จัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม 2569: 10 เชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศของบ้านหลังน้ำลด และวิธีพ่นฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดและป้องกัน

Last updated: 6 ต.ค. 2569  |  13 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริการ

จัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม 2569: 10 เชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศของบ้านหลังน้ำลด และวิธีพ่นฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดและป้องกัน

หลายคนคิดว่าเชื้อโรคหลังน้ำท่วมมีแค่เชื้อที่ทำให้ท้องร่วงหรือโรคฉี่หนู แต่ความจริงแล้วกลุ่มที่ทำให้คนในบ้านไอ จาม คัดจมูก หายใจไม่อิ่ม และหอบกำเริบ ก็ตามมาไม่น้อยเช่นกัน บทความ จัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม ชิ้นนี้รวบรวม 10 เชื้อและกลุ่มเชื้อที่ควรรู้จักเมื่อกลับเข้าบ้านหลังน้ำลด ตั้งแต่สปอร์เชื้อราที่ขึ้นบนผนังชื้น ไวรัสอาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ โควิด 19 ไปจนถึงแบคทีเรียที่โตในน้ำนิ่งอย่างลีจิโอเนลลา พร้อมบอกว่าแต่ละตัวซ่อนอยู่ตรงไหน ใครเสี่ยงที่สุด ป้องกันอย่างไร และทำไม บริการพ่นฆ่าเชื้อ หลังจากขนโคลนและล้างบ้านเสร็จแล้ว จึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวและช่วยให้บ้านกลับมาหายใจได้สบายขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วม 2569 และทำไมต้องพูดถึงเชื้อโรคทางเดินหายใจ

ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ซึ่งเผยแพร่ผ่านเดลินิวส์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวม 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรวม 1,270,151 ครัวเรือน ตัวเลขนี้หมายความว่ามีบ้านจำนวนมหาศาลที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู ทั้งการขนโคลน ล้างพื้น ซ่อมผนัง และการกลับเข้าไปนอนในห้องที่เคยแช่น้ำ

ช่วงหลังน้ำลดเป็นช่วงที่ความชื้นในบ้านสูงมาก ผนังปูนและไม้ยังอุ้มน้ำ ฝ้าเพดานบางแผ่นยังเปียก ที่นอน โซฟา และพรมที่แช่น้ำกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมากต้องอยู่รวมกันในศูนย์พักพิงหรือบ้านญาติ ทำให้ไวรัสทางเดินหายใจแพร่จากคนสู่คนได้ง่ายขึ้น เมื่อสองปัจจัยนี้มาบรรจบกัน คือบ้านชื้นและคนอยู่กันแออัด ปัญหาไอ จาม และหอบกำเริบจึงเป็นเรื่องที่แพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนอยู่เสมอหลังเหตุการณ์น้ำท่วม

กรณีตัวอย่าง: คุณยายที่เริ่มหอบอีกครั้งหลังกลับบ้าน

หมายเหตุ: เรื่องต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบได้บ่อยหลังน้ำท่วม ไม่ใช่คำบอกเล่าของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง

คุณนก อายุสี่สิบต้น ๆ อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สองชั้นกับแม่วัยเจ็ดสิบกว่าปีที่เป็นโรคหืดมานาน และลูกสาววัยหกเดือน เมื่อน้ำเริ่มเข้าซอย ครอบครัวย้ายไปพักบ้านญาติซึ่งมีคนอยู่รวมกันเกือบสิบคน ผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ น้ำลด ทุกคนรีบกลับมาล้างบ้าน ชั้นล่างมีคราบน้ำสูงประมาณครึ่งเมตร โซฟาผ้าบวมน้ำ ม่านหน้าต่างมีจุดดำเล็ก ๆ กระจายเต็ม และห้องเก็บของใต้บันไดมีกลิ่นอับแรงจนต้องเปิดประตูทิ้งไว้

คุณนกกับสามีใช้เวลาสองวันขนของเสียออก ล้างพื้นด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป แล้วเปิดพัดลมเป่าผนังให้แห้ง แต่ในคืนที่สามหลังกลับบ้าน คุณแม่เริ่มไอถี่ หายใจมีเสียงวี้ด และต้องใช้ยาพ่นบ่อยกว่าปกติ ลูกสาวก็มีน้ำมูกและไอ ซึ่งคุณนกไม่แน่ใจว่าติดมาจากบ้านญาติหรือเกิดจากความชื้นในบ้าน เมื่อพาทั้งคู่ไปพบแพทย์ แพทย์อธิบายว่าอาการอาจมาได้จากทั้งไวรัสทางเดินหายใจที่ติดจากการอยู่รวมกัน และสปอร์เชื้อราที่ฟุ้งในบ้านซึ่งกระตุ้นโรคหืด แพทย์แนะนำให้ดูแลตามการรักษา และให้จัดการความชื้นกับเชื้อราในบ้านอย่างจริงจังก่อนให้ผู้ป่วยกลับมาอยู่ประจำ

คำถามที่คุณนกมีหลังจากนั้นคือ ในบรรดาเชื้อโรคทางเดินหายใจที่ตามมากับน้ำท่วม ตัวไหนควรกังวลก่อน ตัวไหนซ่อนอยู่ตรงไหน และการล้างบ้านเองเพียงพอหรือไม่ คำตอบคือรายการจัดอันดับด้านล่างนี้

เกณฑ์การจัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วมของเรา

การจัดอันดับในบทความนี้เป็น การจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของทีมงาน World Health Disinfection (WHD) เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าควรระวังอะไรก่อน ไม่ใช่การจัดอันดับอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐ และไม่ได้อ้างอิงจากสถิติจำนวนผู้ป่วยชุดใดชุดหนึ่ง เราพิจารณาจากเกณฑ์ห้าข้อ ดังนี้

