พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) 2569: เชื้อราในอาคารที่ตามมาหลังน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหง

Last updated: 5 ต.ค. 2569  |  0 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) 2569: เชื้อราในอาคารที่ตามมาหลังน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหง

พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) 2569: เชื้อราในอาคารที่ตามมาหลังน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เมื่อน้ำลดจากอาคารเรียน ห้องสมุด และห้องทำงาน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองเห็นคือคราบโคลนและแนวน้ำบนผนัง แต่สิ่งที่มองไม่เห็นและเติบโตเร็วที่สุดในอาคารที่เคยจมน้ำคือ เชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศรอบตัวเราทุกวัน แต่จะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเมื่อเจอกระดาษ ฝ้า พรม และฝุ่นที่เปียกชื้น บทความนี้อธิบายว่าแอสเปอร์จิลลัสคืออะไร ทำไมจึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นพิเศษหลังน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหงช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ใครเสี่ยงมากที่สุด และทำไม บริการพ่นฆ่าเชื้อ ที่ทำหลังการรื้อ ล้าง และทำให้แห้งแล้ว จึงเป็นขั้นตอนปิดงานที่ช่วยให้อาคารกลับมาใช้งานได้อย่างมั่นใจขึ้น

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย: กลิ่นที่ห้องเก็บเอกสารชั้นล่าง

(กรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายสถานการณ์ ไม่ใช่เรื่องของบุคคลจริง)

พี่นิดเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยย่านบางกะปิ หลังน้ำลดเธอกลับเข้าไปดูห้องเก็บเอกสารชั้นล่างเป็นคนแรก แฟ้มที่วางบนชั้นล่างสุดบวมเป่ง กล่องกระดาษทรุดตัวจนกองซ้อนกันเอียง ผนังมีเส้นคราบน้ำสีน้ำตาลพาดเป็นแนวยาว เธอเปิดหน้าต่างทุกบาน เปิดพัดลม และคิดว่าแค่ตากให้แห้งสักสองสามวันก็คงพอ

ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ บนสันแฟ้มเริ่มมีจุดสีเขียวอมเทาและสีดำเหมือนผงฝุ่นเกาะ พอขยับกล่องก็มีฝุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นละอองบางๆ เพื่อนร่วมงานที่เป็นหอบหืดเริ่มไอทุกครั้งที่เข้าห้อง ส่วนเธอเองคัดจมูกและจามติดกันทั้งบ่าย กลิ่นอับชื้นติดเสื้อผ้ากลับไปถึงบ้าน คำถามที่ตามมาคือ ควรเก็บเอกสารอะไรไว้ ควรทิ้งอะไร และจะรู้ได้อย่างไรว่าห้องนี้ปลอดภัยพอให้คนกลับมานั่งทำงานทั้งวันอีกครั้ง

ภาพนี้เกิดขึ้นได้ในอาคารทุกแห่งที่เคยถูกน้ำท่วมนานหลายวัน ไม่ว่าจะเป็นอาคารเรียน ห้องสมุด สำนักงาน หรือหอพัก และผงสีเขียวอมเทาแบบนั้นมักเป็นสัญญาณของเชื้อรากลุ่มที่พบบ่อยที่สุดกลุ่มหนึ่งในอาคารชื้น ซึ่งมีแอสเปอร์จิลลัสรวมอยู่ด้วย

น้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2569 ตามรายงานข่าว

ข้อมูลในส่วนนี้มาจากรายงานของ Thai PBS เกี่ยวกับน้ำท่วมมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2569 เท่านั้น เราไม่เพิ่มตัวเลขหรือรายละเอียดที่ไม่มีในรายงาน

  • ช่วงเวลา: น้ำท่วมระหว่าง 25 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2569 ท่วมนานราว 6 วัน
  • ความลึก: สูงเกือบ 2 เมตรในบางจุด
  • อาคารที่ได้รับผลกระทบ: กว่าครึ่งจากทั้งหมด 65 อาคาร เช่น สถาบันคอมพิวเตอร์ คณะศึกษาศาสตร์ หอสมุดกลาง โรงเรียนสาธิต ศูนย์กีฬา และหน่วยบริการทางการแพทย์
  • ความเสียหาย: ประเมินเกิน 200 ล้านบาท และถูกระบุว่าหนักที่สุดในรอบราว 4 ทศวรรษ
  • การตัดสินใจของมหาวิทยาลัย: เลือกไม่สูบน้ำออกสู่ชุมชนรอบข้าง
  • ปฏิทินการเรียน: กลับมาเรียนวันที่ 5 ตุลาคม 2569 และสอบปลายภาคระหว่าง 14 ถึง 28 ตุลาคม ตามกำหนดเดิม

ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีความหมายโดยตรงต่อความเสี่ยงเรื่องเชื้อรา น้ำที่ขังอยู่ในอาคารราว 6 วันหมายความว่าวัสดุอย่างกระดาษ ไม้อัด ฝ้า ผนังเบา และพรม แช่น้ำนานเกินกว่าช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงที่หน่วยงานสาธารณสุขอย่าง CDC แนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งเพื่อลดการเกิดเชื้อรา อาคารอย่างหอสมุดกลางมีหนังสือและเอกสารจำนวนมาก ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา ส่วนหน่วยบริการทางการแพทย์เป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยซึ่งภูมิคุ้มกันอาจไม่สมบูรณ์เข้ามาใช้บริการ และเมื่อนักศึกษาหลายหมื่นคนกลับมาเรียนและสอบภายในไม่กี่สัปดาห์ คุณภาพอากาศภายในอาคารจึงไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป

ข้อมูลข้างต้นเป็นสถานการณ์ ณ ช่วงเวลาที่รายงาน หากต้องการข้อมูลการซ่อมแซมหรือการเปิดใช้อาคารแต่ละหลัง ควรติดตามประกาศของมหาวิทยาลัยโดยตรง

แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) คืออะไร

แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) เป็นสกุลของเชื้อราชนิดเส้นใยที่พบได้ทั่วโลก มีหลายร้อยชนิด แต่ชนิดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนบ่อยที่สุด ได้แก่ Aspergillus fumigatus, Aspergillus flavus และ Aspergillus niger เชื้อรากลุ่มนี้อาศัยอยู่ในดิน ใบไม้ที่ทับถม กองปุ๋ยหมัก เมล็ดพืช และฝุ่นในอาคาร ทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในธรรมชาติ คนทั่วไปจึงหายใจเอาสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัสเข้าไปเป็นประจำโดยไม่เกิดอาการใดๆ เพราะระบบภูมิคุ้มกันในปอดจัดการได้

จุดเด่นที่ทำให้แอสเปอร์จิลลัสสำคัญทางการแพทย์คือ สปอร์ของมันมีขนาดเล็กมาก ราว 2 ถึง 3 ไมโครเมตร เล็กพอที่จะลอยอยู่ในอากาศได้นานและหลุดลึกลงไปถึงถุงลมในปอด อีกทั้งชนิด A. fumigatus ยังเจริญได้ดีที่อุณหภูมิร่างกายมนุษย์และสูงกว่านั้น ซึ่งเชื้อราส่วนใหญ่ทำไม่ได้ เมื่อเชื้อรากลุ่มนี้เจอวัสดุเปียกชื้นที่มีอินทรียวัตถุ มันจะสร้างเส้นใยและหัวสปอร์จำนวนมหาศาล มองเห็นเป็นผงหรือขนนุ่มสีเขียวอมเทา สีเหลืองอมเขียว หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับชนิด

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ โรคที่เกิดจากแอสเปอร์จิลลัสไม่ติดต่อจากคนสู่คน คนป่วยเพราะหายใจเอาสปอร์จากสิ่งแวดล้อมเข้าไป ดังนั้นการลดปริมาณสปอร์ในอาคารจึงเป็นหัวใจของการป้องกัน และนี่คือเหตุผลที่อาคารหลังน้ำท่วมซึ่งมีเชื้อราเติบโตจำนวนมาก ถูกหน่วยงานอย่าง CDC จัดว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากเชื้อรา

น้ำท่วมทำให้เชื้อราแอสเปอร์จิลลัสเพิ่มขึ้นในอาคารได้อย่างไร

เชื้อราต้องการสามอย่างเพื่อเติบโต คือ ความชื้น อาหาร และอุณหภูมิที่เหมาะสม อาคารในกรุงเทพฯ ช่วงปลายฤดูฝนมีอุณหภูมิอบอุ่นอยู่แล้ว เมื่อน้ำท่วมเข้ามาจึงเติมอีกสองอย่างที่เหลือให้ครบในคราวเดียว น้ำไม่ได้ทำให้แค่พื้นเปียก แต่ซึมขึ้นไปตามเนื้อวัสดุที่ดูดน้ำได้ ทั้งกระดาษ ไม้ ผ้า และแผ่นยิปซัม ซึ่งล้วนเป็นแหล่งเซลลูโลสที่เชื้อรากินได้ ยิ่งน้ำพาตะกอนดินและอินทรียวัตถุเข้ามาเคลือบผิว ก็ยิ่งเพิ่มอาหารให้เชื้อรามากขึ้นอีก

หลังน้ำลด ความชื้นสัมพัทธ์ภายในอาคารที่ปิดทึบมักยังสูงเกินกว่าระดับที่แนะนำไว้นานหลายวัน หากระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศยังใช้ไม่ได้ อากาศจะไม่ถ่ายเท ความชื้นที่ระเหยจากผนังและพื้นก็วนอยู่ในห้อง สปอร์ที่ตกค้างในฝุ่นตามปกติจะงอกและขยายตัวภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองวัน และภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ก็เห็นเป็นคราบชัดเจน

