จัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม 2569: 10 ต้นเหตุของกลิ่นที่ไม่ยอมหายไปจากบ้าน และวิธีพ่นฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดและป้องกัน

Last updated: 6 ต.ค. 2569  |  6 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ชำนาญทุกระบบของเครื่องพ่น

จัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม 2569: 10 ต้นเหตุของกลิ่นที่ไม่ยอมหายไปจากบ้าน และวิธีพ่นฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดและป้องกัน

หลายบ้านเล่าตรงกันว่า น้ำลดไปหลายวันแล้ว ล้างพื้นไปหลายรอบแล้ว แต่พอเปิดประตูกลับเข้าบ้านทีไร กลิ่นเหม็นอับ กลิ่นโคลน กลิ่นท่อ และกลิ่นคล้ายผ้าเปียกที่ไม่แห้งก็ลอยมาปะทะจมูกทุกครั้ง บทความ จัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม ชิ้นนี้จะพาไปรู้จักจุลชีพ 10 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังกลิ่นเหล่านั้น ทั้งเชื้อรา แบคทีเรียในโคลน แบคทีเรียในท่อระบายน้ำ และเชื้อที่เติบโตในผ้าชื้น ว่าแต่ละกลุ่มซ่อนอยู่ตรงไหน ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ใครควรระวังเป็นพิเศษ และทำไมการล้างให้สะอาดแล้วตามด้วย บริการพ่นฆ่าเชื้อ จึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยกำจัดต้นเหตุของกลิ่นบนพื้นผิว และช่วยป้องกันไม่ให้กลิ่นกลับมาอีก

สถานการณ์น้ำท่วม 2569 และทำไมกลิ่นเหม็นอับจึงเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ตามรายงานข่าวของเดลินิวส์ ซึ่งอ้างข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 สถานการณ์อุทกภัยส่งผลกระทบใน 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 1,270,151 ครัวเรือน ตัวเลขนี้หมายความว่ามีบ้านเรือนจำนวนมหาศาลที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู และปัญหาที่เจ้าของบ้านแทบทุกหลังต้องเจอหลังน้ำลดคือกลิ่น

กลิ่นเหม็นอับไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความรำคาญ เพราะกลิ่นส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วมคือสารระเหยที่จุลชีพปล่อยออกมาระหว่างย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น โคลน เศษอาหาร กระดาษ ไม้ ผ้า และสิ่งปฏิกูลที่มากับน้ำ กลิ่นจึงเปรียบเหมือนสัญญาณเตือนว่ายังมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเติบโตอยู่ในบ้าน แม้เราจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นว่า กลิ่นไม่ใช่เครื่องวัดเชื้อโรคที่แม่นยำ บางจุดมีกลิ่นแรงแต่เป็นเพียงสารเคมีที่ค้างอยู่ ขณะที่บางจุดไม่มีกลิ่นเลยแต่อาจยังมีเชื้อจากน้ำเสียเกาะอยู่ การจัดการที่ถูกต้องจึงต้องทำทั้งบ้าน ไม่ใช่ตามดมกลิ่นเพียงอย่างเดียว

กรณีตัวอย่าง: ทาวน์เฮาส์ที่ล้างครบทุกห้อง แต่กลิ่นยังตามกลับมาทุกเช้า

หมายเหตุ: เรื่องต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบได้บ่อยหลังน้ำท่วม ไม่ใช่คำบอกเล่าของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง

คุณแอน พนักงานบัญชีวัยสามสิบกว่า อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สองชั้นกับแม่และลูกชายวัยเจ็ดขวบ ช่วงน้ำท่วม น้ำเข้าบ้านสูงเกือบถึงเข่าและแช่อยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ เมื่อน้ำลด ครอบครัวช่วยกันตักโคลน ขัดพื้นด้วยน้ำยาล้างพื้น เปิดพัดลมทุกตัว และฉีดสเปรย์ปรับอากาศจนหมดไปหลายกระป๋อง

สองวันแรกบ้านดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ทุกเช้าที่เปิดประตูห้องนั่งเล่น กลิ่นอับคล้ายห้องใต้ดินก็ยังอยู่ ห้องน้ำชั้นล่างมีกลิ่นคล้ายไข่เน่าโชยออกมาจากท่อ ผ้าม่านที่ซักแล้วยังมีกลิ่นเปรี้ยว ๆ และตู้เย็นที่ไฟดับไปหลายวันส่งกลิ่นเน่ารุนแรงจนต้องยกออกไปไว้หน้าบ้าน แม่ของคุณแอนซึ่งเป็นภูมิแพ้เริ่มจามและคัดจมูกทุกเช้า ส่วนลูกชายบ่นว่าเวียนหัวเวลาเล่นอยู่ชั้นล่างนาน ๆ

คุณแอนเริ่มสงสัยว่า ถ้าล้างแล้วสะอาดจริง ทำไมกลิ่นถึงไม่หายไป คำตอบคือ กลิ่นเหล่านี้มีต้นเหตุคนละแบบ และแต่ละแบบมาจากจุลชีพคนละกลุ่มที่ซ่อนอยู่ในตำแหน่งต่างกัน ซึ่งเราจะไล่เรียงเป็นอันดับในหัวข้อถัดไป

เกณฑ์การจัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วมของเรา

การจัดอันดับในบทความนี้เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของทีม WHD เพื่อช่วยให้เจ้าของบ้านเข้าใจลำดับความสำคัญในการจัดการ ไม่ใช่การจัดอันดับอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐ และไม่ใช่ผลการสำรวจเชิงสถิติ เราพิจารณาจากเกณฑ์ต่อไปนี้ร่วมกัน

  • ความถี่ที่พบเป็นต้นเหตุของกลิ่น ในบ้านและอาคารหลังน้ำท่วม จากประสบการณ์ภาคสนามและแนวทางทั่วไปขององค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) และกรมควบคุมโรค
  • ผลต่อสุขภาพ ทั้งจากตัวเชื้อเองและจากสารระเหยหรือสปอร์ที่เชื้อปล่อยออกมา
  • กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยภูมิแพ้และหอบหืด ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ความยากในการกำจัด เช่น ซึมลึกในวัสดุพรุน เกาะเป็นเมือกในท่อ หรือกลับมาเติบโตใหม่เมื่อความชื้นยังสูง
  • ความเกี่ยวข้องกับน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล เพราะกลิ่นจากต้นเหตุกลุ่มนี้มักมาพร้อมเชื้อก่อโรคชนิดอื่นด้วย