  1. ความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ดูว่าเชื้อนั้นถูกกล่าวถึงในคำแนะนำหลังน้ำท่วมขององค์การอนามัยโลก (WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) หรือกรมควบคุมโรค บ่อยเพียงใด
  2. ความรุนแรงของโรค เชื้อนั้นทำให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อย หรือสามารถทำให้เกิดปอดอักเสบและต้องนอนโรงพยาบาลได้
  3. กลุ่มเสี่ยง เชื้อนั้นกระทบเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำมากน้อยแค่ไหน
  4. ความคงทนในสภาพแวดล้อมชื้น เชื้ออยู่รอดหรือเพิ่มจำนวนได้ในบ้านที่ชื้นหลังน้ำลดหรือไม่ (เราอธิบายในเชิงคุณภาพ ไม่ระบุจำนวนวันหรือชั่วโมงที่แน่นอน)
  5. ความง่ายในการแพร่กระจาย แพร่ผ่านละอองฝอย การสัมผัสพื้นผิว หรือการสูดละอองน้ำและฝุ่น และแพร่ได้ง่ายในสถานที่แออัดอย่างศูนย์พักพิงหรือไม่

เนื่องจากเชื้อแต่ละตัวมีจุดแข็งต่างกัน การจัดอันดับจึงเป็นการชั่งน้ำหนักโดยรวม อันดับที่ต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพียงแต่โอกาสเจอในบ้านทั่วไปหลังน้ำท่วมอาจน้อยกว่า หรือกลุ่มเสี่ยงแคบกว่า หากมีอาการไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอก หรืออาการแย่ลงเร็ว ควรไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอดูว่าเป็นเชื้ออะไร

อันดับ 1: เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) สปอร์ที่ฟุ้งจากผนังและเฟอร์นิเจอร์ชื้น

ทำไมอยู่อันดับหนึ่ง: เชื้อราเป็นปัญหาที่ WHO และ CDC เตือนเกือบทุกครั้งหลังน้ำท่วม เพราะเกิดขึ้นได้ในบ้านแทบทุกหลังที่แห้งไม่ทัน และแอสเปอร์จิลลัสเป็นหนึ่งในเชื้อราที่พบได้บ่อยในอาคารชื้น สปอร์ของมันเล็กมากจนลอยในอากาศและถูกสูดเข้าปอดได้โดยไม่รู้ตัว เชื้อรากลุ่มนี้จึงได้คะแนนสูงทั้งด้านความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม ความคงทนในสภาพชื้น และจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ

ซ่อนอยู่ตรงไหนหลังน้ำท่วม: ผนังยิปซัมและฝ้าเพดานที่ดูดน้ำ ด้านหลังตู้เสื้อผ้าที่ชิดผนัง ใต้พรมและแผ่นรองพื้น ที่นอนและโซฟาที่แช่น้ำ กล่องกระดาษ หนังสือ และกองผ้าที่ถูกปิดทิ้งไว้ รวมถึงตะกอนฝุ่นในท่อแอร์และแผงกรองเครื่องปรับอากาศที่อยู่ระดับต่ำ

อาการและกลุ่มเสี่ยง: คนทั่วไปอาจมีอาการคัดจมูก จาม คันตา ไอ หรือระคายคอ ผู้ที่เป็นภูมิแพ้และโรคหืดอาจหอบกำเริบ ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก เช่น ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อราในปอดที่รุนแรงกว่า กลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปทำความสะอาดบ้านที่มีเชื้อราด้วยตนเอง

การป้องกัน: เร่งทำให้บ้านแห้งโดยเร็ว เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ ทิ้งวัสดุพรุนที่แช่น้ำและทำความสะอาดไม่ได้ สวมหน้ากากชนิด N95 ถุงมือ และแว่นตาเมื่อขนของขึ้นรา หลีกเลี่ยงการปัดกวาดแบบแห้งที่ทำให้สปอร์ฟุ้ง

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: การลอกวัสดุที่ขึ้นราออกและขัดล้างพื้นผิวแข็งคือขั้นตอนหลัก หลังจากนั้นการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่ทำความสะอาดแล้ว ช่วยลดเชื้อที่หลงเหลืออยู่บนผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์แข็ง ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ น้ำยา CHEMGENE HLD4H ที่ WHD ใช้ระบุว่าครอบคลุมกลุ่มเชื้อรา อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะกับแอสเปอร์จิลลัส หากต้องการข้อมูลผลทดสอบของเชื้อชนิดนี้โดยเฉพาะ สามารถสอบถามทีมงานได้โดยตรง

อันดับ 2: ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus, RSV) ภัยของทารกและผู้สูงอายุ

ทำไมอยู่อันดับสอง: ช่วงน้ำท่วมของไทยมักตรงกับฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสอาร์เอสวีระบาดอยู่แล้ว เมื่อครอบครัวต้องอพยพไปอยู่รวมกัน เด็กเล็กจากหลายบ้านได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ไวรัสจึงแพร่ได้ง่าย อาร์เอสวีอาจทำให้ทารกและผู้สูงอายุมีอาการหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบได้ จึงได้คะแนนสูงทั้งด้านความรุนแรงและกลุ่มเสี่ยง

ซ่อนอยู่ตรงไหน: อาร์เอสวีแพร่ผ่านละอองจากการไอจาม และการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนแล้วนำมือมาจับจมูกหรือตา จุดเสี่ยงคือของเล่นเด็ก ราวเตียงเด็ก ขวดนม ผ้ากันเปื้อน มือจับประตู โต๊ะกินข้าว และเบาะนั่งในพื้นที่ที่คนใช้ร่วมกัน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: เริ่มคล้ายหวัด มีน้ำมูก ไอ มีไข้ ในเด็กเล็กอาจหายใจเร็ว หายใจมีเสียงวี้ด กินนมได้น้อยลง ผู้ปกครองควรสังเกตอาการหายใจหอบ ซี่โครงบุ๋ม หรือริมฝีปากซีด และรีบพาไปพบแพทย์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจหรือปอด และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