ช่วงที่ปริมาณสปอร์ในอากาศพุ่งสูงที่สุดมักไม่ใช่ตอนที่น้ำยังท่วม แต่เป็นช่วงที่ทุกคนกลับเข้าไปทำความสะอาด การรื้อฝ้า การยกกล่องเอกสาร การดึงพรม การกวาดฝุ่นแห้ง และการขัดผนัง ล้วนทำให้สปอร์ที่เกาะอยู่ฟุ้งขึ้นสู่อากาศพร้อมกันจำนวนมาก นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำด้านความปลอดภัยหลังน้ำท่วมทุกฉบับเน้นเรื่องหน้ากากกรองอนุภาคและการกันคนกลุ่มเสี่ยงออกจากพื้นที่ระหว่างทำความสะอาด

แอสเปอร์จิลลัสซ่อนอยู่ตรงไหนในอาคารมหาวิทยาลัยหลังน้ำลด

อาคารมหาวิทยาลัยมีวัสดุและพื้นที่หลากหลายกว่าบ้านทั่วไป จุดที่ควรตรวจอย่างละเอียดมีดังนี้

  • ห้องสมุดและห้องเก็บเอกสาร: หนังสือ วารสาร แฟ้ม และกล่องกระดาษที่แช่น้ำ เป็นแหล่งเซลลูโลสหนาแน่น เชื้อราขึ้นได้ทั้งที่สันปก ระหว่างหน้า และใต้ชั้นวาง
  • ฝ้าเพดานแผ่นยิปซัมและแผ่นฝ้าดูดซับเสียง: แม้น้ำไม่ท่วมถึงเพดาน ความชื้นที่ระเหยขึ้นไปสะสมด้านหลังฝ้าก็พอให้เชื้อราเติบโต โดยเฉพาะในห้องที่ปิดทึบหลายวัน
  • ผนังเบาและผนังด้านใน: ด้านในผนังที่ระบายความชื้นได้ช้า คือที่ที่เชื้อราเติบโตโดยไม่มีใครเห็น จนกลิ่นอับรั่วออกมาทางเต้ารับไฟฟ้าหรือรอยต่อ
  • ระบบปรับอากาศและท่อลม: แผ่นกรอง ถาดน้ำทิ้ง คอยล์เย็น และฉนวนท่อลมที่เคยเปียก หากเปิดใช้โดยไม่ตรวจและทำความสะอาดก่อน เครื่องจะกลายเป็นตัวกระจายสปอร์ไปทั่วอาคาร
  • พรม เบาะเก้าอี้ ม่าน และบอร์ดผ้าสักหลาด: วัสดุเส้นใยที่อุ้มน้ำได้มาก และทำให้แห้งสนิทถึงชั้นในได้ยาก
  • ห้องคอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการ: ฝุ่นในเคส ใต้พื้นยก และตู้เก็บอุปกรณ์ เป็นที่สะสมสปอร์และความชื้น
  • ห้องเรียนโรงเรียนสาธิตและศูนย์กีฬา: เบาะยิมนาสติก เสื่อ อุปกรณ์กีฬาที่เป็นโฟมหรือผ้า และห้องเก็บของที่อับทึบ
  • ห้องพยาบาลหรือหน่วยบริการทางการแพทย์: พื้นที่ที่ต้องการมาตรฐานความสะอาดสูงที่สุด เพราะผู้ใช้บริการบางคนมีภูมิคุ้มกันต่ำ

สัญญาณที่บอกว่าเชื้อรากำลังเติบโต ได้แก่ กลิ่นอับคล้ายดินหรือกระดาษเก่า คราบผงสีเขียวอมเทา เหลือง หรือดำ ผิวผนังที่สีโป่งพองหรือลอก ฝ้าที่เป็นคราบวงกลม และอาการคัดจมูก จาม หรือไอที่เป็นมากขึ้นเฉพาะเวลาอยู่ในห้องนั้น

อาการและโรคจากเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus) และใครเสี่ยงมากที่สุด

โรคที่เกิดจากแอสเปอร์จิลลัสรวมเรียกว่า แอสเปอร์จิลโลสิส (aspergillosis) ซึ่งมีหลายรูปแบบ ความรุนแรงขึ้นกับสภาพร่างกายของผู้ที่ได้รับสปอร์มากกว่าตัวเชื้อเอง ข้อมูลต่อไปนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อให้สังเกตอาการ ไม่ใช่การวินิจฉัย

