พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด โควิด-19 (SARS-CoV-2) และไวรัสโคโรนา HCoV-229E 2569: ลดเชื้อในที่แออัดและศูนย์พักพิง ฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ

Last updated: 5 ต.ค. 2569  |  0 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด โควิด-19 (SARS-CoV-2) และไวรัสโคโรนา HCoV-229E 2569: ลดเชื้อในที่แออัดและศูนย์พักพิง ฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ

พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด โควิด-19 (SARS-CoV-2) และไวรัสโคโรนา HCoV-229E 2569: ลดเชื้อในที่แออัดและศูนย์พักพิง ฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ

หลังน้ำลด 2569 ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สิ่งที่หลายครอบครัวกังวลไม่ได้มีแค่โคลนและข้าวของที่เสียหาย แต่ยังมีเชื้อโรคทางเดินหายใจที่แพร่ได้ง่ายเมื่อคนจำนวนมากต้องอยู่ใกล้กัน โดยเฉพาะ โควิด-19 (SARS-CoV-2) และ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่น เช่น HCoV-229E ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของไข้หวัดธรรมดา บทความนี้จะอธิบายว่าเชื้อกลุ่มนี้คืออะไร ทำไมที่แออัดอย่างศูนย์พักพิง วัด โรงเรียน หรือบ้านญาติที่ต้องรับคนมาอยู่รวมกันจึงเสี่ยงกว่าปกติ จุดไหนในอาคารที่มือคนสัมผัสบ่อยที่สุด และ บริการพ่นฆ่าเชื้อ ควรอยู่ตรงไหนในลำดับการฟื้นฟู เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและไม่หลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย: สามสัปดาห์ในห้องเรียนที่กลายเป็นที่นอน

(กรณีตัวอย่าง ตัวละครและเหตุการณ์ในส่วนนี้เป็นการเล่าเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่บุคคลจริง)

ป้าเล็กอาศัยอยู่ในบ้านไม้สองชั้นริมแม่น้ำบางปะกง ปลายเดือนกันยายน 2569 น้ำขึ้นเร็วกว่าทุกปีที่แกจำได้ ชั้นล่างจมภายในคืนเดียว ลูกชายจึงพาป้าเล็ก หลานวัยห้าขวบ และตายายที่อายุเกินแปดสิบ ไปพักรวมกับเพื่อนบ้านอีกหลายสิบครอบครัวในอาคารเรียนของโรงเรียนประจำตำบลที่อยู่บนที่สูง

ช่วงแรกทุกคนยังพอทนได้ เสื่อปูเรียงชิดกันจนแทบไม่มีทางเดิน ห้องน้ำมีไม่กี่ห้องแต่ต้องใช้ร่วมกันทั้งอาคาร หน้าต่างบางบานต้องปิดไว้เพราะฝนสาดและยุงเยอะ พัดลมตัวเดียวหมุนวนอากาศเดิมไปมา ตกกลางคืนเสียงไอดังมาจากหลายมุม ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ หลานของป้าเล็กเริ่มมีไข้ต่ำ คัดจมูก เจ็บคอ ตามมาด้วยอาการไอแห้งไม่หยุด ไม่กี่วันต่อมาคนในห้องเดียวกันก็เริ่มป่วยแบบเดียวกันอีกหลายคน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เข้ามาตรวจแนะนำให้คนที่มีอาการตรวจหาเชื้อ ใส่หน้ากากอนามัย แยกพื้นที่นอนของผู้ป่วยออกไปอีกมุม และเปิดประตูหน้าต่างให้ลมผ่านมากที่สุด เมื่อน้ำลดและครอบครัวทยอยกลับบ้าน คำถามที่ป้าเล็กถามลูกชายคือ "บ้านเราจะปลอดภัยไหม ตายายจะติดอะไรกลับไปหรือเปล่า แล้วโรงเรียนที่หลานต้องกลับไปเรียนล่ะ"

คำถามของป้าเล็กคือคำถามเดียวกับที่ผู้ดูแลอาคาร ครู เจ้าอาวาส ผู้นำชุมชน และเจ้าของบ้านจำนวนมากถามในช่วงนี้ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ไวรัสทางเดินหายใจแพร่จากคนสู่คนผ่านอากาศเป็นหลัก การพ่นฆ่าเชื้อจึงไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่ช่วยลดเชื้อบนพื้นผิวที่ถูกจับบ่อย และช่วยให้การคืนพื้นที่อาคารให้ผู้ใช้งานเป็นไปอย่างมีระบบ ซึ่งเราจะอธิบายทีละขั้นในบทความนี้

น้ำท่วมฉะเชิงเทรา 2569: ท่วมครบ 11 อำเภอ

ตามรายงานข่าวของไทยพีบีเอส จังหวัดฉะเชิงเทราได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครบทั้ง 11 อำเภอ เนื่องจากแม่น้ำบางปะกงระบายน้ำลงสู่ทะเลไม่ทัน ประกอบกับมวลน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลที่ไหลลงมาสมทบ ถนนหมายเลข 3121 ช่วงบางคล้าถึงแปลงยาวไม่สามารถสัญจรผ่านได้ และบ้านเรือนที่อยู่ริมน้ำได้รับความเสียหายมาก ข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ระบุว่ามีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 47,959 ครัวเรือน

เมื่อตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบสูงระดับนี้ สิ่งที่ตามมาโดยธรรมชาติคือการที่ผู้คนต้องย้ายไปอยู่รวมกันในที่ปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ศาลาวัด อาคารเรียน บ้านญาติ หรือแม้แต่ชั้นสองของบ้านเพื่อนบ้านที่รับกันไว้หลายครอบครัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีกประเภทที่มักถูกมองข้าม คือจุดที่คนมารวมตัวชั่วคราว เช่น จุดแจกถุงยังชีพ โรงครัวอาสา และเต็นท์ปฐมพยาบาล ซึ่งล้วนเป็นที่ที่คนจำนวนมากหายใจในอากาศเดียวกันและจับสิ่งของชิ้นเดียวกัน

ความแออัดคือเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้ไวรัสทางเดินหายใจแพร่ได้เร็ว บทความนี้จึงเน้นที่เชื้อในตระกูลโคโรนา ซึ่งเป็นกลุ่มที่คนไทยรู้จักดีหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และยังคงหมุนเวียนอยู่ในชุมชนจนถึงทุกวันนี้

รู้จักโควิด-19 (SARS-CoV-2) และไวรัสโคโรนา HCoV-229E

ไวรัสโคโรนา (Coronaviruses) เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ และมีเปลือกหุ้มชั้นนอกที่เป็นไขมัน (enveloped virus) บนผิวของเปลือกมีโปรตีนหนาม (spike protein) ยื่นออกมาคล้ายมงกุฎ จึงเป็นที่มาของชื่อ "โคโรนา" ไวรัสในตระกูลนี้ที่ทำให้คนป่วยได้มีหลายชนิด บางชนิดก่อโรคไม่รุนแรง บางชนิดก่อโรครุนแรงกว่า

SARS-CoV-2 ต้นเหตุของโรคโควิด-19

SARS-CoV-2 คือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นการระบาดใหญ่ในปี 2563 แม้สถานการณ์ทั่วโลกจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ไวรัสยังคงกลายพันธุ์และมีสายพันธุ์ย่อยใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ ทำให้ยังมีการติดเชื้อหมุนเวียนในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่คนรวมตัวกันมาก อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย การรับรู้กลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป และในบางรายอาจมีอาการหอบเหนื่อยหรือปอดอักเสบ

HCoV-229E ไวรัสโคโรนาตามฤดูกาล

Human Coronavirus 229E (HCoV-229E) เป็นหนึ่งในไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคในคนมาอย่างยาวนาน ก่อนจะมีโควิด-19 เสียอีก ร่วมกับ HCoV-OC43, HCoV-NL63 และ HCoV-HKU1 ไวรัสกลุ่มนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคหวัดธรรมดา ผู้ใหญ่ที่แข็งแรงมักมีอาการเพียงคัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ แต่ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ไวรัสเหล่านี้อาจทำให้เกิดหลอดลมอักเสบหรือทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบได้ ในที่แออัด หวัดที่ดูธรรมดาสำหรับคนหนึ่ง อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ

จุดอ่อนของไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม

ข่าวดีคือ ไวรัสที่มีเปลือกไขมันหุ้มอย่างโคโรนา ถือว่าเป็นกลุ่มที่ถูกทำลายได้ค่อนข้างง่ายด้วยสบู่ แอลกอฮอล์ และสารฆ่าเชื้อมาตรฐานส่วนใหญ่ เมื่อเปลือกไขมันถูกทำลาย ไวรัสก็ไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ นี่เป็นเหตุผลที่การล้างมือด้วยสบู่และการเช็ดหรือพ่นสารฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐานบนพื้นผิว ให้ผลดีกับเชื้อกลุ่มนี้ เมื่อทำอย่างถูกวิธีและให้สารสัมผัสพื้นผิวนานพอตามที่ผู้ผลิตกำหนด

โควิด-19 และไวรัสโคโรนาแพร่ในที่แออัดหลังน้ำท่วมได้อย่างไร

ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ไวรัสโคโรนาไม่ได้มากับน้ำท่วมโดยตรงในลักษณะเดียวกับแบคทีเรียจากน้ำเสีย เส้นทางการแพร่หลักของ SARS-CoV-2 และ HCoV-229E คือจากคนสู่คน ผ่านละอองฝอยและละอองลอยขนาดเล็กที่ออกมาเวลาไอ จาม พูด ร้องเพลง หรือหายใจ โดยเฉพาะในห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท ส่วนการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนแล้วนำมือมาจับตา จมูก ปาก ถือเป็นเส้นทางรองที่เป็นไปได้ หน่วยงานสาธารณสุขระดับสากลจึงเน้นทั้งการระบายอากาศ การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการหรืออยู่ในที่แออัด และการทำความสะอาดพื้นผิวที่ถูกจับบ่อย ไปพร้อมกัน

น้ำท่วมสร้างเงื่อนไขที่ส่งเสริมการแพร่เชื้อทางเดินหายใจหลายอย่างพร้อมกัน ดังนี้

  • ความหนาแน่นของคน คนจากหลายหมู่บ้านต้องนอนในห้องเดียวกัน ระยะห่างระหว่างที่นอนเหลือไม่ถึงช่วงแขน
  • การระบายอากาศไม่ดี หน้าต่างถูกปิดเพราะฝน ยุง หรือความหนาว ห้องโถงใหญ่บางแห่งมีช่องลมน้อย
  • ของใช้ร่วมกัน แก้วน้ำ ทัพพี กาต้มน้ำ ปลั๊กพ่วงที่ใช้ชาร์จโทรศัพท์ ราวบันได ลูกบิดประตูห้องน้ำ ถูกจับโดยคนหลายร้อยมือในหนึ่งวัน
  • ความเหนื่อยล้าและความเครียด การนอนไม่พอ กินไม่ตรงเวลา และความกังวลเรื่องบ้าน ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง
  • การเข้าถึงบริการสุขภาพยากขึ้น ถนนหลายสายใช้ไม่ได้ เช่น ถนน 3121 ช่วงบางคล้าถึงแปลงยาวตามรายงานข่าว การเดินทางไปโรงพยาบาลจึงช้าลง
  • คนกลุ่มเปราะบางอยู่รวมกัน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังพักอยู่ใกล้คนที่อาจติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

เมื่อน้ำลดและคนทยอยกลับบ้าน วงจรก็ไม่ได้จบทันที คนที่ติดเชื้อจากศูนย์พักพิงอาจนำเชื้อกลับไปยังบ้าน และศูนย์พักพิงซึ่งมักเป็นโรงเรียน วัด หรืออาคารชุมชน ก็ต้องเตรียมคืนพื้นที่ให้นักเรียน พระสงฆ์ และผู้ใช้งานตามปกติ ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เองที่การทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเป็นระบบมีความหมายมากที่สุด

จุดที่ไวรัสโคโรนาซ่อนอยู่ในศูนย์พักพิงและบ้านหลังน้ำลด

ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนนอกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้ แต่สามารถอยู่บนพื้นผิวได้ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งขึ้นกับชนิดของพื้นผิว อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณเชื้อที่ตกลงมา ในทางปฏิบัติ จุดที่ควรให้ความสำคัญคือพื้นผิวที่ถูกจับบ่อยโดยคนหลายคน (high-touch surfaces) ไม่ใช่การพ่นทุกตารางนิ้วแบบไร้ทิศทาง

ในศูนย์พักพิง วัด และอาคารเรียน

  • ลูกบิดและมือจับประตูห้องเรียน ห้องน้ำ และห้องเก็บของ
  • ราวบันได ราวทางลาด และขอบโต๊ะที่คนใช้ยันตัวลุกขึ้น
  • ก๊อกน้ำ ที่กดชักโครก ขันน้ำ และอ่างล้างมือ
  • โต๊ะรับประทานอาหาร โต๊ะลงทะเบียน และเคาน์เตอร์แจกของ
  • สวิตช์ไฟ รีโมตพัดลม ปลั๊กพ่วงชาร์จโทรศัพท์ที่ใช้ร่วมกัน
  • เก้าอี้พลาสติกที่ถูกยกย้ายไปมา และพนักพิงม้านั่งในศาลา
  • ประตูตู้เย็นและตู้กดน้ำส่วนกลาง

ในบ้านที่เพิ่งกลับมาอยู่

  • ของใช้และกระเป๋าที่หอบไปศูนย์พักพิงแล้วนำกลับมา
  • มือจับประตู ตู้เสื้อผ้า และลิ้นชักที่ทุกคนช่วยกันเปิดขนของ
  • โทรศัพท์มือถือ รีโมต และแท็บเล็ตของเด็ก
  • เตียง เปลญวน และเก้าอี้ที่ผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุใช้
  • ห้องน้ำซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนในบ้านใช้ร่วมกัน

สิ่งที่ต้องจำไว้คือ น้ำท่วมยังทิ้งเชื้อกลุ่มอื่นไว้ในบ้านด้วย เช่น แบคทีเรียจากน้ำเสีย และเชื้อราที่ขึ้นตามผนังชื้น ดังนั้นการทำความสะอาดหลังน้ำลดควรมองภาพรวม ไม่ใช่โฟกัสแค่ไวรัสทางเดินหายใจอย่างเดียว

อาการที่ต้องสังเกต และใครเสี่ยงสูงที่สุด

อาการของการติดเชื้อโควิด-19 และไวรัสโคโรนาตามฤดูกาลอย่าง HCoV-229E คล้ายกันมากในช่วงแรก จนแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ อาการที่พบบ่อยได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย บางคนมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ส่วนการรับรู้กลิ่นหรือรสเปลี่ยนไปพบได้ในผู้ติดเชื้อโควิด-19 บางราย การตรวจด้วยชุดตรวจหาเชื้อหรือการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์จึงเป็นวิธีที่ช่วยแยกได้ชัดเจนกว่า

อาการที่ต้องไปพบแพทย์ทันที: หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าซีดคล้ำ สับสน ซึมลง ปลุกไม่ค่อยตื่น ไข้สูงไม่ลดในเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่กินน้ำและอาหารไม่ได้ ในพื้นที่น้ำท่วม หากเดินทางเองไม่ได้ ให้ติดต่อสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์พักพิง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการรักษา ผู้มีอาการควรปรึกษาแพทย์ทุกกรณี

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัว
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง และโรคอ้วน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือเคมีบำบัด
  • หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้ป่วยรุนแรงขึ้น
  • เด็กเล็ก ที่ยังดูแลสุขอนามัยตัวเองไม่ได้ และมักเอามือเข้าปาก
  • อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมากทุกวัน

สำหรับเรื่องวัคซีน ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ ซึ่งจะแนะนำตามแนวทางของกรมควบคุมโรคและสถานะสุขภาพของแต่ละคน

ผลกระทบที่มากกว่าอาการป่วย

เมื่อไวรัสทางเดินหายใจระบาดในชุมชนที่เพิ่งผ่านน้ำท่วม ผลกระทบซ้อนทับกันหลายชั้น

  • ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังที่ร่างกายอ่อนล้าจากการอพยพ อาจมีอาการแทรกซ้อนจนต้องนอนโรงพยาบาล ในขณะที่ระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ก็กำลังรับภาระหนัก
  • ด้านเงินทอง คนหาเลี้ยงครอบครัวที่ป่วยต้องหยุดงานในช่วงที่ควรได้ซ่อมบ้านและกลับไปทำมาหากิน ค่าเดินทางไปหาหมอสูงขึ้นเพราะต้องอ้อมเส้นทางน้ำท่วม
  • ด้านเวลา การฟื้นฟูบ้าน ร้านค้า และไร่นาล่าช้าออกไป เพราะแรงงานในบ้านล้มป่วยพร้อมกันหลายคน
  • ด้านการศึกษา โรงเรียนที่ใช้เป็นศูนย์พักพิงเปิดเรียนช้า หรือเปิดแล้วต้องรับมือกับเด็กป่วยหลายคนในห้องเดียว
  • ด้านความเชื่อมั่น ผู้ปกครองลังเลที่จะส่งลูกกลับไปเรียน ญาติผู้ใหญ่ไม่กล้ากลับไปวัด ผู้ประกอบการกังวลว่าลูกค้าจะไม่กล้าเข้าร้าน
  • ด้านจิตใจ ความกังวลว่าจะเป็นต้นเหตุทำให้คนในบ้านป่วย เพิ่มความเครียดให้กับครอบครัวที่สูญเสียทรัพย์สินไปแล้ว

การป้องกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรกที่คืนพื้นที่ จึงคุ้มค่ากว่าการตามแก้ปัญหาทีหลังเสมอ

ทำไมวิธีทำความสะอาดแบบเดิม ๆ อาจยังไม่พอ

หลายคนตั้งใจดีและลงแรงทำความสะอาดอย่างหนัก แต่ผลที่ได้อาจไม่ตรงกับที่หวัง เพราะเหตุผลเหล่านี้

  1. ใช้น้ำยาผิดชนิดหรือผสมผิดสัดส่วน น้ำยาฟอกขาวที่เจือจางเกินไปฆ่าเชื้อได้ไม่ดี ที่เข้มเกินไปก็กัดกร่อนพื้นผิวและระคายเคืองทางเดินหายใจ และการผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาล้างห้องน้ำที่เป็นกรดหรือแอมโมเนีย ทำให้เกิดก๊าซอันตรายได้
  2. เช็ดแล้วล้างออกทันที สารฆ่าเชื้อทุกชนิดต้องการเวลาสัมผัส (contact time) ตามที่ผู้ผลิตกำหนด ถ้าเช็ดแล้วล้างหรือเช็ดแห้งทันที เชื้อบางส่วนยังไม่ถูกทำลาย
  3. เช็ดเฉพาะที่มองเห็นว่าสกปรก จุดที่ถูกจับบ่อยหลายจุดดูสะอาดด้วยตาเปล่า เช่น สวิตช์ไฟ ราวบันได ใต้ขอบโต๊ะ ทำให้ถูกมองข้าม
  4. ใช้ผ้าผืนเดียวทั้งอาคาร ผ้าที่เช็ดห้องน้ำแล้วไปเช็ดโต๊ะอาหาร คือการย้ายเชื้อจากจุดหนึ่งไปอีกจุด
  5. พึ่งพาสเปรย์ปรับอากาศหรือน้ำหอม กลิ่นหอมไม่ได้แปลว่าสะอาด และไม่มีผลกับเชื้อโรคบนพื้นผิว
  6. ทำครั้งเดียวแล้วจบ ในอาคารที่มีคนใช้ต่อเนื่อง พื้นผิวกลับมาปนเปื้อนได้เรื่อย ๆ จึงต้องมีแผนการทำความสะอาดรายวันควบคู่ด้วย
  7. ลืมเรื่องอากาศ ไม่ว่าจะเช็ดพื้นผิวดีแค่ไหน ถ้าห้องยังอับและแออัด ไวรัสทางเดินหายใจก็ยังแพร่ผ่านอากาศได้

ข้อสุดท้ายสำคัญมาก เราต้องบอกตรง ๆ ว่าการพ่นฆ่าเชื้อบนพื้นผิวไม่สามารถแทนการระบายอากาศ การสวมหน้ากาก การแยกผู้ป่วย และการล้างมือได้ แต่เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมการป้องกันครบขึ้น

บริการพ่นฆ่าเชื้อจาก WHD: เติมช่องว่างของการฟื้นฟูหลังน้ำลด

World Health Disinfection (WHD) ให้ บริการพ่นฆ่าเชื้อ โดยทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรม ใช้การพ่นและ/หรือการพ่นละอองฝอยละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) เพื่อให้สารฆ่าเชื้อกระจายไปถึงพื้นผิวและซอกมุมที่เช็ดด้วยมือได้ยาก ตามข้อมูลบริการ น้ำยาที่ใช้คือ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อระดับการแพทย์จากสหราชอาณาจักร ที่มีส่วนประกอบของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride ซึ่งเป็นสารในกลุ่มควอเทอร์นารีแอมโมเนียม

ข้อมูลประสิทธิภาพที่เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา

ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการของ WHD รายชื่อเชื้อที่ระบุว่าครอบคลุม ได้แก่ SARS-CoV-2 (โควิด-19) และ Human Coronavirus 229E โดยตรง รวมถึง RSV ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ไข้หวัดนก H5N1 ไวรัสโรคมือเท้าปาก นอโรไวรัส และเชื้อกลุ่มอื่นอีกหลายชนิด หน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99% ส่วนหน้าผลิตภัณฑ์ระบุว่าทำลายเชื้อโควิด-19 ได้ 99.85% ภายใน 1 นาที นอกจากนี้หน้าบริการยังอ้างอิงการรับรองหรือการทดสอบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปสำหรับการทดสอบฤทธิ์ฆ่าไวรัสของสารเคมี

เราใช้คำว่า "ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์/บริการ" เพราะตัวเลขเหล่านี้มาจากผลทดสอบในสภาวะที่กำหนด ผลในสถานที่จริงขึ้นกับความสะอาดของพื้นผิวก่อนพ่น ปริมาณสารที่ถึงพื้นผิว และเวลาสัมผัส WHD ใช้คำว่าฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ (broad-spectrum) โดยไม่ได้ระบุจำนวนสายพันธุ์ที่แน่นอน หากองค์กรของคุณต้องการเอกสารผลทดสอบเฉพาะเชื้อ สามารถขอดูได้ก่อนตัดสินใจ

ขั้นตอนการให้บริการ

  1. นัดหมายและประเมินพื้นที่ แจ้งขนาดพื้นที่ ประเภทอาคาร จำนวนห้อง และจุดที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น
  2. เตรียมพื้นที่ ขนโคลนและขยะออก ล้างพื้นผิวด้วยน้ำและผงซักฟอก เก็บอาหาร ภาชนะใส่อาหาร และของใช้ส่วนตัวให้เรียบร้อย ทุกคนออกจากโซนที่จะพ่น
  3. ช่างพ่นฆ่าเชื้อ โดยไล่จากจุดที่ถูกจับบ่อยและห้องที่มีความเสี่ยงสูงก่อน
  4. รอระยะเวลาตามที่ช่างกำหนด ตามข้อมูลบริการโดยทั่วไปประมาณ 30 นาที จากนั้นเปิดระบายอากาศ
  5. กลับเข้าใช้พื้นที่ ตามเวลาที่ช่างแจ้ง และคงการทำความสะอาดจุดสัมผัสบ่อยเป็นประจำต่อไป

WHD ระบุว่าให้บริการโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย จึงคุ้นเคยกับพื้นที่ที่มีคนใช้งานจำนวนมาก ซึ่งตรงกับลักษณะของศูนย์พักพิงที่กำลังจะกลับไปเป็นโรงเรียนหรือวัดอีกครั้ง

10 เหตุผลที่ควรพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19 และไวรัสโคโรนาก่อนคืนพื้นที่แออัด

  1. เชื้อเป้าหมายอยู่ในรายชื่อโดยตรง ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ SARS-CoV-2 และ HCoV-229E อยู่ในรายชื่อเชื้อที่ระบุไว้ ไม่ใช่การอนุมานจากกลุ่มเชื้อ
  2. ไวรัสมีเปลือกหุ้มเป็นเป้าหมายที่สารกลุ่มควอเทอร์นารีแอมโมเนียมจัดการได้ดี เมื่อพื้นผิวสะอาดและได้เวลาสัมผัสครบ
  3. เข้าถึงซอกมุมด้วยละอองละเอียด การพ่นแบบ ULV ช่วยให้สารกระจายไปถึงขาโต๊ะ ใต้ขอบเคาน์เตอร์ และพื้นผิวรูปทรงซับซ้อน
  4. ทำครั้งเดียวได้หลายกลุ่มเชื้อ นอกจากไวรัสทางเดินหายใจ ยังครอบคลุมแบคทีเรียและเชื้อราที่มากับน้ำท่วมตามข้อมูลบริการ
  5. ประหยัดแรงคนในช่วงที่ทุกคนเหนื่อย อาสาสมัครและครูสามารถไปทำงานฟื้นฟูส่วนอื่นได้
  6. ช่างผ่านการฝึกอบรม ใช้อุปกรณ์ป้องกันและควบคุมปริมาณสารอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการผสมสารเคมีเอง
  7. เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่ ทั้งศาลาวัด หอประชุม โรงอาหาร และอาคารเรียนหลายชั้น ดูรายละเอียดบริการ
  8. สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานกลับมา ผู้ปกครอง ญาติโยม และลูกค้ารู้ว่าพื้นที่ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ
  9. มีเอกสารอ้างอิงและใบกำกับภาษี หน่วยงานและองค์กรสามารถใช้ประกอบการเบิกจ่ายได้
  10. รับของแถมช่วยดูแลต่อเนื่อง ตามโปรโมชันของบริการ ลูกค้าได้รับสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC สำหรับใช้หลังพ่น สอบถามโปรโมชัน

ก่อนและหลังพ่นฆ่าเชื้อในศูนย์พักพิง

ก่อน

  • ลูกบิด ราวบันได ก๊อกน้ำ ถูกจับโดยคนหลายร้อยคนต่อวัน
  • พื้นห้องเรียนเพิ่งผ่านการนอนรวมหลายสัปดาห์
  • ห้องน้ำส่วนกลางทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง
  • ครูและผู้ปกครองกังวลว่าเด็กจะป่วยตามกันเมื่อเปิดเรียน
  • ไม่มีบันทึกว่าทำความสะอาดจุดไหนไปแล้วบ้าง

หลัง

  • ล้างคราบสกปรก แล้วพ่นสารฆ่าเชื้อบนจุดสัมผัสบ่อยครบทุกจุด
  • ห้องเรียนและห้องน้ำผ่านการพ่นตามลำดับความเสี่ยง
  • เปิดระบายอากาศก่อนกลับเข้าใช้ตามเวลาที่ช่างกำหนด
  • มีแผนทำความสะอาดรายวันต่อเนื่อง
  • สื่อสารกับผู้ปกครองได้อย่างมั่นใจว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง

กรณีตัวอย่าง: โรงเรียนประจำตำบลที่เคยเป็นศูนย์พักพิง

(กรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าจริง)

ครูสมใจเป็นครูผู้รับผิดชอบงานอาคารสถานที่ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในฉะเชิงเทรา ช่วงน้ำท่วม โรงเรียนเปิดอาคารสองหลังให้ชาวบ้านพักอาศัย เมื่อชาวบ้านกลับบ้านหมดแล้ว ครูสมใจต้องเตรียมโรงเรียนให้พร้อมเปิดเรียนภายในไม่กี่วัน ขณะที่มีข่าวว่ามีคนในศูนย์พักพิงป่วยเป็นไข้หวัดและบางรายตรวจพบโควิด-19

ครูสมใจวางแผนร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นสามขั้น ขั้นแรก ระดมอาสาสมัครขนเสื่อ ที่นอน และขยะออก ซักผ้าม่าน และล้างพื้นด้วยน้ำผสมผงซักฟอก ขั้นที่สอง เปิดหน้าต่างทุกบานและให้อาคารแห้ง ขั้นที่สาม ติดต่อ WHD ให้ส่งทีมช่างมาพ่นฆ่าเชื้อทั้งสองอาคาร โรงอาหาร และห้องน้ำทั้งหมด โดยในวันที่พ่นไม่มีครูหรือนักเรียนอยู่ในอาคาร และกลับเข้าใช้ตามเวลาที่ช่างแจ้ง

หลังเปิดเรียน โรงเรียนตั้งจุดล้างมือหน้าอาคาร ขอให้นักเรียนที่มีไข้หรือไอพักอยู่บ้านและไปพบแพทย์ และให้ภารโรงเช็ดจุดสัมผัสบ่อยทุกวันด้วยสเปรย์ที่ได้รับมา ครูสมใจบอกผู้ปกครองในกลุ่มไลน์ว่าโรงเรียนทำอะไรไปแล้วบ้างทีละข้อ ความกังวลของผู้ปกครองลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะโรงเรียนสัญญาว่าจะไม่มีใครป่วยเลย แต่เพราะทุกคนเห็นว่ามีแผนและมีการลงมือทำจริง

เช็กลิสต์ก่อนและหลังพ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด

ก่อนพ่น

  • ขนโคลน ขยะ ที่นอน และวัสดุที่เปียกชุ่มจนเสียหายออกจากอาคาร
  • ล้างพื้นผิวด้วยน้ำสะอาดและผงซักฟอกให้คราบสกปรกออกหมด เพราะสารฆ่าเชื้อทำงานได้ดีบนพื้นผิวที่สะอาด
  • เปิดหน้าต่างให้อาคารแห้งที่สุดเท่าที่ทำได้
  • เก็บอาหาร น้ำดื่ม จาน ชาม แก้ว ของเล่นเด็ก และของใช้ส่วนตัว
  • ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น และแจ้งช่างถ้ามีอุปกรณ์ที่ห้ามโดนความชื้น
  • จัดให้ทุกคน รวมถึงสัตว์เลี้ยง ออกจากโซนที่จะพ่น
  • แจ้งช่างเรื่องจุดที่มีผู้ป่วยเคยพักหรือจุดที่ใช้งานหนาแน่นเป็นพิเศษ

หลังพ่น

  • รอให้ครบเวลาที่ช่างกำหนดก่อนกลับเข้าพื้นที่ แล้วเปิดระบายอากาศ
  • เช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหารโดยตรงด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้ ตามคำแนะนำของช่าง
  • ตั้งจุดล้างมือด้วยสบู่ และวางเจลแอลกอฮอล์ไว้ที่ทางเข้า
  • เช็ดลูกบิด ราวบันได ก๊อกน้ำ และสวิตช์ไฟเป็นประจำทุกวัน
  • เปิดประตูหน้าต่างให้ลมผ่าน หรือใช้พัดลมดูดอากาศออก
  • ผู้ที่มีไข้ ไอ เจ็บคอ ควรสวมหน้ากาก แยกพักและพบแพทย์
  • สังเกตอาการของผู้สูงอายุและเด็กเล็กในบ้านอย่างใกล้ชิดในช่วงสองสัปดาห์แรก
ระหว่างพ่นต้องไม่มีคนอยู่ในโซนที่พ่น และต้องรอตามเวลาที่ช่างกำหนดก่อนกลับเข้าใช้พื้นที่ สารฆ่าเชื้ออาจมีสารตกค้างบนพื้นผิว ให้ทำตามคำแนะนำเรื่องการเช็ดพื้นผิวสัมผัสอาหารและพื้นที่ที่เด็กเล็กใช้

มาตรการป้องกันโควิด-19 และไวรัสโคโรนาที่ต้องทำควบคู่กับการพ่นฆ่าเชื้อ

เพื่อความครบถ้วน ต่อไปนี้คือมาตรการพื้นฐานที่ WHO และกรมควบคุมโรคแนะนำสำหรับป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งยิ่งสำคัญในที่แออัด

  • ระบายอากาศ เปิดประตูหน้าต่างฝั่งตรงข้ามกันให้ลมไหลผ่าน หลีกเลี่ยงห้องปิดที่มีคนจำนวนมาก
  • เว้นระยะเท่าที่ทำได้ จัดที่นอนให้หันศีรษะสลับทางกัน และจัดโซนแยกสำหรับผู้มีอาการ
  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่อมีอาการทางเดินหายใจ หรือเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ
  • ล้างมือ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังไอจาม
  • ไอจามอย่างถูกวิธี ใช้ทิชชูหรือข้อพับแขนปิดปากจมูก แล้วทิ้งทิชชูลงถังที่มีฝาปิด
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน และผ้าเช็ดตัว
  • ตรวจหาเชื้อเมื่อมีอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • รับวัคซีนตามคำแนะนำ ของบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

การพ่นฆ่าเชื้อเติมเต็มในส่วนของพื้นผิว ส่วนมาตรการข้างต้นจัดการกับเส้นทางการแพร่เชื้อทางอากาศและจากคนสู่คน เมื่อทำทั้งสองด้านพร้อมกัน ความเสี่ยงโดยรวมจะลดลงได้มากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องพ่นฆ่าเชื้อโควิด-19 และไวรัสโคโรนาหลังน้ำลด

1. พ่นฆ่าเชื้อแล้วจะป้องกันโควิด-19 ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม

ไม่ได้ การพ่นฆ่าเชื้อลดเชื้อบนพื้นผิว ณ เวลาที่พ่น แต่โควิด-19 แพร่ผ่านอากาศจากคนสู่คนเป็นหลัก จึงต้องทำควบคู่กับการระบายอากาศ การสวมหน้ากากเมื่อมีอาการ การแยกผู้ป่วย และการล้างมือ

2. น้ำยา CHEMGENE HLD4H ฆ่าไวรัสโคโรนาได้จริงหรือ

ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ SARS-CoV-2 และ Human Coronavirus 229E อยู่ในรายชื่อเชื้อที่ระบุว่าครอบคลุม หน้าผลิตภัณฑ์ระบุ 99.85% ภายใน 1 นาทีสำหรับโควิด-19 และหน้าบริการระบุ 99.99% หากต้องการรายละเอียดผลทดสอบ สามารถขอเอกสารจาก WHD ได้

3. ต้องล้างทำความสะอาดก่อนพ่นหรือไม่

ต้องล้างก่อนเสมอ โคลน ฝุ่น และคราบไขมันจะลดประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ ลำดับที่ถูกต้องคือ ขนโคลนออก ล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก ปล่อยให้แห้ง แล้วจึงพ่นฆ่าเชื้อ

4. ระหว่างพ่นอยู่ในอาคารได้ไหม

ไม่ควรอยู่ ทุกคนควรออกจากโซนที่พ่น และกลับเข้าใช้ตามเวลาที่ช่างกำหนด ตามข้อมูลบริการโดยทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วเปิดระบายอากาศ

5. ควรพ่นบ่อยแค่ไหนในอาคารที่ใช้เป็นศูนย์พักพิง

ขึ้นกับลักษณะการใช้งาน จังหวะที่เหมาะคือก่อนคืนพื้นที่ให้ผู้ใช้งานตามปกติ และอาจพิจารณาซ้ำหากมีการระบาดในอาคาร ระหว่างนั้นควรเช็ดจุดสัมผัสบ่อยทุกวัน ปรึกษาช่างเพื่อวางแผนตามจริง

6. มีสารตกค้างหลังพ่นไหม

สารฆ่าเชื้อกลุ่มนี้อาจมีสารตกค้างบนพื้นผิวได้ จึงควรทำตามคำแนะนำของช่าง โดยเฉพาะการเช็ดพื้นผิวที่สัมผัสอาหารและของเล่นเด็กด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้งาน

7. ถ้ามีคนในบ้านป่วยอยู่ควรทำอย่างไร

ให้ผู้ป่วยพบแพทย์ก่อน และปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ การพ่นฆ่าเชื้อไม่ใช่การรักษา และไม่ควรพ่นในขณะที่มีคนอยู่ในห้อง

คืนพื้นที่ศูนย์พักพิง โรงเรียน วัด และบ้านหลังน้ำลดอย่างมั่นใจ

จองบริการพ่นฆ่าเชื้อกับ WHD

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com

ลิงก์ที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

บริการและข้อมูลภายใน

แหล่งอ้างอิงภายนอก

  • ไทยพีบีเอส รายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉะเชิงเทรา 11 อำเภอ และปราจีนบุรี: thaipbs.or.th/news/content/558982
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) เอกสารข้อเท็จจริงด้านสุขภาพ: who.int/news-room/fact-sheets
  • CDC คำแนะนำด้านสุขภาพเมื่อเกิดน้ำท่วม: cdc.gov/floods
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข: ddc.moph.go.th

#โควิด19 #SARSCoV2 #ไวรัสโคโรนา #พ่นฆ่าเชื้อ #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำลด #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #Chemgene #ศูนย์พักพิง #น้ำท่วมฉะเชิงเทรา2569

คำค้นหา: พ่นฆ่าเชื้อโควิด-19, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด, SARS-CoV-2, ไวรัสโคโรนา HCoV-229E, ฆ่าเชื้อศูนย์พักพิง, ฆ่าเชื้อโรงเรียนหลังน้ำท่วม, น้ำท่วมฉะเชิงเทรา 2569, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, CHEMGENE HLD4H, เชื้อโรคหลังน้ำท่วม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้