เราอธิบายความคงทนของเชื้อในเชิงคุณภาพเท่านั้น ไม่ได้ระบุตัวเลขเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนวันที่แน่นอน เพราะขึ้นกับความชื้น อุณหภูมิ ชนิดวัสดุ และปริมาณสารอินทรีย์ในแต่ละบ้าน

อันดับ 1: เชื้อรากลุ่มเพนิซิลเลียมและแอสเปอร์จิลลัส (Penicillium, Aspergillus) ต้นเหตุกลิ่นอับคลาสสิก

ทำไมอยู่อันดับ 1: กลิ่นอับแบบห้องใต้ดินหรือกลิ่นตู้เสื้อผ้าที่ปิดไว้นาน ๆ คือกลิ่นที่คนส่วนใหญ่พบหลังน้ำท่วม กลิ่นนี้มาจากสารอินทรีย์ระเหยที่เชื้อราปล่อยออกมาระหว่างเติบโต ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า MVOCs (Microbial Volatile Organic Compounds) เชื้อรากลุ่มเพนิซิลเลียมและแอสเปอร์จิลลัสเป็นเชื้อราในอาคารที่พบได้บ่อยมาก และเติบโตได้เร็วเมื่อวัสดุเปียกชื้นต่อเนื่อง WHO และ CDC จึงแนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งโดยเร็ว โดยทั่วไปภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อลดการเกิดเชื้อรา

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ผนังยิปซัมบอร์ดที่ดูดน้ำขึ้นไปเหนือระดับน้ำ ด้านหลังตู้ไม้อัดและชั้นวางของ ใต้พื้นไม้ลามิเนต ฟองน้ำในโซฟา ที่นอน พรม ผ้าม่าน กล่องกระดาษ หนังสือ และวงกบประตูไม้ บ่อยครั้งราเติบโตในด้านที่มองไม่เห็น เช่น ด้านหลังวอลเปเปอร์หรือในโพรงผนัง กลิ่นจึงมาก่อนที่จะเห็นคราบ

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: สปอร์และสารที่เชื้อราปล่อยออกมาอาจทำให้คัดจมูก จาม ไอ ระคายเคืองตาและคอ และกระตุ้นอาการหอบหืด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีโรคปอดเรื้อรังควรระวังเชื้อแอสเปอร์จิลลัสเป็นพิเศษ และควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการทางเดินหายใจที่ไม่ดีขึ้น

การป้องกันและการจัดการ: ขนวัสดุพรุนที่เปียกน้ำท่วมนานและเริ่มขึ้นราออกไปทิ้ง ตัดผนังยิปซัมเหนือระดับน้ำตามคำแนะนำของช่าง ทำให้โครงสร้างแห้งสนิท ใช้หน้ากากและถุงมือระหว่างทำงาน หลังล้างคราบและวัสดุที่เสียหายออกแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยจัดการเชื้อราที่ยังติดอยู่บนพื้นผิวที่เหลือ ตามข้อมูลบริการ น้ำยา CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมเชื้อรา (fungi) ด้วย และหากกลิ่นอับยังค้างในอากาศ อาจพิจารณา บริการอบโอโซนในที่พักอาศัย เป็นขั้นตอนเสริม

อันดับ 2: แบคทีเรียรีดิวซ์ซัลเฟตในโคลนและน้ำขัง (Sulfate-reducing bacteria เช่น Desulfovibrio) ต้นเหตุกลิ่นไข่เน่า

ทำไมอยู่อันดับ 2: กลิ่นไข่เน่าที่ลอยมาจากโคลนดำ ท่อระบายน้ำ และน้ำขังใต้ถุนบ้าน คือกลิ่นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียกลุ่มที่เติบโตได้ในที่ไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียกลุ่มนี้ใช้สารซัลเฟตในน้ำและโคลนแทนออกซิเจน แล้วปล่อยก๊าซกลิ่นฉุนออกมา กลิ่นนี้จึงแรงเป็นพิเศษในโคลนที่หมักหมมอยู่หลายวัน

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ชั้นโคลนดำที่ตกค้างตามมุมห้องและใต้ตู้ บ่อพักน้ำ ท่อระบายน้ำหน้าบ้านที่อุดตัน ใต้ถุนบ้านที่น้ำขังไม่ระบาย ถังพักน้ำ และพื้นที่ที่แผ่นพื้นแตกจนน้ำซึมลงไปขังข้างใต้

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: ตัวแบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ใช่เชื้อก่อโรคหลักในคนทั่วไป แต่ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ทำให้ระคายเคืองตา จมูก และคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ได้ และอาจเป็นอันตรายร้ายแรงหากสะสมในที่อับอากาศ เช่น บ่อพัก ถังเก็บน้ำใต้ดิน หรือท่อขนาดใหญ่ จึงห้ามลงไปในบ่อหรือพื้นที่ปิดเพียงลำพังโดยเด็ดขาด ควรให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ นอกจากนี้ โคลนที่มีกลิ่นแบบนี้มักบ่งบอกว่ามีสารอินทรีย์และน้ำเสียปนอยู่มาก ซึ่งมักมาพร้อมแบคทีเรียจากลำไส้ด้วย

การป้องกันและการจัดการ: ระบายน้ำขังออกให้หมด ตักโคลนออกจนถึงพื้นจริง เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ลอกท่อและบ่อพักโดยช่างที่มีอุปกรณ์ป้องกัน จากนั้นจึงล้างพื้นด้วยน้ำสะอาดและผงซักฟอก แล้วพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่สัมผัสโคลน เพื่อลดแบคทีเรียที่ยังเกาะอยู่ แบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในรายชื่อเชื้อที่หน้าเว็บของ WHD ระบุไว้โดยตรง แต่จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม หากต้องการข้อมูลผลทดสอบเฉพาะชนิด สามารถสอบถามทีมงานได้

อันดับ 3: แบคทีเรียจากลำไส้ในน้ำเสีย อีโคไลและเอนเทอโรคอคคัส (Escherichia coli, Enterococcus) ต้นเหตุกลิ่นสิ่งปฏิกูล

