จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม 2569: น้ำกัดเท้า แผลติดเชื้อ เชื้อราผิวหนัง 10 อันดับที่ต้องรู้ พร้อมบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมที่ช่วยกำจัดและป้องกัน

Last updated: 6 ต.ค. 2569  |  19 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม 2569: น้ำกัดเท้า แผลติดเชื้อ เชื้อราผิวหนัง 10 อันดับที่ต้องรู้ พร้อมบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมที่ช่วยกำจัดและป้องกัน

จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม 2569: น้ำกัดเท้า แผลติดเชื้อ เชื้อราผิวหนัง 10 อันดับที่ต้องรู้ พร้อมบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมที่ช่วยกำจัดและป้องกัน

คนที่ต้องลุยน้ำท่วมทุกวันรู้ดีว่าปัญหาแรกที่มักตามมาไม่ใช่ไข้ แต่เป็นผิวหนัง ตั้งแต่ซอกนิ้วเท้าเปื่อยคัน แผลเล็ก ๆ ที่กลายเป็นแผลบวมแดง ไปจนถึงผื่นคันตามซอกพับ บทความ จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม นี้รวบรวมเชื้อ 10 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับน้ำกัดเท้า แผลติดเชื้อ และเชื้อราผิวหนังหลังน้ำท่วม พร้อมเกณฑ์การจัดอันดับที่โปร่งใส จุดที่เชื้อซ่อนอยู่ในบ้านและห้องน้ำ อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ และวิธีป้องกัน ก่อนจะปิดท้ายด้วย บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม ของ World Health Disinfection (WHD) ที่ทำหลังจากขนโคลนและล้างทำความสะอาดแล้ว เพื่อช่วยกำจัดและป้องกันเชื้อบนพื้นผิวที่เท้า มือ และผิวหนังของคนในบ้านสัมผัสทุกวัน

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย: เจ็ดวันที่ลุงชัยต้องเดินลุยน้ำทุกเช้า

กรณีตัวอย่างนี้เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบบ่อยหลังน้ำท่วม ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ลุงชัยอายุหกสิบต้น ๆ อาศัยอยู่บ้านไม้สองชั้นริมลำน้ำในจังหวัดอุบลราชธานี ช่วงน้ำท่วม ลุงชัยต้องเดินลุยน้ำระดับเข่าถึงเอวทุกเช้า เพื่อไปรับถุงยังชีพ ช่วยเพื่อนบ้านยกของขึ้นที่สูง และพาหลานสาวไปขึ้นรถที่ปากซอย ลุงใส่รองเท้าแตะบ้าง เดินเท้าเปล่าบ้าง เพราะรองเท้าบูทคู่เดียวที่มีรั่ว

วันที่สาม ซอกนิ้วเท้าของลุงเริ่มขาวเปื่อย คันจนต้องเกา วันที่ห้า ลุงเหยียบเศษไม้ในน้ำขุ่นจนเป็นแผลที่ฝ่าเท้า ล้างด้วยน้ำประปาแล้วปิดพลาสเตอร์ไว้ สองวันต่อมาแผลบวมแดง ร้อน และเจ็บ ส่วนหลานสาววัยแปดขวบมีตุ่มหนองเล็ก ๆ ที่ขาจากการเกาตรงรอยยุงกัด ลุงชัยเป็นเบาหวานมาหลายปี ลูกสาวจึงพาลุงไปโรงพยาบาลทันที แพทย์ดูแผลและให้การรักษา พร้อมถามประวัติวัคซีนบาดทะยัก และเตือนว่าคนที่เป็นเบาหวานต้องระวังแผลจากน้ำและดินเป็นพิเศษ

เมื่อกลับบ้าน ลูกสาวของลุงเริ่มสังเกตว่า พื้นห้องน้ำที่ทุกคนเดินเท้าเปล่า พรมเช็ดเท้าที่ชื้นตลอดเวลา รองเท้าที่แช่น้ำมาทั้งสัปดาห์ และผ้าขนหนูที่ใช้ร่วมกัน อาจเป็นจุดที่เชื้อราและแบคทีเรียส่งต่อกันในบ้าน คำถามว่าเชื้ออะไรบ้างที่ทำให้ผิวหนังมีปัญหาหลังน้ำท่วม และบ้านต้องทำอะไรเพิ่ม คือจุดเริ่มต้นของการจัดอันดับนี้

น้ำท่วม 2569 กับโรคผิวหนังจากน้ำท่วม

ตามรายงานข่าวของเดลินิวส์ที่อ้างข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 อุทกภัยส่งผลกระทบใน 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 1,270,151 ครัวเรือน ผู้คนจำนวนมากต้องเดินลุยน้ำ ขนของ ล้างบ้าน และทำงานในสภาพเปียกชื้นต่อเนื่องหลายวัน ผิวหนังที่แช่น้ำนานจะอ่อนนุ่ม เปื่อย และเกิดรอยแตกเล็ก ๆ ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย

กรมควบคุมโรคเตือนทุกฤดูน้ำหลากเรื่องโรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนังติดเชื้อ และโรคฉี่หนู ซึ่งเชื้อสามารถเข้าทางแผลหรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน CDC แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมเมื่อมีแผล ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด และไปพบแพทย์หากแผลบวมแดงหรือมีหนอง รวมถึงตรวจสอบสถานะวัคซีนบาดทะยักเมื่อมีแผลจากของสกปรก