  • อาการแพ้และระคายเคืองทั่วไป: คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันตา ไอ ระคายคอ พบได้ในคนทั่วไปที่สัมผัสฝุ่นเชื้อราปริมาณมาก
  • หอบหืดกำเริบ: ผู้ที่เป็นหอบหืดหรือโรคปอดเรื้อรังอาจหายใจลำบาก แน่นหน้าอก มีเสียงหวีด
  • ภาวะภูมิแพ้ต่อแอสเปอร์จิลลัสในปอด (ABPA): พบในผู้ป่วยหอบหืดบางรายหรือผู้ป่วยโรคซิสติกไฟโบรซิส ทำให้หอบหืดควบคุมยาก ไอมีเสมหะเหนียวเป็นก้อน
  • ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา: อาการคัดจมูกเรื้อรัง ปวดหน่วงบริเวณใบหน้า
  • แอสเปอร์จิลโลมาและแอสเปอร์จิลโลสิสในปอดแบบเรื้อรัง: มักเกิดในคนที่มีโพรงหรือแผลเป็นในปอดอยู่เดิม เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด อาจมีอาการไอเรื้อรัง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือไอมีเลือดปน
  • แอสเปอร์จิลโลสิสชนิดลุกลาม (invasive aspergillosis): รุนแรงที่สุด เกิดในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำมาก เชื้อลุกลามจากปอดไปยังอวัยวะอื่นได้ ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยเร็ว

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษและไม่ควรเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่ที่มีเชื้อราเอง ได้แก่ ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัดหรือมีเม็ดเลือดขาวต่ำ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงหรือยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ป่วยหอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือเคยเป็นวัณโรคปอด ผู้สูงอายุ ทารกและเด็กเล็ก รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นและสารเคมีโดยไม่จำเป็น

สำคัญ: หากหลังกลับเข้าอาคารแล้วมีไข้ ไอไม่หาย หายใจเหนื่อย ไอมีเลือดปน หรือหอบหืดกำเริบจนยาที่ใช้อยู่คุมไม่ได้ ควรไปพบแพทย์และแจ้งว่าเพิ่งสัมผัสพื้นที่น้ำท่วมและเชื้อรา โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันต่ำ และหากเคยลุยน้ำแล้วมีไข้ ปวดน่อง ควรแจ้งแพทย์ด้วยเพราะอาจเป็นโรคฉี่หนู บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่แทนการตรวจรักษา

ผลกระทบที่ตามมา เมื่อปล่อยให้เชื้อราในอาคารเติบโต

ด้านสุขภาพ: นักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในห้องเรียน ห้องสอบ และห้องสมุด หากอากาศภายในเต็มไปด้วยสปอร์ คนที่เป็นภูมิแพ้และหอบหืดจะมีอาการตลอดวัน ส่วนคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงสอบปลายภาค 14 ถึง 28 ตุลาคม เป็นช่วงที่ไม่มีใครอยากป่วย

ด้านทรัพย์สินและเอกสาร: เชื้อราย่อยกระดาษ ปกหนังสือ และกาวในสันปก ทำให้หนังสือและเอกสารสำคัญเสียหายถาวร คราบเชื้อราบนผนังที่ทาสีทับโดยไม่แก้ต้นเหตุจะกลับมาซ้ำ ทำให้ต้องซ่อมหลายรอบ

ด้านเวลา: ทุกครั้งที่ห้องต้องปิดซ้ำเพราะกลิ่นหรือคราบเชื้อรากลับมา คือเวลาที่หายไปจากการเรียนการสอนและการให้บริการ

ด้านความเชื่อมั่น: สำหรับสถาบันการศึกษา ร้านค้า หอพัก และสำนักงานรอบมหาวิทยาลัย กลิ่นอับหรือคราบดำบนผนังทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ทุกอย่างจะดูสะอาดในสายตา

ด้านครอบครัว: สปอร์และฝุ่นติดไปกับเสื้อผ้า กระเป๋า และหนังสือที่นำกลับบ้าน ไปถึงผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กที่บ้านซึ่งอาจไวต่ออาการแพ้มากกว่า

ทำไมวิธีที่คุ้นเคยจึงไม่พอสำหรับเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส

เปิดพัดลมแรงๆ แล้วรอให้แห้ง: พัดลมช่วยระเหยความชื้นที่ผิว แต่ถ้าเปิดในห้องที่มีเชื้อราขึ้นแล้ว จะเป่าสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่ว และไม่ช่วยให้ด้านในผนังหรือกองเอกสารแห้งสนิท

ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ดอย่างเดียว: สารฟอกขาวทำให้คราบจางลงบนผิวแข็งที่ไม่ดูดน้ำ แต่ซึมเข้าเนื้อวัสดุพรุนอย่างยิปซัมหรือไม้ได้น้อย และน้ำที่ผสมอยู่อาจเพิ่มความชื้นให้วัสดุ นอกจากนี้ห้ามผสมสารฟอกขาวกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำบางชนิดเด็ดขาด เพราะเกิดก๊าซอันตราย

