Last updated: 5 ต.ค. 2569 | 2 จำนวนผู้เข้าชม |
หลายคนนึกถึงพัทยาในภาพของเมืองท่องเที่ยวริมทะเล ถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร โรงแรม และแสงไฟยามค่ำคืน แต่ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ภาพของพัทยาที่ปรากฏในข่าวกลับเป็นถนนที่จมอยู่ใต้น้ำสีขุ่น รถเล็กต้องหยุดรอ และเจ้าของร้านริมถนนต้องรีบยกข้าวของหนีน้ำ บทความนี้จะเล่าเหตุการณ์จริงตามที่สื่อท้องถิ่นรายงาน อธิบายว่าน้ำท่วมแบบเมืองที่ไหลผ่านถนน ท่อระบายน้ำ และย่านร้านค้าแบบนี้พาเชื้อโรคอะไรมาบ้าง แล้วปิดท้ายด้วยแนวทางล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่ถูกลำดับ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ CHEMGENE HLD4H
ตามรายงานของสำนักข่าว 77ข่าวเด็ด เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ราวเวลา 12.30 น. พื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีฝนตกหนักต่อเนื่อง จนเกิดน้ำท่วมขังในหลายจุด จุดที่ถูกกล่าวถึงในรายงานได้แก่ บริเวณซอย 3 แยกเมืองอร่อย ถนนสุขุมวิท-พัทยา และถนนเลียบทางรถไฟใกล้วัดธรรมสามัคคี รายงานระบุว่าบางจุดมีระดับน้ำสูงราว 1 เมตร ทำให้ต้องปิดการจราจรบางจุด และห้ามรถเล็กผ่าน
ระดับน้ำราว 1 เมตรบนถนนในเมืองเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดา เพราะความสูงระดับนี้ท่วมเกินล้อรถเก๋ง ท่วมเกินธรณีประตูของห้องแถวและร้านค้าริมถนนแทบทุกหลัง และสูงพอที่จะท่วมปลั๊กไฟ ตู้แช่ เคาน์เตอร์ และสินค้าที่วางไว้ชั้นล่าง การที่ต้องปิดการจราจรและห้ามรถเล็กผ่านก็สะท้อนว่าน้ำในจุดนั้นมีทั้งความลึกและแรงไหลมากพอที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ถนน
ภาพรวมของจังหวัดก็ไม่เบา ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569 จังหวัดชลบุรีได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 10 อำเภอ รวม 118,723 ครัวเรือน ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูล ณ วันที่รายงาน และอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกวันตามสถานการณ์ฝนและการระบายน้ำ ผู้อ่านควรติดตามประกาศล่าสุดจากหน่วยงานในพื้นที่ประกอบด้วย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ น้ำท่วมในพัทยาครั้งนี้เป็นน้ำท่วมแบบเมือง เกิดจากฝนที่ตกหนักจนระบบระบายน้ำรับไม่ทัน น้ำจึงไหลผ่านถนน ร่องระบายน้ำ ท่อน้ำทิ้ง บ่อพักน้ำเสีย และหน้าร้านค้าก่อนจะเข้าไปในอาคาร น้ำลักษณะนี้ไม่ใช่น้ำฝนสะอาด แต่เป็นน้ำที่ผสมทั้งน้ำเสีย เศษอาหาร ขยะ คราบน้ำมันจากถนน และสิ่งปฏิกูลจากท่อที่ล้นขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่การฟื้นฟูหลังน้ำลดในย่านแบบนี้ต้องคิดเรื่องเชื้อโรคตั้งแต่วันแรก
ที่มา: 77ข่าวเด็ด (23 ก.ย. 2569) https://77kaoded.news/23/09/2026/disaster/sangk/74064/ และรายงานสถานการณ์ของ ปภ. (2 ต.ค. 2569) ตัวเลขเปลี่ยนแปลงได้รายวัน
ถนนสุขุมวิท-พัทยาและซอยแยกต่าง ๆ ในย่านนี้ มีลักษณะเป็นย่านการค้าที่คนท้องถิ่นใช้ชีวิตจริง ไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว ตลอดแนวถนนมักมีร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกง ร้านซ่อมรถ ร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ ห้องแถวที่ชั้นล่างเปิดเป็นร้านและชั้นบนเป็นที่พักอาศัย รวมถึงหอพักและห้องเช่าของคนทำงานในภาคบริการ ส่วนถนนเลียบทางรถไฟใกล้วัดก็มักเป็นจุดที่มีบ้านเรือนชุมชนเรียงกันอยู่ใกล้ระดับถนน
