Last updated: 6 ต.ค. 2569 | 5 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อน้ำท่วมบ้านจนอยู่ต่อไม่ได้ ศูนย์พักพิงชั่วคราวคือที่พึ่งแรกของชาวบ้าน แต่การที่คนจำนวนมากต้องกิน นอน และใช้ห้องน้ำร่วมกันในพื้นที่จำกัด ก็เปิดโอกาสให้เชื้อโรคแพร่ได้ง่ายกว่าปกติ บทความนี้อธิบายว่า การพ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิง ควรทำเมื่อใด ทำตรงไหน และต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัยต่อผู้อพยพ โดยใช้สถานการณ์น้ำท่วม อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ปี 2569 เป็นบทเรียน พร้อมแนะนำ บริการพ่นฆ่าเชื้อ ของ World Health Disinfection (WHD) ซึ่งเป็นขั้นตอนปิดงานหลังการล้างทำความสะอาดอาคาร
ศูนย์พักพิงส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับคนนอนค้างคืนจำนวนมาก แต่เป็นอาคารที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่น โรงเรียน ศาลาการเปรียญ หอประชุมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาคารเอนกประสงค์ เมื่อถูกดัดแปลงให้เป็นที่พักชั่วคราว ห้องเรียนกลายเป็นห้องนอน โรงอาหารกลายเป็นครัวกลาง และห้องน้ำที่ออกแบบมาให้ใช้เฉพาะช่วงกลางวันต้องรับคนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง นี่คือเหตุผลที่ พ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิงบ้านสร้าง และศูนย์พักพิงในพื้นที่น้ำท่วมอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลศูนย์ควรวางแผนไว้ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่รอให้มีคนป่วยก่อน
เรื่องเล่านี้เป็นกรณีตัวอย่างที่สร้างขึ้นจากสถานการณ์ที่พบบ่อยในศูนย์พักพิงช่วงน้ำท่วม ไม่ได้อ้างถึงบุคคลจริง
ป้าสมใจอายุหกสิบกว่าปี อาศัยอยู่กับหลานสองคนในตำบลหนึ่งของอำเภอบ้านสร้าง ช่วงต้นเดือนตุลาคม น้ำที่ไหลมาจากตัวเมืองและอำเภอศรีมโหสถค่อย ๆ สูงขึ้นทุกวัน จากที่เคยท่วมแค่ลานบ้าน ไม่กี่วันก็เข้ามาถึงใต้ถุนและไหลเข้าห้องครัว ลูกชายที่ทำงานต่างจังหวัดโทรมาบอกให้ย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงก่อน ป้าสมใจจึงเก็บเสื้อผ้า ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญใส่ถุง แล้วนั่งเรือของอาสาสมัครไปยังอาคารที่ทางท้องถิ่นจัดไว้
คืนแรกในศูนย์ ทุกคนยังพอใจที่ได้อยู่ในที่แห้ง มีข้าวกล่องและน้ำดื่มแจก แต่พอถึงวันที่สาม ป้าเริ่มสังเกตว่าห้องน้ำมีกลิ่นแรงขึ้นทุกวัน เพราะคนใช้มากกว่าที่ระบบรองรับ พื้นทางเดินเปียกโคลนจากรองเท้าของคนที่เดินลุยน้ำกลับไปดูบ้าน เด็กเล็กในห้องข้าง ๆ เริ่มไอและมีน้ำมูก ส่วนหลานคนเล็กของป้าบ่นปวดท้องและถ่ายเหลวหลังกินขนมที่วางไว้บนเสื่อ ป้าไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาหาร น้ำ หรือมือที่ไม่ได้ล้าง แต่สิ่งที่รู้แน่ ๆ คือในห้องโถงเดียวกันมีคนนอนอยู่หลายสิบคน ถ้ามีใครป่วย คนอื่นก็มีโอกาสติดได้ง่าย
เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทำงานกันเต็มที่ ทั้งแจกของ ทำอาหาร และดูแลผู้สูงอายุ แต่การทำความสะอาดอาคารทั้งหลังอย่างเป็นระบบเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งคน เวลา และความรู้เรื่องสารเคมี ซึ่งในภาวะฉุกเฉินมักไม่มีใครมีเวลาพอ คำถามที่ผู้ดูแลศูนย์หลายแห่งเจอจึงเหมือนกัน คือ จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่คนอยู่รวมกันสะอาดและปลอดภัยขึ้น และเมื่อน้ำลดแล้วชาวบ้านกลับบ้าน จะส่งคืนอาคาร เช่น โรงเรียน ให้กลับไปใช้งานตามปกติได้อย่างมั่นใจได้อย่างไร
ตามรายงานของมติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 มวลน้ำจากตัวเมืองปราจีนบุรีและอำเภอศรีมโหสถไหลมารวมที่อำเภอบ้านสร้าง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและท่วมขังทุกตำบลของอำเภอ ชาวบ้านเริ่มอพยพเข้าศูนย์พักพิงซึ่งเปิดไว้ 13 แห่ง โดยในขณะนั้นมีผู้อพยพเข้าพัก 69 คน ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่รายงาน และสถานการณ์น้ำรวมถึงจำนวนผู้เข้าพักในศูนย์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ผู้อ่านควรติดตามประกาศล่าสุดจากอำเภอและจังหวัด
ในภาพรวมระดับประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวมประชาชนได้รับผลกระทบ 1,270,151 ครัวเรือน ตามที่เดลินิวส์รายงาน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าน้ำท่วมปี 2569 เป็นเหตุการณ์ในวงกว้าง และศูนย์พักพิงในหลายจังหวัดต้องรับผู้อพยพในช่วงเวลาเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีบ้านสร้างคือ ศูนย์พักพิงถูกเปิดหลายจุดกระจายไปตามพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ผู้อพยพไม่ต้องเดินทางไกลจากบ้าน แต่ก็หมายความว่าแต่ละจุดมีทรัพยากรจำกัด ทั้งจำนวนห้องน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด และคนดูแล เมื่อน้ำท่วมนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ การรักษาสุขอนามัยในแต่ละศูนย์จึงต้องอาศัยแผนที่ชัดเจน รวมถึงการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นระยะ
ข้อควรทราบ: บทความนี้ไม่ได้ระบุว่าศูนย์พักพิงแห่งใดในอำเภอบ้านสร้างมีผู้ป่วยหรือมีปัญหาสุขอนามัย เรื่องเล่าและกรณีตัวอย่างในบทความเป็นการจำลองเพื่ออธิบายความเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปในศูนย์พักพิงช่วงน้ำท่วม
ศูนย์พักพิงคือพื้นที่ที่ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างมาอยู่รวมกันในเวลาเดียวกัน ข้อแรกคือความแออัด คนจากหลายครอบครัวนอนเรียงกันบนเสื่อหรือเตียงสนาม ระยะห่างระหว่างคนน้อยกว่าในบ้านมาก เชื้อที่แพร่ทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม เช่น ไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี (RSV) และโควิด-19 จึงมีโอกาสส่งต่อกันได้ง่าย โดยเฉพาะในห้องที่ปิดทึบและอากาศถ่ายเทไม่ดี
ข้อที่สองคือห้องน้ำและระบบสุขาภิบาลที่ทำงานเกินกำลัง เมื่อห้องน้ำถูกใช้มากกว่าที่ออกแบบไว้ การทำความสะอาดตามรอบเดิมจะไม่ทัน คราบสิ่งปฏิกูลที่หลงเหลือตามโถส้วม ก๊อกน้ำ ลูกบิด และพื้นที่เปียกชื้น เป็นแหล่งของเชื้อกลุ่มที่ทำให้ท้องร่วง เช่น โนโรไวรัส ซัลโมเนลลา และแบคทีเรียจากอุจจาระอื่น ๆ ซึ่งติดต่อผ่านมือที่สัมผัสพื้นผิวปนเปื้อนแล้วเข้าปาก
ข้อที่สามคือโคลนและน้ำท่วมที่ติดเข้ามากับคน ผู้อพยพจำนวนมากยังต้องเดินลุยน้ำกลับไปดูบ้าน ดูสัตว์เลี้ยง หรือขนของ รองเท้า เสื้อผ้า และถุงสัมภาระจึงพาโคลนและน้ำที่อาจปนเปื้อนน้ำเสียกลับเข้ามาในศูนย์ ทางเข้า บันได และทางเดินจึงเป็นจุดที่สกปรกเร็วที่สุด น้ำท่วมยังอาจมีปัสสาวะของหนูปนอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู
ข้อที่สี่คือกลุ่มคนเปราะบางที่มีสัดส่วนสูง ผู้ที่ต้องเข้าศูนย์พักพิงมักเป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือเคลื่อนไหวลำบาก การติดเชื้อแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้อาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป ข้อสุดท้ายคือความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ร่างกายรับมือกับเชื้อได้แย่ลง
ทั้งหมดนี้ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศให้ความสำคัญกับน้ำสะอาด สุขาภิบาล และการล้างมือ (WASH) ในศูนย์พักพิงเป็นอันดับต้น ๆ การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางนี้ แต่ต้องทำควบคู่กับการล้างมือ น้ำดื่มสะอาด การจัดการขยะ และการแยกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม
เชื้อที่พบได้ในศูนย์พักพิงช่วงน้ำท่วมแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม การรู้จักแต่ละกลุ่มช่วยให้ผู้ดูแลศูนย์วางแผนทำความสะอาดได้ตรงจุดมากขึ้น
ได้แก่ โนโรไวรัส โรต้าไวรัส ซัลโมเนลลา และแบคทีเรียจากอุจจาระ เช่น อีโคไล อาการที่พบบ่อยคือคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว เชื้อกลุ่มนี้ติดต่อผ่านอาหาร น้ำ และมือที่สัมผัสพื้นผิวปนเปื้อน โนโรไวรัสขึ้นชื่อว่าแพร่เร็วในที่ที่คนอยู่รวมกัน และติดอยู่บนพื้นผิวได้นาน ห้องน้ำ อ่างล้างมือ โต๊ะกินข้าว และพื้นที่เตรียมอาหารจึงเป็นจุดที่ต้องดูแลมากที่สุด
ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ อาร์เอสวี และโควิด-19 ซึ่งแพร่ทางละอองฝอยและการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วมาจับจมูกหรือปาก เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีโอกาสมีอาการรุนแรงกว่า ห้องนอนรวมที่อากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อกลุ่มนี้
เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส พบบ่อยในเด็กเล็ก ติดต่อผ่านน้ำลาย น้ำมูก ตุ่มน้ำ และอุจจาระ ของเล่นที่เด็กใช้ร่วมกัน เสื่อ และพื้นที่เล่นในศูนย์พักพิงเป็นจุดที่ควรทำความสะอาดบ่อย
โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู เป็นโรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษหลังน้ำท่วม เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลหรือเยื่อบุเมื่อสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ อาการคือไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง ผู้ที่มีอาการเหล่านี้หลังลุยน้ำต้องรีบพบแพทย์ทันที การพ่นฆ่าเชื้อในอาคารไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อจากการลุยน้ำภายนอก
ความชื้นจากเสื้อผ้าเปียก ผ้าห่ม และฟูกที่ไม่แห้ง ทำให้เชื้อราเติบโตได้ดี ทั้งบนผนัง พื้น และสิ่งของ ผู้ที่ต้องแช่น้ำนาน ๆ มักมีปัญหาน้ำกัดเท้าและผื่นผิวหนัง นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคตาแดงซึ่งแพร่ได้ง่ายในที่แออัดผ่านมือและผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ร่วมกัน
สำหรับคำถามว่าน้ำยาที่ WHD ใช้ครอบคลุมเชื้อใดบ้าง ตามข้อมูลบริการและข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ WHD น้ำยา CHEMGENE HLD4H ระบุว่าครอบคลุมเชื้อหลายชนิด เช่น โควิด-19 อาร์เอสวี ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 เชื้อไวรัสโรคมือเท้าปาก โนโรไวรัส ซัลโมเนลลา ไมโคแบคทีเรีย เชื้อไอกรน รวมถึงแบคทีเรียและเชื้อราโดยทั่วไป ส่วนเชื้ออื่นที่กล่าวถึงข้างต้น เช่น อีโคไล โรต้าไวรัส และเชื้อเลปโตสไปรา จัดอยู่ในกลุ่มแบคทีเรียหรือไวรัสที่ผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุมในภาพรวม หากต้องการข้อมูลผลทดสอบเฉพาะเชื้อ สามารถสอบถามทีมงาน WHD ได้โดยตรง
การพ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิงให้ได้ผล ไม่ได้หมายถึงการพ่นทุกตารางเมตรเท่ากัน แต่ต้องรู้ว่าจุดใดที่คนจับบ่อยที่สุดและจุดใดที่สกปรกเร็วที่สุด จากลักษณะการใช้งานของศูนย์พักพิงทั่วไป จุดที่ควรให้ความสำคัญมีดังนี้
จุดเหล่านี้ต้องได้รับการทำความสะอาดด้วยน้ำและสารทำความสะอาดก่อนเสมอ เพราะคราบโคลนและคราบสกปรกจะลดประสิทธิภาพของน้ำยาฆ่าเชื้อ เมื่อพื้นผิวสะอาดแล้ว การพ่นฆ่าเชื้อจึงจะช่วยจัดการเชื้อที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ดีขึ้น
ด้านสุขภาพ: เมื่อเชื้อแพร่ในศูนย์พักพิง ผู้ป่วยหนึ่งคนอาจกลายเป็นหลายคนในเวลาไม่กี่วัน ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอาจมีอาการแทรกซ้อน เด็กเล็กที่ท้องร่วงเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ทำให้ต้องส่งต่อโรงพยาบาลในช่วงที่การเดินทางยากลำบากเพราะถนนถูกน้ำท่วม
ด้านภาระงาน: เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่มีจำนวนจำกัดต้องแบ่งเวลามาดูแลผู้ป่วย จัดหายา และประสานรถรับส่ง แทนที่จะได้ทำงานช่วยเหลือด้านอื่น หากเจ้าหน้าที่เองติดเชื้อ ศูนย์ก็ขาดคนทำงานทันที
ด้านความเชื่อมั่น: หากมีข่าวว่าศูนย์พักพิงแห่งหนึ่งมีคนป่วยหลายราย ชาวบ้านบางส่วนอาจลังเลที่จะอพยพ และเลือกอยู่ในบ้านที่น้ำท่วม ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยมากกว่า การดูแลสุขอนามัยที่ดีจึงส่งผลต่อการตัดสินใจอพยพของคนทั้งชุมชน
ด้านการคืนอาคาร: ศูนย์พักพิงจำนวนมากคือโรงเรียน วัด หรืออาคารของท้องถิ่น เมื่อชาวบ้านกลับบ้านแล้ว อาคารต้องกลับไปทำหน้าที่เดิม ถ้าไม่มีการทำความสะอาดใหญ่และฆ่าเชื้อก่อนส่งคืน นักเรียนหรือผู้ใช้อาคารรายต่อไปอาจต้องเผชิญกับกลิ่นอับ เชื้อรา และความกังวลว่าพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่
ด้านค่าใช้จ่าย: การปล่อยให้เชื้อราลุกลามบนผนังและพื้นไม้ หรือปล่อยให้ห้องน้ำสกปรกจนต้องรื้อซ่อม มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก
ในภาวะฉุกเฉิน วิธีที่ศูนย์พักพิงหลายแห่งใช้คือกวาด ถูพื้นด้วยน้ำยาถูพื้น และราดน้ำยาซักผ้าขาวในห้องน้ำ วิธีเหล่านี้มีประโยชน์และควรทำต่อไป แต่มีข้อจำกัดที่ควรรู้
นี่ไม่ได้หมายความว่าการทำความสะอาดของอาสาสมัครไม่มีค่า ตรงกันข้าม การทำความสะอาดประจำวันคือหัวใจของสุขอนามัยในศูนย์ แต่ในบางช่วง เช่น ก่อนเปิดรับผู้อพยพ ระหว่างที่มีการย้ายผู้อพยพไปอีกโซน หรือหลังปิดศูนย์ การพ่นฆ่าเชื้อโดยช่างที่ผ่านการฝึกอบรมจะช่วยให้งานครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น
World Health Disinfection (WHD) ให้บริการพ่นฆ่าเชื้อสำหรับอาคารหลายประเภท ตามข้อมูลบริการ ช่างที่ผ่านการฝึกอบรมจะพ่นน้ำยาและ/หรือพ่นหมอกละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) ด้วยน้ำยา CHEMGENE HLD4H ซึ่งเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนประกอบของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride ตามข้อมูลบริการระบุประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อ 99.99% และหน้าเว็บไซต์แสดงรายชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับรองและการทดสอบ เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019
สำหรับศูนย์พักพิง ซึ่งมีคนอาศัยอยู่จริงและมีกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก ขั้นตอนต้องวางแผนมากกว่าการพ่นในบ้านทั่วไป โดยแนวทางทำงานมีดังนี้
ข้อสำคัญที่ต้องย้ำคือ การพ่นฆ่าเชื้อเป็นการจัดการพื้นผิว ไม่ได้ทดแทนการล้างมือด้วยสบู่ การดื่มน้ำสะอาด การจัดการขยะ และการแยกผู้ป่วย และไม่ควรอ้างว่าไม่มีสารตกค้างเลย จึงควรเช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหารด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้ตามคำแนะนำของช่าง ใครที่มีอาการป่วย เช่น ไข้ ท้องร่วงรุนแรง หรือปวดน่องหลังลุยน้ำ ต้องพบแพทย์หรือแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที
ก่อนเปิดรับผู้อพยพ: หากอาคารที่จะใช้เป็นศูนย์พักพิงเคยถูกน้ำท่วมหรือปิดไว้นาน การทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อก่อนรับคนจะช่วยให้เริ่มต้นจากพื้นที่ที่สะอาด
ระหว่างเปิดศูนย์ เป็นรอบตามโซน: เมื่อศูนย์เปิดต่อเนื่องหลายวัน การพ่นทีละโซนในช่วงที่ผู้อพยพออกไปทำกิจกรรมหรือย้ายไปอยู่โซนอื่นชั่วคราว ช่วยลดการสะสมของเชื้อในห้องน้ำและจุดสัมผัสบ่อย
เมื่อมีผู้ป่วยหลายรายในศูนย์: หากมีผู้ที่ท้องร่วงหรือมีอาการทางเดินหายใจหลายคนพร้อมกัน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงพิจารณาทำความสะอาดเข้มข้นและพ่นฆ่าเชื้อพื้นที่ที่ผู้ป่วยใช้ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
หลังปิดศูนย์ ก่อนส่งคืนอาคาร: นี่คือช่วงที่ทำได้ครบถ้วนที่สุด เพราะอาคารว่าง ไม่มีผู้พักอาศัย สามารถล้างใหญ่ ตากให้แห้ง และพ่นฆ่าเชื้อทั้งอาคาร ก่อนส่งคืนให้โรงเรียน วัด หรือหน่วยงานเจ้าของอาคารใช้งานตามปกติ
กรณีตัวอย่างนี้เป็นการจำลองขั้นตอนเพื่อให้เห็นภาพการทำงาน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าจริง และไม่ได้อ้างถึงศูนย์พักพิงแห่งใดเป็นการเฉพาะ
สมมติว่าโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงเกือบสองสัปดาห์ เมื่อน้ำเริ่มลดและชาวบ้านทยอยกลับบ้าน ครูใหญ่ซึ่งเราจะเรียกว่าครูวิชัย ต้องเตรียมโรงเรียนให้พร้อมเปิดเรียน ห้องเรียนสามห้องเคยเป็นห้องนอนรวม โรงอาหารเคยเป็นครัวกลาง และห้องน้ำนักเรียนถูกใช้หนักตลอดเวลา
ครูวิชัยเริ่มจากการขอแรงผู้ปกครองและอาสาสมัครขนเสื่อ ฟูก และขยะออก ล้างพื้น ผนัง และห้องน้ำด้วยน้ำผสมผงซักฟอก แล้วเปิดหน้าต่างให้แห้งสองวัน จากนั้นติดต่อ WHD ผ่าน LINE ส่งภาพแผนผังโรงเรียนและรูปห้องน้ำ ทีมงานโทรกลับเพื่อยืนยันการเดินทางและนัดวันที่เหมาะสม
ในวันงาน ช่างตรวจพื้นที่ก่อน ชี้จุดที่ยังมีคราบโคลนให้ล้างซ้ำ แล้วพ่นฆ่าเชื้อห้องเรียน โรงอาหาร ห้องน้ำ ราวบันได โต๊ะเก้าอี้ และสนามเด็กเล่นในร่ม โดยระหว่างนั้นไม่มีนักเรียนหรือครูอยู่ในอาคาร หลังครบเวลาที่ช่างแจ้ง ครูเปิดหน้าต่างระบายอากาศ เช็ดโต๊ะในโรงอาหารด้วยน้ำสะอาดก่อนวางภาชนะ และส่งข้อความแจ้งผู้ปกครองว่าโรงเรียนได้ทำความสะอาดและพ่นฆ่าเชื้อแล้ว สิ่งที่ครูวิชัยได้คือความมั่นใจที่จะบอกผู้ปกครองว่าโรงเรียนผ่านขั้นตอนทำความสะอาดครบถ้วน ก่อนเด็ก ๆ กลับมาเรียน
ถาม: พ่นฆ่าเชื้อขณะที่ผู้อพยพยังนอนอยู่ในห้องได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ควร ผู้อพยพและสัตว์เลี้ยงต้องออกจากโซนที่พ่นทุกครั้ง และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างแจ้ง การแบ่งพ่นเป็นโซนจึงเป็นวิธีที่เหมาะกับศูนย์ที่ยังเปิดใช้งาน
ถาม: ต้องล้างโคลนก่อนพ่นหรือไม่
ตอบ: ต้องล้างก่อนเสมอ การพ่นฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนหลังการตักโคลนและล้างด้วยน้ำกับสารทำความสะอาด คราบโคลนจะลดประสิทธิภาพของน้ำยา
ถาม: WHD ให้บริการที่อำเภอบ้านสร้างหรือต่างจังหวัดได้ไหม
ตอบ: WHD ตั้งอยู่ที่เขตบางแค กรุงเทพฯ การให้บริการต่างจังหวัดจัดผ่านโทรศัพท์และ LINE ทีมงานจะยืนยันพื้นที่ให้บริการ ค่าเดินทาง และวันนัดหมายเมื่อติดต่อ ไม่มีสาขาในพื้นที่และไม่รับประกันการเข้าพื้นที่ภายในวันเดียวกัน
ถาม: การพ่นฆ่าเชื้อป้องกันโรคฉี่หนูได้หรือไม่
ตอบ: การพ่นฆ่าเชื้อช่วยจัดการพื้นผิวในอาคาร แต่โรคฉี่หนูส่วนใหญ่ติดจากการลุยน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนภายนอก จึงควรสวมรองเท้าบูต ล้างเท้าด้วยสบู่ ดูแลบาดแผล และพบแพทย์หากมีไข้หรือปวดน่องหลังลุยน้ำ
ถาม: น้ำยามีสารตกค้างหรือไม่
ตอบ: ไม่ควรถือว่าไม่มีสารตกค้างเลย ควรระบายอากาศหลังพ่น และเช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหารหรือของเล่นเด็กเล็กด้วยน้ำสะอาดตามคำแนะนำของช่าง
ถาม: หน่วยงานท้องถิ่นขอใบกำกับภาษีได้ไหม
ตอบ: ได้ ตามข้อมูลบริการ WHD สามารถออกใบกำกับภาษีได้
ถาม: ค่าบริการคิดอย่างไร
ตอบ: ขึ้นกับขนาดพื้นที่ สภาพอาคาร จำนวนโซน และระยะทาง ทีมงานจะเสนอราคาหลังประเมินพื้นที่ผ่านโทรศัพท์ 065-556-6294 หรือ LINE @whd268
แจ้งที่ตั้ง ประเภทอาคาร ขนาดพื้นที่ และจุดที่กังวล ทีมงานจะช่วยวางแผนโซนและนัดหมายวันที่เหมาะสม
จองบริการพ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิง
โทร 065-556-6294 | LINE @whd268
#พ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิง #พ่นฆ่าเชื้อบ้านสร้าง #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #พ่นฆ่าเชื้อ #น้ำท่วมปราจีนบุรี2569 #Chemgene
คำค้นหา: พ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิง, พ่นฆ่าเชื้อศูนย์พักพิงบ้านสร้าง, ศูนย์พักพิงน้ำท่วมปราจีนบุรี 2569, สุขอนามัยศูนย์อพยพ, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, CHEMGENE HLD4H, น้ำท่วมบ้านสร้าง