จัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้านเสี่ยงที่สุด 2569: 10 เชื้อที่คนลงแรงช่วยฟื้นบ้านต้องรู้ทัน ก่อนปิดงานด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อ

Last updated: 6 ต.ค. 2569  |  15 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้านเสี่ยงที่สุด 2569: 10 เชื้อที่คนลงแรงช่วยฟื้นบ้านต้องรู้ทัน ก่อนปิดงานด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อ

จัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้านเสี่ยงที่สุด 2569: 10 เชื้อที่คนลงแรงช่วยฟื้นบ้านต้องรู้ทัน ก่อนปิดงานด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อ

ทุกครั้งที่น้ำลด คนกลุ่มแรกที่เดินเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยโคลนคืออาสาสมัคร ทีมล้างบ้าน ช่างซ่อม และเจ้าของบ้านที่ลงมือเอง บทความ จัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้าน ชิ้นนี้รวบรวมเชื้อโรค 10 กลุ่มที่คนทำงานด่านหน้าเสี่ยงสัมผัสมากที่สุด เรียงตามเกณฑ์ที่เราอธิบายไว้อย่างชัดเจน บอกว่าเชื้อแต่ละชนิดซ่อนอยู่ตรงไหน เข้าสู่ร่างกายทางใด อาการที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันตัวระหว่างทำงาน จากนั้นจึงอธิบายว่าทำไมเมื่อขนโคลนและล้างบ้านเสร็จแล้ว การปิดงานด้วย บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม จาก World Health Disinfection (WHD) จึงช่วยลดภาระและความเสี่ยงของทั้งทีมอาสาและครอบครัวที่จะกลับเข้าบ้าน

สถานการณ์น้ำท่วม 2569 และเหตุผลที่ต้องพูดถึงความปลอดภัยของอาสาสมัคร

ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งเผยแพร่ผ่านเดลินิวส์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวมครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 1,270,151 ครัวเรือน ตัวเลขนี้หมายความว่าหลังน้ำลด จะมีบ้าน ร้านค้า วัด โรงเรียน และอาคารจำนวนมากที่ต้องขนโคลน ล้างพื้น รื้อของเสียหาย และฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้

งานเหล่านี้แทบทั้งหมดพึ่งพาแรงคน ทั้งอาสาสมัครจากมูลนิธิ นักศึกษา ทหาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่างรับจ้าง และเพื่อนบ้านที่มาช่วยกัน คนกลุ่มนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่กับน้ำขัง โคลน เศษไม้ ตะปู ขยะ และสิ่งปฏิกูลที่ปนมากับน้ำ จึงเป็นกลุ่มที่สัมผัสเชื้อโรคหลังน้ำท่วมโดยตรงมากกว่าคนทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) และกรมควบคุมโรค ต่างย้ำตรงกันว่าผู้ที่ทำความสะอาดหลังน้ำท่วมควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน ดูแลบาดแผล ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

กรณีตัวอย่าง: ทีมอาสาสามวันกับบ้านริมน้ำที่จมโคลนครึ่งเข่า

หมายเหตุ: เรื่องต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบได้บ่อยหลังน้ำท่วม ไม่ใช่คำบอกเล่าของบุคคลหรือหน่วยงานใดโดยเฉพาะ

ต้นเป็นนักศึกษาปีสามที่สมัครเข้าทีมอาสาของคณะ ทีมของเขามีสิบสองคน ได้รับมอบหมายให้ช่วยล้างบ้านในชุมชนริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในภาคกลาง บ้านหลังแรกเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ชั้นล่างจมน้ำเกือบหนึ่งสัปดาห์ เมื่อน้ำลด โคลนสีดำหนาเกือบครึ่งเข่าเคลือบพื้นทั้งหมด ตู้กับข้าวล้มคว่ำ ถังน้ำปลาแตก ถุงข้าวสารเปื่อยยุ่ย และมีกลิ่นคล้ายท่อน้ำทิ้งลอยอยู่ทั่วบ้าน

วันแรกทุกคนกระตือรือร้น บางคนใส่รองเท้าแตะเพราะคิดว่าจะได้ล้างเท้าง่าย บางคนไม่ใส่ถุงมือเพราะรู้สึกว่าจับพลั่วถนัดกว่า พอถึงเวลาพักเที่ยง ทุกคนนั่งกินข้าวกล่องบนแคร่หน้าบ้าน ล้างมือด้วยน้ำจากถังที่ตักมาจากโอ่ง ตกเย็นมีเพื่อนสองคนโดนเศษไม้ที่มีตะปูบาดฝ่าเท้า อีกคนหนึ่งมีรอยข่วนที่แขนจากสังกะสี ทุกคนล้างแผลด้วยน้ำเปล่าแล้วทำงานต่อ

วันที่สาม หัวหน้าทีมสังเกตว่าเพื่อนคนหนึ่งปวดน่องมากผิดปกติและมีไข้ อีกคนท้องเสียตั้งแต่เช้า และหลายคนมีผื่นคันตามง่ามนิ้วเท้า หัวหน้าทีมจึงพาคนที่มีไข้ไปพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งว่าลุยน้ำและโคลนมาหลายวัน ส่วนเจ้าของบ้านซึ่งเป็นคุณยายวัยเจ็ดสิบกว่ากับหลานเล็กสองคนก็เริ่มถามว่า เมื่อล้างบ้านเสร็จแล้ว จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเชื้อโรคที่มากับน้ำไม่หลงเหลืออยู่ตามพื้น ผนัง และห้องน้ำ

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้แทบทุกพื้นที่ที่น้ำเพิ่งลด คำถามจึงมีสองข้อ ข้อแรก อาสาสมัครควรระวังเชื้ออะไรเป็นพิเศษ และข้อสอง เมื่อแรงงานคนทำส่วนที่หนักที่สุดเสร็จแล้ว ใครจะปิดงานในขั้นตอนฆ่าเชื้อ เพื่อให้ครอบครัวกลับเข้าบ้านได้อย่างมั่นใจขึ้น บทความนี้ตอบทั้งสองข้อ

เกณฑ์การจัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วมสำหรับอาสาสมัครและทีมล้างบ้าน

การจัดอันดับในบทความนี้เป็น การจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของ WHD เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่การจัดอันดับทางการ ไม่ได้อ้างอิงสถิติการป่วยชุดใดชุดหนึ่ง และไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐ เราพิจารณาจากเกณฑ์ห้าข้อดังนี้

  1. ความถี่ที่ถูกกล่าวถึงในคำแนะนำหลังน้ำท่วม ของ WHO, CDC และกรมควบคุมโรค โดยเฉพาะคำแนะนำสำหรับคนทำความสะอาดและอาสาสมัคร
  2. ช่องทางการสัมผัสที่ตรงกับลักษณะงานล้างบ้าน เช่น การลุยน้ำ การยกของ การโกยโคลน การรื้อผนัง และการกินอาหารในพื้นที่ทำงาน
  3. ความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที
  4. ความทนทานของเชื้อในสภาพแวดล้อมหลังน้ำท่วม ซึ่งเราอธิบายในเชิงคุณภาพเท่านั้น ไม่ระบุตัวเลขระยะเวลาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน
  5. ความง่ายในการแพร่ต่อ จากคนสู่คน จากมือสู่ปาก หรือจากพื้นผิวสู่บาดแผล

ลำดับจึงสะท้อนมุมมองของคนทำงานด่านหน้าเป็นหลัก เชื้อที่อยู่อันดับท้ายไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพียงแต่โอกาสสัมผัสระหว่างงานล้างบ้านอาจน้อยกว่าหรือขึ้นกับพื้นที่มากกว่า ข้อมูลทางการแพทย์ในบทความเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการรักษา หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ทุกครั้ง

อันดับ 1: เชื้อเลปโตสไปรา (Leptospira) ต้นเหตุโรคฉี่หนู ภัยอันดับแรกของคนลุยน้ำ

ทำไมอยู่อันดับ 1: โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนูเป็นโรคที่กรมควบคุมโรคเตือนทุกครั้งในช่วงน้ำท่วม และเป็นโรคที่สัมพันธ์กับการลุยน้ำและโคลนโดยตรง อาสาสมัครที่ยืนแช่น้ำนานหลายชั่วโมง ใส่รองเท้าแตะ หรือมีแผลที่เท้าและขาจึงอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด

ซ่อนอยู่ที่ไหน: เชื้อเลปโตสไปราออกมากับปัสสาวะของหนูและสัตว์บางชนิด แล้วปะปนอยู่ในน้ำขัง ดินโคลน และแอ่งน้ำรอบบ้าน โดยเฉพาะใต้ถุนบ้าน โรงเก็บของ ครัวที่มีเศษอาหารเน่า และมุมที่หนูหนีน้ำขึ้นไปอาศัย เชื้อชนิดนี้ชอบความชื้นและอยู่ในดินหรือน้ำที่ไม่แห้งได้นานพอสมควร

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่น่อง ตาแดง บางรายมีอาการรุนแรงต่อไตหรือตับได้ อาการมักเริ่มหลังสัมผัสน้ำไปไม่กี่วันจนถึงราวสองสัปดาห์ คนที่ทำงานกลางน้ำ คนที่มีแผล และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรระวังเป็นพิเศษ

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: สวมรองเท้าบูทยางสูงและถุงมือยาง ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำก่อนลงน้ำ หลีกเลี่ยงการแช่น้ำนาน ล้างตัวด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังเลิกงาน หากมีไข้และปวดน่องหลังลุยน้ำ ให้ไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทุกครั้ง

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: การโกยโคลนและล้างพื้นด้วยน้ำสะอาดช่วยลดปริมาณเชื้อที่ติดอยู่กับดิน เมื่อพื้นผิวสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยจัดการกับพื้นผิวแข็งที่น้ำเคยท่วม เชื้อเลปโตสไปราเป็นแบคทีเรีย ซึ่งตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมกลุ่มแบคทีเรีย แต่ WHD ไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะกับเชื้อชนิดนี้ หากต้องการข้อมูลผลทดสอบเฉพาะเชื้อ สามารถสอบถามทีมงานได้โดยตรง

อันดับ 2: เชื้อบาดทะยัก (Clostridium tetani) ที่มากับตะปู เศษไม้ และสังกะสี

ทำไมอยู่อันดับ 2: งานล้างบ้านหลังน้ำท่วมคืองานที่ต้องจับเศษไม้ เศษกระจก ตะปู สังกะสี และเหล็กที่ซ่อนอยู่ใต้โคลน บาดแผลจากของมีคมจึงเกิดขึ้นได้บ่อยมาก WHO และ CDC แนะนำให้ผู้ที่ทำความสะอาดหลังภัยพิบัติตรวจสอบสถานะวัคซีนป้องกันบาดทะยัก เพราะโรคนี้อาจรุนแรงมากหากเกิดขึ้น

ซ่อนอยู่ที่ไหน: เชื้อบาดทะยักสร้างสปอร์ที่ทนทานอยู่ในดิน ฝุ่น และมูลสัตว์ได้เป็นเวลานาน เมื่อน้ำท่วมพาดินโคลนเข้ามาในบ้าน สปอร์เหล่านี้จึงปะปนอยู่ทั่วไป และเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านแผลลึก แผลตะปูตำ หรือแผลที่มีเศษดินติดค้าง

อาการและกลุ่มเสี่ยง: กล้ามเนื้อเกร็ง ขากรรไกรแข็ง อ้าปากลำบาก กลืนลำบาก และอาจมีอาการเกร็งกระตุกทั่วตัว ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนกระตุ้นนานแล้ว และผู้ที่มีแผลลึกปนเปื้อนดิน มีความเสี่ยงมากกว่า

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: สวมรองเท้าพื้นหนาที่ตะปูแทงทะลุยาก สวมถุงมือหนังหรือถุงมือผ้าเคลือบยางเมื่อจับเศษวัสดุ ใช้ไม้หรือคราดเขี่ยของในโคลนแทนการล้วงด้วยมือ หากมีแผลให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเรื่องวัคซีนบาดทะยักตามดุลยพินิจของแพทย์

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: สิ่งที่ช่วยมากที่สุดคือการขนเศษวัสดุมีคมออกและล้างโคลนให้หมด สปอร์ของเชื้อกลุ่มนี้ทนต่อสารฆ่าเชื้อหลายชนิด เราจึงไม่กล่าวอ้างว่าการพ่นฆ่าเชื้อจะทำลายสปอร์บาดทะยักได้ทั้งหมด บทบาทของการพ่นคือช่วยลดเชื้อกลุ่มอื่นบนพื้นผิวที่สะอาดแล้ว ส่วนการป้องกันบาดทะยักที่ได้ผลจริงคือการป้องกันแผลและการรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

อันดับ 3: สแตฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เชื้อแผลติดเชื้อของคนทำงานหนัก

ทำไมอยู่อันดับ 3: แผลถลอก แผลบาด และรอยข่วนเล็ก ๆ ที่อาสาสมัครมักมองข้าม เป็นประตูให้แบคทีเรียบนผิวหนังและในสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกาย เมื่อแผลแช่น้ำสกปรกหรือถูกเหงื่อและโคลนหมักหมมทั้งวัน การติดเชื้อที่ผิวหนังจึงเกิดได้ง่าย

ซ่อนอยู่ที่ไหน: สแตฟิโลคอคคัส ออเรียสพบได้บนผิวหนังและในโพรงจมูกของคนทั่วไป และติดอยู่บนพื้นผิวที่มือสัมผัสบ่อย เช่น ด้ามพลั่ว ด้ามไม้กวาด ถังน้ำ ราวบันได และลูกบิดประตู ส่วนสเตรปโตคอคคัสบางชนิดทำให้เกิดผิวหนังอักเสบและไฟลามทุ่ง เชื้อเหล่านี้แพร่ผ่านอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันโดยไม่ได้ล้าง

อาการและกลุ่มเสี่ยง: แผลบวมแดง ร้อน ปวด มีหนอง หรือมีรอยแดงลามออกจากแผล บางรายมีไข้ ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และคนที่มีแผลเรื้อรังเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงกว่าคนทั่วไป

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: ปิดแผลทุกแผลก่อนเริ่มงาน เปลี่ยนผ้าปิดแผลเมื่อเปียก ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งที่พัก ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน และหากแผลบวมแดงลุกลามหรือมีไข้ ให้พบแพทย์ทันที

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: หลังจากทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นผิวที่มือสัมผัสบ่อยแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดแบคทีเรียที่ค้างตามจุดเหล่านั้น สแตฟิโลคอคคัสและสเตรปโตคอคคัสอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ ผู้ที่ต้องการเอกสารผลทดสอบสามารถขอดูจาก WHD ได้

อันดับ 4: อีโคไล (Escherichia coli) และชิเกลลา (Shigella) เชื้อจากสิ่งปฏิกูลที่เข้าปากผ่านมือ

ทำไมอยู่อันดับ 4: น้ำท่วมมักพาน้ำเสียจากท่อระบายและบ่อเกรอะที่ล้นเข้ามาในบ้าน อาสาสมัครจับโคลนที่ปนสิ่งปฏิกูลทั้งวัน แล้วหยิบอาหาร ขวดน้ำ หรือโทรศัพท์ด้วยมือเดียวกัน เส้นทางจากมือสู่ปากจึงเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในทุกจุดพักกินข้าว

ซ่อนอยู่ที่ไหน: โคลนบนพื้นห้องน้ำ รอบชักโครก ท่อระบายน้ำในครัว ใต้ซิงก์ ถังน้ำที่ใช้ซ้ำ และถุงมือที่ใส่แล้วถอดสลับไปมา เชื้อเหล่านี้อยู่ในโคลนเปียกได้ระยะหนึ่ง และติดไปกับรองเท้าบูทหรือเสื้อผ้าเข้าสู่ที่พักของอาสาสมัครได้ด้วย

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางรายถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน โดยเฉพาะเชื้อชิเกลลาซึ่งทำให้เกิดโรคบิด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ร่างกายอ่อนเพลียจากการทำงานหนักเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ หากถ่ายบ่อย มีไข้ หรือมีเลือดปน ควรพบแพทย์

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: จัดจุดล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่แยกจากจุดล้างอุปกรณ์ ถอดถุงมือก่อนกินอาหาร ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ปิดสนิท ไม่วางอาหารบนพื้นที่เคยจมน้ำ และแยกรองเท้าทำงานไว้นอกที่พัก

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: หลังโกยโคลนและล้างห้องน้ำ ครัว และพื้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยจัดการกับจุดที่ผ้าถูพื้นเข้าไม่ถึง เช่น หลังชักโครก ขอบบัวพื้น และร่องยาแนว อีโคไลและชิเกลลาเป็นแบคทีเรียในกลุ่มที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่ไม่มีการอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อในบทความนี้ ส่วนเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อจากอุจจาระอีกชนิดหนึ่ง เป็นเชื้อที่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุชื่อไว้โดยตรง

อันดับ 5: เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) สตาคีบอทริส (Stachybotrys) และเพนิซิลเลียม (Penicillium)

ทำไมอยู่อันดับ 5: งานรื้อฝ้า รื้อผนังยิปซัม ยกที่นอน และขนเฟอร์นิเจอร์ที่ขึ้นราเป็นงานที่ทำให้สปอร์เชื้อราฟุ้งกระจายในอากาศมากที่สุด CDC แนะนำให้ผู้ทำความสะอาดบ้านที่มีเชื้อราสวมหน้ากากกรองอนุภาคชนิด N95 ถุงมือ และแว่นตาป้องกัน เพราะการสูดสปอร์จำนวนมากระคายเคืองทางเดินหายใจได้

ซ่อนอยู่ที่ไหน: หลังผนังยิปซัม ใต้พื้นไม้ลามิเนต ในฉนวนกันความร้อน บนฝ้าเพดานที่ซึมน้ำ ตู้ไม้ที่บวมน้ำ ที่นอน โซฟา และพรม หากบ้านไม่ได้ทำความสะอาดและทำให้แห้งภายในราว 24 ถึง 48 ชั่วโมงตามคำแนะนำทั่วไปของ CDC เชื้อราก็เริ่มเติบโตได้

อาการและกลุ่มเสี่ยง: คัดจมูก จาม ไอ ระคายเคืองตาและคอ หายใจมีเสียงหวีด ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเสี่ยงมากกว่า โดยเชื้อแอสเปอร์จิลลัสอาจก่อปัญหารุนแรงต่อผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: สวมหน้ากาก N95 ที่แนบหน้า สวมแว่นตาและถุงมือ เปิดหน้าต่างระบายอากาศ ฉีดน้ำให้วัสดุที่ขึ้นราชื้นก่อนรื้อเพื่อลดฝุ่น ห่อวัสดุที่ขึ้นราด้วยถุงพลาสติกก่อนขนออก และให้ผู้ที่เป็นหอบหืดทำงานส่วนอื่นแทน

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: วัสดุพรุนที่ขึ้นราหนักควรรื้อทิ้ง ส่วนพื้นผิวแข็งควรขัดล้างแล้วทำให้แห้ง จากนั้นการพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดเชื้อราที่ยังติดอยู่บนพื้นผิวที่ทำความสะอาดแล้ว ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุมเชื้อรา (fungi/mold) โดยรวม แต่ไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสายพันธุ์ที่กล่าวถึงข้างต้น หากบ้านยังมีกลิ่นอับ อาจใช้ บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย เสริมหลังจากบ้านแห้งแล้ว

อันดับ 6: เชื้อเมลิออยโดสิส (Burkholderia pseudomallei) ในดินโคลนที่ถูกน้ำพัดพา

ทำไมอยู่อันดับ 6: โรคเมลิออยโดสิสเป็นโรคที่กรมควบคุมโรคเตือนบ่อยในฤดูฝน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื้ออาศัยอยู่ในดินและน้ำผิวดิน การโกยโคลนด้วยมือเปล่า การลุยน้ำที่มีแผล และการสูดละอองน้ำโคลนระหว่างฉีดล้าง เป็นเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับงานของอาสาสมัคร อันดับของเชื้อนี้อาจสูงกว่านี้ในพื้นที่ที่พบโรคบ่อย

ซ่อนอยู่ที่ไหน: ดินเหนียว นาข้าว ร่องน้ำ แอ่งน้ำขัง และโคลนที่ไหลเข้าบ้านหรือลานหน้าบ้าน รวมถึงรองเท้าและเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ ฝีหรือหนองตามผิวหนังและอวัยวะภายใน ไอ ปอดอักเสบ อาการอาจเกิดเร็วหรือช้าแตกต่างกันไป ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: สวมรองเท้าบูทและถุงมือยางทุกครั้งที่สัมผัสดินโคลน ปิดแผลให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำแรงดันสูงใส่โคลนในจุดที่ละอองฟุ้งเข้าหน้า สวมหน้ากากเมื่อต้องฉีดล้าง และหากมีไข้ไม่ลดหลังทำงานกับดินโคลน ให้พบแพทย์และแจ้งประวัติการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวาน

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: การขนโคลนออกจากบ้านให้มากที่สุดคือขั้นตอนสำคัญที่สุด เมื่อพื้นผิวภายในบ้านสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดแบคทีเรียที่อาจหลงเหลืออยู่ เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่ไม่มีการอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ และการพ่นไม่ได้ทำให้ดินนอกบ้านปลอดเชื้อ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งจึงยังต้องป้องกันตัวเองต่อไป

อันดับ 7: เชื้อราผิวหนัง (Dermatophytes) และแคนดิดา (Candida) ต้นเหตุน้ำกัดเท้าและผื่นอับชื้น

ทำไมอยู่อันดับ 7: ปัญหาที่อาสาสมัครเจอบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งคือเท้าเปื่อย คันตามง่ามนิ้ว และผื่นแดงตามข้อพับ แม้ไม่ค่อยรุนแรง แต่ทำให้ทำงานต่อได้ยาก และแผลที่เท้าเปื่อยยังเปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียอื่นเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ซ่อนอยู่ที่ไหน: ในรองเท้าบูทที่เปียกชื้นทั้งวัน ถุงเท้าที่ไม่ได้เปลี่ยน ผ้าเช็ดเท้าที่ใช้ร่วมกัน พื้นห้องอาบน้ำของที่พักอาสาสมัคร และเสื่อหรือฟูกที่ยังไม่แห้งสนิท

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ผิวหนังลอก เปื่อย คัน แสบ มีกลิ่น บางรายผิวแตกเป็นร่อง ผู้ที่ต้องแช่น้ำนาน ผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่มีเหงื่อออกมาก เสี่ยงมากกว่า

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: ถอดรองเท้าบูทให้เท้าได้พักและแห้งเป็นระยะ เปลี่ยนถุงเท้าที่แห้งวันละหลายครั้ง ล้างเท้าและเช็ดซอกนิ้วให้แห้งหลังเลิกงาน ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวและรองเท้าร่วมกับผู้อื่น และหากผื่นลุกลามหรือมีหนองให้พบแพทย์

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ที่พักชั่วคราวของอาสาสมัคร เช่น ศาลาวัด หอประชุม หรือห้องเรียน มักมีคนใช้ห้องน้ำและพื้นร่วมกันจำนวนมาก การล้างพื้นห้องน้ำแล้วพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดเชื้อราบนพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุมกลุ่มเชื้อรา แต่ไม่ได้อ้างผลทดสอบกับเชื้อราผิวหนังหรือแคนดิดาโดยเฉพาะ

อันดับ 8: โนโรไวรัส (Norovirus) และไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A virus) ในครัวกลางและจุดแจกอาหาร

ทำไมอยู่อันดับ 8: ระหว่างภารกิจฟื้นฟู อาสาสมัครจำนวนมากกินอาหารจากครัวกลาง โรงครัวชั่วคราว หรือจุดแจกข้าวกล่อง หากผู้ประกอบอาหารหรือผู้แจกมีเชื้อ หรือภาชนะล้างด้วยน้ำไม่สะอาด เชื้อทางเดินอาหารก็แพร่ไปสู่คนจำนวนมากได้พร้อมกัน โนโรไวรัสขึ้นชื่อเรื่องการแพร่ระบาดรวดเร็วในที่ที่คนอยู่รวมกัน

ซ่อนอยู่ที่ไหน: โต๊ะเตรียมอาหาร มือจับก๊อกน้ำ ห้องน้ำรวม ภาชนะใส่น้ำดื่มที่ใช้ร่วมกัน และพื้นผิวที่ปนเปื้อนอาเจียนหรืออุจจาระ โนโรไวรัสคงทนบนพื้นผิวได้ค่อนข้างดีและทนต่อเจลแอลกอฮอล์ได้มากกว่าเชื้อหลายชนิด จึงควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นหลัก

อาการและกลุ่มเสี่ยง: โนโรไวรัสทำให้อาเจียนและท้องเสียเฉียบพลัน ส่วนไวรัสตับอักเสบเอทำให้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง และปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งมักปรากฏหลังรับเชื้อไปหลายสัปดาห์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคตับอยู่เดิมควรระวังเป็นพิเศษ

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลาง ดื่มน้ำที่ปลอดภัย ล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินและหลังเข้าห้องน้ำ ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรืออาเจียนควรหยุดทำงานในครัวทันที และปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนตับอักเสบเอหากมีข้อบ่งชี้

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ครัวกลาง ห้องน้ำรวม และศูนย์พักพิงเป็นพื้นที่ที่การพ่นฆ่าเชื้อหลังทำความสะอาดมีประโยชน์ชัดเจน โนโรไวรัสเป็นเชื้อที่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ระบุชื่อไว้โดยตรง ส่วนไวรัสตับอักเสบเอไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ระบุ เราจึงกล่าวได้เพียงว่าเป็นไวรัสในกลุ่มที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม และเชิญให้สอบถามข้อมูลผลทดสอบเพิ่มเติม

อันดับ 9: วิบริโอ (Vibrio) และแอโรโมแนส (Aeromonas) เชื้อแผลติดเชื้อจากน้ำกร่อยและน้ำจืดขุ่น

ทำไมอยู่อันดับ 9: CDC ระบุว่าแผลที่สัมผัสน้ำท่วม โดยเฉพาะน้ำกร่อยในพื้นที่ใกล้ทะเล อาจติดเชื้อวิบริโอได้ ส่วนแอโรโมแนสเป็นแบคทีเรียที่พบในน้ำจืดและสัมพันธ์กับการติดเชื้อที่แผล เชื้อทั้งสองกลุ่มอยู่ในอันดับนี้เพราะความเสี่ยงขึ้นกับพื้นที่ แต่หากเกิดขึ้นกับคนที่มีโรคประจำตัวก็อาจรุนแรงได้

ซ่อนอยู่ที่ไหน: น้ำท่วมขังในพื้นที่ชายฝั่ง ปากแม่น้ำ บ่อเลี้ยงกุ้งหรือปลาที่ล้น และน้ำขุ่นในคลองที่ไหลเข้าบ้าน รวมทั้งโคลนที่เปียกอยู่ตลอดเวลา

อาการและกลุ่มเสี่ยง: แผลบวมแดงอย่างรวดเร็ว ปวดมาก มีไข้ ผู้ที่มีโรคตับ เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงมากกว่า หากแผลที่เคยสัมผัสน้ำท่วมมีอาการลุกลามเร็ว ควรพบแพทย์โดยเร็ว

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: คนที่มีแผลเปิดไม่ควรลงน้ำ ถ้าจำเป็นต้องลงให้ปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำและสวมชุดกันน้ำ ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังขึ้นจากน้ำ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรเลือกทำงานส่วนที่ไม่ต้องแช่น้ำ

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: เมื่อน้ำลดและล้างพื้นด้วยน้ำสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดแบคทีเรียที่ค้างบนพื้นผิวภายในอาคาร เชื้อทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่ไม่มีการอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ และการพ่นภายในบ้านไม่ได้ลดความเสี่ยงจากน้ำในคลองหรือทะเลภายนอก

อันดับ 10: ไวรัสทางเดินหายใจในศูนย์พักพิงและที่พักอาสา ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โควิด 19 (SARS-CoV-2) และอาร์เอสวี (RSV)

ทำไมอยู่อันดับ 10: ไวรัสกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากน้ำท่วมโดยตรง แต่สถานการณ์หลังน้ำท่วมทำให้คนจำนวนมากต้องนอนรวมกันในศูนย์พักพิง ศาลาวัด หรือหอประชุม อาสาสมัครที่เหนื่อยล้าและพักผ่อนไม่พอจึงติดไวรัสทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และอาจนำเชื้อไปสู่ผู้สูงอายุหรือเด็กในบ้านที่ไปช่วย

ซ่อนอยู่ที่ไหน: ละอองฝอยในห้องที่คนแออัด ราวจับ โต๊ะกินข้าว ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ และอุปกรณ์ที่ส่งต่อกันหลายมือ

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อยตัว เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคเรื้อรังเสี่ยงต่ออาการรุนแรง โดยเชื้ออาร์เอสวีมักรุนแรงในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันระหว่างทำงาน: สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ ผู้ที่มีไข้หรือไอควรพักและแยกตัว เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท และปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามความเหมาะสม

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ไวรัสกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ของ WHD ระบุชื่อไว้ชัดเจนที่สุด ได้แก่ SARS-CoV-2 (โควิด 19) อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 การพ่นฆ่าเชื้อในศูนย์พักพิงหรือที่พักอาสาหลังทำความสะอาดจึงช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวที่ใช้ร่วมกันได้ตรงจุด โดยต้องให้ทุกคนออกจากพื้นที่ระหว่างพ่นและกลับเข้าตามเวลาที่ช่างกำหนด

สรุปตารางจัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้านเสี่ยงอะไรบ้าง

  • อันดับ 1 เลปโตสไปรา: เข้าทางแผลและผิวที่แช่น้ำ ป้องกันด้วยรองเท้าบูทและการปิดแผล
  • อันดับ 2 บาดทะยัก: เข้าทางแผลลึกจากตะปูและเศษวัสดุ ป้องกันด้วยรองเท้าพื้นหนาและวัคซีนตามคำแนะนำแพทย์
  • อันดับ 3 สแตฟิโลคอคคัสและสเตรปโตคอคคัส: แผลติดเชื้อ ป้องกันด้วยการดูแลแผลและล้างมือ
  • อันดับ 4 อีโคไลและชิเกลลา: จากมือสู่ปาก ป้องกันด้วยจุดล้างมือแยกและการถอดถุงมือก่อนกิน
  • อันดับ 5 เชื้อราในบ้าน: สูดสปอร์ระหว่างรื้อวัสดุ ป้องกันด้วยหน้ากาก N95
  • อันดับ 6 เมลิออยโดสิส: จากดินโคลน ป้องกันด้วยรองเท้าบูท ถุงมือ และการปิดแผล
  • อันดับ 7 เชื้อราผิวหนังและแคนดิดา: น้ำกัดเท้า ป้องกันด้วยการเปลี่ยนถุงเท้าและให้เท้าแห้ง
  • อันดับ 8 โนโรไวรัสและตับอักเสบเอ: จากอาหารและภาชนะ ป้องกันด้วยสุขอนามัยครัวกลาง
  • อันดับ 9 วิบริโอและแอโรโมแนส: แผลสัมผัสน้ำกร่อยหรือน้ำขุ่น ป้องกันด้วยการไม่ลงน้ำเมื่อมีแผลเปิด
  • อันดับ 10 ไวรัสทางเดินหายใจ: จากที่พักแออัด ป้องกันด้วยหน้ากาก การระบายอากาศ และการแยกผู้ป่วย

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่าความเสี่ยงของอาสาสมัครแบ่งได้เป็นสองช่วง ช่วงแรกคือระหว่างลงมือทำงาน ซึ่งต้องพึ่งอุปกรณ์ป้องกันและพฤติกรรมที่ถูกต้อง ช่วงที่สองคือหลังงานหนักเสร็จ เมื่อบ้านสะอาดตาแล้วแต่ยังมีเชื้อค้างตามพื้นผิว ช่วงที่สองนี้เองที่การพ่นฆ่าเชื้อแบบมืออาชีพเข้ามาช่วยปิดงาน

ทำไมสบู่ ผงซักฟอก และน้ำยาฟอกขาวอย่างเดียวจึงยังไม่พอหลังน้ำท่วม

อาสาสมัครส่วนใหญ่ทำงานด้วยอุปกรณ์ที่หาได้ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างพื้น และน้ำยาฟอกขาว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการล้างคราบ แต่ยังมีข้อจำกัดหลายข้อที่ควรรู้

  • ล้างคราบได้ แต่อาจไม่ได้ฆ่าเชื้อ: สบู่และผงซักฟอกช่วยยกคราบและเชื้อออกจากพื้นผิว แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำลายเชื้อที่ยังค้างอยู่ในร่องหรือซอกมุม
  • น้ำยาฟอกขาวต้องผสมและใช้อย่างถูกวิธี: หากผสมเข้มหรือจางเกินไป หรือใช้บนพื้นที่ยังมีโคลนเคลือบ ประสิทธิภาพจะลดลงมาก และห้ามผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิด เพราะอาจเกิดก๊าซอันตราย
  • เข้าไม่ถึงจุดอับ: ใต้ตู้ หลังชักโครก ขอบบัวพื้น ซอกบันได และผนังส่วนบนที่น้ำเคยกระเซ็นถึง มักถูกข้ามไปเพราะทุกคนเหนื่อยและเวลามีจำกัด
  • ไม่มีใครรับผิดชอบขั้นตอนสุดท้าย: อาสาสมัครหมุนเวียนกันมา แต่ละทีมทำแค่บางส่วน บ้านจึงอาจถูกล้างไม่เท่ากันในแต่ละห้อง
  • ความเสี่ยงต่อผู้ทำเอง: การฉีดพ่นสารเคมีโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมอาจระคายเคืองผิว ตา และทางเดินหายใจของอาสาสมัครเอง

WHO และ CDC แนะนำหลักการเดียวกันคือ ทำความสะอาดให้สิ่งสกปรกหลุดออกก่อน แล้วจึงฆ่าเชื้อพื้นผิวที่สัมผัสน้ำท่วม แรงงานอาสาช่วยได้มากในขั้นตอนแรก ส่วนขั้นตอนที่สองควรทำโดยทีมที่มีน้ำยา อุปกรณ์ และความรู้เฉพาะทาง

บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมจาก WHD: ปิดงานต่อจากอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ

World Health Disinfection (WHD) ให้ บริการพ่นฆ่าเชื้อ โดยช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม ใช้ทั้งการพ่นละอองและการพ่นหมอกละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) ซึ่งช่วยให้น้ำยากระจายถึงซอกมุมและพื้นผิวที่ซับซ้อนได้ดีกว่าการเช็ดด้วยมือ ตามข้อมูลบริการ น้ำยาที่ใช้คือ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนประกอบของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride

ตามข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ น้ำยานี้ระบุว่าฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยมีรายชื่อเชื้อที่ระบุไว้ เช่น SARS-CoV-2 (โควิด 19) อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 ไวรัสมือเท้าปาก โนโรไวรัส ซัลโมเนลลา และเชื้อรา หน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99% และระบุการรับรองหรือการอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 สำหรับเชื้อที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ เราจะไม่อ้างผลเกินกว่าที่มีข้อมูล และยินดีให้ลูกค้าขอดูเอกสารผลทดสอบก่อนตัดสินใจ

ลูกค้าของ WHD ตามข้อมูลบริการมีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย ซึ่งหมายถึงทีมงานคุ้นเคยกับพื้นที่ที่มีคนใช้งานจำนวนมากและต้องการความเป็นระบบ

ขั้นตอนการทำงานหลังน้ำท่วม

  1. สำรวจและประเมินพื้นที่: ทีมงานสอบถามระดับน้ำ ระยะเวลาที่น้ำท่วม จุดที่สงสัยว่ามีน้ำเสียไหลย้อน และวัสดุที่ยังเปียก เพื่อวางแผนโซนพ่น
  2. ขนโคลนและล้างให้เสร็จก่อน: การพ่นฆ่าเชื้อต้องทำหลังจากขนโคลนและล้างพื้นผิวแล้ว เพราะโคลนที่เคลือบอยู่จะลดประสิทธิภาพของน้ำยา ส่วนนี้คือจุดที่อาสาสมัครหรือทีมล้างบ้านช่วยได้มาก
  3. แบ่งโซนและเตรียมพื้นที่: เก็บอาหาร ภาชนะ และของใช้ส่วนตัว ให้ผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยงออกจากโซนที่จะพ่น
  4. พ่นฆ่าเชื้อ: ช่างพ่นละอองหรือหมอก ULV ให้ทั่วพื้น ผนังส่วนล่าง ห้องน้ำ ครัว ราวบันได ประตู และจุดที่มือสัมผัสบ่อย
  5. รอและกลับเข้าพื้นที่: ตามข้อมูลบริการ ให้รอประมาณ 30 นาทีแล้วจึงใช้พื้นที่ได้ตามปกติ ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามเวลากลับเข้าพื้นที่ที่ช่างแจ้งในหน้างานเป็นหลัก

เราไม่กล่าวอ้างว่าการพ่นจะไม่มีสารตกค้างเลย หลังพ่นเสร็จควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศ และเช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหารตามคำแนะนำของช่าง

10 เหตุผลที่ทีมอาสาและเจ้าของบ้านควรปิดงานด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

  1. แบ่งงานชัดเจน อาสาสมัครทุ่มแรงกับงานขนโคลนและล้างบ้าน ส่วนงานฆ่าเชื้อให้ทีมที่มีอุปกรณ์และน้ำยาเฉพาะทางรับผิดชอบ
  2. ลดการสัมผัสสารเคมีของอาสาสมัคร ไม่ต้องให้นักศึกษาหรือเพื่อนบ้านฉีดพ่นสารเคมีเองโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
  3. เข้าถึงซอกมุมด้วยหมอก ULV เช่น ใต้บันได หลังตู้ และร่องยาแนว ซึ่งแปรงและผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง
  4. ใช้น้ำยาระดับการแพทย์ ที่ระบุว่าครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราหลากหลายสายพันธุ์ ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ดูรายละเอียดบริการ
  5. เหมาะกับศูนย์พักพิงและที่พักอาสา ที่มีคนใช้ห้องน้ำและพื้นที่ร่วมกันจำนวนมาก
  6. ช่วยคุ้มครองผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ที่จะกลับเข้าบ้านหลังทีมอาสาเสร็จงาน
  7. ใช้เวลาไม่นาน ตามข้อมูลบริการ รอประมาณ 30 นาทีหลังพ่นแล้วกลับมาใช้พื้นที่ได้ ทำให้ภารกิจฟื้นฟูเดินหน้าต่อได้เร็ว
  8. ขอใบกำกับภาษีได้ เหมาะกับมูลนิธิ บริษัท หรือองค์กรที่สนับสนุนการฟื้นฟูชุมชน
  9. มีของแถมใช้ต่อ ตามโปรโมชันในข้อมูลบริการ ได้รับสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC สำหรับใช้หลังช่างกลับไปแล้ว
  10. ปิดภารกิจอย่างมั่นใจ ทีมอาสาส่งมอบบ้านที่ผ่านทั้งการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อตามแนวทางสาธารณสุข นัดหมายทีมพ่นฆ่าเชื้อ

ก่อนและหลังพ่นฆ่าเชื้อ: ภาพที่ทีมอาสาจะเห็นเมื่อส่งมอบบ้าน

ก่อน

  • บ้านล้างโคลนแล้ว แต่ห้องน้ำและครัวยังมีกลิ่นคล้ายท่อน้ำเสีย
  • แต่ละห้องถูกล้างโดยทีมต่างกัน มาตรฐานไม่เท่ากัน
  • เจ้าของบ้านไม่แน่ใจว่าจะให้หลานเล็กนั่งเล่นบนพื้นได้หรือยัง
  • ศูนย์พักพิงมีคนไอและท้องเสียหลายคน
  • อาสาสมัครต้องผสมน้ำยาฟอกขาวเองโดยไม่แน่ใจอัตราส่วน

หลัง

  • พื้นผิวที่ทำความสะอาดแล้วได้รับการพ่นฆ่าเชื้ออย่างทั่วถึงทุกห้อง
  • มีขั้นตอนเดียวกันตั้งแต่ชั้นล่างถึงห้องน้ำและครัว
  • ครอบครัวรู้ว่าบ้านผ่านทั้งการล้างและการฆ่าเชื้อแล้ว
  • พื้นที่ส่วนรวมของศูนย์พักพิงได้รับการดูแลตามรอบ
  • อาสาสมัครไม่ต้องเสี่ยงกับสารเคมีที่ไม่คุ้นเคย

กรณีตัวอย่าง: วันส่งมอบบ้านคุณยายหลังภารกิจอาสาสามวัน

หมายเหตุ: เป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายขั้นตอนการทำงาน ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง

ย้อนกลับไปที่ทีมของต้น หลังจากทีมอาสาโกยโคลนออกจนหมด ล้างพื้นด้วยผงซักฟอก ขนที่นอนและตู้ไม้ที่ขึ้นราออกไปทิ้ง และเปิดบ้านให้แห้งสองวัน หัวหน้าทีมประสานกับผู้สนับสนุนให้ติดต่อทีมพ่นฆ่าเชื้อมาปิดงาน ช่างเริ่มจากการเดินสำรวจกับเจ้าของบ้าน ถามว่าน้ำขึ้นสูงแค่ไหน ห้องน้ำมีน้ำเสียไหลย้อนหรือไม่ และหลานเล็กใช้ห้องไหนมากที่สุด

ช่างแนะนำให้เก็บภาชนะใส่อาหารเข้าตู้ที่ปิดสนิท ให้คุณยายและหลานไปพักที่บ้านญาติชั่วคราว แล้วแบ่งบ้านเป็นสามโซน คือชั้นล่างพร้อมห้องน้ำ ครัว และใต้ถุนที่ยังเก็บของบางส่วน ใช้การพ่นละอองบริเวณพื้นและผนังส่วนล่าง และพ่นหมอก ULV ในห้องน้ำและครัวที่มีซอกมุมมาก จากนั้นแจ้งเวลาที่ครอบครัวกลับเข้าบ้านได้ พร้อมแนะนำให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศ

สิ่งที่ทีมอาสาได้กลับไปไม่ใช่แค่บ้านที่สะอาดตา แต่เป็นความสบายใจว่าบ้านหลังนี้ผ่านขั้นตอนครบตามแนวทางที่หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำ ส่วนเพื่อนในทีมที่มีไข้และปวดน่องก็ได้พบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการพ่นฆ่าเชื้อใด ๆ

เช็กลิสต์สำหรับอาสาสมัครและทีมล้างบ้าน ก่อน ระหว่าง และหลังพ่นฆ่าเชื้อ

ก่อนลงพื้นที่

  • ตรวจสอบสถานะวัคซีนบาดทะยัก และปรึกษาแพทย์หากไม่แน่ใจ
  • เตรียมรองเท้าบูทยางสูง ถุงมือยางหนา ถุงมือหนัง หน้ากาก N95 แว่นตาป้องกัน และพลาสเตอร์กันน้ำ
  • แจ้งหัวหน้าทีมหากมีโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต หอบหืด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อเลือกงานที่เหมาะสม
  • เตรียมน้ำดื่มบรรจุขวด สบู่ และเจลล้างมือให้เพียงพอ

ระหว่างทำงาน

  • ตัดไฟและตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างก่อนเข้าบ้าน
  • ใช้ไม้หรือคราดเขี่ยของในโคลน ไม่ล้วงด้วยมือเปล่า
  • ห่อวัสดุที่ขึ้นราก่อนขนออก และฉีดน้ำให้ชื้นเพื่อลดฝุ่นสปอร์
  • แยกจุดล้างมือออกจากจุดล้างอุปกรณ์ และถอดถุงมือก่อนกินอาหาร
  • พักเป็นระยะ ดื่มน้ำ และเปลี่ยนถุงเท้าให้แห้ง

ก่อนเรียกทีมพ่นฆ่าเชื้อ

  • ขนโคลนออกให้มากที่สุด และล้างพื้นผิวด้วยน้ำสะอาดกับน้ำยาทำความสะอาด
  • เปิดบ้านให้อากาศถ่ายเทและเริ่มแห้ง
  • ทิ้งอาหาร ยา และเครื่องสำอางที่สัมผัสน้ำท่วม
  • จดจุดที่น้ำเสียไหลย้อนหรือมีกลิ่นแรง เพื่อแจ้งช่าง

หลังพ่นฆ่าเชื้อ

  • กลับเข้าพื้นที่ตามเวลาที่ช่างแจ้ง และเปิดหน้าต่างระบายอากาศ
  • ล้างภาชนะใส่อาหารด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้งาน
  • ล้างรองเท้าบูทและอุปกรณ์ แล้วผึ่งให้แห้ง ซักเสื้อผ้าทำงานแยกจากเสื้อผ้าอื่น
  • สังเกตอาการของตัวเองต่อเนื่องอีกหลายสัปดาห์ หากมีไข้ ปวดน่อง ท้องเสียรุนแรง หรือแผลอักเสบ ให้พบแพทย์และแจ้งประวัติการทำงานในพื้นที่น้ำท่วม

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเชื้อโรคหลังน้ำท่วมสำหรับอาสาสมัครและการพ่นฆ่าเชื้อ

ถาม: การจัดอันดับนี้เป็นข้อมูลทางการหรือไม่
ตอบ: ไม่ใช่ เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของ WHD ตามเกณฑ์ห้าข้อที่อธิบายไว้ด้านบน ไม่ได้อ้างอิงสถิติการป่วยชุดใดชุดหนึ่ง เพื่อให้คนทำงานด่านหน้าเห็นภาพความเสี่ยงได้ง่าย

ถาม: อาสาสมัครควรพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเองระหว่างทำงานหรือไม่
ตอบ: ระหว่างงานขนโคลน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำความสะอาดให้หมดและป้องกันตัวเอง การพ่นสารเคมีบนพื้นที่ยังมีโคลนช่วยได้น้อย และอาจทำให้ผู้พ่นระคายเคือง จึงควรให้ทีมที่มีอุปกรณ์ป้องกันทำในขั้นตอนสุดท้าย

ถาม: ถ้าบ้านล้างแล้วแต่ยังเปียกอยู่ พ่นได้หรือไม่
ตอบ: ควรให้ช่างประเมินหน้างาน โดยทั่วไปการพ่นได้ผลดีบนพื้นผิวที่สะอาดและไม่มีน้ำขัง วัสดุที่ยังชุ่มน้ำมากควรผึ่งให้แห้งก่อน

ถาม: บริการนี้ป้องกันโรคฉี่หนูให้อาสาสมัครได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ได้ป้องกันโดยตรง โรคฉี่หนูติดต่อจากการสัมผัสน้ำและดินที่ปนเปื้อนนอกบ้าน การป้องกันที่ดีที่สุดคือรองเท้าบูท การปิดแผล และการพบแพทย์เมื่อมีไข้ การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวภายในอาคารที่ทำความสะอาดแล้วเท่านั้น

ถาม: ศูนย์พักพิงหรือวัดที่ใช้เป็นที่พักอาสาใช้บริการได้หรือไม่
ตอบ: ได้ ทีมงานสามารถวางแผนพ่นเป็นโซน ให้ผู้พักอาศัยย้ายออกจากโซนที่กำลังพ่น แล้วกลับเข้าตามเวลาที่กำหนด สามารถขอใบกำกับภาษีในนามองค์กรได้

ถาม: น้ำยาที่ใช้ปลอดภัยและไม่มีสารตกค้างเลยใช่หรือไม่
ตอบ: เราไม่กล่าวอ้างว่าไม่มีสารตกค้างเลย ระหว่างพ่นต้องไม่มีคนและสัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่ หลังพ่นให้รอตามเวลาที่ช่างแจ้ง เปิดระบายอากาศ และเช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร

ถาม: ต้องการเอกสารผลทดสอบเฉพาะเชื้อ ขอได้หรือไม่
ตอบ: ได้ สามารถสอบถามทีม WHD ทางโทรศัพท์ 065-556-6294 หรือ LINE @whd268 เพื่อขอข้อมูลผลทดสอบของผลิตภัณฑ์สำหรับเชื้อที่สนใจ

ทีมอาสาล้างบ้านเสร็จแล้ว ให้ WHD ช่วยปิดงานด้วยการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

แรงของอาสาสมัครทำให้บ้านกลับมาสะอาดตา ขั้นตอนสุดท้ายคือการฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่น้ำเคยท่วม เพื่อให้ครอบครัวกลับเข้าบ้านได้อย่างมั่นใจ ติดต่อทีม WHD เพื่อสำรวจพื้นที่และวางแผนพ่นเป็นโซน

จองบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

#จัดอันดับเชื้อโรค #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #อาสาสมัครล้างบ้าน #จิตอาสาน้ำท่วม #Chemgene

คำค้นหา: จัดอันดับเชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาสาสมัครล้างบ้าน, เชื้อโรคหลังน้ำท่วม, อาสาสมัครน้ำท่วม, ทีมล้างบ้านหลังน้ำท่วม, โรคฉี่หนู, บาดทะยัก, เชื้อราหลังน้ำท่วม, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, CHEMGENE HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้