ทำไมอยู่อันดับ 3: เมื่อน้ำท่วมสูง บ่อเกรอะ ส้วม และท่อน้ำเสียมักล้นหรือไหลย้อน น้ำที่เข้าบ้านจึงพาสิ่งปฏิกูลมาด้วย กลิ่นเหม็นแบบส้วมหรือกลิ่นน้ำครำคือสัญญาณชัดเจนที่สุดว่าบ้านสัมผัสกับน้ำเสีย แม้กลิ่นจะมาจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์โดยจุลชีพหลายชนิดร่วมกัน แต่แบคทีเรียจากลำไส้อย่างอีโคไลและเอนเทอโรคอคคัสเป็นตัวชี้วัดการปนเปื้อนอุจจาระที่ใช้กันทั่วไป และเป็นกลุ่มที่มีผลต่อสุขภาพโดยตรงที่สุดในรายการนี้

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: พื้นห้องน้ำ รอบชักโครก ท่อระบายน้ำในห้องน้ำและครัว ผนังส่วนล่างที่แช่น้ำ ขาโต๊ะ ขาเตียง ของเล่นเด็กที่ตกอยู่บนพื้น รองเท้า และอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ใช้ตักโคลน

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: การได้รับเชื้อจากมือที่ปนเปื้อนเข้าปากอาจทำให้ท้องร่วง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำมากกว่า หากมีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือด หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์

การป้องกันและการจัดการ: สวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และหน้ากากระหว่างล้าง ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังทำงาน แยกของเล่นและภาชนะออกมาล้างต่างหาก ขัดคราบด้วยผงซักฟอกให้สะอาดก่อน แล้วจึงพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่สัมผัสน้ำเสีย WHO และ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดแล้วตามด้วยการฆ่าเชื้อสำหรับพื้นผิวที่สัมผัสน้ำท่วม อีโคไลและเอนเทอโรคอคคัสจัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่หน้าเว็บไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสองชนิดนี้ไว้ หากต้องการข้อมูลผลทดสอบ สามารถสอบถาม WHD ได้โดยตรง

อันดับ 4: ซูโดโมแนส (Pseudomonas) แบคทีเรียสร้างเมือกในท่อระบายน้ำและถาดน้ำทิ้งแอร์

ทำไมอยู่อันดับ 4: ซูโดโมแนสเป็นแบคทีเรียที่ชอบน้ำและความชื้น เติบโตได้ดีในท่อ อ่างล้างจาน ถาดน้ำทิ้งของเครื่องปรับอากาศ และพื้นผิวที่เปียกตลอดเวลา แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถสร้างไบโอฟิล์ม หรือชั้นเมือกบาง ๆ ที่เกาะติดผิววัสดุ ซึ่งทำให้กำจัดยากกว่าเชื้อที่ลอยอยู่ในน้ำ ไบโอฟิล์มในท่อเป็นแหล่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ลอยขึ้นมาจากรูระบายน้ำ แม้จะล้างพื้นห้องจนสะอาดแล้วก็ตาม

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ท่อระบายน้ำในห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างล้างจาน ถาดน้ำทิ้งของแอร์ที่ถูกน้ำท่วมถึง ท่อน้ำทิ้งของเครื่องซักผ้า แจกันหรือภาชนะที่มีน้ำขัง และฟองน้ำล้างจานที่เปียกตลอดเวลา

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: ในคนสุขภาพแข็งแรง ซูโดโมแนสมักไม่ก่อปัญหารุนแรง แต่ในผู้ที่มีแผลเปิด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ใส่สายสวนทางการแพทย์ เชื้อนี้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง หู หรือแผลได้ จึงควรปิดแผลให้มิดชิดระหว่างทำความสะอาดบ้าน

การป้องกันและการจัดการ: ถอดฝาท่อและตะแกรงกันกลิ่นออกมาขัดล้าง ใช้แปรงขัดผนังท่อเท่าที่เอื้อมถึง ล้างถาดน้ำทิ้งแอร์โดยช่างแอร์ เปลี่ยนฟองน้ำล้างจาน แล้วพ่นฆ่าเชื้อบริเวณรอบรูระบายน้ำ อ่าง และพื้นผิวเปียกที่อยู่ใกล้เคียง ซูโดโมแนสจัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่ไม่ได้มีผลทดสอบเฉพาะชนิดนี้แสดงไว้บนหน้าเว็บ หากต้องการเอกสารเพิ่มเติม ขอให้สอบถามทีมงาน

อันดับ 5: เชื้อราสตาคีบอทริส (Stachybotrys) ราดำในผนังที่แช่น้ำนาน

ทำไมอยู่อันดับ 5: สตาคีบอทริสเป็นเชื้อราสีเขียวเข้มถึงดำที่ชอบวัสดุซึ่งมีเซลลูโลสสูงและเปียกชื้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น กระดาษที่หุ้มแผ่นยิปซัม ไม้อัด และกระดาษลังเปียก เชื้อรานี้มักไม่ได้เป็นราตัวแรกที่ขึ้นหลังน้ำท่วม แต่เมื่อวัสดุแช่น้ำนานหรือแห้งช้า ก็มีโอกาสเติบโตได้ และมาพร้อมกลิ่นอับที่หนักแน่นกว่าราทั่วไป เราจัดไว้อันดับ 5 เพราะพบน้อยกว่าราในอันดับ 1 แต่กำจัดยากเนื่องจากฝังลึกในเนื้อวัสดุ

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ด้านหลังผนังยิปซัม โพรงผนังที่ไม่มีการระบายอากาศ ใต้พรมหรือแผ่นรองพื้น ฝ้าที่น้ำรั่วซึม และกล่องเอกสารที่วางกับพื้น

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: เช่นเดียวกับเชื้อราในอาคารชนิดอื่น สปอร์และเศษเชื้อราอาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้และระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในผู้ป่วยหอบหืด เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ข้อมูลด้านสุขภาพที่จำเพาะต่อราชนิดนี้ยังมีการศึกษาต่อเนื่อง สิ่งที่หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำตรงกันคือ ไม่ควรปล่อยให้เชื้อราใด ๆ เติบโตในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม

การป้องกันและการจัดการ: ผนังยิปซัมหรือไม้อัดที่ขึ้นราดำเป็นวงกว้างมักต้องรื้อออกและเปลี่ยนใหม่ การพ่นฆ่าเชื้อหรือการทาสีทับไม่สามารถแก้ปัญหาราที่ฝังลึกในเนื้อวัสดุได้ หลังรื้อวัสดุที่เสียหายและทำให้โครงสร้างแห้งแล้ว จึงพ่นฆ่าเชื้อบนโครงเหล็ก ผนังปูน และพื้นที่รอบข้าง เพื่อจัดการสปอร์ที่ตกค้างบนพื้นผิว ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมเชื้อรา แต่ไม่ได้ระบุผลทดสอบกับสตาคีบอทริสโดยเฉพาะ หากต้องการข้อมูลส่วนนี้ สามารถสอบถาม WHD ได้

อันดับ 6: แอคติโนมัยซีทส์ (Actinomycetes เช่น Streptomyces) ต้นเหตุกลิ่นดินและกลิ่นโคลนสด

ทำไมอยู่อันดับ 6: หลายคนสังเกตว่าบ้านหลังน้ำท่วมมีกลิ่นคล้ายดินเปียกหรือกลิ่นโคลนสด กลิ่นนี้เกี่ยวข้องกับสารชื่อจีออสมิน (geosmin) ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรียในดินกลุ่มแอคติโนมัยซีทส์ เช่น สเตรปโตมัยซีส เป็นกลิ่นเดียวกับที่เราได้กลิ่นหลังฝนตกใหม่ ๆ จมูกคนไวต่อสารนี้มาก แม้มีอยู่ในปริมาณน้อยก็ได้กลิ่นชัด

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ตะกอนดินที่ค้างตามร่องกระเบื้อง ขอบบัวผนัง ใต้ถุนบ้าน สวนและกระถางต้นไม้ที่จมน้ำ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ดูดน้ำโคลนเข้าไป

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: แบคทีเรียในดินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อโรคในคนทั่วไป และกลิ่นดินเองก็ไม่เป็นอันตรายโดยตรง แต่เราจัดไว้ในอันดับนี้เพราะกลิ่นดินเป็นสัญญาณว่าตะกอนจากน้ำท่วมยังไม่ถูกล้างออกหมด และตะกอนเดียวกันนั้นอาจพาเชื้ออื่นที่อันตรายกว่ามาด้วย เช่น แบคทีเรียจากน้ำเสีย หรือเชื้อจากปัสสาวะสัตว์

การป้องกันและการจัดการ: ล้างตะกอนออกจากร่องและซอกมุมด้วยแปรงและน้ำสะอาดจนน้ำที่ไหลออกใส เมื่อพื้นผิวสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อช่วยจัดการแบคทีเรียที่ยังติดอยู่บนพื้นผิว ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม

อันดับ 7: แบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าในตู้เย็นและครัว (Clostridium, Bacillus และกลุ่มย่อยโปรตีน)

ทำไมอยู่อันดับ 7: ไฟดับนานระหว่างน้ำท่วมทำให้อาหารในตู้เย็นและช่องแช่แข็งละลายและเน่า กลิ่นเน่ารุนแรงเกิดจากแบคทีเรียหลายชนิดที่ย่อยโปรตีนและไขมัน เช่น กลุ่มคลอสตริเดียมและบาซิลลัส ซึ่งปล่อยสารที่มีกลิ่นฉุนออกมา กลิ่นนี้แรงมากและซึมเข้าไปในขอบยางประตูตู้เย็น ฉนวน และพลาสติกภายในตู้

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ตู้เย็นและช่องแช่แข็ง ถังข้าว ตู้กับข้าว ถังขยะในครัว ภาชนะใส่อาหารที่จมน้ำ และพื้นใต้ตู้เย็นที่น้ำแข็งละลายไหลออกมา

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: อาหารที่จมน้ำท่วมหรือเก็บในตู้เย็นที่ไฟดับนานไม่ควรรับประทาน เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อที่ทำให้อาหารเป็นพิษได้ รวมถึงซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อที่หน้าเว็บของผลิตภัณฑ์ระบุไว้ในรายชื่อเชื้อที่ครอบคลุม เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ควรระวังเป็นพิเศษ หากมีอาการอาเจียน ท้องร่วงรุนแรง หรือมีไข้ ควรพบแพทย์

การป้องกันและการจัดการ: ทิ้งอาหารที่สงสัยทั้งหมด ตามหลักทั่วไปว่าเมื่อสงสัยให้ทิ้งไว้ก่อน ถอดชั้นวางและลิ้นชักในตู้เย็นออกมาล้าง เช็ดขอบยาง เปิดตู้ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างพื้นครัวและตู้กับข้าว แล้วพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวในครัว ทั้งนี้พื้นผิวที่สัมผัสอาหารควรปฏิบัติตามคำแนะนำของช่างเทคนิคเรื่องการเช็ดหรือล้างน้ำสะอาดก่อนใช้งาน ตู้เย็นที่จมน้ำทั้งใบควรให้ช่างตรวจสอบระบบไฟก่อนเปิดใช้

อันดับ 8: แบคทีเรียกลิ่นผ้าอับ โมแรกเซลลา (Moraxella osloensis) ในผ้าที่แห้งไม่สนิท

ทำไมอยู่อันดับ 8: กลิ่นเปรี้ยวอับของผ้าที่ตากในที่ร่มหรือแห้งช้าเป็นปัญหาที่ตามมาหลังน้ำท่วมแทบทุกบ้าน เพราะต้องซักผ้าจำนวนมากในช่วงที่อากาศชื้นและแดดน้อย งานศึกษาด้านจุลชีววิทยาพบว่าแบคทีเรียชื่อโมแรกเซลลา ออสโลเอนซิส ซึ่งพบได้บนผิวหนังและในเครื่องซักผ้า เกี่ยวข้องกับกลิ่นผ้าชื้นแบบนี้ แบคทีเรียกลุ่มนี้ทนต่อการแห้งได้ดี จึงฟื้นตัวและส่งกลิ่นใหม่เมื่อผ้าโดนความชื้นอีกครั้ง

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู เสื้อผ้าในตู้ที่โดนความชื้น ผ้าเช็ดเท้า ยางขอบประตูเครื่องซักผ้า และถังเครื่องซักผ้าที่น้ำท่วมถึง

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: เชื้อนี้ไม่ค่อยก่อโรคในคนสุขภาพดี แต่ผ้าที่อับชื้นมักเป็นแหล่งของเชื้อราและไรฝุ่นด้วย ผู้ที่เป็นภูมิแพ้หรือผื่นผิวหนังจึงอาจมีอาการมากขึ้นเมื่อใช้ผ้าเหล่านี้

การป้องกันและการจัดการ: ผ้าที่แช่น้ำท่วมควรซักด้วยน้ำร้อนเท่าที่ผ้าทนได้ ตากแดดจัดหรืออบให้แห้งสนิท ล้างเครื่องซักผ้าโดยตั้งรอบทำความสะอาดถัง เช็ดขอบยางให้แห้ง ส่วนเฟอร์นิเจอร์บุผ้าที่แช่น้ำนานอาจต้องทิ้ง สำหรับตู้เสื้อผ้า ชั้นวาง และห้องที่เก็บผ้า การพ่นฆ่าเชื้อหลังเช็ดทำความสะอาดช่วยลดแบคทีเรียบนพื้นผิวที่อาจปนเปื้อนผ้าซ้ำ