ลักษณะอาคารแบบนี้มีจุดอ่อนร่วมกันเมื่อเจอน้ำท่วมสูงราว 1 เมตร อย่างแรกคือพื้นชั้นล่างอยู่ระดับเดียวกับถนนหรือสูงกว่าเพียงเล็กน้อย น้ำจึงเข้าบ้านได้ทันทีที่ล้นขอบทางเท้า อย่างที่สองคือชั้นล่างเป็นพื้นที่ทำมาหากิน ทั้งครัว ตู้เย็น ตู้แช่ เครื่องครัว โต๊ะเก้าอี้ลูกค้า และสต็อกสินค้า เมื่อน้ำเสียไหลเข้ามา สิ่งของเหล่านี้สัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง และอย่างที่สามคือหลายบ้านมีท่อระบายน้ำและห้องน้ำอยู่ชั้นล่าง เมื่อระดับน้ำภายนอกสูง น้ำในท่ออาจไหลย้อนกลับขึ้นมาทางท่อระบายในห้องน้ำและพื้นครัว
เมื่อน้ำลดลง สิ่งที่เหลืออยู่คือคราบโคลนบาง ๆ บนพื้นกระเบื้อง เส้นคราบน้ำบนผนังที่บอกระดับน้ำสูงสุด กลิ่นท่อและกลิ่นอับชื้น และความเสียหายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือเชื้อจุลินทรีย์ที่เกาะอยู่ตามพื้นผิว ซอกมุม และวัสดุที่ดูดซับน้ำ ซึ่งหากจัดการไม่ถูกวิธี ร้านอาหารอาจกลายเป็นจุดแพร่เชื้อสู่ลูกค้า และบ้านอาจกลายเป็นแหล่งเชื้อราที่ทำให้คนในบ้านป่วยเรื้อรัง
หมายเหตุ: เรื่องต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่พบบ่อยในย่านร้านค้าที่ถูกน้ำท่วม ไม่ใช่บุคคลจริงในข่าว
สมมติว่าพี่นก เปิดร้านข้าวมันไก่อยู่ชั้นล่างของห้องแถวในซอยแถวนั้นมาหลายปี เช้าวันที่ฝนตกหนัก พี่นกยังเปิดร้านตามปกติ แต่พอใกล้เที่ยง น้ำบนถนนเริ่มเอ่อขึ้นมาถึงขอบทางเท้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานน้ำก็ล้นเข้ามาในร้าน พี่นกกับลูกชายช่วยกันยกหม้อต้มไก่ ถังข้าวสาร และกล่องเครื่องปรุงขึ้นชั้นบน แต่ตู้แช่ขนาดใหญ่และเคาน์เตอร์สับไก่ยกไม่ไหว ต้องปล่อยให้แช่น้ำอยู่หลายชั่วโมง
เมื่อน้ำลด พี่นกพบว่าพื้นร้านมีโคลนบาง ๆ ปนเศษขยะ ขาเคาน์เตอร์สแตนเลสมีคราบน้ำขุ่น ตู้แช่มีกลิ่นท่อ ห้องน้ำหลังร้านมีน้ำดำซึมขึ้นมาจากท่อระบาย ลูกค้าประจำโทรมาถามว่าจะเปิดร้านเมื่อไร พี่นกอยากเปิดให้เร็วที่สุดเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว แต่ก็กังวลว่าถ้าเปิดเร็วเกินไปโดยที่ร้านยังไม่สะอาดจริง ลูกค้าอาจท้องเสีย และชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีอาจพังในวันเดียว
คำถามของพี่นกคือคำถามเดียวกับเจ้าของร้านและเจ้าของบ้านอีกจำนวนมากในพัทยาหลังน้ำลด นั่นคือ ต้องทำอะไรก่อนหลัง ใช้น้ำยาอะไร และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพื้นที่ปลอดภัยพอจะกลับมาใช้ หรือกลับมาประกอบอาหารให้คนอื่นกินได้อีกครั้ง ส่วนที่เหลือของบทความนี้จะตอบคำถามนี้ทีละขั้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) อธิบายตรงกันว่า น้ำท่วมมักปนเปื้อนน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล และสารเคมี ส่วนกรมควบคุมโรคของไทยก็เตือนทุกปีว่าโรคที่มากับน้ำท่วมมีทั้งโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง โรคตาแดง โรคฉี่หนู และโรคทางเดินหายใจ ในบริบทของย่านร้านค้าในเมืองอย่างพัทยา เราสามารถแบ่งเชื้อโรคที่ต้องระวังได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
เมื่อท่อน้ำทิ้งและบ่อพักล้น น้ำที่ไหลบนถนนจะมีแบคทีเรียกลุ่มที่มาจากลำไส้ของคนและสัตว์ เช่น อีโคไล (E. coli) และซัลโมเนลลา (Salmonella) เชื้อกลุ่มนี้เป็นสาเหตุสำคัญของอาการท้องร่วง ปวดท้อง อาเจียน และอาหารเป็นพิษ สำหรับร้านอาหาร ความเสี่ยงคือเชื้อติดอยู่บนเคาน์เตอร์ เขียง ภาชนะ และมือของผู้ประกอบอาหาร แล้วส่งต่อไปยังลูกค้าผ่านอาหาร ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีเจ้าของร้านคนไหนอยากเจอ
ย่านที่มีร้านอาหาร ตลาด และกองขยะ มักมีหนูอาศัยอยู่ตามท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำท่วมท่อ หนูจะหนีขึ้นมาข้างบน และปัสสาวะของหนูที่มีเชื้อเลปโตสไปรา (Leptospira) อาจปนเปื้อนอยู่ในน้ำและโคลน เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา ปาก จมูก คนที่ลุยน้ำนาน ๆ เพื่อขนของ เข็นรถ หรือทำความสะอาดร้านโดยไม่สวมรองเท้าบูทจึงมีความเสี่ยง อาการที่ควรระวังคือไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง ปวดศีรษะ ตาแดง หากมีอาการหลังลุยน้ำต้องรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทุกครั้ง
หลังน้ำท่วม คนในชุมชนมักต้องอยู่รวมกันมากขึ้น ช่วยกันขนของ ช่วยกันล้างร้าน หรือย้ายไปพักกับญาติ ไวรัสที่ติดต่อผ่านมือและพื้นผิวจึงแพร่ได้ง่าย เช่น โนโรไวรัส (norovirus) และโรต้าไวรัส (rotavirus) ที่ทำให้ท้องร่วงรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก ไวรัสระบบทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดใหญ่ (influenza) และอาร์เอสวี (RSV) ซึ่งช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่พบได้บ่อย รวมถึงไวรัสโรคมือ เท้า ปาก ที่ระบาดในเด็กเล็ก ไวรัสเหล่านี้ติดอยู่บนลูกบิดประตู โต๊ะ เคาน์เตอร์คิดเงิน ราวบันได และของเล่น แล้วติดมือคนต่อไป
พัทยาเป็นเมืองชายทะเลที่มีความชื้นในอากาศสูงอยู่แล้ว เมื่อผนังปูน ฝ้าเพดาน ไม้อัด ตู้เก็บของ และเบาะนั่งดูดน้ำเข้าไป เชื้อราจะเริ่มเติบโตได้ภายในเวลาไม่นาน CDC แนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อลดโอกาสเกิดเชื้อรา เชื้อราไม่ได้แค่ทำให้ผนังเป็นจุดดำและมีกลิ่นอับ แต่สปอร์ของเชื้อรายังกระตุ้นภูมิแพ้ หอบหืด และอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ สำหรับร้านอาหารและที่พัก กลิ่นอับชื้นยังส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกของลูกค้าด้วย
แม้ทุกคนที่สัมผัสน้ำท่วมจะมีความเสี่ยง แต่บางกลุ่มควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ กลุ่มแรกคือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ชั้นล่างของห้องแถวหรือบ้านริมทางรถไฟ เพราะภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย และหลายคนมีโรคประจำตัว กลุ่มที่สองคือเด็กเล็ก ซึ่งชอบเล่นน้ำ จับพื้น และเอามือเข้าปาก กลุ่มที่สามคือหญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มที่สี่คือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคปอด หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ในย่านการค้า ยังมีอีกกลุ่มที่มักถูกมองข้าม คือคนทำงาน ได้แก่ พนักงานร้านอาหาร แม่ครัว พนักงานทำความสะอาด พนักงานโรงแรมและที่พัก คนขับรถรับจ้าง และแรงงานที่ต้องลุยน้ำขนของ กลุ่มนี้สัมผัสน้ำและโคลนนานที่สุด มักมีแผลเล็ก ๆ ที่มือและเท้าจากการยกของ และหลายคนไม่สามารถหยุดงานได้ ความเสี่ยงจากโรคฉี่หนูและการติดเชื้อที่ผิวหนังจึงสูงกว่ากลุ่มอื่น เจ้าของกิจการควรจัดอุปกรณ์ป้องกันให้พนักงาน และกำชับให้แจ้งทันทีหากมีไข้หรือปวดกล้ามเนื้อหลังลุยน้ำ