ทาสีทับหรือติดวอลเปเปอร์ใหม่: เชื้อราใต้สียังมีชีวิตและยังมีความชื้นหล่อเลี้ยง ไม่นานก็ดันสีให้โป่งพองและขึ้นเป็นคราบใหม่

ฉีดสเปรย์ปรับอากาศ: กลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดสปอร์หรือความชื้นเลย

เปิดแอร์ทันทีโดยไม่ล้างระบบ: หากแผ่นกรอง ถาดน้ำทิ้ง หรือท่อลมเคยเปียกและมีเชื้อรา การเปิดเครื่องคือการส่งสปอร์ไปทุกห้องที่ท่อต่อถึง

ฆ่าเชื้ออย่างเดียวโดยไม่รื้อ: นี่คือความเข้าใจผิดที่สำคัญที่สุด สปอร์และเศษเส้นใยของเชื้อราที่ตายแล้วยังคงก่อภูมิแพ้ได้ CDC และ WHO จึงแนะนำตรงกันว่าวัสดุพรุนที่แช่น้ำและขึ้นราต้องรื้อทิ้ง ส่วนผิวแข็งต้องทำความสะอาดให้หมดคราบก่อน การฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนเสริมหลังจากนั้น ไม่ใช่ทางลัดแทนการรื้อและการทำให้แห้ง

บริการพ่นฆ่าเชื้อจาก WHD: ขั้นตอนปิดงานหลังรื้อ ล้าง และทำให้แห้ง

World Health Disinfection (WHD) ให้บริการ พ่นฆ่าเชื้อโรค สำหรับบ้าน อาคาร สำนักงาน และสถานศึกษา ตามข้อมูลบริการ ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมจะฉีดพ่นและ/หรือพ่นละอองฝอยละเอียดแบบ ULV (Ultra Low Volume) เพื่อให้น้ำยาเคลือบผิวสัมผัสได้ทั่วถึง รวมถึงมุมที่เช็ดถึงยาก

น้ำยาที่ใช้คือ CHEMGENE HLD4H น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์จากสหราชอาณาจักร มีส่วนผสมของ Benzalkonium Chloride และ Didecyldimethylammonium Chloride ซึ่งเป็นสารในกลุ่มควอเทอร์นารีแอมโมเนียม ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ น้ำยานี้ฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายสายพันธุ์ ครอบคลุมกลุ่มไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยหน้าบริการระบุประสิทธิภาพ 99.99% และหน้าผลิตภัณฑ์ระบุ 99.85% ต่อเชื้อโควิด-19 ภายใน 1 นาที นอกจากนี้หน้าเว็บยังระบุการรับรองหรือการอ้างอิงจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England และมาตรฐาน EN 14476:2013+A2:2019 ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรปสำหรับการทดสอบฤทธิ์ฆ่าไวรัส

ความโปร่งใสเรื่องประสิทธิภาพ: รายชื่อเชื้อที่หน้าเว็บของ WHD ระบุ ได้แก่ เชื้อโควิด-19 (SARS-CoV-2) ไวรัสโคโรนา 229E RSV ไข้หวัดใหญ่ H1N1 และ H5N1 เอชไอวี โนโรไวรัส ไวรัสมือเท้าปาก ไวรัสวัคซิเนีย ไมโคแบคทีเรีย ซาลโมเนลลา เชื้อไอกรน แบคทีเรียทั่วไป และเชื้อรา หน้าเว็บไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสำหรับแอสเปอร์จิลลัส เราจึงไม่อ้างตัวเลขการฆ่าแอสเปอร์จิลลัสโดยตรง สิ่งที่พูดได้คือ แอสเปอร์จิลลัสอยู่ในกลุ่มเชื้อราซึ่งผลิตภัณฑ์ระบุว่าครอบคลุม และ WHO กับ CDC แนะนำให้ทำความสะอาดแล้วจึงฆ่าเชื้อผิวสัมผัสที่ปนเปื้อนน้ำท่วม หากองค์กรของคุณต้องการเอกสารผลทดสอบต่อเชื้อชนิดนี้โดยเฉพาะ สามารถสอบถาม WHD ได้โดยตรงก่อนตัดสินใจ

ตามข้อมูลบริการ WHD ให้บริการลูกค้าหลายประเภท ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สำนักงาน สายการบิน ธนาคาร และอาคารที่พักอาศัย สามารถออกใบกำกับภาษีได้ และมีโปรโมชั่นแถมขวดสเปรย์ CHEMGENE และทิชชูเปียก WELLGIENIC พร้อมบริการ ส่วนอาคารที่ยังมีกลิ่นอับในอากาศหลังพ่นน้ำยาแล้ว อาจพิจารณา บริการอบโอโซน เป็นบริการเสริมได้

ลำดับงานที่ถูกต้องสำหรับอาคารที่มีเชื้อราแอสเปอร์จิลลัส

  1. ประเมินพื้นที่และกันคนกลุ่มเสี่ยงออก: ระบุห้องที่น้ำท่วม ห้องที่มีกลิ่นอับหรือคราบเชื้อรา ห้ามผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำและผู้ป่วยโรคปอดเข้าร่วมทำความสะอาด
  2. ตัดไฟและตรวจความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า: ก่อนเปิดเครื่องเป่าลมหรือเครื่องลดความชื้น
  3. รื้อวัสดุพรุนที่แช่น้ำและขึ้นรา: พรม ฝ้า ผนังยิปซัมส่วนที่เปียก ฉนวน เบาะ ใส่ถุงปิดสนิทก่อนนำออก เพื่อลดการฟุ้งกระจาย เอกสารสำคัญควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์เอกสาร
  4. ขนโคลนและล้างผิวแข็ง: ล้างด้วยน้ำและผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดจนไม่เหลือคราบ ใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง HEPA แทนการกวาดแห้ง
  5. ทำให้แห้งจริงจัง: ใช้เครื่องลดความชื้นและการระบายอากาศที่ถูกทิศทาง ตรวจความชื้นของผนังและพื้นจนอยู่ในระดับปกติ
  6. ทำความสะอาดระบบปรับอากาศ: เปลี่ยนแผ่นกรอง ล้างคอยล์และถาดน้ำทิ้ง ตรวจฉนวนท่อลม ก่อนเปิดใช้งาน
  7. นัดหมาย WHD เพื่อพ่นฆ่าเชื้อ: ช่างเทคนิคพ่นหรือพ่นละอองฝอย ULV ด้วย CHEMGENE HLD4H บนผิวสัมผัสที่ทำความสะอาดแล้ว ระหว่างพ่น ทุกคนต้องออกจากโซนที่พ่น
  8. รอตามเวลาที่ช่างกำหนด: ตามข้อมูลบริการ รอประมาณ 30 นาทีแล้วจึงใช้พื้นที่ได้ตามปกติ ให้ยึดเวลาที่ช่างเทคนิคแจ้งหน้างานเป็นหลัก
  9. ติดตามผล: สังเกตกลิ่น คราบ และอาการของผู้ใช้อาคารในสัปดาห์ต่อมา หากเชื้อรากลับมา แปลว่ายังมีแหล่งความชื้นที่ต้องแก้

10 เหตุผลที่อาคารหลังน้ำลดควรใช้บริการพ่นฆ่าเชื้อจาก WHD

  1. เชื้อราไม่ได้มาเดี่ยว: อาคารที่จมน้ำมีทั้งเชื้อรา แบคทีเรียจากน้ำเสีย และไวรัสบนผิวสัมผัส การ พ่นฆ่าเชื้อ ด้วยน้ำยาที่ระบุว่าครอบคลุมทั้งสามกลุ่มจึงตอบโจทย์มากกว่าการเลือกฆ่าทีละชนิด
  2. ละอองฝอย ULV เข้าถึงจุดที่ผ้าเช็ดไปไม่ถึง: ใต้ชั้นวางหนังสือ หลังตู้ ซอกโต๊ะเรียน และขาเก้าอี้หลายร้อยตัว
  3. ใช้น้ำยาเกรดการแพทย์ที่มีข้อมูลอ้างอิง: CHEMGENE HLD4H มีการอ้างอิงมาตรฐาน EN 14476 และหน่วยงานต่างๆ ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
  4. ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม: รู้ว่าต้องกันพื้นที่อย่างไร ใช้อุปกรณ์ป้องกันอย่างไร และพ่นปริมาณเท่าใด
  5. เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่: อาคารเรียน ห้องสมุด โรงยิม และหอพักหลายชั้น ซึ่งทีมแม่บ้านทำเองทั้งหมดได้ยาก
  6. เวลารอไม่นาน: ตามข้อมูลบริการ รอประมาณ 30 นาทีก่อนใช้พื้นที่ ช่วยให้ทันกำหนดเปิดเรียนและสอบ
  7. มีประสบการณ์กับสถานที่หลากหลาย: ตามข้อมูลบริการ ลูกค้ามีทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน สนามบิน และธนาคาร
  8. เอกสารครบสำหรับหน่วยงาน: ออกใบกำกับภาษีได้ และสามารถขอดูเอกสารรับรองหรือผลทดสอบก่อนจ้าง
  9. ใช้ร่วมกับบริการอื่นได้: พ่นฆ่าเชื้อผิวสัมผัส แล้วเสริมด้วยการอบโอโซนสำหรับห้องที่ยังมีกลิ่นอับในอากาศ
  10. ช่วยสื่อสารความมั่นใจ: ผู้บริหารแจ้งนักศึกษาและผู้ปกครองได้ว่าอาคารผ่านขั้นตอนรื้อ ล้าง ทำให้แห้ง และ ฆ่าเชื้อโดยผู้ให้บริการมืออาชีพ แล้ว

ก่อนและหลัง: อาคารที่ทำครบขั้นตอน

ก่อน

  • กลิ่นอับคล้ายกระดาษเก่าลอยทั่วห้อง
  • คราบผงสีเขียวอมเทาบนแฟ้มและสันหนังสือ
  • ฝ้ามีวงคราบน้ำ ผนังสีโป่ง
  • คนที่เป็นภูมิแพ้จามและไอทุกครั้งที่เข้าห้อง
  • ไม่แน่ใจว่าเปิดแอร์ได้หรือยัง

หลัง

  • วัสดุพรุนที่ขึ้นราถูกรื้อออก ผิวแข็งล้างสะอาด
  • ความชื้นในผนังและพื้นกลับสู่ระดับปกติ
  • ระบบปรับอากาศได้รับการล้างและเปลี่ยนแผ่นกรอง
  • ผิวสัมผัสได้รับการพ่นฆ่าเชื้อด้วย CHEMGENE HLD4H
  • มีแผนติดตามกลิ่นและคราบในสัปดาห์ต่อมา

กรณีตัวอย่าง: หอพักเอกชนใกล้มหาวิทยาลัย

(กรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายลำดับงาน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าจริง)

คุณต้นเป็นเจ้าของหอพักสามชั้นในย่านบางกะปิ ชั้นล่างมีห้องพัก 8 ห้อง ห้องซักผ้า และห้องเก็บของ น้ำท่วมขังหลายวัน เมื่อน้ำลดเขาให้ช่างรื้อพื้นลามิเนต ผนังเบาส่วนล่าง และฟูกที่นอนทั้งหมดออก ล้างโคลนด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จากนั้นเช่าเครื่องลดความชื้นมาเปิดต่อเนื่องสามวัน ระหว่างนั้นเขาสังเกตว่าห้องเก็บของที่มีกล่องกระดาษและผ้าห่มเก่ามีกลิ่นอับแรงที่สุด จึงทิ้งของในห้องนั้นทั้งหมด

เมื่อตรวจแล้วว่าผนังแห้งดี เขานัดทีม WHD เข้าพ่นฆ่าเชื้อชั้นล่างทั้งหมด รวมถึงราวบันได ประตู และห้องซักผ้า ระหว่างพ่น ผู้เช่าชั้นบนได้รับแจ้งให้ปิดประตูห้องและไม่ลงมาชั้นล่างจนกว่าช่างจะแจ้งว่าเข้าได้ หลังจากนั้นเขาจึงติดผนังใหม่และทาสี โดยเลือกสีที่ทนความชื้น และย้ายกล่องเก็บของขึ้นชั้นวางที่สูงจากพื้น

สิ่งที่กรณีนี้ทำถูกคือ ลำดับงาน รื้อก่อน ล้างก่อน ทำให้แห้งก่อน แล้วจึงฆ่าเชื้อ และสุดท้ายจึงซ่อมผิวที่มองเห็น หากสลับลำดับ เช่น ทาสีก่อนผนังแห้ง เชื้อราอย่างแอสเปอร์จิลลัสจะมีโอกาสกลับมาในไม่กี่สัปดาห์

เช็กลิสต์ก่อนและหลังพ่นฆ่าเชื้อสำหรับอาคารเรียนและสำนักงาน

ก่อนพ่น

  • สวมหน้ากากกรองอนุภาค เช่น N95 ถุงมือยาง และรองเท้าบูททุกครั้งที่เข้าพื้นที่ที่มีเชื้อรา
  • แยกเอกสารและหนังสือที่เปียก ทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น ส่วนเอกสารสำคัญให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
  • รื้อวัสดุพรุนที่แช่น้ำหรือมีราขึ้น ใส่ถุงปิดสนิท
  • ล้างผิวแข็งด้วยน้ำและน้ำยาทำความสะอาด ดูดฝุ่นด้วยเครื่องที่มีแผ่นกรอง HEPA
  • เปิดเครื่องลดความชื้นจนผนังและพื้นแห้ง
  • ล้างระบบปรับอากาศ เปลี่ยนแผ่นกรอง
  • เก็บอาหาร ภาชนะใส่อาหาร และสิ่งของส่วนตัวออกจากโซนที่จะพ่น และย้ายสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ออก
  • แจ้งผู้ใช้อาคารล่วงหน้าเรื่องวันเวลาที่ปิดพื้นที่