อันดับ 9: แบคทีเรียย่อยยูเรีย เช่น โพรเทียส (Proteus) ต้นเหตุกลิ่นแอมโมเนียจากฉี่หนูและสัตว์

ทำไมอยู่อันดับ 9: ช่วงน้ำท่วม หนูและสัตว์เลี้ยงมักหนีน้ำขึ้นมาอยู่ในบ้าน ใต้หลังคา บนตู้ หรือในห้องเก็บของ คราบปัสสาวะและมูลสัตว์ที่ค้างอยู่ถูกแบคทีเรียบางกลุ่ม เช่น โพรเทียส ย่อยยูเรียจนเกิดแอมโมเนีย ทำให้ได้กลิ่นฉุนคล้ายห้องน้ำสาธารณะที่ไม่สะอาด เราจัดไว้อันดับ 9 เพราะพบไม่ทุกบ้าน แต่เป็นกลิ่นที่บอกว่าบ้านอาจมีความเสี่ยงต่อโรคฉี่หนู

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ฝ้าเพดาน บนตู้สูง ห้องเก็บของ หลังเตาแก๊ส ใต้ซิงก์ ลิ้นชักครัว และจุดที่พบมูลหนูหรือรอยกัดแทะ

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: แอมโมเนียระคายเคืองตาและทางเดินหายใจ แต่ความเสี่ยงที่สำคัญกว่าคือเชื้อเลปโตสไปรา (Leptospira) ต้นเหตุโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส ซึ่งมากับปัสสาวะของหนูและสัตว์ เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผลและเยื่อบุ กรมควบคุมโรคเตือนว่าผู้ที่มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง หลังลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้าน ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติสัมผัสน้ำท่วม

การป้องกันและการจัดการ: สวมถุงมือและหน้ากาก ห้ามกวาดมูลหนูแห้ง ๆ เพราะทำให้ฝุ่นฟุ้ง ให้ทำให้คราบเปียกก่อนแล้วเช็ดเก็บใส่ถุงปิดสนิท อุดรูที่หนูเข้า เก็บอาหารในภาชนะปิด แล้วพ่นฆ่าเชื้อบริเวณที่พบร่องรอยสัตว์ เชื้อเลปโตสไปราและโพรเทียสไม่ได้ระบุไว้ในรายชื่อเชื้อบนหน้าเว็บของ WHD แต่จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม ผู้ที่ต้องการข้อมูลผลทดสอบเฉพาะชนิดสามารถสอบถามทีมงานได้

อันดับ 10: เชื้อราคลาโดสปอเรียม (Cladosporium) และจุลชีพในคอยล์แอร์ ต้นเหตุกลิ่นอับเมื่อเปิดแอร์

ทำไมอยู่อันดับ 10: หลายบ้านพบว่ากลิ่นอับรุนแรงขึ้นทันทีที่เปิดเครื่องปรับอากาศ สาเหตุคือคอยล์เย็น ถาดน้ำทิ้ง และแผ่นกรองอากาศสะสมฝุ่นและความชื้น จนเป็นแหล่งให้เชื้อราอย่างคลาโดสปอเรียมและแบคทีเรียหลายชนิดเติบโต เมื่อพัดลมของแอร์หมุน กลิ่นและสปอร์ก็ถูกเป่าออกมากระจายทั่วห้อง อาการแบบนี้บางครั้งเรียกกันว่ากลิ่นถุงเท้าเปียกจากแอร์

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: คอยล์เย็นของแอร์ ถาดน้ำทิ้ง แผ่นกรอง ท่อลมของระบบแอร์ในอาคาร และพัดลมที่ตั้งพื้นซึ่งดูดอากาศชื้นตลอดเวลา

ผลต่อสุขภาพและกลุ่มเสี่ยง: สปอร์เชื้อราที่ถูกเป่าออกมาอาจทำให้คัดจมูก จาม ระคายเคืองตา และกระตุ้นหอบหืด ผู้ที่นอนในห้องแอร์ตลอดคืนจึงอาจรู้สึกอาการแย่ลงในตอนเช้า

การป้องกันและการจัดการ: ห้ามเปิดแอร์ที่คอยล์ร้อนหรือเครื่องจมน้ำจนกว่าช่างจะตรวจระบบไฟ ล้างแอร์โดยช่างที่มีความชำนาญ เปลี่ยนแผ่นกรอง ทำความสะอาดถาดน้ำทิ้ง หลังจากนั้นการพ่นฆ่าเชื้อในห้องช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวรอบ ๆ ที่สปอร์อาจตกค้าง ส่วนตัวคอยล์และชิ้นส่วนไฟฟ้าให้ช่างแอร์เป็นผู้ดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิต

ตารางสรุปจัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม

อันดับกลุ่มเชื้อลักษณะกลิ่นจุดที่พบบ่อย
1เชื้อราเพนิซิลเลียม แอสเปอร์จิลลัสอับแบบห้องปิดผนัง ตู้ไม้ โซฟา ที่นอน
2แบคทีเรียรีดิวซ์ซัลเฟตไข่เน่าโคลนดำ บ่อพัก ใต้ถุน
3อีโคไล เอนเทอโรคอคคัสสิ่งปฏิกูล น้ำครำห้องน้ำ ท่อ พื้นชั้นล่าง
4ซูโดโมแนสเปรี้ยวจากท่อรูระบายน้ำ อ่าง ถาดแอร์
5ราดำสตาคีบอทริสอับหนักหลังยิปซัม ใต้พรม
6แอคติโนมัยซีทส์ดินเปียกตะกอนในร่อง ใต้ถุน
7แบคทีเรียย่อยอาหารเน่ารุนแรงตู้เย็น ครัว ถังขยะ
8โมแรกเซลลาผ้าอับเปรี้ยวผ้าม่าน ผ้าขนหนู เครื่องซักผ้า
9แบคทีเรียย่อยยูเรียแอมโมเนียฉุนฝ้า ห้องเก็บของ ใต้ซิงก์
10คลาโดสปอเรียมและจุลชีพในแอร์อับเมื่อเปิดแอร์คอยล์ ถาดน้ำทิ้ง แผ่นกรอง