เกณฑ์การจัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม (เชิงบรรณาธิการ ไม่ใช่การจัดอันดับทางการ)

การจัดอันดับนี้เป็นการจัดอันดับเชิงบรรณาธิการของทีม WHD เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การจัดอันดับอย่างเป็นทางการของหน่วยงานสาธารณสุข และไม่ได้อ้างอิงจากสถิติผู้ป่วยของปีนี้ เกณฑ์ที่ใช้มีดังนี้

  1. ความเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมในคำแนะนำของหน่วยงาน: WHO, CDC และกรมควบคุมโรคกล่าวถึงปัญหานั้นในช่วงน้ำท่วมบ่อยเพียงใด
  2. ความพบบ่อยในชีวิตประจำวันหลังน้ำท่วม: ปัญหาที่คนทั่วไปเจอได้ง่าย เช่น น้ำกัดเท้าและแผลติดเชื้อ ได้น้ำหนักมาก
  3. ความรุนแรงหากปล่อยไว้: เชื้อที่อาจลุกลามจากผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดหรือทั้งร่างกาย ได้น้ำหนักเพิ่ม
  4. กลุ่มเสี่ยง: ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคตับ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และเด็ก
  5. บทบาทของพื้นผิวและของใช้ในบ้าน: พื้นห้องน้ำ รองเท้า ผ้าขนหนู และพรมเช็ดเท้ามีส่วนในการส่งต่อเชื้อมากน้อยเพียงใด

ผลที่ได้จึงเป็นแนวทางว่าควรรู้จักและระวังอะไรก่อน ไม่ได้หมายความว่าเชื้ออันดับหนึ่งพบมากที่สุดในทุกพื้นที่ และไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค ผู้ที่มีแผลหรือผื่นผิดปกติควรพบแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ

ทำไมผิวหนังจึงเป็นประตูของเชื้อหลังน้ำท่วม

ผิวหนังปกติเป็นเกราะที่แข็งแรง แต่เมื่อแช่น้ำนานหลายชั่วโมงต่อวัน ชั้นผิวด้านนอกจะอุ้มน้ำ อ่อนตัว และหลุดลอกง่าย ซอกนิ้วเท้าที่อับชื้นจะเปื่อยขาว เกิดรอยแตกที่มองแทบไม่เห็น ในขณะเดียวกัน น้ำท่วมมักพาเศษแก้ว ตะปู เศษไม้ และกิ่งไม้มาด้วย ทำให้เกิดแผลถลอก แผลตำ และแผลบาดได้ง่าย เมื่อผิวหนังเปิดออก เชื้อในน้ำ ดิน โคลน และบนผิวของเราเองก็มีโอกาสเข้าไปก่อโรค

หลังน้ำลด ความเสี่ยงไม่ได้หายไปทันที บ้านที่ยังชื้น พื้นห้องน้ำที่มีคราบโคลน รองเท้าที่ไม่เคยแห้ง และผ้าที่ซักด้วยน้ำไม่สะอาด ยังเป็นแหล่งที่เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดชอบอยู่ และส่งต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งผ่านการเดินเท้าเปล่าและการใช้ของร่วมกัน

จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม 10 อันดับ

อันดับ 1: เชื้อราผิวหนังกลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (Dermatophytes เช่น Trichophyton) ต้นเหตุน้ำกัดเท้าติดเชื้อรา

เหตุผลที่อยู่อันดับหนึ่ง: น้ำกัดเท้าในระยะแรกเกิดจากผิวหนังที่แช่น้ำนานจนระคายเคืองและเปื่อย แต่เมื่อเท้ายังอับชื้นต่อเนื่อง เชื้อรากลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ เช่น ไทรโคไฟตอน (Trichophyton) จะเข้ามาซ้ำเติม กลายเป็นโรคเชื้อราที่เท้าหรือที่คนไทยเรียกว่าฮ่องกงฟุต ปัญหานี้พบบ่อยที่สุดในหมู่คนที่ลุยน้ำ และส่งต่อกันได้ง่ายในบ้านผ่านพื้นห้องน้ำและพรมเช็ดเท้า จึงอยู่อันดับหนึ่งในด้านความพบบ่อย

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: พื้นห้องน้ำ พรมเช็ดเท้าที่ชื้น รองเท้าและถุงเท้าที่แช่น้ำ ผ้าขนหนูที่ใช้ร่วมกัน และพื้นบ้านที่ยังไม่แห้งสนิท

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ซอกนิ้วเท้าเปื่อยขาว คัน ลอก แสบ มีกลิ่น บางรายมีตุ่มน้ำหรือผิวแตกเป็นร่อง คนที่ลุยน้ำนาน ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้สูงอายุควรระวังเป็นพิเศษ เพราะรอยแตกที่ซอกเท้าอาจเป็นทางให้แบคทีเรียเข้าไปซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

การป้องกัน: สวมรองเท้าบูทเมื่อต้องลุยน้ำ ล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหลังขึ้นจากน้ำ เช็ดซอกนิ้วให้แห้ง เปลี่ยนถุงเท้าบ่อย และไม่ใช้ผ้าเช็ดเท้าร่วมกัน

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: เชื้อราไทรโคไฟตอนไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เราจึงไม่กล่าวอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ แต่เป็นเชื้อในกลุ่มเชื้อราที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การล้างแล้วพ่นฆ่าเชื้อพื้นห้องน้ำ ทางเดิน และจุดถอดรองเท้า ช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวที่เท้าเปล่าสัมผัส หากต้องการผลทดสอบเฉพาะเชื้อ สามารถสอบถามทีม WHD ได้

อันดับ 2: สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus)

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส หรือ “เชื้อสแตฟ” อาศัยอยู่บนผิวหนังและในจมูกของคนจำนวนมากโดยไม่ก่อโรค แต่เมื่อผิวหนังมีแผลหรือรอยเกา เชื้อเข้าไปทำให้เกิดแผลติดเชื้อ ฝี ตุ่มหนอง และโรคพุพองในเด็ก หลังน้ำท่วม แผลเล็กแผลน้อยมีมาก การล้างแผลทำได้ยาก จึงเป็นเชื้อที่พบบ่อยในปัญหาแผลติดเชื้อ

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: ผ้าขนหนู ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ราวจับ ลูกบิดประตู และอุปกรณ์ทำแผลที่ใช้ร่วมกัน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ผิวบวมแดง ร้อน เจ็บ มีหนอง ตุ่มหนองหรือฝี เด็กที่เกาแผลยุงกัด ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงสูง หากมีไข้ แผลลามเร็ว หรือมีเส้นแดงลามจากแผล ต้องรีบพบแพทย์

การป้องกัน: ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลที่สะอาดและเปลี่ยนเมื่อเปียก ตัดเล็บเด็กให้สั้น และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: สแตฟไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การพ่นฆ่าเชื้อจุดสัมผัสร่วมและห้องน้ำหลังล้างแล้วช่วยลดเชื้อบนพื้นผิว แต่แผลบนร่างกายต้องดูแลโดยแพทย์ ไม่พ่นน้ำยาลงบนผิวหนังหรือแผล

จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม อันดับ 3 ถึง 10: จากแผลบวมแดงถึงเชื้อที่เข้าทางแผลแล้วลุกลาม

อันดับ 3: สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus pyogenes) ต้นเหตุเซลลูไลติส

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: เชื้อสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอเป็นสาเหตุสำคัญของโรคพุพองและเซลลูไลติส ซึ่งเป็นการอักเสบติดเชื้อของผิวหนังชั้นลึกและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เชื้อเข้าทางรอยแตกที่ซอกนิ้วเท้า แผลถลอก หรือรอยเกา ร่วมกับสแตฟ จึงเป็นคู่ที่พบบ่อยในแผลติดเชื้อหลังน้ำท่วม

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: ผ้าและของใช้ส่วนตัวที่ใช้ร่วมกัน และมือที่สัมผัสแผลของผู้อื่น

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ผิวหนังบวมแดง ร้อน กดเจ็บ ขอบเขตลามกว้างขึ้น มักร่วมกับไข้ หนาวสั่น พบบ่อยที่ขาและเท้า ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่ขาบวมเรื้อรังเสี่ยงสูง เซลลูไลติสต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเอง

การป้องกัน: รักษาน้ำกัดเท้าตั้งแต่ระยะแรก เพื่อไม่ให้รอยแตกเป็นประตูของเชื้อ ล้างแผลทันที และสังเกตแผลทุกวัน

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การดูแลพื้นผิวในบ้านเป็นส่วนเสริม ส่วนการรักษาต้องอยู่ในมือแพทย์ สอบถามผลทดสอบเฉพาะเชื้อได้จากทีม WHD

อันดับ 4: เลปโตสไปรา (Leptospira) ต้นเหตุโรคฉี่หนู ที่เข้าทางผิวหนัง

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: โรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิสไม่ใช่โรคผิวหนัง แต่เชื้อเลปโตสไปราเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีแผล รอยถลอก หรือผิวที่แช่น้ำนาน รวมถึงเยื่อบุตาและปาก จึงอยู่ในรายการนี้ กรมควบคุมโรคเตือนเรื่องโรคฉี่หนูทุกครั้งที่มีน้ำท่วม เพราะเชื้อมากับปัสสาวะของหนูและสัตว์อื่นที่ปนอยู่ในน้ำและโคลน และโรคนี้อาจรุนแรงได้หากไม่ได้รับการรักษา

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: น้ำท่วมขัง โคลนในบ้าน ใต้ถุน โรงเก็บของ และพื้นที่ที่หนูชุกชุม

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะน่อง ตาแดง บางรายตัวเหลืองหรือปัสสาวะน้อย คนที่ลุยน้ำ ขนโคลน และทำความสะอาดบ้าน หากมีไข้หลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทุกครั้ง

การป้องกัน: สวมรองเท้าบูทและถุงมือยางเมื่อลุยน้ำหรือขนโคลน ปิดแผลกันน้ำ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังลุยน้ำ และกำจัดแหล่งอาหารของหนู

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: เลปโตสไปราไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เราจึงไม่กล่าวอ้างผลทดสอบ เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การขนโคลนออก ล้างพื้นผิว และพ่นฆ่าเชื้อใต้ถุนและบริเวณที่หนูเคยอยู่ ช่วยลดการปนเปื้อนบนพื้นผิว และสามารถขอผลทดสอบเฉพาะเชื้อจากทีม WHD ได้

อันดับ 5: ซูโดโมแนส (Pseudomonas aeruginosa)

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: ซูโดโมแนสเป็นแบคทีเรียที่ชอบความชื้น พบได้ในน้ำ ดิน และท่อระบายน้ำ ก่อการติดเชื้อที่แผล โดยเฉพาะแผลที่เปียกชื้นตลอดเวลา และการติดเชื้อที่ซอกเล็บหรือรูขุมขน แม้ไม่ค่อยก่อโรคในคนที่แข็งแรง แต่เป็นปัญหาในผู้ที่มีแผลเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันต่ำ

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: ท่อระบายน้ำ ฟองน้ำ อ่างอาบน้ำ ขอบซิงก์ ผ้าชุบน้ำที่ไม่แห้ง และรองเท้าที่อับชื้น

อาการและกลุ่มเสี่ยง: แผลมีหนองสีเขียวอมฟ้าหรือมีกลิ่นเฉพาะ ผื่นตุ่มที่รูขุมขน ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีแผลเรื้อรัง และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำควรพบแพทย์

การป้องกัน: รักษาแผลให้สะอาดและแห้ง เปลี่ยนผ้าปิดแผลเมื่อเปียก ทิ้งฟองน้ำที่จมน้ำ และทำให้ห้องน้ำแห้งหลังใช้งาน

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรียที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การล้างคราบเมือกในท่อและอ่าง แล้วพ่นฆ่าเชื้อห้องน้ำ ช่วยลดแหล่งสะสมของเชื้อชอบความชื้น สอบถามผลทดสอบได้จากทีม WHD

อันดับ 6: แอโรโมแนส (Aeromonas) แบคทีเรียจากน้ำจืดที่เข้าทางแผล

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: แอโรโมแนสเป็นแบคทีเรียที่พบในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีรายงานทางการแพทย์ว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่แผลหลังสัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำในแม่น้ำ แม้ไม่พบบ่อยเท่าสแตฟหรือสเตรป แต่ชื่อนี้ควรรู้จักเพราะเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมโดยตรง

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: น้ำท่วมขัง แหล่งน้ำธรรมชาติ และโคลนจากแม่น้ำ

อาการและกลุ่มเสี่ยง: แผลบวมแดงลุกลามเร็วหลังโดนน้ำ ผู้มีโรคตับ ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงอาการรุนแรง ควรพบแพทย์และแจ้งว่าแผลเคยสัมผัสน้ำท่วม

การป้องกัน: หลีกเลี่ยงการลุยน้ำเมื่อมีแผล ใช้ผ้าปิดแผลกันน้ำ และล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่ทันที

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรีย การพ่นช่วยดูแลพื้นผิวที่โคลนจากน้ำท่วมเคยเกาะหลังล้างออกแล้ว

อันดับ 7: วิบริโอ วัลนิฟิคัส (Vibrio vulnificus) แผลจากน้ำกร่อยและน้ำทะเล

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: CDC เตือนว่าเชื้อวิบริโอ วัลนิฟิคัส ซึ่งอยู่ในน้ำกร่อยและน้ำทะเลที่อุ่น อาจก่อการติดเชื้อที่แผลอย่างรุนแรงหลังน้ำท่วมจากพายุหรือน้ำทะเลหนุน พบได้น้อย จึงอยู่ในอันดับกลาง ๆ แต่ความรุนแรงสูงมาก โดยเฉพาะในผู้มีโรคตับ

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: น้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่ง ปากแม่น้ำ และพื้นที่ที่น้ำทะเลหนุนเข้ามา

อาการและกลุ่มเสี่ยง: แผลบวมแดง ปวดมาก อาจมีตุ่มน้ำ และลุกลามเร็ว ผู้มีโรคตับ ผู้ดื่มสุราเป็นประจำ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีแผลที่สัมผัสน้ำกร่อยแล้วปวดบวมมาก ต้องไปโรงพยาบาลทันที

การป้องกัน: ผู้มีแผลหรือมีโรคตับควรหลีกเลี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่ง สวมรองเท้าบูท และปิดแผลกันน้ำ

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง การพ่นฆ่าเชื้อพื้นผิวไม่ใช่การป้องกันหลักของเชื้อนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการให้แผลสัมผัสน้ำกร่อย

อันดับ 8: แคนดิดา (Candida) เชื้อราในซอกพับและรอบเล็บ

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: แคนดิดาเป็นยีสต์ที่อยู่บนผิวหนังตามปกติ แต่เมื่อผิวอับชื้นนาน เช่น ซอกพับใต้ราวนม ขาหนีบ ใต้ท้อง หรือรอบเล็บของคนที่มือเปียกทั้งวันจากการล้างบ้าน เชื้อจะเพิ่มจำนวนจนเกิดผื่นคัน ส่วนเด็กเล็กที่ใส่ผ้าอ้อมชื้นนานก็เกิดผื่นจากเชื้อนี้ได้

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: เสื้อผ้าที่ไม่แห้งสนิท ผ้าขนหนูอับชื้น และถุงมือยางที่ใส่นานโดยมือข้างในเปียกเหงื่อ

อาการและกลุ่มเสี่ยง: ผื่นแดงชื้น คัน แสบ มีตุ่มเล็ก ๆ รอบขอบผื่น หรือรอบเล็บบวมแดง ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักตัวมาก และทารก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การป้องกัน: ทำให้ผิวและซอกพับแห้ง สวมเสื้อผ้าที่แห้งสนิท ถอดถุงมือพักมือเป็นระยะ และเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กบ่อย

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: แคนดิดาไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มเชื้อราที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม การลดความชื้นในบ้านและพ่นฆ่าเชื้อพื้นผิวช่วยลดแหล่งสะสม สอบถามผลทดสอบเฉพาะเชื้อได้จากทีม WHD

อันดับ 9: เบอร์คโฮลเดอเรีย สูโดมาลเลอิ (Burkholderia pseudomallei) ต้นเหตุโรคเมลิออยโดสิส

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: เชื้อนี้อยู่ในดินและน้ำในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ร่างกายผ่านแผลที่สัมผัสดินและน้ำ การหายใจ หรือการดื่มน้ำปนเปื้อน กรมควบคุมโรคเตือนเรื่องเมลิออยโดสิสในฤดูฝนและช่วงน้ำท่วม เพราะเป็นโรคที่อาจรุนแรงในผู้ป่วยเบาหวาน แม้พบไม่บ่อยเท่าเชื้ออันดับต้น แต่ควรรู้จักโดยเฉพาะในภาคอีสาน

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: ดินโคลน ทุ่งนา แหล่งน้ำธรรมชาติ และโคลนที่น้ำพัดเข้าบ้าน

อาการและกลุ่มเสี่ยง: อาการหลากหลาย ตั้งแต่ฝีที่ผิวหนัง ไข้เรื้อรัง ไอ ปอดอักเสบ ไปจนถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้มีโรคไต และผู้ดื่มสุราเป็นประจำเสี่ยงสูง หากมีไข้หลังสัมผัสดินหรือน้ำ ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติ

การป้องกัน: สวมรองเท้าบูทและถุงมือเมื่อสัมผัสดินโคลน ปิดแผลกันน้ำ ดื่มน้ำต้มสุก และผู้ป่วยเบาหวานควรระวังเป็นพิเศษ

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: ไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุโดยตรง เป็นเชื้อในกลุ่มแบคทีเรีย การขนโคลนออกให้หมดและล้างพื้นผิวคือขั้นตอนสำคัญที่สุด การพ่นฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนเสริมหลังล้าง และสามารถสอบถามข้อมูลผลทดสอบจากทีม WHD ได้

อันดับ 10: คลอสตริเดียม เททานิ (Clostridium tetani) ต้นเหตุบาดทะยัก

เหตุผลที่อยู่อันดับนี้: เชื้อบาดทะยักอยู่ในดิน ฝุ่น และมูลสัตว์ในรูปของสปอร์ที่ทนทานมาก เข้าสู่ร่างกายทางแผลตำ แผลลึก หรือแผลสกปรก เช่น เหยียบตะปูหรือเศษไม้ในน้ำท่วม WHO และ CDC เตือนเรื่องบาดทะยักหลังภัยพิบัติทุกครั้ง โรคนี้ป้องกันได้ด้วยวัคซีน จึงจัดไว้อันดับสุดท้ายไม่ใช่เพราะไม่สำคัญ แต่เพราะวิธีจัดการหลักอยู่ที่วัคซีนและการดูแลแผล ไม่ใช่การฆ่าเชื้อพื้นผิว

จุดซ่อนหลังน้ำท่วม: ดินโคลน เศษไม้ ตะปู เศษโลหะ และขยะที่น้ำพัดมา

อาการและกลุ่มเสี่ยง: กล้ามเนื้อเกร็ง ขากรรไกรแข็งอ้าปากลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ และผู้สูงอายุที่ไม่ได้ฉีดกระตุ้นนานแล้ว หากมีแผลตำหรือแผลสกปรก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเรื่องวัคซีนบาดทะยักตามคำแนะนำของแพทย์

การป้องกัน: สวมรองเท้าบูทพื้นหนาเมื่อลุยน้ำหรือเก็บกวาดเศษซาก ล้างแผลทันที และตรวจสอบประวัติวัคซีนกับแพทย์

การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อ: สปอร์ของเชื้อบาดทะยักทนทานต่อสารฆ่าเชื้อหลายชนิด และไม่อยู่ในรายชื่อที่หน้าเว็บ WHD ระบุ เราจึงไม่กล่าวอ้างว่าการพ่นฆ่าเชื้อป้องกันบาดทะยักได้ สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการเก็บเศษวัสดุมีคม ขนโคลนออก และไปพบแพทย์เมื่อมีแผล

จุดในบ้านที่ส่งต่อเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม

  • พื้นห้องน้ำและพื้นที่อาบน้ำ: ทุกคนเดินเท้าเปล่า ชื้นตลอดเวลา เป็นจุดส่งต่อเชื้อราที่เท้าสำคัญที่สุด
  • พรมเช็ดเท้าและผ้าขนหนู: ไม่เคยแห้งสนิทในช่วงหลังน้ำท่วม ควรซักด้วยน้ำสะอาดและตากแดด หรือเปลี่ยนใหม่
  • รองเท้าและรองเท้าบูท: แช่น้ำหลายวัน ภายในอับชื้น ควรล้างและตากให้แห้งก่อนใส่ซ้ำ
  • ใต้ถุนและโรงเก็บของ: โคลนตกค้าง เป็นที่อยู่ของหนู และอาจมีเศษวัสดุมีคม
  • ราวจับ ลูกบิด และเตียง: จุดที่มือซึ่งเพิ่งสัมผัสแผลหรือรองเท้าไปจับต่อ
  • ชุดทำแผลและกล่องยา: ถ้าจมน้ำควรทิ้ง ห้ามนำผ้าก๊อซหรือสำลีที่เปียกน้ำท่วมมาใช้

ผลกระทบเมื่อปล่อยให้โรคผิวหนังจากน้ำท่วมลุกลาม

  • สุขภาพ: แผลเล็กอาจกลายเป็นเซลลูไลติสหรือการติดเชื้อที่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน
  • การทำงาน: เท้าเปื่อยและแผลอักเสบทำให้เดินลำบาก ต้องหยุดงานในช่วงที่ต้องการรายได้มากที่สุด
  • ค่าใช้จ่าย: ค่ารักษา ค่าเดินทาง และค่ายา ซ้อนทับกับค่าซ่อมบ้าน
  • ครอบครัว: เชื้อราที่เท้าและแผลหนองในเด็กส่งต่อกันในบ้านผ่านพื้นห้องน้ำและผ้าที่ใช้ร่วมกัน
  • คุณภาพชีวิต: อาการคัน แสบ และกลิ่นเท้าทำให้นอนไม่หลับและเสียความมั่นใจ

ทำไมการราดน้ำยาหรือขัดพื้นด้วยผงซักฟอกอย่างเดียว อาจยังไม่พอ

ผงซักฟอกและการขัดถูเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการเอาโคลนออก เพราะโคลนเป็นที่อยู่ของเชื้อหลายชนิดในรายการนี้ แต่การขัดล้างไม่ได้ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียทั้งหมด โดยเฉพาะในร่องกระเบื้อง ขอบผนังห้องน้ำ และพื้นที่ยังชื้นอยู่ ส่วนน้ำยาฟอกขาว หลายบ้านใช้เข้มเกินไปจนกลิ่นแรงระคายเคืองผิวและทางเดินหายใจ หรือราดบนพื้นที่ยังมีโคลนจนไม่ได้ผล และหากผสมกับน้ำยาล้างห้องน้ำที่เป็นกรดอาจเกิดก๊าซอันตราย

อีกข้อที่มักเข้าใจผิดคือ การพ่นหรือทาน้ำยาฆ่าเชื้อพื้นผิวลงบนผิวหนังหรือแผลเอง ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง น้ำยาฆ่าเชื้อพื้นผิวออกแบบมาสำหรับพื้นผิว ไม่ใช่ร่างกาย แผลต้องล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด และดูแลตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ส่วนบ้านต้องได้รับการดูแลด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง คือขนโคลน ล้าง ทำให้แห้ง แล้วจึงพ่นฆ่าเชื้อโดยช่างที่ผ่านการฝึกอบรม

บริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม WHD ด้วย CHEMGENE HLD4H: ลดเชื้อบนพื้นผิวที่ผิวหนังสัมผัส

บริการพ่นฆ่าเชื้อ ของ World Health Disinfection ใช้ทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรม พ่นและ/หรือพ่นละอองฝอยละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนประกอบของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride (ตามข้อมูลบริการ)

ตามข้อมูลบริการและผลิตภัณฑ์ น้ำยานี้ฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รายชื่อที่ระบุไว้ ได้แก่ โควิด-19 (SARS-CoV-2) Human Coronavirus 229E RSV ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 HIV โนโรไวรัส ไวรัสโรคมือเท้าปาก Vaccinia virus เชื้อมัยโคแบคทีเรีย ซาลโมเนลลา เชื้อไอกรน รวมถึงแบคทีเรียและเชื้อราโดยทั่วไป หน้าบริการระบุการกำจัดเชื้อ 99.99% และแสดงการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019

เชื้อในบทความนี้ทั้ง 10 อันดับไม่ได้อยู่ในรายชื่อเฉพาะข้างต้น เราจึงขอพูดตรง ๆ ว่าไม่กล่าวอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ บอกได้เพียงว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม และ WHO กับ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดแล้วฆ่าเชื้อพื้นผิวที่สัมผัสน้ำท่วม สำหรับสปอร์ของเชื้อบาดทะยัก เราไม่กล่าวอ้างผลใด ๆ ลูกค้าที่ต้องการข้อมูลผลทดสอบของเชื้อที่กังวล สามารถสอบถามทีม WHD ได้โดยตรง

การพ่นฆ่าเชื้อทำหลังจากขนโคลนและล้างทำความสะอาดแล้ว คนและสัตว์เลี้ยงต้องออกจากพื้นที่ระหว่างพ่น และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างแจ้ง โดยทั่วไปตามข้อมูลบริการคือรอประมาณ 30 นาที เราไม่กล่าวว่าไม่มีสารตกค้าง การพ่นดูแลพื้นผิวในบ้าน ไม่ใช่การรักษาแผลหรือผื่น ผู้ที่มีแผลบวมแดง มีไข้ หรือผื่นไม่ดีขึ้น ต้องพบแพทย์