ลูกค้าและนักท่องเที่ยวก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม หากร้านอาหารหรือที่พักกลับมาเปิดโดยที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี ความเสี่ยงจะถูกส่งต่อไปยังคนที่ไม่รู้เลยว่าพื้นที่นั้นเพิ่งถูกน้ำเสียท่วมมา ความรับผิดชอบนี้จึงไม่ใช่เรื่องของเจ้าของร้านเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ของทั้งเมืองท่องเที่ยว
ด้านสุขภาพ: คนในบ้านและพนักงานอาจป่วยด้วยโรคท้องร่วง ผื่นคัน แผลติดเชื้อ ภูมิแพ้กำเริบ หรืออาการทางเดินหายใจ ซึ่งบางโรคอาจรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาเร็ว
ด้านรายได้: ทุกวันที่ร้านปิดคือรายได้ที่หายไป แต่การเปิดร้านเร็วเกินไปโดยไม่ทำความสะอาดให้ถูกวิธีอาจสร้างความเสียหายมากกว่า ทั้งค่ารักษาพยาบาลของพนักงาน ค่าทิ้งวัตถุดิบ และลูกค้าที่หายไป
ด้านเวลา: การล้างโคลนและจัดการข้าวของใช้แรงและเวลามาก หากต้องทำซ้ำเพราะเชื้อราขึ้นใหม่ หรือกลิ่นไม่หาย เวลาที่ใช้จะยืดยาวออกไปอีกหลายสัปดาห์
ด้านชื่อเสียง: ในยุคที่ลูกค้ารีวิวร้านผ่านโซเชียลมีเดีย รีวิวเดียวที่บอกว่ากินแล้วท้องเสีย หรือห้องพักมีกลิ่นอับ อาจส่งผลต่อธุรกิจไปอีกนาน
ด้านครอบครัว: สำหรับห้องแถวที่ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ความเครียดจากการฟื้นฟูร้านและความกังวลเรื่องสุขภาพของลูกหลานและผู้สูงอายุในบ้าน เป็นภาระทางใจที่หนักไม่น้อยกว่าภาระทางการเงิน
ขั้นตอนแรกของการฟื้นฟูคือการล้างโคลนด้วยน้ำสะอาดและสารทำความสะอาด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและขาดไม่ได้ สบู่และผงซักฟอกช่วยละลายคราบสกปรกและไขมันออกจากพื้นผิว ทำให้เชื้อโรคจำนวนมากหลุดออกไปพร้อมกับน้ำล้าง แต่ข้อจำกัดคือสารทำความสะอาดทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อฆ่าเชื้อในระดับที่สูง เชื้อที่ยังเกาะอยู่ตามรอยต่อกระเบื้อง ขาโต๊ะ และซอกเคาน์เตอร์จึงอาจยังหลงเหลืออยู่
หลายบ้านจึงหันไปใช้น้ำยาฟอกขาวที่มีคลอรีน ซึ่งหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็แนะนำให้ใช้ได้ในอัตราเจือจางที่เหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติมีข้อควรระวังหลายข้อ ประการแรก คลอรีนมีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะบางชนิด ซึ่งร้านอาหารมีอุปกรณ์สแตนเลสและอะลูมิเนียมจำนวนมาก การใช้ความเข้มข้นสูงหรือใช้ซ้ำบ่อยอาจทำให้เกิดคราบและสนิม ประการที่สอง กลิ่นฉุนของคลอรีนรบกวนการทำงานในครัวและอาจระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในห้องแถวที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ประการที่สาม คลอรีนห้ามผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำยาล้างห้องน้ำที่เป็นกรด เพราะจะเกิดก๊าซอันตราย ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อคนรีบทำความสะอาด
