Last updated: 6 ต.ค. 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
ปลายเดือนกันยายน 2569 ภาพข่าวจาก อำเภอท่าตะเกียบ อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้หลายคนตกใจ ตามรายงานของเดลินิวส์และไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 น้ำป่ากัดเซาะสะพานคลองทรมาศบนทางหลวงหมายเลข 3076 บริเวณกิโลเมตรที่ 130 จนต้องปิดการจราจร พนังกั้นน้ำของแก้มลิงแตกทำให้น้ำท่วมนาข้าว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลุยน้ำระดับอกเข้าไปอพยพผู้ป่วยออกจากพื้นที่ ขณะที่น้ำท่วมกระจายใน 6 อำเภอของจังหวัด เมื่อน้ำเริ่มลด ครอบครัวจำนวนมากกลับเข้าบ้านพร้อมกับโคลน เศษไม้ ความชื้น และกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย บทความนี้อธิบายว่าน้ำป่าและน้ำจากพนังที่แตกทิ้งอะไรไว้ในบ้าน เชื้อโรคชนิดใดที่ต้องระวัง และการ อบโอโซนฉะเชิงเทรา ควรอยู่ในขั้นตอนไหนของการฟื้นฟูบ้าน
เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (กรณีตัวอย่างเพื่ออธิบาย ไม่ใช่คำให้สัมภาษณ์ของชาวบ้านรายใด)
ลุงชาญอายุเจ็ดสิบกว่า เป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องนอนบนเตียงเป็นส่วนใหญ่ อาศัยอยู่กับลูกสาวชื่อพี่นิดในบ้านปูนชั้นเดียวหลังหนึ่งที่อยู่ติดสวนและไร่ในเขตอำเภอสนามชัยเขต บ้านหลังนี้ไม่เคยถูกน้ำท่วมจริงจังมาก่อน เพราะอยู่สูงกว่าลำคลองพอสมควร
คืนนั้นฝนตกหนักต่อเนื่อง พี่นิดได้ยินเสียงน้ำไหลแรงผิดปกติจากทางลำคลอง ไม่ถึงชั่วโมงน้ำสีแดงขุ่นก็ไหลเข้ามาในลานบ้าน พาเศษกิ่งไม้ ใบไม้ และขยะมาด้วย น้ำขึ้นเร็วจนเธอรู้ว่าไม่สามารถพาพ่อซึ่งเดินไม่ได้ออกจากบ้านเองได้ จึงโทรขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงพร้อมเปลและลุยน้ำเข้ามาพาลุงชาญออกไปยังจุดปลอดภัย
สองสามวันต่อมาน้ำลดลงเร็วพอ ๆ กับตอนที่มา สิ่งที่เหลือในบ้านคือโคลนสีแดงหนาเกาะพื้นทั้งหลัง ขาเตียงผู้ป่วย ที่นอนลม รถเข็น และตู้ยาเปื้อนดิน กลิ่นดินปนกลิ่นเน่าของพืชอบอวลอยู่ในห้องที่ปิดไว้ ผนังด้านล่างมีคราบน้ำเป็นเส้นชัดเจน และใต้ตู้มีน้ำโคลนขังเป็นแอ่ง
คุณหมอบอกว่าลุงชาญกลับบ้านได้เมื่อบ้านพร้อม แต่พี่นิดไม่แน่ใจว่า "พร้อม" หมายความว่าอย่างไร ผู้ป่วยที่นอนติดเตียง มีแผลกดทับเล็ก ๆ และภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จะกลับมานอนในห้องที่เพิ่งจมน้ำโคลนได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า
เรื่องของพี่นิดเป็นกรณีตัวอย่าง แต่สะท้อนความกังวลของหลายครอบครัวในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุต้องอพยพออกไปในช่วงน้ำป่า
ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงตามรายงานของ เดลินิวส์ และ ไทยพีบีเอส วันที่ 26 กันยายน 2569 เท่านั้น เราไม่ได้เพิ่มระดับน้ำ ตัวเลข หรือเหตุการณ์อื่นนอกเหนือจากนี้
สิ่งที่ข้อมูลบอกเราคือ ฉะเชิงเทราเจอน้ำท่วม สองลักษณะพร้อมกัน ฝั่งตะวันออกของจังหวัดซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่าและมีป่า เจอน้ำป่าไหลหลากที่มาเร็ว แรง และพาตะกอนดิน กิ่งไม้ และเศษวัสดุมาด้วย จนกัดเซาะโครงสร้างอย่างสะพานได้ ส่วนพื้นที่ราบลุ่มที่อยู่ใกล้แม่น้ำบางปะกงมากขึ้น เช่น บางคล้า และอำเภอเมือง มีลักษณะน้ำเอ่อและท่วมขังมากกว่า แต่ละบ้านจึงต้องฟื้นฟูต่างกันตามชนิดของน้ำที่เจอ
ในภาพรวมระดับประเทศ ตามข้อมูลของ ปภ. เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ เดลินิวส์รายงาน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวม 1,270,151 ครัวเรือน 3,519,416 คน และ สทนช. เตือนฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากช่วง 5 ถึง 7 ตุลาคม ในภาคเหนือและบางส่วนของภาคใต้ ตาม ไทยพีบีเอส ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูล ณ วันที่รายงานและเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ควรติดตามประกาศของจังหวัดและอำเภอ รวมถึงสถานะการเปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 3076 ก่อนเดินทาง
น้ำป่าต่างจากน้ำท่วมขังตรงที่มาเร็วและลดเร็ว หลายคนจึงคิดว่าความเสียหายน้อยกว่า แต่ในความเป็นจริง น้ำป่าทิ้ง ตะกอนดินปริมาณมาก ไว้ในบ้าน ตะกอนนี้ไม่ใช่ดินสะอาด แต่เป็นดินที่น้ำกวาดมาจากป่า ไร่ สวน คอกสัตว์ ส้วม และถนน ผสมกับซากพืชที่เน่าเปื่อย
นอกจากนี้ ในพื้นที่ราบลุ่มอย่างบางคล้าและอำเภอเมือง บ้านที่น้ำเอ่อท่วมขังหลายวันจะมีปัญหาความชื้นสะสมในผนังและพื้นเหมือนพื้นที่น้ำท่วมขังทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นน้ำแบบไหน สุดท้ายก็ทิ้งเชื้อโรค เชื้อรา และกลิ่นไว้ในบ้านเหมือนกัน
อีโคไล (E. coli) ปนมากับน้ำจากส้วมและบ่อเกรอะที่ถูกน้ำป่าซัด ติดอยู่ในโคลนที่เคลือบพื้นและภาชนะ หากเข้าปากผ่านมือหรืออาหาร ทำให้ท้องร่วง ปวดท้อง และอาจรุนแรงในเด็กและผู้สูงอายุ
ซาลโมเนลลา (Salmonella) มากับมูลสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยง ในพื้นที่ที่เลี้ยงไก่ เป็ด หรือหมูไว้ใกล้บ้าน เชื้อนี้กระจายไปกับโคลนได้ทั่ว อาการคือไข้ ท้องเสีย อาเจียน
เลปโตสไปรา (Leptospira) ต้นเหตุของ โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส อยู่ในปัสสาวะของหนูและสัตว์เลี้ยงบางชนิด เชื้อมีชีวิตอยู่ในดินโคลนที่ชื้นได้ และเข้าสู่ร่างกายทางแผลหรือผิวหนังที่แช่น้ำนาน คนที่ตักโคลน ลงนา หรือเก็บกวาดใต้ถุนบ้านโดยไม่สวมรองเท้าบูทจึงเสี่ยงสูง อาการเตือนคือไข้สูงทันที ปวดศีรษะ ตาแดง และปวดน่องอย่างมาก ต้องไปพบแพทย์ทันทีและบอกประวัติการสัมผัสน้ำหรือโคลน กรมควบคุมโรคย้ำเรื่องนี้ในทุกช่วงน้ำท่วม
แบคทีเรียในบาดแผล: น้ำป่าพาเศษไม้ กิ่งไม้ ตะปู และเศษสังกะสีมาด้วย บาดแผลจากการเก็บกวาดจึงพบบ่อย แผลที่สัมผัสโคลนอาจติดเชื้อได้ง่าย ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ปิดแผล และพบแพทย์หากแผลบวมแดงหรือมีไข้ รวมถึงปรึกษาเรื่องวัคซีนบาดทะยัก
โนโรไวรัส (Norovirus) และ โรตาไวรัส (Rotavirus) แพร่ผ่านน้ำดื่ม อาหาร และพื้นผิวที่ปนเปื้อน ทำให้อาเจียนและท้องเสีย ในช่วงที่น้ำประปาอาจไม่ปกติ ควรดื่มน้ำบรรจุขวดหรือน้ำต้มสุก
ไวรัสอาร์เอสวี (RSV) และ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ระบาดง่ายในจุดอพยพและบ้านที่ญาติมาพักรวมกัน ผู้ป่วยติดเตียงที่เพิ่งกลับจากจุดอพยพหรือโรงพยาบาลเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
องค์การอนามัยโลกและ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้บ้านแห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังน้ำลด แต่บ้านที่โคลนหนาต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะตักออกหมด โคลนที่ชื้นเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา ราจึงมักขึ้นที่ขอบผนัง ขาเตียง ที่นอน ผ้าม่าน และตู้ไม้ สปอร์ราทำให้เกิดภูมิแพ้ ไอเรื้อรัง หอบหืดกำเริบ และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
บ้านหลังน้ำป่ามีกลิ่นเฉพาะตัว คือกลิ่นดินโคลนที่ปนกลิ่นเน่าของซากพืช กลิ่นอับของเชื้อรา และกลิ่นน้ำเสีย กลิ่นเหล่านี้ฝังอยู่ในผ้า ไม้ ฟูก และเบาะ ยิ่งปิดบ้านไว้ยิ่งเข้มข้น
สุขภาพ: อาการท้องเสีย ไอ ผื่นคัน และแผลติดเชื้อพบบ่อยในช่วงเก็บกวาด ผู้ป่วยที่กลับมาบ้านอาจมีอาการแย่ลงหากห้องยังมีราและฝุ่นโคลน
การเดินทาง: เมื่อทางหลวงบางช่วงต้องปิด การขนของ ซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด หรือพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลก็ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น
รายได้: นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมจากพนังที่แตก ไร่และสวนที่เสียหาย ทำให้รายได้หายไปในช่วงเดียวกับที่ต้องใช้เงินซ่อมบ้าน
ภาระการดูแล: ครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียงต้องจัดการทั้งการดูแลผู้ป่วยและการฟื้นฟูบ้านไปพร้อมกัน ความเหนื่อยล้าและความกังวลสะสมจนกระทบสุขภาพของผู้ดูแลเอง
ฉีดน้ำแรงดันสูงไล่โคลน: ช่วยเอาโคลนออกได้เร็ว แต่ละอองน้ำที่กระเด็นพาเชื้อฟุ้งไปทั่ว และน้ำที่ใช้ล้างก็เพิ่มความชื้นให้บ้านอีก
กวาดโคลนแห้ง: โคลนที่แห้งแล้วกลายเป็นฝุ่น การกวาดทำให้ฝุ่นพร้อมเชื้อลอยขึ้นในอากาศ ควรทำให้ชื้นก่อนตักออก และสวมหน้ากาก
ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อบนผิวที่ยังมีดิน: น้ำยาส่วนใหญ่ทำงานได้ไม่ดีบนผิวที่มีดินเกาะ ต้องล้างให้สะอาดก่อนเสมอ และห้ามผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน
จุดธูปหรือใช้น้ำหอมกลบกลิ่น: ไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และควันธูปในห้องปิดยังไม่ดีต่อผู้ป่วยทางเดินหายใจ
ขั้นตอนเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ยังเหลือส่วนที่จัดการยาก ได้แก่ เชื้อและสปอร์ราในอากาศ ในซอกมุม และในวัสดุที่มีรูพรุน ซึ่งเป็นจุดที่การอบโอโซนเข้ามาเสริมได้หลังบ้านสะอาดและแห้งแล้ว
โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่ออกซิไดซ์ได้แรง เมื่อปล่อยในห้องที่ปิดสนิทในปริมาณที่ควบคุม จะกระจายไปทั่วห้อง เข้าถึงใต้เตียง หลังตู้ ในผ้าม่าน และในเนื้อที่นอน แล้วทำลายโครงสร้างของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา พร้อมสลายโมเลกุลกลิ่น เมื่อทำงานเสร็จจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ซึ่งเหมาะกับห้องที่ผู้ป่วยจะกลับมาพัก
ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek (สหราชอาณาจักร) การอบโอโซนของ World Health Disinfection (WHD) กำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ดูเอกสารได้ที่ เอกสารรับรอง
กฎความปลอดภัย: อบในพื้นที่ ว่างเปล่าและปิดสนิท เท่านั้น ห้ามมีคน ผู้ป่วย สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายใน และกลับเข้าได้หลังช่วงพักและระบายอากาศเท่านั้น
ข้อจำกัด: โอโซนไม่ได้แทนการตักโคลน การล้าง การทำให้แห้ง การตรวจระบบไฟฟ้า หรือการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยติดเตียงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลก่อนกลับบ้าน และใครที่มีไข้ ปวดน่อง ท้องเสีย หรือแผลอักเสบ ต้องไปพบแพทย์
WHD ตั้งอยู่ที่เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 ไม่มีสาขาในฉะเชิงเทรา การให้บริการในท่าตะเกียบ สนามชัยเขต พนมสารคาม บางคล้า แปลงยาว อำเภอเมือง และพื้นที่ใกล้เคียง นัดหมายผ่านโทรศัพท์ 065-556-6294 หรือไลน์ @whd268 ทีมงานจะยืนยันการเดินทาง เส้นทาง และพื้นที่บริการเมื่อติดต่อ โดยเฉพาะช่วงที่ทางหลวงบางช่วงยังปิดหรือซ่อมแซม ไม่สามารถรับประกันการเข้าบริการภายในวันเดียวกัน
โปรโมชัน: ใช้บริการอบโอโซนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ บริการทำความสะอาดด้วยโอโซน
ก่อน (ตักโคลนและล้างแล้ว)
หลัง (แห้งดี แล้วอบโอโซน)
(กรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายลำดับการทำงาน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้ารายใด)
หลังน้ำลด พี่นิดและญาติใช้เวลาหลายวันตักโคลนออกจากบ้าน ทำให้โคลนชื้นก่อนตักเพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้ง ทิ้งที่นอนลมและเบาะที่ซึมน้ำ ล้างพื้น ผนัง เตียง และรถเข็นด้วยน้ำสะอาดและผงซักฟอก แล้วเช็ดฆ่าเชื้อตามคำแนะนำ ให้ช่างไฟตรวจระบบไฟก่อนเปิดใช้ และเปิดบ้านให้แห้งหลายวัน
เมื่อพื้นและผนังแห้งดีแล้ว เธอติดต่อ WHD ทางไลน์ ส่งรูปห้องนอนของพ่อ ห้องนั่งเล่น และครัว ทีมงานสอบถามเส้นทางเพราะทางหลวงบางช่วงยังปิด แล้วยืนยันวันนัด ในวันนั้นทุกคนออกจากบ้าน เจ้าหน้าที่อบห้องนอนของลุงชาญเป็นโซนแรก ตามด้วยห้องอื่น ทีละโซน และพักระบายอากาศตามขั้นตอน
ครอบครัวในสถานการณ์แบบนี้มักบอกว่ากลิ่นโคลนที่ติดอยู่ในห้องลดลงจนรู้สึกได้ และรู้สึกพร้อมขึ้นที่จะรับผู้ป่วยกลับบ้าน ส่วนเรื่องสุขภาพของลุงชาญ ยังอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์และพยาบาลเหมือนเดิม และพี่นิดจะพาไปพบแพทย์ทันทีหากมีไข้หรือแผลอักเสบ
ถาม: น้ำป่าลดเร็ว ล้างบ้านแล้ว ยังต้องอบโอโซนไหม
ตอบ: ขึ้นกับสภาพบ้าน หากยังมีกลิ่นโคลน กลิ่นอับ หรือมีผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก การอบโอโซนหลังบ้านแห้งช่วยจัดการเชื้อและกลิ่นที่เหลืออยู่ได้
ถาม: ผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้านระหว่างอบได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ที่อบ และกลับเข้าได้หลังช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น
ถาม: ทางหลวงบางช่วงยังปิด จะเข้าพื้นที่ได้ไหม
ตอบ: ทีมงานจะตรวจเส้นทางและยืนยันกับคุณเมื่อติดต่อ ไม่สามารถรับประกันการเข้าพื้นที่ภายในวันเดียวกัน
ถาม: บ้านในบางคล้าน้ำท่วมขังหลายวัน ต่างจากบ้านที่โดนน้ำป่าไหม
ตอบ: ต่างกันที่ปัญหาหลัก บ้านที่น้ำขังจะมีความชื้นสะสมในผนังมากกว่า ส่วนบ้านที่โดนน้ำป่าจะมีโคลนหนามากกว่า แต่ทั้งสองแบบต้องล้างและทำให้แห้งก่อนอบเหมือนกัน
ถาม: ใช้เวลานานแค่ไหน
ตอบ: ประมาณ 30 นาทีต่อโซนต่อรอบ บวกเวลาเตรียมและระบายอากาศ
ถาม: ตักโคลนแล้วโดนเศษไม้บาด แผลบวมแดงและเริ่มมีไข้
ตอบ: ไปพบแพทย์ทันที แจ้งว่าแผลสัมผัสโคลนจากน้ำท่วม และปรึกษาเรื่องวัคซีนบาดทะยัก
ส่งรูปและรายละเอียดให้ทีมงานประเมินก่อน แล้วนัดวันเมื่อบ้านแห้งพร้อม
โทร 065-556-6294 | ไลน์ @whd268 | ติดต่อเรา
หมายเหตุ: ตัวเลขและสถานการณ์ในบทความนี้อ้างอิงตามวันที่ที่ระบุในรายงานข่าวและรายงานของ ปภ. ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน
#อบโอโซนฉะเชิงเทรา #น้ำท่วมท่าตะเกียบ #น้ำท่วมสนามชัยเขต #น้ำท่วมพนมสารคาม #น้ำท่วมฉะเชิงเทรา2569 #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อรา #บริการอบโอโซน
คำค้นหา: อบโอโซนฉะเชิงเทรา, น้ำท่วมท่าตะเกียบ, น้ำท่วมสนามชัยเขต, น้ำท่วมพนมสารคาม, สะพานคลองทรมาศ ทล.3076, น้ำท่วมฉะเชิงเทรา 2569, ฆ่าเชื้อหลังน้ำป่า, กำจัดเชื้อรา กลิ่นโคลน