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ข้างต้น ไม่ใช่ข้อมูลสถิติทางการ

ผลกระทบเมื่อปล่อยให้กลิ่นเหม็นอับและเชื้อต้นเหตุค้างอยู่ในบ้าน

  • สุขภาพ: คนในบ้านอาจมีอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอเรื้อรัง ปวดศีรษะ ระคายเคืองตา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินอาหารจากพื้นผิวที่ยังปนเปื้อนน้ำเสีย
  • ค่าใช้จ่าย: เชื้อราที่ลุกลามทำให้ต้องรื้อผนัง เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ และซ่อมแซมมากกว่าที่จำเป็น หากจัดการตั้งแต่แรกมักประหยัดกว่า
  • เวลา: การไล่ล้างซ้ำหลายรอบโดยไม่ได้แก้ต้นเหตุทำให้เสียเวลาหลายสัปดาห์ และยังไม่กล้าให้เด็กหรือผู้สูงอายุกลับเข้าบ้าน
  • ชื่อเสียงและรายได้: สำหรับร้านค้า ร้านอาหาร หอพัก หรือออฟฟิศ กลิ่นอับคือสิ่งแรกที่ลูกค้าและผู้เช่าสังเกต และอาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
  • ครอบครัว: ความเครียดจากบ้านที่ไม่น่าอยู่ ทำให้การฟื้นฟูชีวิตหลังน้ำท่วมช้าลงทั้งทางกายและทางใจ

ทำไมสบู่ น้ำยาล้างพื้น สเปรย์ปรับอากาศ หรือน้ำยาฟอกขาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ

สเปรย์ปรับอากาศและน้ำหอม ทำหน้าที่กลบกลิ่นเท่านั้น ไม่ได้กำจัดจุลชีพที่สร้างกลิ่น เมื่อน้ำหอมจางลง กลิ่นเดิมก็กลับมา และบางครั้งกลิ่นหอมที่ผสมกับกลิ่นอับยิ่งทำให้รู้สึกเวียนหัว

สบู่และน้ำยาล้างพื้น จำเป็นมากสำหรับขั้นตอนแรก เพราะช่วยขจัดคราบโคลน ไขมัน และสารอินทรีย์ที่เป็นอาหารของเชื้อ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อฆ่าเชื้อในระดับที่ต้องการหลังสัมผัสน้ำเสีย

น้ำยาฟอกขาว เป็นทางเลือกที่หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำสำหรับการฆ่าเชื้อในบ้านทั่วไปเมื่อใช้ถูกวิธี แต่มีข้อจำกัด เช่น ประสิทธิภาพลดลงมากเมื่อพื้นผิวยังมีคราบสกปรก ใช้กับวัสดุพรุนได้ไม่ดี อาจกัดกร่อนโลหะหรือทำให้ผ้าซีด และห้ามผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิดเพราะเกิดก๊าซอันตราย การฉีดหรือราดน้ำยาฟอกขาวด้วยตัวเองในพื้นที่กว้าง ๆ จึงมักทำได้ไม่ทั่วถึงและมีความเสี่ยง

พัดลมและการเปิดหน้าต่าง ช่วยให้แห้งและระบายอากาศ ซึ่งสำคัญมาก แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อที่เกาะบนพื้นผิว และหากวัสดุยังเปียกอยู่ภายใน เชื้อราก็ยังเติบโตต่อได้

การทาสีทับ คราบราโดยไม่รื้อวัสดุที่เสียหายและไม่ทำให้แห้ง จะทำให้ราขึ้นใหม่ใต้ชั้นสีและกลิ่นยังวนกลับมา

สรุปคือ การกำจัดกลิ่นอย่างได้ผลต้องจัดการต้นเหตุตามลำดับ ได้แก่ เอาแหล่งกลิ่นออก ล้างให้สะอาด ทำให้แห้ง แล้วจึงฆ่าเชื้อบนพื้นผิวอย่างทั่วถึง ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนี้คือจุดที่บริการพ่นฆ่าเชื้อแบบมืออาชีพเข้ามาช่วย

บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมจาก WHD กำจัดเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับบนพื้นผิวอย่างเป็นระบบ

World Health Disinfection (WHD) ให้ บริการพ่นฆ่าเชื้อ โดยทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม ตามข้อมูลบริการ ทีมงานใช้ทั้งการพ่นและการพ่นละอองฝอยแบบ ULV (Ultra Low Volume) ซึ่งเป็นละอองขนาดเล็กที่กระจายได้ทั่วถึงทั้งพื้นผิวและซอกมุม น้ำยาที่ใช้คือ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนประกอบของเบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride) และไดเดซิลไดเมทิลแอมโมเนียมคลอไรด์ (Didecyldimethylammonium Chloride)

ตามข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ น้ำยานี้ระบุว่าฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยรายชื่อที่หน้าเว็บระบุไว้ ได้แก่ SARS-CoV-2 (โควิด 19) ไวรัสโคโรนาในคน 229E อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 ไวรัสมือเท้าปาก โนโรไวรัส ไมโคแบคทีเรีย ซาลโมเนลลา เชื้อไอกรน และเชื้อรา หน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99% ส่วนหน้าผลิตภัณฑ์ระบุ 99.85% ต่อเชื้อโควิด 19 ภายใน 1 นาที หน้าเว็บยังแสดงการรับรองหรือการอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 สำหรับเชื้อที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้ เราจะไม่อ้างผลทดสอบแทน และยินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติมหากลูกค้าต้องการเอกสารสำหรับเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือ การพ่นฆ่าเชื้อจะทำ หลังจากตักโคลนและล้างทำความสะอาดแล้ว เสมอ และไม่ได้แทนการรื้อวัสดุที่เสียหาย การทำให้บ้านแห้ง หรือการรักษาทางการแพทย์ ระหว่างพ่น ผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยงต้องออกจากพื้นที่ และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างเทคนิคแจ้ง โดยทั่วไปตามข้อมูลบริการคือรอประมาณ 30 นาทีหลังพ่น และเราไม่กล่าวอ้างว่าน้ำยาไม่มีสารตกค้างใด ๆ เลย

ขั้นตอนการทำงานหลังน้ำท่วม

  1. สำรวจและประเมิน: ทีมงานสอบถามระดับน้ำ ระยะเวลาที่ท่วม จุดที่มีกลิ่นแรง และกลุ่มเสี่ยงในบ้าน เพื่อวางแผนโซนการพ่น
  2. ขนโคลนและล้างทำความสะอาด: เจ้าของบ้านหรือทีมทำความสะอาดขนโคลน ทิ้งวัสดุที่เสียหาย และล้างพื้นผิวให้สะอาดก่อน หากพื้นผิวยังมีคราบหนา ประสิทธิภาพของการฆ่าเชื้อจะลดลง
  3. แบ่งโซนและเตรียมพื้นที่: ปิดหรือย้ายอาหาร ของใช้ส่วนตัว และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อความชื้น ทุกคนและสัตว์เลี้ยงออกจากโซนที่จะพ่น
  4. พ่นฆ่าเชื้อ: ช่างเทคนิคพ่นหรือพ่นละอองแบบ ULV ให้ครอบคลุมพื้น ผนังส่วนล่าง ซอกมุม รอบท่อระบายน้ำ ห้องน้ำ ครัว และจุดที่มีกลิ่นแรง
  5. รอและกลับเข้าพื้นที่: รอตามเวลาที่ช่างแจ้ง ประมาณ 30 นาทีตามข้อมูลบริการ แล้วเปิดระบายอากาศและใช้งานพื้นที่ได้ตามปกติ

ตามข้อมูลบริการ ลูกค้าของ WHD มีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย พร้อมโปรโมชันแถมขวดสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC เมื่อใช้บริการ และออกใบกำกับภาษีได้

10 เหตุผลที่ควรใช้บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม เมื่อบ้านยังมีกลิ่นเหม็นอับ

  1. จัดการต้นเหตุ ไม่ใช่กลบกลิ่น การพ่นฆ่าเชื้อมุ่งลดจุลชีพบนพื้นผิวที่สร้างกลิ่น แทนการใช้น้ำหอมกลบชั่วคราว
  2. เข้าถึงซอกมุมที่มือเอื้อมไม่ถึง ละอองฝอยแบบ ULV กระจายไปตามมุมห้อง ใต้เฟอร์นิเจอร์ และรอบท่อ ซึ่งเป็นจุดที่กลิ่นมักซ่อนอยู่
  3. น้ำยาระดับการแพทย์ CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
  4. ช่างเทคนิคผ่านการฝึกอบรม รู้ว่าควรพ่นตรงไหน ใช้ปริมาณเท่าไร และต้องป้องกันอุปกรณ์ใดบ้าง
  5. ลดความเสี่ยงจากการผสมสารเคมีเอง ไม่ต้องเสี่ยงผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาอื่นจนเกิดก๊าซอันตราย
  6. ประหยัดเวลา งานพ่นในแต่ละโซนใช้เวลาไม่นาน และกลับมาใช้พื้นที่ได้หลังรอตามเวลาที่ช่างแจ้ง
  7. เหมาะกับบ้านที่มีกลุ่มเสี่ยง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภูมิแพ้ ซึ่งไวต่อกลิ่นและสปอร์เชื้อรา
  8. ใช้ได้ทั้งบ้าน ร้านค้า และอาคาร ตามข้อมูลบริการ WHD ดูแลทั้งที่พักอาศัย สำนักงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล
  9. ทำงานร่วมกับบริการเสริมได้ หากกลิ่นค้างในอากาศ สามารถพิจารณา อบโอโซน ต่อจากการพ่นได้
  10. มีเอกสารและใบกำกับภาษี เหมาะกับธุรกิจและนิติบุคคลที่ต้องการหลักฐานการดูแลสุขอนามัย สอบถามได้ที่ หน้าบริการพ่นฆ่าเชื้อ

ก่อนและหลังการล้างบ้านร่วมกับการพ่นฆ่าเชื้อ

ก่อน

  • เปิดประตูบ้านแล้วเจอกลิ่นอับ กลิ่นโคลน และกลิ่นท่อทันที
  • ห้องน้ำมีกลิ่นไข่เน่าและกลิ่นสิ่งปฏิกูลลอยขึ้นจากรูระบายน้ำ
  • ผ้าที่ซักแล้วยังมีกลิ่นเปรี้ยว
  • เปิดแอร์แล้วกลิ่นอับแรงขึ้น คนในบ้านจามและคัดจมูก
  • ใช้สเปรย์ปรับอากาศวันละหลายครั้งแต่กลิ่นไม่หาย

หลัง

  • รื้อวัสดุที่ขึ้นรา ล้างโคลน และทำให้แห้งตามลำดับ
  • ท่อและรูระบายน้ำถูกขัดล้าง แล้วพ่นฆ่าเชื้อรอบ ๆ
  • พื้นผิวทั้งชั้นล่างได้รับการพ่นฆ่าเชื้ออย่างทั่วถึง
  • แอร์ถูกล้างโดยช่าง ห้องถูกพ่นหลังทำความสะอาด
  • บ้านมีกลิ่นที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และครอบครัวกลับมาใช้พื้นที่ได้อย่างสบายใจขึ้น

ผลลัพธ์ในแต่ละบ้านแตกต่างกันตามระดับความเสียหาย ความชื้นที่ยังค้างอยู่ และการรื้อวัสดุที่เสียหายออกได้ครบหรือไม่

กรณีตัวอย่างต่อ: บ้านของคุณแอนหลังจัดการต้นเหตุของกลิ่น

หมายเหตุ: เป็นกรณีตัวอย่างต่อเนื่องจากต้นบทความ เพื่อแสดงลำดับการจัดการที่เหมาะสม

เมื่อคุณแอนติดต่อทีมงาน ช่างเทคนิคสอบถามจุดที่มีกลิ่นแรงทีละห้อง และแนะนำให้เริ่มจากการหาแหล่งกลิ่นก่อน ผลคือพบผนังยิปซัมด้านหลังตู้ทีวีที่ขึ้นราเป็นแผ่น ท่อระบายน้ำในห้องน้ำชั้นล่างที่ยังมีโคลนดำอุดอยู่ และฟองน้ำของโซฟาตัวใหญ่ที่ยังชื้นภายใน คุณแอนให้ช่างรื้อผนังส่วนที่เสียหาย ทิ้งโซฟา ลอกท่อ และเปิดพัดลมเป่าให้โครงสร้างแห้งหลายวัน

หลังจากล้างพื้นและผนังส่วนล่างด้วยน้ำผงซักฟอกแล้ว ทีมงานจึงเข้ามาพ่นฆ่าเชื้อชั้นล่างทั้งหมด รวมทั้งห้องน้ำ ครัว และรอบรูระบายน้ำ ระหว่างนั้นแม่และลูกชายไปรออยู่ที่บ้านญาติ และกลับเข้าบ้านตามเวลาที่ช่างแจ้ง คุณแอนเล่าว่ากลิ่นที่เคยปะทะจมูกทุกเช้าลดลงอย่างชัดเจน ส่วนแม่ของเธอยังคงไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการภูมิแพ้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันเสมอ

เช็กลิสต์กำจัดกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วมแบบเป็นขั้นตอน

  • ☐ ตรวจระบบไฟฟ้าโดยช่างก่อนเปิดไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำ
  • ☐ สวมถุงมือยาง รองเท้าบูท หน้ากาก และแว่นป้องกันระหว่างทำงาน
  • ☐ เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ ห้ามลงบ่อพักหรือพื้นที่อับอากาศเพียงลำพัง
  • ☐ ระบายน้ำขังและตักโคลนออกจนถึงพื้นจริง
  • ☐ ทิ้งอาหารในตู้เย็นที่ไฟดับนานและอาหารที่จมน้ำ
  • ☐ ขนวัสดุพรุนที่แช่น้ำนานหรือขึ้นราออก เช่น ที่นอน พรม โซฟา กล่องกระดาษ
  • ☐ ตัดผนังยิปซัมเหนือระดับน้ำตามคำแนะนำของช่าง
  • ☐ ถอดตะแกรงท่อระบายน้ำมาขัดล้าง และลอกท่อที่อุดตัน
  • ☐ ล้างพื้นและผนังส่วนล่างด้วยน้ำสะอาดและผงซักฟอก
  • ☐ ซักผ้าด้วยน้ำร้อนเท่าที่ผ้าทนได้ และตากให้แห้งสนิท
  • ☐ ให้ช่างล้างแอร์และเปลี่ยนแผ่นกรองก่อนเปิดใช้
  • ☐ ทำให้บ้านแห้งด้วยพัดลมและการระบายอากาศ
  • ☐ นัดหมาย บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม เมื่อล้างเสร็จ
  • ☐ ให้คนและสัตว์เลี้ยงออกจากโซนระหว่างพ่น และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างแจ้ง
  • ☐ ติดตามกลิ่นในอีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หากกลิ่นกลับมา ให้ตรวจหาแหล่งความชื้นที่ยังเหลือ
  • ☐ หากคนในบ้านมีไข้ ท้องร่วง หรืออาการทางเดินหายใจที่ไม่ดีขึ้น ให้ไปพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม

1. กลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วมเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

กลิ่นเป็นสัญญาณว่ามีจุลชีพเติบโตหรือมีสารอินทรีย์ย่อยสลายอยู่ บางกลิ่น เช่น กลิ่นอับจากเชื้อรา อาจมาพร้อมสปอร์ที่กระตุ้นภูมิแพ้ ส่วนกลิ่นไข่เน่าในที่อับอากาศอาจเป็นอันตรายจากก๊าซ จึงไม่ควรมองข้าม และควรหาต้นเหตุให้พบ

2. การจัดอันดับนี้เป็นข้อมูลทางการหรือไม่

ไม่ใช่ เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของ WHD ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในบทความ โดยอ้างอิงแนวทางทั่วไปของ WHO CDC และกรมควบคุมโรค ไม่ได้มาจากการสำรวจเชิงสถิติ

3. พ่นฆ่าเชื้อแล้วกลิ่นจะหายทันทีไหม

หากได้รื้อแหล่งกลิ่นออกและทำความสะอาดก่อน การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดจุลชีพบนพื้นผิวที่สร้างกลิ่นได้ แต่ถ้ายังมีวัสดุเปียกหรือขึ้นราซ่อนอยู่ กลิ่นอาจกลับมา จึงต้องจัดการความชื้นควบคู่กันเสมอ

4. กลิ่นไข่เน่าจากท่อควรทำอย่างไร

เปิดระบายอากาศ ห้ามลงไปในบ่อพักหรือท่อเอง ให้ช่างลอกท่อและบ่อพักที่มีโคลนดำ จากนั้นล้างและพ่นฆ่าเชื้อรอบรูระบายน้ำ หากกลิ่นแรงจนแสบตาหรือเวียนศีรษะ ให้ออกจากพื้นที่ทันที

5. ใช้บริการพ่นฆ่าเชื้อแทนการอบโอโซนได้หรือไม่

ทั้งสองบริการทำงานต่างกัน การพ่นฆ่าเชื้อมุ่งที่พื้นผิว ส่วนการอบโอโซนช่วยเรื่องอากาศและกลิ่นในห้องปิด บ้านที่กลิ่นหนักอาจใช้ร่วมกันได้ ทีมงานจะช่วยประเมินว่าแบบใดเหมาะกับบ้านของคุณ

6. น้ำยาครอบคลุมเชื้อที่ก่อกลิ่นทุกชนิดในบทความหรือไม่

ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยมีรายชื่อเชื้อบางชนิดแสดงไว้ เช่น ซาลโมเนลลาและเชื้อรา สำหรับเชื้ออื่นในบทความ เช่น ซูโดโมแนส หรือสตาคีบอทริส หน้าเว็บไม่ได้แสดงผลทดสอบเฉพาะชนิด หากต้องการข้อมูล สามารถสอบถามทีมงานได้โดยตรง

7. หลังพ่นต้องรอนานเท่าไรจึงกลับเข้าบ้านได้

ตามข้อมูลบริการ โดยทั่วไปรอประมาณ 30 นาที แต่ให้ยึดเวลาที่ช่างเทคนิคแจ้งในวันทำงานเป็นหลัก และเปิดระบายอากาศก่อนใช้งาน

ให้บ้านหลังน้ำลดกลับมามีกลิ่นสะอาดอีกครั้ง

ปรึกษาทีม WHD เรื่องกลิ่นเหม็นอับและเชื้อโรคหลังน้ำท่วม เราช่วยประเมินและวางแผนการพ่นฆ่าเชื้อหลังจากบ้านของคุณล้างทำความสะอาดแล้ว

จองบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

#จัดอันดับเชื้อโรค #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม #กำจัดกลิ่นอับ #Chemgene

คำค้นหา: จัดอันดับเชื้อที่ก่อกลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม, กลิ่นเหม็นอับหลังน้ำท่วม, กำจัดกลิ่นอับหลังน้ำท่วม, เชื้อราหลังน้ำท่วม, กลิ่นไข่เน่าจากท่อ, เชื้อโรคหลังน้ำท่วม, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, CHEMGENE HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้