ประการสุดท้ายที่สำคัญมาก คือคลอรีนออกฤทธิ์ระหว่างที่ยังเปียกอยู่บนพื้นผิว เมื่อแห้งและระเหยไปแล้วก็แทบไม่เหลือการป้องกันต่อเนื่อง ในช่วงหลังน้ำท่วมที่คนเดินเข้าออกร้านตลอดวัน พื้นผิวที่เพิ่งฆ่าเชื้อจะถูกปนเปื้อนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนวิธียอดนิยมอื่น ๆ อย่างการเปิดพัดลมเป่า การฉีดสเปรย์ปรับอากาศ หรือการทาสีทับรอยเชื้อรา เป็นเพียงการลดอาการที่มองเห็นหรือได้กลิ่น ไม่ได้จัดการกับเชื้อที่ต้นเหตุ
เมื่อล้างโคลนและคราบสกปรกออกแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่หลายคนข้ามไปคือการฆ่าเชื้อด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยตรง CHEMGENE HLD4H คือน้ำยาฆ่าเชื้อระดับสูง (High-Level Disinfectant) เกรดการแพทย์ ผลิตในประเทศอังกฤษ ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ใช้กันในโรงพยาบาล คลินิก ห้องปฏิบัติการ โรงเรียน สำนักงาน สนามบิน บ้านเรือน และสถานดูแลผู้สูงอายุและเด็ก
ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ระบุประสิทธิภาพครอบคลุมเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไมโคแบคทีเรีย ซัลโมเนลลา และไวรัสหลายชนิด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ H1N1 อาร์เอสวี โนโรไวรัส ไวรัสโรคมือ เท้า ปาก และ SARS-CoV-2 หน้าผลิตภัณฑ์ระบุว่าฆ่าเชื้อได้ภายใน 1 นาที มีผลทดสอบ 99.85% ต่อเชื้อโควิด-19 และให้การปกป้องพื้นผิวต่อเนื่องได้นานถึง 14 วัน ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากน้ำยาที่ระเหยไปแล้วหมดฤทธิ์
สำหรับร้านอาหารและห้องแถวในพัทยาที่มีอุปกรณ์หลากหลายวัสดุ จุดสำคัญคือ ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ไม่กัดกร่อนสแตนเลส อะลูมิเนียม ยาง พลาสติก และไฟเบอร์กลาส ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และหน้าผลิตภัณฑ์ระบุว่าปลอดภัยต่อคน สัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์การแพทย์เมื่อใช้ตามคำแนะนำ ผลิตภัณฑ์มีอัตราเจือจางหลายระดับ ได้แก่ 1:30, 1:50, 1:60, 1:100 ไปจนถึง 1:200 ทำให้เลือกใช้ได้ตามลักษณะงานและระดับความเสี่ยงตามที่ฉลากกำหนด
ด้านมาตรฐาน หน้าผลิตภัณฑ์ระบุการทดสอบและการรับรองจากหลายแหล่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล NHS England มาตรฐาน ISO 9001:2015 และ ISO 13485 รวมถึง SGS, Intertek, CE และมาตรฐานยุโรป EN 13727, EN 14348, EN 13624 และ EN 14476 ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของร้านและเจ้าของบ้านมีหลักในการเลือกผลิตภัณฑ์ แทนที่จะเลือกจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องย้ำเสมอคือ น้ำยาฆ่าเชื้อไม่ได้ป้องกันน้ำท่วม และไม่ใช่การรักษาโรค CHEMGENE HLD4H เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากพื้นผิวในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด ใครที่มีอาการป่วยต้องไปพบแพทย์ และการฆ่าเชื้อทุกครั้งต้องทำหลังจากล้างโคลนและคราบสกปรกออกแล้วเท่านั้น