ขั้นตอนบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม เน้นจุดที่เท้าและผิวหนังสัมผัส

  1. สำรวจ: โทร 065-556-6294 หรือแอดไลน์ @whd268 แจ้งขนาดบ้าน ระดับน้ำ และบอกว่ามีคนในบ้านเป็นเบาหวาน มีแผล หรือมีเด็กเล็กหรือไม่ เพื่อให้ทีมวางแผนจุดเน้น
  2. ขนโคลนและล้าง: ขนโคลนออกให้หมด เก็บเศษวัสดุมีคม ล้างพื้น ผนัง ห้องน้ำ และใต้ถุน ทิ้งพรมเช็ดเท้าและฟองน้ำที่จมน้ำ แล้วทำให้บ้านแห้ง
  3. แบ่งโซน: แยกโซนห้องน้ำ ทางเข้าบ้านและจุดถอดรองเท้า ห้องนอน และใต้ถุน คนและสัตว์เลี้ยงออกจากโซนที่จะพ่น
  4. พ่นฆ่าเชื้อ: ช่างพ่นให้ทั่วพื้นผิว เน้นพื้นห้องน้ำ ร่องกระเบื้อง ทางเดิน ราวจับ ขอบเตียง และบริเวณที่หนูเคยอยู่
  5. กลับเข้าพื้นที่: รอตามเวลาที่ช่างแจ้ง เปิดระบายอากาศ แล้วจึงกลับเข้าใช้ และรักษาให้พื้นห้องน้ำแห้งหลังใช้งาน

ตามข้อมูลบริการ WHD ให้บริการบ้าน อาคารที่พักอาศัย โรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน และธนาคาร มีโปรโมชันแถมสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC พร้อมออกใบกำกับภาษีได้

10 เหตุผลที่ควรพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม เมื่อคนในบ้านมีปัญหาผิวหนัง

  1. พื้นห้องน้ำที่ทุกคนเดินเท้าเปล่าได้รับการล้างและพ่นฆ่าเชื้ออย่างทั่วถึง
  2. ช่วยลดเชื้อราและแบคทีเรียบนพื้นผิวที่ส่งต่อกันในบ้าน
  3. เหมาะกับบ้านที่มีผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้สูงอายุ ซึ่งแผลเล็กอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่
  4. เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กซึ่งคลานและเล่นบนพื้น
  5. น้ำยาเข้าถึงร่องกระเบื้อง ขอบผนัง และใต้ถุนที่ขัดถูได้ยาก
  6. ไม่ต้องเสี่ยงผสมน้ำยาเองจนกลิ่นแรงระคายเคืองผิวและจมูก
  7. ช่างที่ผ่านการฝึกอบรมใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ไม่ต้องให้คนที่มีแผลมาทำงานเสี่ยงเอง
  8. ใช้เวลารอไม่นาน ตามข้อมูลบริการประมาณ 30 นาที
  9. เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูบ้านที่ครบขั้นตอน อ่านรายละเอียดได้ที่หน้าบริการพ่นฆ่าเชื้อ
  10. ช่วยให้ครอบครัวกลับมาเดินเท้าเปล่าในบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ก่อนและหลังพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

ก่อน

  • พื้นห้องน้ำมีคราบโคลนในร่องกระเบื้อง
  • พรมเช็ดเท้าชื้นและมีกลิ่นอับ
  • คนในบ้านมีอาการคันเท้าต่อกันหลายคน
  • ใต้ถุนยังมีโคลนและร่องรอยหนู
  • ผู้ป่วยเบาหวานในบ้านต้องระวังทุกก้าว

หลัง

  • ห้องน้ำและทางเดินผ่านการล้างและพ่นฆ่าเชื้อ
  • เปลี่ยนพรมเช็ดเท้าและผ้าขนหนูใหม่
  • ใต้ถุนขนโคลนออกและพ่นฆ่าเชื้อแล้ว
  • ครอบครัวมีกิจวัตรดูแลเท้าและแผลที่ชัดเจน
  • บ้านกลับมาแห้ง สะอาด และน่าอยู่ขึ้น

กรณีตัวอย่าง: บ้านไม้ริมลำน้ำของลุงชัย

กลับมาที่บ้านของลุงชัย ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างที่เรียบเรียงจากสถานการณ์ที่พบบ่อย หลังจากลุงได้รับการรักษาแผลจากแพทย์แล้ว ลูกสาวตัดสินใจจัดการบ้านใหม่โดยไม่ให้ลุงลงมือทำงานหนักเอง ญาติ ๆ ช่วยกันขนโคลนออกจากใต้ถุน เก็บเศษไม้และตะปูที่น้ำพัดมา ทิ้งพรมเช็ดเท้าและรองเท้าแตะที่เปื่อย ล้างห้องน้ำด้วยผงซักฟอก แล้วเปิดบ้านให้แห้งอยู่สองวัน

จากนั้นทีม WHD เข้ามาสำรวจและพ่นฆ่าเชื้อเป็นสามโซน คือ ห้องน้ำกับพื้นที่อาบน้ำ ทางเข้าบ้านกับจุดถอดรองเท้า และใต้ถุน ระหว่างพ่น ทุกคนไปนั่งรอที่ศาลาหน้าบ้าน เมื่อครบเวลาที่ช่างแจ้งก็เปิดหน้าต่างระบายอากาศ ช่างแนะนำให้วางรองเท้าบูทคว่ำให้แห้งทุกวัน และเช็ดพื้นห้องน้ำให้แห้งหลังอาบน้ำ

ลูกสาวของลุงชัยบอกว่าสิ่งที่ได้มากกว่าบ้านที่สะอาดคือ “กิจวัตรใหม่” ของครอบครัว ทุกคนล้างเท้าและเช็ดซอกนิ้วให้แห้งหลังกลับบ้าน หลานสาวตัดเล็บสั้น และลุงชัยตรวจเท้าทุกเย็นตามที่แพทย์แนะนำ

เช็กลิสต์ป้องกันเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม

ดูแลร่างกาย

  • สวมรองเท้าบูทพื้นหนาและถุงมือยางทุกครั้งที่ลุยน้ำหรือขนโคลน
  • ปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลกันน้ำ และหลีกเลี่ยงการลุยน้ำเมื่อมีแผล
  • ล้างเท้าและมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหลังขึ้นจากน้ำ เช็ดซอกนิ้วให้แห้ง
  • ตรวจเท้าทุกวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
  • พบแพทย์เมื่อแผลบวมแดง มีหนอง มีไข้ หรือมีแผลตำจากของสกปรก และสอบถามเรื่องวัคซีนบาดทะยัก

ดูแลบ้าน

  • ขนโคลนออก เก็บเศษวัสดุมีคม ล้างพื้นและห้องน้ำ แล้วทำให้แห้ง
  • ทิ้งพรมเช็ดเท้า ฟองน้ำ และชุดทำแผลที่จมน้ำ
  • ซักผ้าขนหนูและผ้าปูที่นอนด้วยน้ำสะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท
  • นัดพ่นฆ่าเชื้อหลังล้างเสร็จ และกลับเข้าพื้นที่ตามเวลาที่ช่างแจ้ง
  • เช็ดพื้นห้องน้ำให้แห้งหลังใช้งาน และไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน

คำถามที่พบบ่อยเรื่องจัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม

ถาม: น้ำกัดเท้าเกิดจากเชื้อราเสมอหรือไม่
ตอบ: ไม่เสมอไป ระยะแรกมักเกิดจากผิวที่แช่น้ำนานจนระคายเคือง แต่ถ้าเท้ายังอับชื้น เชื้อราหรือแบคทีเรียอาจเข้ามาซ้ำเติม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม

ถาม: พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลงบนเท้าหรือแผลได้ไหม
ตอบ: ไม่ควร น้ำยาฆ่าเชื้อพื้นผิวใช้กับพื้นผิวเท่านั้น แผลควรล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด และดูแลตามคำแนะนำของแพทย์

ถาม: เป็นเบาหวานและมีแผลหลังลุยน้ำ ควรทำอย่างไร
ตอบ: ล้างแผลทันที ปิดแผลให้สะอาด และไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงแผลติดเชื้อและเมลิออยโดสิสมากกว่าคนทั่วไป

ถาม: การพ่นฆ่าเชื้อป้องกันบาดทะยักได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ บาดทะยักป้องกันด้วยวัคซีนและการดูแลแผล เราไม่กล่าวอ้างว่าการพ่นฆ่าเชื้อป้องกันบาดทะยัก

ถาม: น้ำยาที่ใช้ฆ่าเชื้อราที่เท้าได้หรือไม่
ตอบ: ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุมเชื้อราโดยทั่วไป แต่เชื้อราไทรโคไฟตอนไม่อยู่ในรายชื่อเฉพาะ เราจึงไม่กล่าวอ้างผลทดสอบเฉพาะเชื้อ สามารถขอข้อมูลจากทีม WHD ได้

ถาม: หลังพ่นแล้วต้องทำอะไรต่อ
ตอบ: กลับเข้าพื้นที่ตามเวลาที่ช่างแจ้ง เปิดระบายอากาศ รักษาพื้นห้องน้ำให้แห้ง และดูแลเท้าและแผลของทุกคนในบ้านอย่างต่อเนื่อง

ให้บ้านกลับมาแห้งและสะอาด ด้วยบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วมจาก WHD

ลดเชื้อราและแบคทีเรียบนพื้นห้องน้ำ ทางเดิน และใต้ถุน ด้วยช่างที่ผ่านการฝึกอบรมและน้ำยา CHEMGENE HLD4H

จองบริการพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม

โทร 065-556-6294 | LINE @whd268

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

#โรคผิวหนังจากน้ำท่วม #น้ำกัดเท้า #จัดอันดับเชื้อโรค #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #Chemgene

คำค้นหา: จัดอันดับเชื้อก่อโรคผิวหนังจากน้ำท่วม, โรคผิวหนังจากน้ำท่วม 2569, น้ำกัดเท้า, แผลติดเชื้อหลังน้ำท่วม, เชื้อราผิวหนัง, โรคฉี่หนู, บาดทะยัก, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, CHEMGENE HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้