หลังพ่น

  • รอตามเวลาที่ช่างเทคนิคกำหนดก่อนกลับเข้าพื้นที่
  • เปิดระบายอากาศตามคำแนะนำของช่าง
  • ผิวที่สัมผัสอาหารโดยตรง เช่น โต๊ะเตรียมอาหาร ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้ตามคำแนะนำ
  • ควบคุมความชื้นในอาคารต่อเนื่อง ไม่ให้สูงจนเชื้อรากลับมา
  • สังเกตกลิ่นและคราบใหม่ในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ หากพบให้หาแหล่งน้ำรั่วหรือความชื้นที่ยังเหลือ
  • ผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจต่อเนื่องหรือมีโรคประจำตัว ควรพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราแอสเปอร์จิลลัสและการพ่นฆ่าเชื้อ

ถาม: แอสเปอร์จิลลัสติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ติดต่อจากคนสู่คน ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการหายใจเอาสปอร์ในสิ่งแวดล้อม การลดเชื้อราในอาคารจึงเป็นวิธีป้องกันหลัก

ถาม: CHEMGENE HLD4H ฆ่าแอสเปอร์จิลลัสได้กี่เปอร์เซ็นต์
ตอบ: หน้าเว็บของ WHD ไม่ได้ระบุผลทดสอบเฉพาะสำหรับแอสเปอร์จิลลัส ระบุเพียงว่าครอบคลุมกลุ่มเชื้อรา และระบุประสิทธิภาพรวม 99.99% ในหน้าบริการ หากต้องการผลทดสอบต่อเชื้อชนิดนี้ กรุณาสอบถาม WHD โดยตรง

ถาม: พ่นฆ่าเชื้อแล้วไม่ต้องรื้อฝ้าหรือพรมที่ขึ้นราได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ได้ วัสดุพรุนที่แช่น้ำและขึ้นราควรรื้อทิ้ง เพราะเชื้อราฝังลึกในเนื้อวัสดุ และสปอร์ที่ตายแล้วก็ยังก่อภูมิแพ้ได้ การพ่นฆ่าเชื้อเป็นขั้นตอนหลังการรื้อ ล้าง และทำให้แห้ง

ถาม: ระหว่างพ่นต้องออกจากอาคารหรือไม่
ตอบ: ทุกคนต้องออกจากโซนที่พ่นระหว่างการพ่น และกลับเข้าตามเวลาที่ช่างกำหนด ตามข้อมูลบริการคือประมาณ 30 นาที

ถาม: หนังสือในห้องสมุดที่ขึ้นราแล้วควรทำอย่างไร
ตอบ: หนังสือทั่วไปที่เสียหายมากมักต้องทิ้ง ส่วนเอกสารหรือหนังสือที่มีคุณค่าควรแยกเก็บในถุงปิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ ไม่ควรเปิดพัดลมเป่าหรือปัดฝุ่นแห้งในห้องที่มีคนอยู่

ถาม: น้ำยามีสารตกค้างหรือไม่
ตอบ: เราไม่อ้างว่าไม่มีสารตกค้าง ผิวที่สัมผัสอาหารหรือปากของเด็กเล็กควรเช็ดหรือล้างด้วยน้ำสะอาดตามคำแนะนำของช่าง และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำหลังการพ่นทุกข้อ

ถาม: ถ้ามีอาการไอหรือหายใจลำบากหลังกลับเข้าอาคาร ควรทำอย่างไร
ตอบ: ควรออกจากพื้นที่และไปพบแพทย์ โดยแจ้งประวัติการสัมผัสพื้นที่น้ำท่วมและเชื้อรา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหอบหืด มีโรคปอด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ

พร้อมให้อาคารของคุณกลับมาใช้งานอย่างมั่นใจ

รื้อ ล้าง และทำให้แห้งเสร็จแล้ว ให้ทีม WHD ช่วยปิดงานด้วยการพ่นฆ่าเชื้อด้วย CHEMGENE HLD4H สอบถามเอกสารผลทดสอบและนัดหมายได้ทุกช่องทาง

นัดหมายบริการพ่นฆ่าเชื้อ

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com

ลิงก์ที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

ลิงก์ภายใน

แหล่งอ้างอิงภายนอก

#แอสเปอร์จิลลัส #Aspergillus #เชื้อราในอาคาร #พ่นฆ่าเชื้อ #บริการพ่นฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำลด #เชื้อโรคหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมรามคำแหง #Chemgene

คำค้นหา: แอสเปอร์จิลลัส, Aspergillus, เชื้อราในอาคาร, พ่นฆ่าเชื้อหลังน้ำลด, เชื้อราหลังน้ำท่วม, แอสเปอร์จิลโลสิส, น้ำท่วม ม.รามคำแหง 2569, บริการพ่นฆ่าเชื้อ, CHEMGENE HLD4H

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้