การป้องกัน: ล้างมือบ่อย ๆ แยกเด็กเล็กออกจากผู้ที่มีอาการไอหรือเป็นหวัด ไม่ใช้ขวดนมหรือแก้วน้ำร่วมกัน ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย และเปิดให้อากาศถ่ายเท

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ตามข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ของ WHD น้ำยา CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมไวรัสอาร์เอสวี การพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวในห้องเด็ก ห้องนั่งเล่น และพื้นที่ที่เด็กคลานเล่น หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว จึงช่วยลดโอกาสที่ไวรัสจะติดค้างบนพื้นผิวที่มือเด็กสัมผัสบ่อย แต่การพ่นไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อจากละอองที่ผู้ป่วยไอจามใส่กันโดยตรง จึงต้องทำควบคู่กับการล้างมือและการแยกผู้ป่วย

อันดับ 3: ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) ระบาดง่ายเมื่อคนอยู่กันแออัด

ทำไมอยู่อันดับสาม: ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่กรมควบคุมโรคเตือนให้ระวังในช่วงฤดูฝนอยู่แล้ว และเมื่อมีการอพยพ คนจากหลายครอบครัวต้องนอนในพื้นที่เดียวกัน ใช้ห้องน้ำและอุปกรณ์ร่วมกัน ความเสี่ยงจึงเพิ่มขึ้น ไข้หวัดใหญ่อาจรุนแรงในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ซ่อนอยู่ตรงไหน: ละอองจากการไอจามในห้องที่ระบายอากาศไม่ดี และพื้นผิวที่ถูกจับบ่อย เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ รีโมต ราวบันได โทรศัพท์มือถือ และโต๊ะอาหาร หลังน้ำลด หลายบ้านปิดหน้าต่างเพราะกลัวยุงหรือฝน ทำให้อากาศในบ้านหมุนเวียนน้อยลง

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอแห้ง เจ็บคอ บางรายมีภาวะแทรกซ้อนเป็นปอดอักเสบ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคไต ควรพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ

การป้องกัน: ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุข สวมหน้ากากเมื่อมีอาการ ล้างมือ แยกของใช้ส่วนตัว และหยุดพักเมื่อป่วยเพื่อไม่ให้แพร่ต่อ

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ตามข้อมูลบริการของ WHD ระบุว่าน้ำยาครอบคลุมไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 การพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่สัมผัสร่วมกันหลังทำความสะอาด เหมาะเป็นพิเศษเมื่อมีสมาชิกในบ้านเพิ่งหายป่วย หรือเมื่อบ้านเคยใช้เป็นที่พักของญาติหลายครอบครัวในช่วงน้ำท่วม

อันดับ 4: ไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 (โควิด 19) ยังอยู่กับเราในทุกฤดูกาล

ทำไมอยู่อันดับสี่: แม้สถานการณ์โควิด 19 จะไม่รุนแรงเหมือนช่วงการระบาดใหญ่ แต่ไวรัสยังหมุนเวียนอยู่ในชุมชน ภาวะน้ำท่วมทำให้คนต้องอยู่รวมกัน ขาดการพักผ่อน และเครียด ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังยังมีโอกาสป่วยรุนแรงได้ จึงจัดไว้ในอันดับที่ต้องระวังต่อเนื่อง

ซ่อนอยู่ตรงไหน: ละอองฝอยในห้องปิดที่มีคนหนาแน่น และพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยในพื้นที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องน้ำรวม เคาน์เตอร์แจกของ ประตูรถ และโต๊ะลงทะเบียน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น อ่อนเพลีย ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคปอด หัวใจ เบาหวาน และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำควรตรวจและพบแพทย์ตามคำแนะนำของสาธารณสุข

การป้องกัน: สวมหน้ากากในพื้นที่แออัด ล้างมือ เว้นระยะเมื่อทำได้ ฉีดวัคซีนตามคำแนะนำ และระบายอากาศให้ดี

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ WHD น้ำยา CHEMGENE HLD4H ระบุผลต่อเชื้อโควิด 19 และไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 229E ไว้ โดยหน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99 เปอร์เซ็นต์ และหน้าผลิตภัณฑ์ระบุ 99.85 เปอร์เซ็นต์ต่อเชื้อโควิด 19 ภายใน 1 นาที การพ่นพื้นผิวหลังทำความสะอาดจึงเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับบ้านที่มีผู้ป่วย หรือสำนักงานที่กำลังเปิดทำการอีกครั้ง

อันดับ 5: ลีจิโอเนลลา (Legionella) แบคทีเรียจากน้ำนิ่งในระบบท่อและหอผึ่งเย็น

ทำไมอยู่อันดับห้า: ลีจิโอเนลลาเป็นแบคทีเรียที่เติบโตได้ในน้ำนิ่งอุ่น ๆ ในระบบประปาของอาคาร เครื่องทำน้ำอุ่น ฝักบัว หอผึ่งเย็นของระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ และถังพักน้ำที่ไม่ได้ใช้งานนาน หลังน้ำท่วม อาคารหลายแห่งปิดใช้งานหลายวัน น้ำในท่อจึงค้างนิ่ง CDC จึงมีคำแนะนำเรื่องการจัดการระบบน้ำในอาคารที่ปิดนานก่อนเปิดใช้อีกครั้ง ลีจิโอเนลลาทำให้เกิดปอดอักเสบชนิดที่เรียกว่าโรคลีจิแนร์ ซึ่งอาจรุนแรงในผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ และผู้มีโรคเรื้อรัง แต่โอกาสเจอในบ้านทั่วไปน้อยกว่าอาคารขนาดใหญ่ จึงอยู่อันดับกลาง

ซ่อนอยู่ตรงไหน: หัวฝักบัว ก๊อกที่ไม่ได้เปิดนาน เครื่องทำน้ำอุ่นแบบถังเก็บ ถังพักน้ำบนดาดฟ้า ระบบหอผึ่งเย็นของคอนโด โรงแรม และสำนักงาน รวมถึงอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดละอองน้ำ

อาการและกลุ่มเสี่ยง: คนติดเชื้อจากการสูดละอองน้ำที่มีเชื้อ ไม่ใช่จากการดื่มน้ำตามปกติ อาการคือไข้สูง ไอ หายใจเหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีท้องเสียร่วมด้วย ผู้ที่อายุมากกว่าห้าสิบปี ผู้สูบบุหรี่ ผู้มีโรคปอดเรื้อรัง และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงกว่า

การป้องกัน: ก่อนกลับมาใช้น้ำ ควรเปิดก๊อกและฝักบัวปล่อยน้ำค้างทิ้ง ล้างทำความสะอาดหัวฝักบัวและเครื่องทำน้ำอุ่นตามคำแนะนำผู้ผลิต สำหรับอาคารขนาดใหญ่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบน้ำตรวจและดูแลตามแผนจัดการน้ำของอาคาร

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ต้องบอกตรง ๆ ว่าการพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวไม่ใช่วิธีจัดการลีจิโอเนลลาในระบบท่อ เพราะเชื้ออยู่ภายในระบบน้ำ ซึ่งต้องจัดการด้วยการดูแลระบบน้ำโดยเฉพาะ สิ่งที่การพ่นช่วยได้คือการลดเชื้อบนพื้นผิวห้องน้ำ ผนังกระเบื้อง และพื้นที่ชื้นรอบ ๆ หลังการขัดล้าง ลีจิโอเนลลาเป็นแบคทีเรียซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะกับเชื้อนี้ สามารถขอข้อมูลผลทดสอบได้จากทีมงาน

อันดับ 6: เชื้อเมลิออยโดสิส (Burkholderia pseudomallei) จากดินและน้ำโคลน

ทำไมอยู่อันดับหก: เมลิออยโดสิสเป็นโรคที่กรมควบคุมโรคเตือนเป็นประจำในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื้ออาศัยอยู่ในดินและน้ำ เมื่อน้ำท่วมและมีโคลนจำนวนมาก คนที่ลุยน้ำ ขนโคลน หรือทำงานกลางแจ้งมีโอกาสสัมผัสเชื้อมากขึ้น เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางบาดแผล การสูดหายใจละอองน้ำหรือฝุ่นดิน และการกลืน หนึ่งในอาการที่พบบ่อยคือปอดอักเสบ จึงจัดไว้ในรายการเชื้อทางเดินหายใจ แต่เนื่องจากพบเป็นบางพื้นที่มากกว่าทั่วประเทศ จึงอยู่อันดับกลาง

ซ่อนอยู่ตรงไหน: โคลนที่ค้างในบ้าน ใต้ถุนบ้าน ลานดิน สวน คอกสัตว์ รองเท้าบูทและอุปกรณ์ขนโคลนที่ยังไม่ได้ล้าง

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ ไอ เจ็บหน้าอก ฝีหรือแผลติดเชื้อ อาการแตกต่างกันมากในแต่ละคน ผู้ที่เป็นเบาหวาน โรคไต ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ หากมีไข้หลังจากลุยน้ำหรือขนโคลน ควรแจ้งแพทย์ว่ามีประวัติสัมผัสดินและน้ำ

การป้องกัน: สวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และหน้ากากเมื่อขนโคลน ปิดแผลให้มิดชิด ไม่ลุยน้ำโดยไม่จำเป็น ล้างมือและอาบน้ำทันทีหลังทำงาน

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการขนโคลนออกและล้างพื้นให้สะอาด จากนั้นการพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่ล้างแล้วช่วยลดแบคทีเรียที่หลงเหลือ เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะกับ Burkholderia pseudomallei สามารถสอบถามข้อมูลผลทดสอบได้

อันดับ 7: สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae) ต้นเหตุปอดอักเสบที่พบบ่อย

ทำไมอยู่อันดับเจ็ด: เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นสาเหตุสำคัญของปอดอักเสบจากแบคทีเรียในชุมชน มักฉวยโอกาสเมื่อร่างกายอ่อนแอจากไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสอื่น ช่วงหลังน้ำท่วมที่คนเหนื่อยล้า นอนไม่พอ และอยู่กันแออัด จึงเพิ่มโอกาสการเจ็บป่วย แต่เชื้อนี้ไม่ได้มากับน้ำท่วมโดยตรง จึงจัดไว้อันดับเจ็ด

ซ่อนอยู่ตรงไหน: เชื้ออาศัยในจมูกและลำคอของคนบางคนโดยไม่มีอาการ และแพร่ผ่านละอองจากการไอจาม การใช้ภาชนะร่วมกัน และมือที่ปนเปื้อน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ ไอมีเสมหะ หายใจเร็ว เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่ และผู้มีโรคเรื้อรังเสี่ยงกว่า

การป้องกัน: วัคซีนนิวโมคอคคัสสำหรับกลุ่มเสี่ยงตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ใช้แก้วหรือช้อนร่วมกัน ปิดปากเวลาไอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การพ่นพื้นผิวช่วยลดการปนเปื้อนบนโต๊ะอาหาร ภาชนะที่วางอยู่ และพื้นที่ที่ผู้ป่วยใช้ แต่ไม่ได้แทนวัคซีนหรือการรักษา เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อนี้ หากต้องการข้อมูลผลทดสอบสามารถสอบถามได้

อันดับ 8: อะดีโนไวรัส (Adenovirus) ทั้งไข้ เจ็บคอ และตาแดง

ทำไมอยู่อันดับแปด: อะดีโนไวรัสทำให้เกิดได้หลายอาการ ตั้งแต่ไข้ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ไปจนถึงตาแดง และบางชนิดทำให้ท้องเสีย ไวรัสนี้ค่อนข้างทนทานบนพื้นผิว และแพร่ได้ง่ายในที่ที่เด็กอยู่รวมกัน หลังน้ำท่วมจึงมีโอกาสพบได้ในศูนย์พักพิงและบ้านที่รับญาติมาอยู่ด้วย ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จึงจัดไว้อันดับแปด

ซ่อนอยู่ตรงไหน: ผ้าเช็ดหน้าและผ้าขนหนูที่ใช้ร่วมกัน หมอน ของเล่น มือจับประตู และน้ำที่ไม่สะอาด

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้ เจ็บคอ ไอ ตาแดง น้ำตาไหล เด็กเล็กและผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจมีอาการมากกว่า

การป้องกัน: แยกผ้าเช็ดตัว ล้างมือ ไม่ขยี้ตา ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: อะดีโนไวรัสอยู่ในกลุ่มไวรัสที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อนี้ การพ่นหลังทำความสะอาดช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวที่สัมผัสร่วมกัน และหากต้องการผลทดสอบเฉพาะสามารถสอบถามทีมงานได้

อันดับ 9: เชื้อราในบ้านกลุ่มอื่น สตาคีบอทริส เพนิซิลเลียม และคลาโดสปอเรียม

ทำไมอยู่อันดับเก้า: นอกจากแอสเปอร์จิลลัสแล้ว เชื้อราที่พบบ่อยในบ้านหลังน้ำท่วมยังมี Stachybotrys (ราดำที่ชอบขึ้นบนวัสดุเซลลูโลสที่ชื้นนาน เช่น กระดาษยิปซัมและไม้) Penicillium (มักเห็นเป็นคราบเขียวอมฟ้าบนผ้า หนังสือ และอาหาร) และ Cladosporium (คราบดำหรือเขียวเข้มบนขอบหน้าต่าง ม่าน และยาแนว) เชื้อกลุ่มนี้มักทำให้เกิดอาการระคายเคืองและภูมิแพ้มากกว่าการติดเชื้อรุนแรง จึงจัดไว้อันดับเก้า แต่ในเชิงจำนวนบ้านที่เจอ ถือว่าพบบ่อยมาก

ซ่อนอยู่ตรงไหน: ด้านหลังวอลเปเปอร์ ผนังยิปซัมช่วงล่าง ขอบหน้าต่างไม้ ม่านผ้า หนังสือ ตู้รองเท้า และกล่องเก็บของที่ปิดไว้

อาการและกลุ่มเสี่ยง: คัดจมูก จาม ไอ คันตา ผิวหนังระคายเคือง ผู้ป่วยภูมิแพ้ โรคหืด และเด็กเล็กมักไวต่อสภาพนี้

การป้องกัน: ทิ้งวัสดุพรุนที่ขึ้นราลึก ลดความชื้นด้วยการระบายอากาศหรือเครื่องลดความชื้น ซ่อมจุดรั่วซึม และอย่าทาสีทับคราบราโดยไม่ทำความสะอาดก่อน

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: หลังลอกและขัดล้างคราบรา การพ่นฆ่าเชื้อช่วยลดเชื้อที่ยังติดอยู่บนพื้นผิวแข็ง ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุมกลุ่มเชื้อรา แต่เราไม่ได้อ้างผลทดสอบเฉพาะกับแต่ละชนิดในกลุ่มนี้ หากกลิ่นอับยังคงอยู่ อาจพิจารณา บริการอบโอโซน เป็นบริการเสริม

อันดับ 10: เชื้อไอกรน (Bordetella pertussis) ความเสี่ยงของทารกในที่พักรวม

ทำไมอยู่อันดับสิบ: ไอกรนไม่ได้มากับน้ำท่วมโดยตรง แต่เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่แพร่ได้ง่ายมากในที่แออัด และอันตรายต่อทารกที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ เมื่อครอบครัวที่มีทารกต้องไปอยู่ในศูนย์พักพิงหรือบ้านญาติ จึงควรรู้จักโรคนี้ไว้ ด้วยความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมที่ต่ำกว่าเชื้ออื่น จึงอยู่อันดับสุดท้ายของรายการ

ซ่อนอยู่ตรงไหน: แพร่ผ่านละอองจากการไอจามของผู้ป่วยเป็นหลัก ผู้ใหญ่บางคนมีอาการไอเรื้อรังโดยไม่รู้ว่าเป็นไอกรน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ระยะแรกคล้ายหวัด แล้วไอเป็นชุดติดกัน บางรายมีเสียงหายใจเข้าดังวู้ป ทารกอาจไม่ไอแต่หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหน้าเขียว ซึ่งต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

การป้องกัน: ฉีดวัคซีนตามกำหนด หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เรื่องวัคซีน ผู้ใหญ่ที่ไอนานควรพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดทารก

การล้างและพ่นฆ่าเชื้อช่วยอย่างไร: ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ WHD ระบุว่าน้ำยาครอบคลุม Bordetella pertussis การพ่นพื้นผิวในห้องที่ทารกใช้หลังทำความสะอาดช่วยลดการปนเปื้อนบนพื้นผิว แต่สิ่งที่ป้องกันได้ดีที่สุดยังคงเป็นวัคซีน

ตารางสรุปจัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม

  • อันดับ 1 เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส: พบบ่อยในบ้านชื้น กระตุ้นภูมิแพ้และหืด อันตรายต่อผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • อันดับ 2 อาร์เอสวี: ระบาดในหน้าฝน อันตรายต่อทารกและผู้สูงอายุ
  • อันดับ 3 ไข้หวัดใหญ่: แพร่เร็วในที่แออัด รุนแรงในกลุ่มเสี่ยง
  • อันดับ 4 โควิด 19: ยังหมุนเวียนในชุมชน ผู้สูงอายุต้องระวัง
  • อันดับ 5 ลีจิโอเนลลา: โตในน้ำนิ่งของระบบท่อ ต้องจัดการระบบน้ำ
  • อันดับ 6 เมลิออยโดสิส: มากับดินและโคลน เสี่ยงในผู้ป่วยเบาหวาน
  • อันดับ 7 นิวโมคอคคัส: ปอดอักเสบแทรกซ้อนเมื่อร่างกายอ่อนแอ
  • อันดับ 8 อะดีโนไวรัส: ไข้ เจ็บคอ ตาแดง แพร่ในกลุ่มเด็ก
  • อันดับ 9 เชื้อรากลุ่มอื่น: ราดำ ราเขียว พบได้แทบทุกบ้านที่แห้งช้า
  • อันดับ 10 ไอกรน: อันตรายต่อทารกในที่พักรวม ป้องกันด้วยวัคซีน

ผลกระทบที่ตามมาเมื่อปล่อยให้เชื้อโรคทางเดินหายใจค้างอยู่ในบ้าน

ด้านสุขภาพ: คนในบ้านอาจป่วยวนเป็นรอบ ๆ คนหนึ่งหายอีกคนเริ่มไอ ผู้ป่วยโรคหืดต้องใช้ยามากขึ้น เด็กเล็กหลับไม่สนิทเพราะคัดจมูก ผู้สูงอายุอ่อนแรงลงจากการป่วยติดต่อกัน

ด้านค่าใช้จ่าย: ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่ายา และรายได้ที่หายไปเมื่อต้องลางานดูแลคนป่วย มักสูงกว่าค่าทำความสะอาดบ้านให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก

ด้านเวลาและจิตใจ: ครอบครัวต้องวนกลับมาทำความสะอาดซ้ำเมื่อกลิ่นอับและคราบรากลับมา ความกังวลว่าบ้านยังไม่ปลอดภัยทำให้หลายคนนอนไม่หลับ แม้น้ำจะลดไปนานแล้ว

ด้านธุรกิจ: สำหรับร้านค้า คลินิก และสำนักงาน หากพนักงานป่วยต่อเนื่องหลังกลับมาเปิดทำการ งานจะสะดุด และลูกค้าอาจไม่มั่นใจเมื่อได้กลิ่นอับหรือเห็นคราบราตามผนัง

ทำไมสบู่ น้ำยาล้างพื้น หรือน้ำยาฟอกขาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ

การล้างด้วยน้ำและสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดเป็นขั้นตอนที่จำเป็นที่สุด เพราะช่วยขจัดโคลน คราบไขมัน และสิ่งสกปรกที่เป็นที่หลบซ่อนของเชื้อ แต่การทำความสะอาดคือการ "เอาสิ่งสกปรกออก" ไม่ใช่การ "ฆ่าเชื้อ" โดยตรง เชื้อจำนวนหนึ่งจึงยังเหลืออยู่บนพื้นผิว

ส่วนน้ำยาฟอกขาวที่หลายบ้านใช้ หากผสมไม่ถูกสัดส่วนก็อาจได้ผลไม่เต็มที่ หรือระคายเคืองทางเดินหายใจของคนในบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคหืดควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว ที่สำคัญคือห้ามผสมน้ำยาฟอกขาวกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิด เพราะอาจเกิดก๊าซอันตราย นอกจากนี้ การเช็ดด้วยผ้าผืนเดียวทั้งบ้านมักทำให้เชื้อกระจายจากจุดหนึ่งไปอีกจุด และน้ำยาที่เช็ดผ่าน ๆ อาจไม่สัมผัสพื้นผิวนานพอตามที่ผลิตภัณฑ์กำหนด

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือการใช้พัดลมเป่าผนังที่ขึ้นรา หรือใช้สเปรย์ปรับอากาศกลบกลิ่นอับ วิธีเหล่านี้ไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และการเป่าลมแรงใส่คราบราอาจทำให้สปอร์ฟุ้งกระจายมากขึ้น ส่วนการทาสีทับคราบราโดยไม่ทำความสะอาดก่อน คราบมักกลับมาให้เห็นภายหลัง

ด้วยเหตุนี้ WHO และ CDC จึงแนะนำให้ทำความสะอาดก่อน แล้วจึงฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ปนเปื้อนจากน้ำท่วม การใช้ทีมงานที่มีอุปกรณ์พ่นแบบละอองละเอียด และน้ำยาที่มีข้อมูลรองรับ ช่วยให้การฆ่าเชื้อครอบคลุมพื้นผิวมากขึ้น รวมถึงจุดที่มือเข้าไปเช็ดได้ยาก

บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมจาก WHD กำจัดเชื้อโรคทางเดินหายใจบนพื้นผิวอย่างเป็นระบบ

บริการพ่นฆ่าเชื้อของ World Health Disinfection ใช้ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม ฉีดพ่นและ/หรือพ่นละอองฝอยละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนผสมของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride ตามข้อมูลบริการ น้ำยาฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยระบุรายชื่อเชื้อ เช่น โควิด 19 อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 ไวรัสมือเท้าปาก และอ้างประสิทธิภาพ 99.99 เปอร์เซ็นต์

หน้าบริการยังระบุการรับรองและการอ้างอิง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย

ขั้นตอนการทำงานหลังน้ำท่วม

  1. สำรวจพื้นที่: ทีมงานประเมินความเสียหาย จุดที่น้ำท่วมถึง จุดที่มีเชื้อรา และห้องที่มีผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงใช้งาน
  2. ขนโคลนและล้างทำความสะอาด: เจ้าของบ้านหรือทีมทำความสะอาดต้องขนโคลน ทิ้งวัสดุพรุนที่เสียหาย และล้างพื้นผิวให้เรียบร้อยก่อน เพราะการพ่นฆ่าเชื้อได้ผลดีบนพื้นผิวที่สะอาด
  3. แบ่งโซน: กำหนดลำดับห้อง ป้องกันหรือย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้า อาหาร และของใช้ส่วนตัว ให้คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากโซนที่จะพ่น
  4. พ่นฆ่าเชื้อ: ช่างพ่นน้ำยาให้ครอบคลุมพื้น ผนังช่วงล่าง มือจับ สวิตช์ เคาน์เตอร์ และเฟอร์นิเจอร์แข็ง
  5. กลับเข้าพื้นที่: รอตามระยะเวลาที่ช่างแนะนำ ตามข้อมูลบริการประมาณ 30 นาที แล้วเปิดระบายอากาศก่อนใช้งานตามปกติ

สิ่งที่ต้องย้ำคือ การพ่นฆ่าเชื้อไม่ได้แทนการขนโคลน การทำให้บ้านแห้ง หรือการซ่อมจุดรั่วซึม และเราไม่อ้างว่าไม่มีสารตกค้าง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของช่างหลังการพ่นทุกครั้ง ผู้ที่มีอาการป่วยควรไปพบแพทย์ ไม่ใช่รอให้บ้านสะอาดแล้วอาการจะหายเอง

โปรโมชันตามข้อมูลบริการ: รับฟรีสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC เมื่อใช้บริการ พร้อมออกใบกำกับภาษีได้

10 เหตุผลที่ควรใช้บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม เมื่อกังวลเรื่องโรคทางเดินหายใจ

  1. ลดเชื้อบนพื้นผิวที่ทุกคนในบ้านสัมผัส ซึ่งเป็นทางผ่านของไวรัสหวัดและไข้หวัดใหญ่ไปสู่มือและใบหน้า
  2. น้ำยาที่ใช้มีรายชื่อเชื้อทางเดินหายใจระบุไว้ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ เช่น อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ และโควิด 19 ดูรายละเอียดบริการ
  3. ช่างมีอุปกรณ์พ่นละอองละเอียด เข้าถึงซอกมุม ใต้เฟอร์นิเจอร์ และผนังช่วงล่างที่เช็ดเองได้ยาก
  4. ช่วยลดเชื้อที่หลงเหลือบนผนังและพื้นหลังลอกคราบรา ก่อนให้ผู้ป่วยภูมิแพ้กลับมาอยู่
  5. คนในบ้านไม่ต้องสัมผัสน้ำยาเข้มข้นหรือสูดไอระเหยจากการผสมน้ำยาเอง
  6. มีการแบ่งโซนและกำหนดเวลากลับเข้าพื้นที่อย่างชัดเจน ลดการสัมผัสน้ำยาโดยไม่จำเป็น
  7. เหมาะกับบ้านที่มีทารก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคปอดที่ต้องการความมั่นใจมากเป็นพิเศษ ปรึกษาทีมงาน
  8. ใช้ได้ทั้งบ้าน คอนโด สำนักงาน ร้านค้า คลินิก และโรงเรียนที่กำลังจะเปิดใช้อีกครั้ง
  9. ประหยัดเวลาให้ครอบครัวที่กำลังเหนื่อยจากการฟื้นฟูบ้าน และอยากกลับมาใช้ชีวิตปกติให้เร็วที่สุด
  10. สามารถสอบถามข้อมูลผลทดสอบของเชื้อที่กังวลได้โดยตรง และขอใบกำกับภาษีสำหรับองค์กรได้

ก่อนและหลังการล้างบ้านร่วมกับการพ่นฆ่าเชื้อ

ก่อน

  • ผนังช่วงล่างมีจุดดำและคราบน้ำ
  • กลิ่นอับแรงจนต้องเปิดประตูทิ้งไว้
  • ผู้ป่วยโรคหืดไอและหอบในเวลากลางคืน
  • ของเล่นและโต๊ะยังไม่แน่ใจว่าสะอาดพอหรือไม่
  • ครอบครัวกังวลว่าใครจะป่วยเป็นคนต่อไป

หลัง

  • วัสดุที่ขึ้นราถูกลอกออก พื้นผิวแข็งผ่านการล้างและพ่นฆ่าเชื้อ
  • บ้านระบายอากาศดีขึ้น กลิ่นอับลดลง
  • ผู้ป่วยกลับมาอยู่ในห้องที่ผ่านการจัดการตามขั้นตอน
  • พื้นผิวที่สัมผัสบ่อยได้รับการฆ่าเชื้อครบทุกห้อง
  • ครอบครัวมีแผนดูแลบ้านต่อเนื่องหลังน้ำลด

หมายเหตุ: ผลลัพธ์ในแต่ละบ้านแตกต่างกันตามระดับความเสียหาย ความชื้นที่เหลืออยู่ และการดูแลต่อเนื่องของเจ้าของบ้าน

กรณีตัวอย่างต่อ: บ้านของคุณนกหลังผ่านการจัดการ

หมายเหตุ: เป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าจริง

หลังจากพาแม่และลูกไปพบแพทย์ คุณนกตัดสินใจทิ้งโซฟาผ้าและม่านที่ขึ้นรา ให้ช่างลอกผนังยิปซัมช่วงล่างที่บวมน้ำออก แล้วล้างพื้นและผนังปูนให้สะอาด จากนั้นจึงนัดทีมพ่นฆ่าเชื้อ ช่างเริ่มจากการสำรวจและแนะนำให้ย้ายอาหาร ของเล่นชิ้นเล็ก และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปไว้ชั้นบน แล้วแบ่งโซนพ่นทีละห้อง ระหว่างที่พ่น ทุกคนรอนอกบ้าน และกลับเข้าบ้านตามเวลาที่ช่างแจ้ง พร้อมเปิดหน้าต่างระบายอากาศ

สองสัปดาห์ต่อมา คุณแม่ของคุณนกกลับมาอยู่บ้านหลังจากอาการดีขึ้นตามการรักษาของแพทย์ คุณนกยังเปิดหน้าต่างทุกเช้า ใช้เครื่องลดความชื้นในห้องนอนชั้นล่าง และเช็ดทำความสะอาดมือจับประตูกับของเล่นลูกเป็นประจำ สิ่งที่เธอบอกว่าเปลี่ยนไปมากที่สุดคือความรู้สึกมั่นใจ ว่าบ้านได้รับการจัดการอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ใช่แค่ล้างแล้วหวังว่าจะดีขึ้นเอง

เช็กลิสต์ฟื้นฟูบ้านเพื่อลดเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม

  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้าก่อนเข้าบ้าน หากไม่แน่ใจให้ช่างไฟฟ้าตรวจ และไม่ใช้เครื่องปั่นไฟในบ้านเพราะเสี่ยงคาร์บอนมอนอกไซด์
  • สวมหน้ากาก N95 ถุงมือยาง แว่นตา และรองเท้าบูทเมื่อขนโคลนหรือของที่ขึ้นรา
  • ให้ผู้ป่วยโรคหืด ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็กอยู่นอกบ้านระหว่างการทำความสะอาดหนัก
  • เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ใช้พัดลมดูดอากาศออก ไม่เป่าลมตรงใส่คราบรา
  • ทิ้งที่นอน พรม โซฟาผ้า และวัสดุพรุนที่แช่น้ำและแห้งไม่ทัน
  • ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ และให้ช่างตรวจเครื่องที่โดนน้ำ
  • เปิดก๊อกและฝักบัวปล่อยน้ำค้างในท่อทิ้งก่อนใช้งาน และล้างหัวฝักบัว
  • ล้างพื้นผิวแข็งด้วยน้ำและน้ำยาทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนนัดพ่นฆ่าเชื้อ
  • ระหว่างพ่นฆ่าเชื้อ ทุกคนและสัตว์เลี้ยงออกจากโซน และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างแนะนำ
  • หลังพ่น ล้างมือบ่อย ระบายอากาศ ควบคุมความชื้น และสังเกตอาการของคนในบ้าน หากมีไข้หรือหายใจลำบากให้พบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม

1. ทำไมหลังน้ำท่วมคนในบ้านถึงไอและคัดจมูกกันหลายคน

สาเหตุอาจมาได้หลายทาง ทั้งไวรัสทางเดินหายใจที่ติดจากการอยู่รวมกันช่วงอพยพ และสปอร์เชื้อราหรือฝุ่นที่ฟุ้งในบ้านชื้น ซึ่งกระตุ้นอาการภูมิแพ้ ควรพบแพทย์เพื่อแยกสาเหตุ และจัดการความชื้นกับเชื้อราในบ้านควบคู่กัน

2. การจัดอันดับนี้เป็นของหน่วยงานรัฐหรือไม่

ไม่ใช่ เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของทีม WHD โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมในคำแนะนำของ WHO CDC และกรมควบคุมโรค ความรุนแรง กลุ่มเสี่ยง ความคงทนในสภาพชื้น และความง่ายในการแพร่กระจาย

3. พ่นฆ่าเชื้อแล้วจะป้องกันการติดหวัดจากคนในบ้านได้ไหม

การพ่นช่วยลดเชื้อบนพื้นผิว แต่ไม่ได้หยุดการติดต่อผ่านละอองไอจามโดยตรง ยังต้องล้างมือ สวมหน้ากากเมื่อป่วย แยกของใช้ และฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

4. ผนังที่ขึ้นราดำ พ่นอย่างเดียวได้หรือไม่

ไม่แนะนำ ควรลอกหรือทิ้งวัสดุพรุนที่ขึ้นราลึก ขัดล้างพื้นผิวแข็ง และทำให้แห้งก่อน แล้วจึงพ่นฆ่าเชื้อ หากเชื้อรากินพื้นที่กว้าง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน

5. ผู้ป่วยโรคหืดกลับเข้าบ้านได้เมื่อไร

ควรรอให้การทำความสะอาดหนักเสร็จ บ้านแห้ง ระบายอากาศดี และผ่านเวลากลับเข้าพื้นที่ตามที่ช่างแนะนำ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับความพร้อมของผู้ป่วย

6. น้ำยาที่ใช้ครอบคลุมเชื้อลีจิโอเนลลาหรือเมลิออยโดสิสหรือไม่

เชื้อทั้งสองอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม แต่เราไม่อ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ หากต้องการข้อมูลผลทดสอบ สามารถสอบถามทีมงานได้ นอกจากนี้ลีจิโอเนลลาในระบบท่อต้องจัดการด้วยการดูแลระบบน้ำโดยเฉพาะ

7. หลังพ่นต้องรอนานแค่ไหน

ตามข้อมูลบริการประมาณ 30 นาที แต่ควรปฏิบัติตามเวลาที่ช่างแจ้งในแต่ละงาน และเปิดระบายอากาศก่อนใช้งานพื้นที่

ให้บ้านหลังน้ำลดกลับมาหายใจได้สบายอีกครั้ง

ล้างบ้านเสร็จแล้วแต่ยังกังวลเรื่องเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย ปรึกษาทีม World Health Disinfection เพื่อวางแผนพ่นฆ่าเชื้อเฉพาะบ้านของคุณ

จองบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

โทร 065-556-6294 | LINE @whd268

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

#จัดอันดับเชื้อโรค #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #เชื้อโรคทางเดินหายใจ #เชื้อราหลังน้ำท่วม #Chemgene

คำค้นหา: จัดอันดับเชื้อโรคทางเดินหายใจหลังน้ำท่วม, เชื้อโรคหลังน้ำท่วม, เชื้อราหลังน้ำท่วม, ไวรัส RSV หลังน้ำท่วม, ไข้หวัดใหญ่หลังน้ำท่วม, ลีจิโอเนลลา, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, CHEMGENE HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้