ขั้นที่ 1 ความปลอดภัยมาก่อน: ก่อนเข้าอาคาร ให้ตรวจสอบว่าตัดไฟที่เบรกเกอร์หลักแล้ว ห้ามเปิดสวิตช์หรือเสียบปลั๊กอุปกรณ์ที่ยังเปียก ตรวจดูโครงสร้าง ประตู และพื้นว่าไม่ทรุด หากเป็นร้านอาหารที่ใช้แก๊ส ให้ตรวจสอบสายแก๊สและถังแก๊สก่อนใช้งาน สวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และหน้ากากอนามัยทุกครั้ง
ขั้นที่ 2 ขนของและคัดแยก: แยกสิ่งของที่ต้องทิ้งออกก่อน ได้แก่ อาหารและวัตถุดิบทุกชนิดที่สัมผัสน้ำท่วม แม้จะอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดูปิดสนิท อาหารในตู้แช่ที่ไฟดับนาน ฟองน้ำ ผ้าเช็ดมือ เขียงไม้ที่แช่น้ำ และวัสดุที่ดูดน้ำซึ่งทำความสะอาดไม่ได้ ส่วนภาชนะแข็งอย่างหม้อสแตนเลส ถาด และจานแก้ว ให้แยกไว้ล้าง
ขั้นที่ 3 ล้างโคลนออกให้หมด: ใช้พลั่วหรือที่กวาดดันโคลนออกนอกอาคาร แล้วล้างพื้น ผนัง เคาน์เตอร์ และขาโต๊ะด้วยน้ำสะอาดผสมผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด ขัดตามรอยต่อกระเบื้องและซอกมุมที่โคลนชอบติด ล้างจากด้านบนลงด้านล่าง และจากด้านในออกด้านนอก แล้วล้างน้ำเปล่าอีกรอบ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะน้ำยาฆ่าเชื้อทุกชนิดทำงานได้ไม่เต็มที่บนพื้นผิวที่ยังมีคราบโคลนและสารอินทรีย์
ขั้นที่ 4 เจือจาง CHEMGENE HLD4H ตามฉลาก: ผสมน้ำยากับน้ำสะอาดตามอัตราเจือจางที่ฉลากกำหนดสำหรับงานฆ่าเชื้อพื้นผิว ซึ่งผลิตภัณฑ์มีช่วงอัตราตั้งแต่ 1:30 ถึง 1:200 ให้เลือกอัตราที่ฉลากแนะนำสำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พื้นที่ที่สัมผัสน้ำเสีย และติดป้ายชื่อบนขวดสเปรย์หรือถังที่ใช้ผสมทุกครั้ง
ขั้นที่ 5 ฉีดพ่นหรือเช็ดให้ทั่ว แล้วรอตามเวลาสัมผัส: ฉีดหรือเช็ดน้ำยาบนพื้นผิวที่ล้างสะอาดแล้ว ให้พื้นผิวเปียกทั่ว และทิ้งไว้ตามเวลาสัมผัส (contact time) ที่ฉลากระบุ อย่าเช็ดออกก่อนครบเวลา จุดที่ต้องเน้นคือ พื้นครัว เคาน์เตอร์ ขาโต๊ะ ตู้แช่ทั้งด้านในและด้านนอก ห้องน้ำ ท่อระบายในพื้น ลูกบิดประตู ราวบันได และเคาน์เตอร์คิดเงิน
ขั้นที่ 6 ระบายอากาศและทำให้แห้ง: เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ใช้พัดลมช่วยเป่าให้แห้ง ผนังที่ดูดน้ำต้องได้รับการทำให้แห้งให้มากที่สุด หากผนังเบาหรือฝ้าบวมน้ำและมีเชื้อราลึก ควรพิจารณาตัดเปลี่ยน
ขั้นที่ 7 ทำซ้ำตามรอบ: ในช่วงที่ยังมีฝนตกและคนเข้าออกมาก ให้กำหนดรอบการฆ่าเชื้อจุดสัมผัสบ่อยเป็นประจำ และหากน้ำท่วมซ้ำ ต้องเริ่มจากขั้นล้างโคลนใหม่ทุกครั้ง
ตลอดกระบวนการ ให้สวมถุงมือและรองเท้าบูท เปิดระบายอากาศ ปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด และเก็บน้ำยาให้พ้นมือเด็ก
กลับไปที่กรณีตัวอย่างของพี่นก หากพี่นกเลือกเส้นทางที่สอง คือใช้เวลาเพิ่มอีกหนึ่งถึงสองวันในการล้างโคลนให้หมดจด ทิ้งวัตถุดิบที่สัมผัสน้ำ แล้วฆ่าเชื้อพื้นผิวทั้งร้านอย่างเป็นระบบก่อนเปิด ร้านอาจเปิดช้ากว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย แต่จะเปิดด้วยความมั่นใจ พนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรในแต่ละวัน และลูกค้าประจำก็กลับมานั่งกินได้โดยไม่ต้องกังวล นี่คือความแตกต่างระหว่างการทำความสะอาดแบบให้ดูสะอาด กับการฟื้นฟูแบบให้ปลอดภัยจริง
ถาม: น้ำลดแล้ว ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเลยได้ไหม ไม่ต้องล้างก่อน?
ตอบ: ไม่ควร ต้องล้างโคลนและคราบสกปรกออกก่อนเสมอ เพราะโคลนและสารอินทรีย์จะลดประสิทธิภาพของน้ำยาฆ่าเชื้อ ลำดับที่ถูกคือ ล้าง แล้วจึงฆ่าเชื้อตามอัตราเจือจางและเวลาสัมผัสบนฉลาก
ถาม: ใช้ CHEMGENE HLD4H กับเคาน์เตอร์สแตนเลสในร้านอาหารได้หรือไม่?
ตอบ: ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ CHEMGENE HLD4H ไม่กัดกร่อนสแตนเลส อะลูมิเนียม ยาง พลาสติก และไฟเบอร์กลาส จึงเหมาะกับอุปกรณ์ในครัว ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามฉลากเรื่องการใช้กับพื้นผิวที่สัมผัสอาหาร
ถาม: ควรเลือกอัตราเจือจางเท่าไร?
ตอบ: ผลิตภัณฑ์มีอัตราเจือจาง 1:30, 1:50, 1:60, 1:100 ถึง 1:200 ให้เลือกตามประเภทงานที่ฉลากกำหนด พื้นที่ที่สัมผัสน้ำเสียโดยตรงควรใช้อัตราที่ฉลากแนะนำสำหรับงานความเสี่ยงสูง หากไม่แน่ใจสามารถสอบถามทีมงานได้ที่ 065-556-6294
ถาม: ปกป้องได้นาน 14 วัน แปลว่าไม่ต้องทำความสะอาดอีกเลยใช่ไหม?
ตอบ: ไม่ใช่ ตัวเลข 14 วันเป็นข้อมูลการปกป้องพื้นผิวต่อเนื่องตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่พื้นผิวที่ถูกเช็ดถู ถูกล้าง หรือเปื้อนใหม่ ย่อมต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมซ้ำ
ถาม: บ้านมีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง ใช้ได้หรือไม่?
ตอบ: หน้าผลิตภัณฑ์ระบุว่าปลอดภัยต่อคนและสัตว์เลี้ยงเมื่อใช้ตามคำแนะนำ ควรให้เด็กและสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ระหว่างฉีดพ่น รอให้แห้ง เปิดระบายอากาศ และเก็บน้ำยาให้พ้นมือเด็ก
ถาม: ถ้ามีไข้และปวดน่องหลังลุยน้ำช่วยขนของ ควรทำอย่างไร?
ตอบ: ให้รีบพบแพทย์ทันทีและแจ้งว่าลุยน้ำท่วมมา เพราะอาจเป็นอาการของโรคฉี่หนู น้ำยาฆ่าเชื้อใช้สำหรับพื้นผิว ไม่ใช่การรักษาโรค
ถาม: ทีมงานอยู่ที่ไหน ส่งสินค้าไปพัทยาได้ไหม?
ตอบ: ทีม World Health Disinfection อยู่ที่กรุงเทพฯ สามารถติดต่อสอบถามการสั่งซื้อและการจัดส่งไปยังพัทยาและชลบุรีได้ทางโทรศัพท์ 065-556-6294 หรือ LINE @whd268
ล้างโคลนให้หมด แล้วปิดงานด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ CHEMGENE HLD4H ตามฉลาก เพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่มากับน้ำ
โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com
ข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมอ้างอิงตามรายงานข่าวและรายงานของ ปภ. ณ วันที่ระบุ ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงได้รายวัน ข้อมูลผลิตภัณฑ์อ้างอิงตามหน้าผลิตภัณฑ์ โปรดอ่านฉลากก่อนใช้ทุกครั้ง
#Chemgene #น้ำยาฆ่าเชื้อ #น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ #น้ำท่วม2569 #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมพัทยา #น้ำท่วมชลบุรี #ฆ่าเชื้อร้านอาหาร
คำค้นหา: น้ำท่วมพัทยา 2569, น้ำท่วมซอย 3 แยกเมืองอร่อย, น้ำท่วมถนนสุขุมวิทพัทยา, น้ำท่วมชลบุรี 2569, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, ฆ่าเชื้อร้านอาหารหลังน้ำท่วม, น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์, Chemgene HLD4H