Last updated: 6 ต.ค. 2569 | 13 จำนวนผู้เข้าชม |
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ขับรถผ่าน ถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า เขตดอนเมือง ในวันที่ 26 กันยายน 2569 แล้วตอนนี้เริ่มได้กลิ่นอับชื้นทุกครั้งที่เปิดประตูรถ พรมใต้เท้ายังไม่แห้งสนิท หรือเปิดแอร์แล้วมีกลิ่นเหมือนผ้าเปียกค้างคืน บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคุณโดยตรง อบโอโซนรถยนต์น้ำท่วม ดอนเมือง เป็นขั้นตอนท้าย ๆ ของการฟื้นฟูรถหลังน้ำท่วมที่ช่วยกำจัดเชื้อโรค เชื้อรา และกลิ่นอับที่ฝังอยู่ในห้องโดยสาร แต่จะได้ผลจริงก็ต่อเมื่อทำถูกลำดับ คือให้ช่างตรวจสภาพรถก่อน ถอดและล้างวัสดุที่เปียก ทำให้แห้ง แล้วจึงอบโอโซนในห้องโดยสารที่ปิดสนิทและไม่มีคนอยู่ข้างใน เราจะอธิบายทีละขั้นว่าน้ำท่วมบนถนนสายหลักของดอนเมืองทิ้งอะไรไว้ในรถของคุณ และควรจัดการอย่างไรให้รถกลับมาน่านั่งอีกครั้ง
เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (กรณีตัวอย่างเพื่ออธิบาย ไม่ใช่คำให้สัมภาษณ์ของบุคคลใด)
คุณต้นทำงานบริษัทเอกชนแถวถนนแจ้งวัฒนะ บ้านอยู่ในซอยย่อยฝั่งดอนเมือง ทุกเย็นเขาขับรถเก๋งคันเดิมที่ผ่อนมาสามปีกลับบ้านผ่านถนนวิภาวดีรังสิต เย็นวันที่ฝนตกไม่หยุด เขาติดอยู่บนถนนนานกว่าปกติหลายเท่า รถคันหน้าค่อย ๆ ไถลผ่านน้ำที่นองเต็มช่องทาง เขาตัดสินใจขับตามไปช้า ๆ เพราะไม่มีทางเลี่ยง น้ำกระเซ็นสูงจนถึงกระจกข้าง และมีช่วงหนึ่งที่เขารู้สึกว่าพื้นรถเย็นขึ้นมาผิดปกติ
คืนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงจอดรถไว้ในซอยและขึ้นบ้านไปนอน สองวันต่อมา เมื่อเปิดประตูรถในตอนเช้า กลิ่นอับชื้นลอยออกมาทันที พรมฝั่งคนขับยังชื้น มีคราบโคลนบาง ๆ ตามขอบพรมยาง เมื่อเปิดแอร์ กลิ่นยิ่งแรงขึ้นเหมือนผ้าเช็ดตัวที่ไม่ได้ตาก ลูกสาววัยหกขวบที่นั่งคาร์ซีตด้านหลังบ่นว่าเหม็นและเริ่มจามบ่อยระหว่างทางไปโรงเรียน คุณต้นลองแขวนน้ำหอมปรับอากาศ ฉีดสเปรย์ดับกลิ่น และจอดตากแดดเปิดกระจก แต่กลิ่นกลับมาทุกครั้งที่ปิดรถไว้ทั้งคืน
สิ่งที่คุณต้นเจอไม่ใช่เรื่องแปลก รถจำนวนมากในเขตดอนเมืองและหลักสี่ที่ต้องฝ่าน้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 มีอาการแบบเดียวกัน เพราะน้ำบนถนนไม่ใช่น้ำฝนสะอาด แต่เป็นน้ำที่ผสมน้ำจากท่อระบายน้ำ ดิน โคลน น้ำมัน และสิ่งปฏิกูลจากชุมชน เมื่อซึมเข้าไปในพรม ฟองน้ำใต้พรม หรือเบาะผ้า ก็กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
ก่อนจะพูดถึงการอบโอโซนรถยนต์น้ำท่วม ดอนเมือง เราควรเข้าใจภาพรวมของน้ำที่รถในย่านนี้ต้องเผชิญ โดยอ้างอิงจากรายงานข่าวที่เผยแพร่ในช่วงนั้น ซึ่งตัวเลขเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน
ภาพรวมของกรุงเทพมหานครในช่วงเดียวกันก็หนักไม่แพ้กัน ไทยพีบีเอสรายงานว่าฝนวันที่ 25 ถึง 26 กันยายน 2569 สูงสุดที่เขตจตุจักร 210.0 มิลลิเมตร ฝนสะสมในบางพื้นที่เกิน 300 มิลลิเมตรในเวลาราว 48 ชั่วโมง และทั้ง 50 เขตถูกประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยเมื่อวันที่ 26 กันยายน ขณะที่จุดน้ำท่วมขังเพิ่มจาก 43 จุดในเย็นวันที่ 25 กันยายน เป็น 135 จุดในวันที่ 27 กันยายน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ว่ากรุงเทพฯ มีผู้ได้รับผลกระทบราว 329,000 ครัวเรือน
ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า รถจำนวนมากที่ใช้ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนแจ้งวัฒนะ และซอยต่าง ๆ ในดอนเมืองช่วงนั้น ไม่มีทางเลือกนอกจากขับฝ่าน้ำ หรือจอดแช่น้ำในซอยหน้าบ้าน ซึ่งทั้งสองกรณีทำให้น้ำสกปรกมีโอกาสเข้าถึงห้องโดยสารได้มากกว่าที่เจ้าของรถคิด
หลายคนคิดว่าถ้าน้ำไม่ท่วมถึงเบาะ ห้องโดยสารก็ไม่เปียก แต่ในความเป็นจริง รถเก๋งและรถอีโคคาร์ส่วนใหญ่มีพื้นห้องโดยสารอยู่ไม่สูงจากพื้นถนนมากนัก เมื่อน้ำสูงราว 40 เซนติเมตร และมีคลื่นน้ำจากรถคันอื่นที่วิ่งสวนหรือแซง น้ำสามารถซึมเข้ามาได้หลายทาง
ที่สำคัญคือ ใต้พรมที่เราเห็นยังมีชั้นฟองน้ำหรือแผ่นซับเสียงซึ่งดูดน้ำได้มากและแห้งช้ามาก แม้พรมด้านบนดูแห้งแล้ว ชั้นด้านล่างอาจยังชื้นอยู่เป็นสัปดาห์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของกลิ่นอับและเชื้อราที่ทำให้การอบโอโซนรถยนต์น้ำท่วมในดอนเมืองกลายเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา หลังจากจัดการความชื้นต้นทางแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ห้องโดยสารรถยนต์เป็นพื้นที่ปิดขนาดเล็ก เมื่อจอดตากแดดในเมืองที่อุณหภูมิสูง ภายในรถจะร้อนและอบอ้าว ความชื้นที่ระเหยจากพรมไม่มีทางออก กลายเป็นสภาพเหมือนตู้อบที่เชื้อราชอบ ต่างจากห้องในบ้านที่ยังพอมีอากาศถ่ายเท
น้ำท่วมบนถนนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เป็นน้ำที่ไหลผ่านท่อระบายน้ำ ร่องถนน ตลาด ชุมชน และพื้นที่ที่มีสัตว์อาศัยอยู่ จึงพาเชื้อโรคหลายกลุ่มเข้ามาพร้อมกัน
แบคทีเรียที่มักพบในน้ำปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เช่น อีโคไล (E. coli) และซาลโมเนลลา (Salmonella) สามารถติดอยู่ตามพรม เบาะผ้า และคราบโคลนที่แห้งแล้ว เมื่อมือสัมผัสพื้นผิวเหล่านั้นแล้วไปหยิบอาหารหรือจับหน้า ก็มีโอกาสทำให้เกิดอาการท้องร่วง ปวดท้อง หรืออาเจียน นอกจากนี้น้ำท่วมยังเสี่ยงต่อเชื้อเลปโตสไปรา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส โดยเฉพาะคนที่ต้องลงจากรถไปเข็นรถหรือเดินลุยน้ำนาน ๆ ขณะมีแผลที่เท้าหรือขา
