกแล้วถูกพับเก็บโดยไม่ได้ตาก
  • เบาะคนขับและแผงวิทยุสื่อสาร ที่เจ้าหน้าที่จับด้วยมือเปียกตลอดภารกิจ

การพ่นฆ่าเชื้อแบบละอองฝอยและการอบโอโซนช่วยเข้าถึงจุดเหล่านี้ได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องรื้อทุกชิ้นส่วนของรถ ทีมกู้ภัยจึงประหยัดเวลาและกลับมาพร้อมออกเหตุได้เร็วขึ้น

10 เหตุผลที่หน่วยกู้ภัยและรถพยาบาลควรฆ่าเชื้ออย่างมืออาชีพหลังภารกิจน้ำท่วม

  1. ลดความเสี่ยงที่เชื้อจากน้ำท่วมจะส่งต่อไปยังผู้ป่วยรายถัดไป ด้วย การพ่นฆ่าเชื้อแบบ ULV
  2. ปกป้องสุขภาพของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานหนักมาหลายวัน
  3. ละอองฝอยเข้าถึงใต้เปล ร่องพื้น และช่องเก็บของที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง
  4. ใช้น้ำยา CHEMGENE HLD4H ที่เหมาะกับการฆ่าเชื้อพื้นผิวในพื้นที่ใช้งานจริง
  5. อบโอโซน กำจัดกลิ่นอับ กลิ่นอาเจียน และกลิ่นโคลนที่ต้นเหตุ
  6. ยืดอายุอุปกรณ์กู้ภัยราคาสูงไม่ให้ขึ้นราจนต้องทิ้ง
  7. ควบคุมปริมาณโอโซนอย่างระมัดระวัง ใส่ใจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยาง
  8. วางแผนเป็นรอบ ไม่ทำให้ขาดรถออกเหตุ
  9. สร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย ญาติ และหน่วยงานต้นสังกัด
  10. เติมการดูแลรายวันด้วย สเปรย์ Chemgene ขนาด 750 มล. สำหรับเช็ดราวจับและเปลหลังส่งผู้ป่วยแต่ละราย

ก่อนและหลังการฟื้นฟูรถกู้ภัย

ก่อน

  • ห้องพยาบาลมีกลิ่นโคลน เหงื่อ และอาเจียน
  • มีน้ำขังในช่องเก็บอุปกรณ์
  • ฟองน้ำเปลและเบาะเริ่มมีจุดดำ
  • เสื้อชูชีพกองรวมกันจนอับ
  • เจ้าหน้าที่ไม่มั่นใจที่จะรับผู้ป่วยรายถัดไป

หลัง

  • ห้องพยาบาลไม่มีกลิ่นอับ อากาศสดชื่น
  • พื้นผิวและอุปกรณ์ผ่านการฆ่าเชื้อทั่วถึง
  • อุปกรณ์จัดเก็บแห้งและเป็นระเบียบ
  • ทีมงานพร้อมออกเหตุอย่างมั่นใจ
  • มีขั้นตอนชัดเจนที่รายงานต่อหน่วยงานได้

เสียงจากผู้ใช้บริการ

"หลังจากทีมงานพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนให้ รถทั้งสองคันกลับมาสะอาดและไม่มีกลิ่นอีก น้อง ๆ อาสาบอกว่าทำงานสบายใจขึ้นมาก เพราะรู้ว่ารถพร้อมจริง ๆ สำหรับผู้ป่วยคนต่อไป"

— หัวหน้าฐานอาสากู้ภัย อำเภอพรหมพิราม (เรื่องเล่าจากหน้างาน)

ข้อแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครหลังภารกิจ

  • สวมถุงมือยางและรองเท้าบูตขณะล้างรถและอุปกรณ์ ปิดแผลให้มิดชิดก่อนสัมผัสน้ำ
  • ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังลุยน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร
  • แยกเสื้อผ้าที่ใส่ปฏิบัติงานออกจากเสื้อผ้าของครอบครัว และซักให้สะอาด
  • หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อน่อง หรือตาแดงหลังลุยน้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งว่าสัมผัสน้ำท่วม ตามคำแนะนำของ กรมควบคุมโรค
  • จัดตารางฆ่าเชื้อรถทุกคันเป็นรอบ เพื่อให้มีรถพร้อมออกเหตุเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

ถาม: ต้องหยุดใช้รถนานแค่ไหน
ตอบ: ขึ้นอยู่กับขนาดรถและสภาพความสกปรก ทีมงานจะประเมินและแจ้งระยะเวลาโดยประมาณก่อนเริ่มงาน และวางแผนทยอยทำทีละคันเพื่อให้หน่วยยังมีรถออกเหตุได้

ถาม: อุปกรณ์การแพทย์ในรถต้องถอดออกไหม
ตอบ: อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความไวและถอดได้ควรนำออกหรือปิดคลุมก่อนอบโอโซน ส่วนพื้นผิวภายนอกของอุปกรณ์สามารถทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิตแยกต่างหาก

ถาม: ฆ่าเชื้อเสื้อชูชีพและเปลได้หรือไม่
ตอบ: ได้ โดยควรล้างโคลนและตากให้แห้งก่อน จากนั้นนำมาวางเรียงในห้องที่ปิดได้เพื่อพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนพร้อมกัน

ถาม: ฐานกู้ภัยหรือห้องพักเจ้าหน้าที่ที่น้ำท่วมใช้บริการได้ไหม
ตอบ: ได้ บริการครอบคลุมทั้งรถ ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องพักเวร และอาคารของหน่วยงาน

ถาม: ระหว่างอบโอโซนต้องทำอย่างไร
ตอบ: ทุกคนต้องอยู่นอกพื้นที่ ห้ามมีคน สัตว์ หรือต้นไม้ในรถหรือห้องที่อบ และต้องรอระบายอากาศจนทีมงานยืนยันว่าปลอดภัย

ถาม: ติดต่ออย่างไร
ตอบ: โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268 ทีมงานจะสอบถามจำนวนรถ ขนาดพื้นที่ และนัดสำรวจ

ให้รถที่ช่วยชีวิตคนอื่น กลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

ปรึกษาทีมงาน World Health Disinfection เพื่อวางแผนพ่นฆ่าเชื้อและอบโอโซนรถพยาบาล รถกู้ภัย และอุปกรณ์ หลังภารกิจน้ำท่วมในพรหมพิรามและพื้นที่ใกล้เคียง

ดูบริการพ่นฆ่าเชื้อ คลิกที่นี่

จองบริการอบโอโซน คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com

#พ่นฆ่าเชื้อรถพยาบาล #พ่นฆ่าเชื้อรถกู้ภัย #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #อบโอโซน #กำจัดกลิ่นอับ #น้ำยาฆ่าเชื้อ #พรหมพิราม #ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

คำค้นหา: พ่นฆ่าเชื้อรถพยาบาล, พ่นฆ่าเชื้อรถกู้ภัย, อบโอโซนรถกู้ภัย, ฆ่าเชื้อหลังอพยพน้ำท่วม, ฆ่าเชื้ออุปกรณ์กู้ภัย, พ่นฆ่าเชื้อ พรหมพิราม, น้ำท่วม พิษณุโลก, Chemgene HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้