Last updated: 5 ต.ค. 2569 | 0 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อน้ำลดจากอาคารเรียน ห้องสมุด และห้องทำงาน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองเห็นคือคราบโคลนและแนวน้ำบนผนัง แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและเติบโตเร็วที่สุดในอาคารที่เคยจมน้ำคือ เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศรอบตัวเราทุกวัน แต่จะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเมื่อเจอกระดาษ ฝ้า พรม และฝุ่นที่เปียกชื้น บทความนี้อธิบายว่าแอสเปอร์จิลลัสคืออะไร ทำไมจึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษหลังน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหงช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ใครเสี่ยงมากที่สุด และทำไม บริการพ่นฆ่าเชื้อ ที่ทำหลังการรื้อ ล้าง และทำให้แห้งแล้ว จึงเป็นขั้นตอนปิดงานที่ช่วยให้อาคารกลับมาใช้งานได้อย่างมั่นใจขึ้น
(กรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายสถานการณ์ ไม่ใช่เรื่องของบุคคลจริง)
พี่นิดเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยย่านบางกะปิ หลังน้ำลดเธอกลับเข้าไปดูห้องเก็บเอกสารชั้นล่างเป็นคนแรก แฟ้มที่วางบนชั้นล่างสุดบวมเป่ง กล่องกระดาษทรุดตัวจนกองซ้อนกันเอียง ผนังมีเส้นคราบน้ำสีน้ำตาลพาดเป็นแนวยาว เธอเปิดหน้าต่างทุกบาน เปิดพัดลม และคิดว่าแค่ตากให้แห้งสักสองสามวันก็คงพอ
ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ บนสันแฟ้มเริ่มมีจุดสีเขียวอมเทาและสีดำเหมือนผงฝุ่นเกาะ พอขยับกล่องก็มีฝุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นละอองบางๆ เพื่อนร่วมงานที่เป็นหอบหืดเริ่มไอทุกครั้งที่เข้าห้อง ส่วนเธอเองคัดจมูกและจามติดกันทั้งบ่าย กลิ่นอับชื้นติดเสื้อผ้ากลับไปถึงบ้าน คำถามที่ตามมาคือ ควรเก็บเอกสารอะไรไว้ ควรทิ้งอะไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าห้องนี้ปลอดภัยพอให้คนกลับมานั่งทำงานทั้งวันอีกครั้ง
ภาพนี้เกิดขึ้นได้ในอาคารทุกแห่งที่เคยถูกน้ำท่วมนานหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นอาคารเรียน ห้องสมุด สำนักงาน หรือหอพัก และผงสีเขียวอมเทาแบบนั้นมักเป็นสัญญาณของเชื้อรากลุ่มที่พบบ่อยที่สุดกลุ่มหนึ่งในอาคารชื้น ซึ่งมีแอสเปอร์จิลลัสรวมอยู่ด้วย
ข้อมูลในส่วนนี้มาจากรายงานของ Thai PBS เกี่ยวกับน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2569 เท่านั้น เราไม่เพิ่มตัวเลขหรือรายละเอียดที่ไม่มีในรายงาน
ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีความหมายโดยตรงต่อความเสี่ยงเรื่องเชื้อรา น้ำที่ขังอยู่ในอาคารราว 6 วันหมายความว่าวัสดุอย่างกระดาษ ไม้อัด ฝ้า ผนังเบา และพรม แช่น้ำนานเกินกว่าช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงที่หน่วยงานสาธารณสุขอย่าง CDC แนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งเพื่อลดการเกิดเชื้อรา อาคารอย่างหอสมุดกลางมีหนังสือและเอกสารจำนวนมาก ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา ส่วนหน่วยบริการทางการแพทย์เป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยซึ่งภูมิคุ้มกันอาจไม่สมบูรณ์เข้ามาใช้บริการ และเมื่อนักศึกษาหลายหมื่นคนกลับมาเรียนและสอบภายในไม่กี่สัปดาห์ คุณภาพอากาศภายในอาคารจึงไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป
ข้อมูลข้างต้นเป็นสถานการณ์ ณ ช่วงเวลาที่รายงาน หากต้องการข้อมูลการซ่อมแซมหรือการเปิดใช้อาคารแต่ละหลัง ควรติดตามประกาศของมหาวิทยาลัยโดยตรง
แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) เป็นสกุลของเชื้อราชนิดเส้นใยที่พบได้ทั่วโลก มีหลายร้อยชนิด แต่ชนิดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนบ่อยที่สุด ได้แก่ Aspergillus fumigatus, Aspergillus flavus และ Aspergillus niger เชื้อรากลุ่มนี้อาศัยอยู่ในดิน ใบไม้ที่ทับถม กองปุ๋ยหมัก เมล็ดพืช และฝุ่นในอาคาร ทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในธรรมชาติ คนทั่วไปจึงหายใจเอาสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัสเข้าไปเป็นประจำโดยไม่เกิดอาการใดๆ เพราะระบบภูมิคุ้มกันในปอดจัดการได้
จุดเด่นที่ทำให้แอสเปอร์จิลลัสสำคัญทางการแพทย์คือ สปอร์ของมันมีขนาดเล็กมาก ราว 2 ถึง 3 ไมโครเมตร เล็กพอที่จะลอยอยู่ในอากาศได้นานและหลุดลึกลงไปถึงถุงลมในปอด อีกทั้งชนิด A. fumigatus ยังเจริญได้ดีที่อุณหภูมิร่างกายมนุษย์และสูงกว่านั้น ซึ่งเชื้อราส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เมื่อเชื้อรากลุ่มนี้เจอวัสดุเปียกชื้นที่มีอินทรียวัตถุ มันจะสร้างเส้นใยและหัวสปอร์จำนวนมหาศาล มองเห็นเป็นผงหรือขนนุ่มสีเขียวอมเทา สีเหลืองอมเขียว หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับชนิด
สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ โรคที่เกิดจากแอสเปอร์จิลลัสไม่ติดต่อจากคนสู่คน คนป่วยเพราะหายใจเอาสปอร์จากสิ่งแวดล้อมเข้าไป ดังนั้นการลดปริมาณสปอร์ในอาคารจึงเป็นหัวใจของการป้องกัน และนี่คือเหตุผลที่อาคารหลังน้ำท่วมซึ่งมีเชื้อราเติบโตจำนวนมาก ถูกหน่วยงานอย่าง CDC จัดว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากเชื้อรา
เชื้อราต้องการสามอย่างเพื่อเติบโต คือ ความชื้น อาหาร และอุณหภูมิที่เหมาะสม อาคารในกรุงเทพฯ ช่วงปลายฤดูฝนมีอุณหภูมิอบอุ่นอยู่แล้ว เมื่อน้ำท่วมเข้ามาจึงเติมอีกสองอย่างที่เหลือให้ครบในคราวเดียว น้ำไม่ได้ทำให้แค่พื้นเปียก แต่ซึมขึ้นไปตามเนื้อวัสดุที่ดูดน้ำได้ ทั้งกระดาษ ไม้ ผ้า และแผ่นยิปซัม ซึ่งล้วนเป็นแหล่งเซลลูโลสที่เชื้อรากินได้ ยิ่งน้ำพาตะกอนดินและอินทรียวัตถุเข้ามาเคลือบผิว ก็ยิ่งเพิ่มอาหารให้เชื้อรามากขึ้นอีก
หลังน้ำลด ความชื้นสัมพัทธ์ภายในอาคารที่ปิดทึบมักยังสูงเกินกว่าระดับที่แนะนำไว้นานหลายวัน หากระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศยังใช้ไม่ได้ อากาศจะไม่ถ่ายเท ความชื้นที่ระเหยจากผนังและพื้นก็วนอยู่ในห้อง สปอร์ที่ตกค้างในฝุ่นตามปกติจะงอกและขยายตัวภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองวัน และภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก็เห็นเป็นคราบชัดเจน
ช่วงที่ปริมาณสปอร์ในอากาศพุ่งสูงที่สุดมักไม่ใช่ตอนที่น้ำยังท่วม แต่เป็นช่วงที่ทุกคนกลับเข้าไปทำความสะอาด การรื้อฝ้า การยกกล่องเอกสาร การดึงพรม การกวาดฝุ่นแห้ง และการขัดผนัง ล้วนทำให้สปอร์ที่เกาะอยู่ฟุ้งขึ้นสู่อากาศพร้อมกันจำนวนมาก นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำด้านความปลอดภัยหลังน้ำท่วมทุกฉบับเน้นเรื่องหน้ากากกรองอนุภาคและการกันคนกลุ่มเสี่ยงออกจากพื้นที่ระหว่างทำความสะอาด
อาคารมหาวิทยาลัยมีวัสดุและพื้นที่หลากหลายกว่าบ้านทั่วไป จุดที่ควรตรวจอย่างละเอียดมีดังนี้
สัญญาณที่บอกว่าเชื้อรากำลังเติบโต ได้แก่ กลิ่นอับคล้ายดินหรือกระดาษเก่า คราบผงสีเขียวอมเทา เหลือง หรือดำ ผิวผนังที่สีโป่งพองหรือลอก ฝ้าที่เป็นคราบวงกลม และอาการคัดจมูก จาม หรือไอที่เป็นมากขึ้นเฉพาะเวลาอยู่ในห้องนั้น
โรคที่เกิดจากแอสเปอร์จิลลัสรวมเรียกว่า แอสเปอร์จิลโลสิส (aspergillosis) ซึ่งมีหลายรูปแบบ ความรุนแรงขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ที่ได้รับสปอร์มากกว่าตัวเชื้อเอง ข้อมูลต่อไปนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อให้สังเกตอาการ ไม่ใช่การวินิจฉัย
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษและไม่ควรเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่ที่มีเชื้อราเอง ได้แก่ ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัดหรือมีเม็ดเลือดขาวต่ำ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงหรือยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยหอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือเคยเป็นวัณโรคปอด ผู้สูงอายุ ทารกและเด็กเล็ก รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นและสารเคมีโดยไม่จำเป็น
สำคัญ: หากหลังกลับเข้าอาคารแล้วมีไข้ ไอไม่หาย หายใจเหนื่อย ไอมีเลือดปน หรือหอบหืดกำเริบจนยาที่ใช้อยู่คุมไม่ได้ ควรไปพบแพทย์และแจ้งว่าเพิ่งสัมผัสพื้นที่น้ำท่วมและเชื้อรา โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ และหากเคยลุยน้ำแล้วมีไข้ ปวดน่อง ควรแจ้งแพทย์ด้วยเพราะอาจเป็นโรคฉี่หนู บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่แทนการตรวจรักษา
ด้านสุขภาพ: นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในห้องเรียน ห้องสอบ และห้องสมุด หากอากาศภายในเต็มไปด้วยสปอร์ คนที่เป็นภูมิแพ้และหอบหืดจะมีอาการตลอดวัน ส่วนคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงสอบปลายภาค 14 ถึง 28 ตุลาคม เป็นช่วงที่ไม่มีใครอยากป่วย
ด้านทรัพย์สินและเอกสาร: เชื้อราย่อยกระดาษ ปกหนังสือ และกาวในสันปก ทำให้หนังสือและเอกสารสำคัญเสียหายถาวร คราบเชื้อราบนผนังที่ทาสีทับโดยไม่แก้ต้นเหตุจะกลับมาซ้ำ ทำให้ต้องซ่อมหลายรอบ
ด้านเวลา: ทุกครั้งที่ห้องต้องปิดซ้ำเพราะกลิ่นหรือคราบเชื้อรากลับมา คือเวลาที่หายไปจากการเรียนการสอนและการให้บริการ
ด้านความเชื่อมั่น: สำหรับสถาบันการศึกษา ร้านค้า หอพัก และสำนักงานรอบมหาวิทยาลัย กลิ่นอับหรือคราบดำบนผนังทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ทุกอย่างจะดูสะอาดในสายตา
ด้านครอบครัว: สปอร์และฝุ่นติดไปกับเสื้อผ้า กระเป๋า และหนังสือที่นำกลับบ้าน ไปถึงผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่บ้านซึ่งอาจไวต่ออาการแพ้มากกว่า
เปิดพัดลมแรงๆ แล้วรอให้แห้ง: พัดลมช่วยระเหยความชื้นที่ผิว แต่ถ้าเปิดในห้องที่มีเชื้อราขึ้นแล้ว จะเป่าสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่ว และไม่ช่วยให้ด้านในผนังหรือกองเอกสารแห้งสนิท
ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ดอย่างเดียว: สารฟอกขาวทำให้คราบจางลงบนผิวแข็งที่ไม่ดูดน้ำ แต่ซึมเข้าเนื้อวัสดุพรุนอย่างยิปซัมหรือไม้ได้น้อย และน้ำที่ผสมอยู่อาจเพิ่มความชื้นให้วัสดุ นอกจากนี้ห้ามผสมสารฟอกขาวกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิดเด็ดขาด เพราะเกิดก๊าซอันตราย
ทาสีทับหรือติดวอลเปเปอร์ใหม่: เชื้อราใต้สียังมีชีวิตและยังมีความชื้นหล่อเลี้ยง ไม่นานก็ดันสีให้โป่งพองและขึ้นเป็นคราบใหม่
ฉีดสเปรย์ปรับอากาศ: กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดสปอร์หรือความชื้นเลย
เปิดแอร์ทันทีโดยไม่ล้างระบบ: หากแผ่นกรอง ถาดน้ำทิ้ง หรือท่อลมเคยเปียกและมีเชื้อรา การเปิดเครื่องคือการส่งสปอร์ไปทุกห้องที่ท่อต่อถึง
ฆ่าเชื้ออย่างเดียวโดยไม่รื้อ: นี่คือความเข้าใจผิดที่สำคัญที่สุด สปอร์และเศษเส้นใยของเชื้อราที่ตายแล้วยังคงก่อภูมิแพ้ได้ CDC และ WHO จึงแนะนำตรงกันว่าวัสดุพรุนที่แช่น้ำและขึ้นราต้องรื้อทิ้ง ส่วนผิวแข็งต้องทำความสะอาดให้หมดคราบก่อน การฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนเสริมหลังจากนั้น ไม่ใช่ทางลัดแทนการรื้อและการทำให้แห้ง
World Health Disinfection (WHD) ให้บริการ พ่นฆ่าเชื้อโรค สำหรับบ้าน อาคาร สำนักงาน และสถานศึกษา ตามข้อมูลบริการ ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมจะฉีดพ่นและ/หรือพ่นละอองฝอยละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) เพื่อให้น้ำยาเคลือบผิวสัมผัสได้ทั่วถึง รวมถึงมุมที่เช็ดถึงยาก
น้ำยาที่ใช้คือ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนผสมของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride ซึ่งเป็นสารในกลุ่มควอเทอร์นารีแอมโมเนียม ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ น้ำยานี้ฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมกลุ่มไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยหน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99% และหน้าผลิตภัณฑ์ระบุ 99.85% ต่อเชื้อโควิด-19 ภายใน 1 นาที นอกจากนี้หน้าเว็บยังระบุการรับรองหรือการอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปสำหรับการทดสอบฤทธิ์ฆ่าไวรัส
ความโปร่งใสเรื่องประสิทธิภาพ: รายชื่อเชื้อที่หน้าเว็บของ WHD ระบุ ได้แก่ เชื้อโควิด-19 (SARS-CoV-2) ไวรัสโคโรนา 229E RSV ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 เอชไอวี โนโรไวรัส ไวรัสมือเท้าปาก ไวรัสวัคซิเนีย ไมโคแบคทีเรีย ซาลโมเนลลา เชื้อไอกรน แบคทีเรียทั่วไป และเชื้อรา หน้าเว็บไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสำหรับแอสเปอร์จิลลัส เราจึงไม่อ้างตัวเลขการฆ่าแอสเปอร์จิลลัสโดยตรง สิ่งที่พูดได้คือ แอสเปอร์จิลลัสอยู่ในกลุ่มเชื้อราซึ่งผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม และ WHO กับ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดแล้วจึงฆ่าเชื้อผิวสัมผัสที่ปนเปื้อนน้ำท่วม หากองค์กรของคุณต้องการเอกสารผลทดสอบต่อเชื้อชนิดนี้โดยเฉพาะ สามารถสอบถาม WHD ได้โดยตรงก่อนตัดสินใจ
ตามข้อมูลบริการ WHD ให้บริการลูกค้าหลายประเภท ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย สามารถออกใบกำกับภาษีได้ และมีโปรโมชั่นแถมขวดสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC พร้อมบริการ ส่วนอาคารที่ยังมีกลิ่นอับในอากาศหลังพ่นน้ำยาแล้ว อาจพิจารณา บริการอบโอโซน เป็นบริการเสริมได้
(กรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายลำดับงาน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าจริง)
คุณต้นเป็นเจ้าของหอพักสามชั้นในย่านบางกะปิ ชั้นล่างมีห้องพัก 8 ห้อง ห้องซักผ้า และห้องเก็บของ น้ำท่วมขังหลายวัน เมื่อน้ำลดเขาให้ช่างรื้อพื้นลามิเนต ผนังเบาส่วนล่าง และฟูกที่นอนทั้งหมดออก ล้างโคลนด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จากนั้นเช่าเครื่องลดความชื้นมาเปิดต่อเนื่องสามวัน ระหว่างนั้นเขาสังเกตว่าห้องเก็บของที่มีกล่องกระดาษและผ้าห่มเก่ามีกลิ่นอับแรงที่สุด จึงทิ้งของในห้องนั้นทั้งหมด
เมื่อตรวจแล้วว่าผนังแห้งดี เขานัดทีม WHD เข้าพ่นฆ่าเชื้อชั้นล่างทั้งหมด รวมถึงราวบันได ประตู และห้องซักผ้า ระหว่างพ่น ผู้เช่าชั้นบนได้รับแจ้งให้ปิดประตูห้องและไม่ลงมาชั้นล่างจนกว่าช่างจะแจ้งว่าเข้าได้ หลังจากนั้นเขาจึงติดผนังใหม่และทาสี โดยเลือกสีที่ทนความชื้น และย้ายกล่องเก็บของขึ้นชั้นวางที่สูงจากพื้น
สิ่งที่กรณีนี้ทำถูกคือ ลำดับงาน รื้อก่อน ล้างก่อน ทำให้แห้งก่อน แล้วจึงฆ่าเชื้อ และสุดท้ายจึงซ่อมผิวที่มองเห็น หากสลับลำดับ เช่น ทาสีก่อนผนังแห้ง เชื้อราอย่างแอสเปอร์จิลลัสจะมีโอกาสกลับมาในไม่กี่สัปดาห์
ถาม: แอสเปอร์จิลลัสติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการหายใจเอาสปอร์ในสิ่งแวดล้อม การลดเชื้อราในอาคารจึงเป็นวิธีป้องกันหลัก
ถาม: CHEMGENE HLD4H ฆ่าแอสเปอร์จิลลัสได้กี่เปอร์เซ็นต์
ตอบ: หน้าเว็บของ WHD ไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสำหรับแอสเปอร์จิลลัส ระบุเพียงว่าครอบคลุมกลุ่มเชื้อรา และระบุประสิทธิภาพรวม 99.99% ในหน้าบริการ หากต้องการผลทดสอบต่อเชื้อชนิดนี้ กรุณาสอบถาม WHD โดยตรง
ถาม: พ่นฆ่าเชื้อแล้วไม่ต้องรื้อฝ้าหรือพรมที่ขึ้นราได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ได้ วัสดุพรุนที่แช่น้ำและขึ้นราควรรื้อทิ้ง เพราะเชื้อราฝังลึกในเนื้อวัสดุ และสปอร์ที่ตายแล้วก็ยังก่อภูมิแพ้ได้ การพ่นฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนหลังการรื้อ ล้าง และทำให้แห้ง
ถาม: ระหว่างพ่นต้องออกจากอาคารหรือไม่
ตอบ: ทุกคนต้องออกจากโซนที่พ่นระหว่างการพ่น และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างกำหนด ตามข้อมูลบริการคือประมาณ 30 นาที
ถาม: หนังสือในห้องสมุดที่ขึ้นราแล้วควรทำอย่างไร
ตอบ: หนังสือทั่วไปที่เสียหายมากมักต้องทิ้ง ส่วนเอกสารหรือหนังสือที่มีคุณค่าควรแยกเก็บในถุงปิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ ไม่ควรเปิดพัดลมเป่าหรือปัดฝุ่นแห้งในห้องที่มีคนอยู่
ถาม: น้ำยามีสารตกค้างหรือไม่
ตอบ: เราไม่อ้างว่าไม่มีสารตกค้าง ผิวที่สัมผัสอาหารหรือปากของเด็กเล็กควรเช็ดหรือล้างด้วยน้ำสะอาดตามคำแนะนำของช่าง และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำหลังการพ่นทุกข้อ
ถาม: ถ้ามีอาการไอหรือหายใจลำบากหลังกลับเข้าอาคาร ควรทำอย่างไร
ตอบ: ควรออกจากพื้นที่และไปพบแพทย์ โดยแจ้งประวัติการสัมผัสพื้นที่น้ำท่วมและเชื้อรา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหอบหืด มีโรคปอด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
รื้อ ล้าง และทำให้แห้งเสร็จแล้ว ให้ทีม WHD ช่วยปิดงานด้วยการพ่นฆ่าเชื้อด้วย CHEMGENE HLD4H สอบถามเอกสารผลทดสอบและนัดหมายได้ทุกช่องทาง
โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com
ลิงก์ภายใน
แหล่งอ้างอิงภายนอก
#แอสเปอร์จิลลัส #Aspergillus #เชื้อราในอาคาร #พ่นฆ่าเชื้อ #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำลด #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมรามคำแหง #Chemgene
คำค้นหา: แอสเปอร์จิลลัส, Aspergillus, เชื้อราในอาคาร, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด, เชื้อราหลังน้ำท่วม, แอสเปอร์จิลโลสิส, น้ำท่วม ม.รามคำแหง 2569, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, CHEMGENE HLD4H