ไวรัสระบบทางเดินอาหาร เช่น โนโรไวรัสและโรตาไวรัส แพร่ผ่านสิ่งปฏิกูลและพื้นผิวที่ปนเปื้อนได้ง่าย ส่วนไวรัสทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดใหญ่และอาร์เอสวี (RSV) มักระบาดในช่วงฝนอยู่แล้ว ห้องโดยสารที่ปิดแน่นและมีคนนั่งร่วมกันหลายคน ทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมงานที่ติดรถไปทำงาน หรือผู้โดยสารรถรับจ้าง จึงเป็นพื้นที่ที่เชื้อเหล่านี้แพร่ต่อกันได้ง่ายเมื่อร่างกายอ่อนล้าจากการรับมือน้ำท่วม
เชื้อราเป็นปัญหาที่เห็นชัดที่สุดในรถหลังน้ำท่วม สปอร์ของเชื้อรามีอยู่ในอากาศทั่วไป แต่เมื่อเจอพรม เบาะผ้า ฟองน้ำ และฝุ่นที่ชื้นต่อเนื่องเกิน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ก็จะเริ่มเติบโต ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืด หรือไซนัสอักเสบ มักมีอาการกำเริบ เช่น จาม คัดจมูก แสบตา หรือไอเรื้อรัง ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งในรถ
กลิ่นในรถหลังน้ำท่วมมีทั้งกลิ่นอับที่เกิดจากสารระเหยของเชื้อราและแบคทีเรีย และกลิ่นท่อหรือกลิ่นเน่าจากสิ่งปฏิกูลที่ติดมากับโคลน กลิ่นพวกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความรำคาญ แต่เป็นสัญญาณว่ายังมีความชื้นหรือแหล่งเชื้ออยู่ในรถ
ใครเสี่ยงที่สุด: เด็กเล็กที่นั่งคาร์ซีตและชอบเอามือเข้าปาก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืด รวมถึงผู้ที่ใช้ชีวิตในรถหลายชั่วโมงต่อวัน เช่น พนักงานขาย คนขับรถรับส่ง หรือคนที่ต้องเดินทางไกลทุกวัน หากใครมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่น่อง ตาแดง ท้องร่วง หรือหายใจลำบาก หลังลุยน้ำหรือหลังทำความสะอาดรถ ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วม การอบโอโซนไม่ใช่การรักษาโรค
ด้านสุขภาพ: การนั่งในห้องโดยสารที่อับชื้นวันละหนึ่งถึงสองชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงรถติดบนวิภาวดีรังสิตและแจ้งวัฒนะ หมายถึงการหายใจเอาอากาศที่มีสปอร์เชื้อราและกลิ่นสารระเหยเข้าไปซ้ำ ๆ ทุกวัน อาการที่พบบ่อยคือปวดหัว คัดจมูก ระคายเคืองตา และรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ
ด้านเงิน: กลิ่นอับและคราบเชื้อราทำให้มูลค่ารถลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนำไปขายหรือเทิร์น เพราะผู้ซื้อรถมือสองจำนวนมากถูกสอนให้ดมกลิ่นในห้องโดยสารเป็นอย่างแรก หากปล่อยให้เชื้อราลามไปที่ผ้าหลังคาหรือเข็มขัดนิรภัย ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนจะสูงกว่าการจัดการตั้งแต่ต้น
ด้านเวลา: หลายคนเสียเวลาวนไปล้างรถ ซื้อน้ำหอม ซื้อถ่านดูดกลิ่น และตากแดดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปัญหาไม่จบ เพราะต้นเหตุยังอยู่ใต้พรมและในท่อแอร์
ด้านภาพลักษณ์และงาน: สำหรับคนที่ใช้รถทำงาน เช่น ขับรถรับจ้าง รับส่งลูกค้า หรือพาลูกค้าไปดูสินค้า กลิ่นอับในรถคือสิ่งแรกที่ลูกค้ารับรู้ และอาจทำให้ได้คะแนนรีวิวต่ำโดยไม่รู้ตัว
ด้านครอบครัว: เด็ก ๆ ไม่อยากขึ้นรถ ผู้สูงอายุนั่งแล้วไอ คนในบ้านเริ่มโทษกันว่าใครทำน้ำหก บรรยากาศการเดินทางที่ควรเป็นช่วงเวลาครอบครัว กลับกลายเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเปิดกระจกและกลั้นหายใจ
แขวนน้ำหอมหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศ: น้ำหอมเพียงกลบกลิ่นชั่วคราว ไม่ได้ทำลายเชื้อราหรือแบคทีเรีย เมื่อกลิ่นหอมจางลง กลิ่นอับก็กลับมา และบางครั้งกลิ่นสองแบบผสมกันจนแย่กว่าเดิม
จอดตากแดดเปิดกระจก: แดดช่วยให้ผิวพรมด้านบนแห้งได้บ้าง แต่ฟองน้ำใต้พรมและช่องว่างใต้เบาะยังชื้นอยู่ อีกทั้งฝนในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมยังตกเป็นระยะ ทำให้การตากแดดทำได้ไม่ต่อเนื่อง
ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ดพรมและเบาะ: น้ำยาฟอกขาวทำให้ผ้าและพลาสติกภายในรถด่าง เสื่อม และทิ้งกลิ่นคลอรีนที่ระคายเคืองในพื้นที่ปิด อีกทั้งซึมไม่ถึงเชื้อราที่อยู่ลึกในฟองน้ำ
ซักเบาะเฉพาะผิวด้านบน: การซักเบาะโดยไม่ดูดน้ำออกให้หมดและไม่เป่าแห้ง อาจเพิ่มความชื้นเข้าไปในฟองน้ำเบาะมากกว่าเดิม
ล้างแอร์เฉพาะหน้ากาก: กลิ่นแอร์ส่วนใหญ่มาจากไส้กรองอากาศและคอยล์เย็นที่อยู่ลึกหลังคอนโซล การเช็ดแค่ช่องลมด้านหน้าจึงแทบไม่ช่วย
ใส่ถ่านหรือเบกกิ้งโซดาดูดกลิ่น: ช่วยดูดกลิ่นในอากาศได้เล็กน้อย แต่ไม่ได้จัดการต้นเหตุ และไม่สามารถเข้าถึงทุกซอกในห้องโดยสาร
สรุปคือ วิธีเหล่านี้ทำงานแค่ผิวหน้า ขณะที่ปัญหาของรถที่ฝ่าน้ำท่วมอยู่ในจุดที่ลึกและซับซ้อนกว่า จึงต้องจัดการความชื้นและสิ่งสกปรกที่ต้นทางก่อน แล้วใช้วิธีที่เข้าถึงอากาศและพื้นผิวทั่วทั้งห้องโดยสารอย่างการอบโอโซนเป็นขั้นตอนเก็บงาน
โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูง เมื่อปล่อยเข้าไปในพื้นที่ปิด ก๊าซจะกระจายไปทั่วทั้งอากาศและแทรกเข้าไปตามซอก ช่องว่าง และผิววัสดุที่มือหรือผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง โอโซนจะทำลายโครงสร้างของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่ก่อกลิ่น หลังจากนั้นโอโซนจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) จึงไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้ในรถ
ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ซึ่งเว็บไซต์ของ WHD ระบุว่าผ่านการทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ การอบโอโซนช่วยกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ ผลจริงในรถแต่ละคันยังขึ้นกับว่าทำความสะอาดและทำให้แห้งมาดีแค่ไหน
WHD ให้บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในบ้าน คอนโด สำนักงาน โรงงาน และอาคารประเภทต่าง ๆ สำหรับงานรถยนต์ เจ้าของรถสามารถสอบถามความเป็นไปได้และรูปแบบงาน เช่น อบห้องโดยสารร่วมกับการอบบ้านหรือโรงจอดรถที่โดนน้ำท่วม ได้ที่โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268 สำนักงานของ WHD อยู่ในเขตบางแค กรุงเทพฯ 10160 และให้บริการในกรุงเทพฯ ตามการนัดหมาย ไม่รับประกันการเข้าหน้างานภายในวันเดียวกัน
ข้อควรรู้เพื่อความปลอดภัย: โอโซนใช้ในพื้นที่ว่างที่ปิดสนิทเท่านั้น ห้ามนั่งในรถหรืออยู่ในพื้นที่ปิดระหว่างอบ ห้ามอบขณะติดเครื่องยนต์ในที่อับ และต้องระบายอากาศจนครบเวลาก่อนกลับเข้าไป โอโซนไม่ได้แทนการซ่อมรถ การเปลี่ยนวัสดุที่เสียหาย หรือการไปพบแพทย์
ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของรถในดอนเมือง เพราะความปลอดภัยของตัวรถมาก่อนเรื่องกลิ่นเสมอ
หากข้ามขั้นตอนทำให้แห้งแล้วอบโอโซนทันที กลิ่นอาจดีขึ้นเพียงไม่กี่วัน แล้วกลับมาใหม่ เพราะความชื้นที่เหลือจะเลี้ยงเชื้อราต่อไป นี่คือเหตุผลที่ทีมงานจะถามเรื่องความแห้งก่อนเสมอ
ก่อนจัดการ
หลังล้าง ทำให้แห้ง และอบโอโซน
กรณีตัวอย่าง (สถานการณ์สมมติที่สร้างจากปัญหาที่พบบ่อย ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใด)
คุณแอน อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์ซอยย่อยย่านถนนช่างอากาศอุทิศ ช่วงเย็นวันที่ฝนตกหนัก น้ำในซอยสูงขึ้นเร็ว รถเอนกประสงค์เจ็ดที่นั่งที่จอดหน้าบ้านถูกน้ำล้อมอยู่ทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น น้ำลดลงแล้ว แต่พรมแถวสองและแถวสามเปียกชุ่ม ท้ายรถมีน้ำขังในหลุมยางอะไหล่ และกล่องของเล่นลูกที่วางไว้ท้ายรถชื้นไปทั้งกล่อง
สิ่งแรกที่คุณแอนทำคือโทรหาประกันและนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจระบบไฟฟ้า ศูนย์แนะนำให้ถอดพรมและฟองน้ำใต้พรมส่วนท้ายออกมาตาก เปลี่ยนไส้กรองแอร์ และทิ้งกล่องกระดาษที่ชุ่มน้ำ ส่วนของเล่นพลาสติกนำไปล้างด้วยน้ำสบู่ เมื่อรถแห้งดีแล้ว เธอติดต่อทีม WHD เพื่อวางแผนอบโอโซนทั้งชั้นล่างของบ้านที่น้ำเข้าและห้องโดยสารรถในวันเดียวกัน
วันนัดหมาย ทุกคนในบ้านรวมถึงแมวออกไปอยู่บ้านญาติ ทีมงานปิดพื้นที่ อบตามเวลาที่ประเมิน แล้วให้พักและระบายอากาศก่อนกลับเข้าไป หลังจากนั้นกลิ่นอับในรถลดลงชัดเจน ลูก ๆ กลับมานั่งแถวหลังได้ตามปกติ คุณแอนเล่าว่าบทเรียนสำคัญคือ ต้องทำให้แห้งก่อน และโอโซนเป็นการเก็บงานขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ทางลัดข้ามขั้นตอน
ถาม: รถฝ่าน้ำแต่น้ำไม่เข้าห้องโดยสาร ต้องอบโอโซนไหม
ตอบ: ถ้าไม่มีกลิ่น ไม่มีพรมชื้น อาจแค่ล้างและเปลี่ยนไส้กรองแอร์ก็พอ แต่ถ้ามีกลิ่นอับ กลิ่นแอร์ หรือมีคนในบ้านที่แพ้ง่าย การอบโอโซนหลังทำความสะอาดจะช่วยจัดการเชื้อและกลิ่นที่ค้างในอากาศได้
ถาม: อบโอโซนแล้วไม่ต้องถอดพรมได้ไหม
ตอบ: ไม่แนะนำ ถ้าน้ำท่วมถึงพื้นรถจริง ต้องจัดการความชื้นใต้พรมก่อน โอโซนไม่ได้ทำให้วัสดุที่ชุ่มน้ำแห้ง และถ้ายังชื้นอยู่ เชื้อราจะกลับมาได้
ถาม: ระหว่างอบ นั่งรอในรถได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้เด็ดขาด โอโซนใช้ในพื้นที่ปิดที่ว่างเปล่าเท่านั้น ต้องรอจนครบเวลาพักและระบายอากาศตามที่ช่างแจ้งก่อนเข้าไป
ถาม: ใช้เวลานานแค่ไหน
ตอบ: รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน บวกเวลาพักและระบายอากาศ ระยะเวลาจริงขึ้นกับขนาดพื้นที่และสภาพที่ทีมงานประเมิน
ถาม: ราคาเท่าไร
ตอบ: ขึ้นกับขอบเขตงาน เช่น อบเฉพาะรถ หรืออบบ้านและโรงจอดรถด้วย สอบถามและขอใบเสนอราคาได้ที่ 065-556-6294 หรือ LINE @whd268 ปัจจุบันมีโปรโมชันรับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์เมื่องานอบโอโซนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป
ถาม: ทีมงานมาวันนี้ได้เลยไหม
ตอบ: WHD ทำงานตามการนัดหมาย ในช่วงหลังน้ำท่วมอาจมีคิวมาก แนะนำให้ติดต่อล่วงหน้าและเตรียมรถให้แห้งระหว่างรอ
ถาม: ถ้าอบแล้วยังมีกลิ่น ควรทำอย่างไร
ตอบ: มักแปลว่ายังมีแหล่งความชื้นหรือวัสดุที่เสียหายเหลืออยู่ เช่น ฟองน้ำใต้พรม หรือน้ำรั่วซึมจากขอบประตู ควรให้ช่างตรวจหาและแก้ต้นเหตุก่อน
ไม่ว่ารถของคุณจะฝ่าน้ำบนถนนวิภาวดีรังสิต หรือจอดแช่น้ำในซอยช่างอากาศอุทิศ อย่าปล่อยให้กลิ่นอับและเชื้อราอยู่กับคุณทุกวันที่ขับรถ ทีม WHD พร้อมให้คำแนะนำและนัดหมายงานอบโอโซนในกรุงเทพฯ
โทร 065-556-6294 | LINE @whd268 | worldhealthdisinfection@gmail.com
หมายเหตุ: ตัวเลขและสถานการณ์น้ำในบทความนี้อ้างอิงตามวันที่ที่ระบุในรายงานข่าวและรายงานของ ปภ. ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน เรื่องเล่าและกรณีตัวอย่างเป็นสถานการณ์สมมติเพื่ออธิบาย
#อบโอโซนรถยนต์น้ำท่วม #อบโอโซนดอนเมือง #น้ำท่วมดอนเมือง #น้ำท่วมวิภาวดี #อบโอโซน #กำจัดกลิ่นอับ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อราในรถ
คำค้นหา: อบโอโซนรถยนต์น้ำท่วม, อบโอโซนรถยนต์น้ำท่วม ดอนเมือง, อบโอโซนดอนเมือง, น้ำท่วมดอนเมือง 2569, น้ำท่วมวิภาวดีรังสิต, กำจัดกลิ่นอับในรถ, กำจัดเชื้อราในรถ, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม