Last updated: 1 ต.ค. 2569 | 3 จำนวนผู้เข้าชม |
เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (เป็นสถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)
พี่ต้อมเป็นอาสาสมัครหัวหน้าชุดของมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทีมของเขามีรถตู้กู้ชีพสองคันและรถกระบะยกสูงอีกหนึ่งคัน ตั้งแต่ฝนเริ่มตกหนักต่อเนื่องในวันที่ 24 กันยายน 2569 วิทยุแทบไม่เงียบ คืนแรกเป็นการรับผู้สูงอายุติดเตียงออกจากบ้านชั้นเดียวในซอยที่น้ำเริ่มเข้าบ้าน คืนที่สองเป็นการขนผู้ป่วยฟอกไตไปโรงพยาบาลเพราะรถแท็กซี่ไม่ยอมเข้าซอย วันที่สามรถต้องลุยน้ำระดับเข่าในย่านบึงกุ่มเพื่อไปรับหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด และวันที่สี่เป็นการช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากชุมชนริมคลองจั่นที่ระดับน้ำยังไม่ลด
ทุกเที่ยว ผู้ป่วยขึ้นรถพร้อมเสื้อผ้าที่เปียกโชก รองเท้าที่เปื้อนโคลน และบางครั้งก็มีบาดแผลที่แช่น้ำมาหลายชั่วโมง อาสาสมัครเองก็ปีนขึ้นลงรถทั้งที่รองเท้าบูทยังมีน้ำขังอยู่ข้างใน พื้นยางในห้องพยาบาลด้านหลังมีคราบโคลนสีน้ำตาลเป็นเส้นตามร่องกันลื่น ผ้าคลุมเปลถูกเปลี่ยนหลายรอบจนหมดสต็อก ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านข้างก็ชื้นจนเอามือกดแล้วรู้สึกเย็น
เมื่อน้ำเริ่มลดในวันที่ 29 และ 30 กันยายน ทีมได้จอดรถล้างใหญ่เป็นครั้งแรก ทุกคนช่วยกันฉีดน้ำใต้ท้องรถ ขัดพื้นห้องโดยสาร เช็ดเปล เช็ดผนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามขั้นตอนของมูลนิธิ แต่เช้าวันรุ่งขึ้น พอเปิดประตูท้ายรถที่ปิดไว้ทั้งคืน กลิ่นอับชื้นปนกลิ่นโคลนก็ยังลอยออกมา พอเปิดแอร์ ลมที่ออกจากช่องแอร์ด้านหลังมีกลิ่นเหมือนผ้าที่ตากไม่แห้ง น้องอาสาสมัครคนหนึ่งเริ่มจามทุกครั้งที่นั่งในห้องพยาบาลนาน ๆ และพี่ต้อมเริ่มกังวลว่า ผู้ป่วยรายต่อไปที่อาจเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จะต้องนั่งอยู่ในอากาศแบบนี้นานถึงครึ่งชั่วโมงระหว่างทางไปโรงพยาบาล
เรื่องของพี่ต้อมไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน่วยใดหน่วยหนึ่ง แต่เป็นภาพที่หน่วยกู้ภัย รถพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก รถรับส่งผู้ป่วย และรถของมูลนิธิจำนวนมากต้องเจอหลังน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 รถคือหัวใจของงานช่วยชีวิต แต่หลังภารกิจหนัก ห้องโดยสารที่ปิดทึบและชื้นอาจกลายเป็นพื้นที่สะสมเชื้อโรคและเชื้อราโดยที่ไม่มีใครตั้งใจ
ตามรายงานข่าว ระหว่างวันที่ 24 ถึง 27 กันยายน 2569 กรุงเทพฯ มีฝนตกหนักต่อเนื่องประมาณ 300 มิลลิเมตรภายในราว 48 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และในวันที่ 26 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย พื้นที่ฝั่งตะวันออกได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีการกล่าวถึงพื้นที่อย่างคลองจั่นและบึงกุ่ม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่าคลองเต็มความจุ และการระบายน้ำจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันหลังฝนหยุด
รายงานข่าวยังระบุถึงการสูญเสียชีวิต 3 ราย ทั้งจากเหตุไฟฟ้าดูดในลานจอดรถและผู้สูงอายุที่จมน้ำ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ทุกฝ่ายร่วมเสียใจ และสะท้อนว่างานของทีมกู้ภัยและรถพยาบาลในช่วงน้ำท่วมมีความหมายต่อชีวิตผู้คนเพียงใด จนถึงวันที่ 30 กันยายน ถนนบางสาย เช่น ถนนศรีบูรพาและถนนลาดพร้าว ยังมีน้ำท่วมขังประมาณ 20 ถึง 40 เซนติเมตร สื่อไทยหลายสำนักนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 และรายงานธุรกิจฉบับหนึ่งอ้างประมาณการของหอการค้าว่าความเสียหายอาจอยู่ที่ราว 12,300 ล้านบาท
สำหรับรถพยาบาลและรถกู้ภัย ตัวเลขเหล่านี้แปลว่ารถแต่ละคันต้องวิ่งในสภาพที่หนักกว่าปกติหลายเท่า ทั้งการลุยน้ำซ้ำหลายรอบต่อวัน การรับผู้ป่วยที่เปียกและเปื้อนโคลน การขนถุงยังชีพ น้ำดื่ม และอุปกรณ์ช่วยเหลือ และการจอดค้างคืนในจุดที่ไม่มีที่ล้างรถ เมื่อภารกิจเร่งด่วนผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือคำถามว่า จะทำให้ห้องโดยสารกลับมาสะอาดและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยรายต่อไปได้อย่างไร
ห้องพยาบาลด้านหลังของรถพยาบาลหรือรถตู้กู้ชีพเป็นพื้นที่ปิด ขนาดเล็ก มีผู้คนเข้าออกถี่ และเต็มไปด้วยวัสดุหลายชนิด เมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วม ปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน
น้ำท่วมในเมืองมักปนน้ำเสียจากท่อระบาย สิ่งปฏิกูล ขยะ ซากสัตว์ และปัสสาวะของหนู องค์กรด้านสาธารณสุขอย่าง WHO และ CDC รวมถึงกรมควบคุมโรค เตือนตรงกันว่า การสัมผัสน้ำท่วมเพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง การติดเชื้อที่บาดแผล และโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ทุกครั้งที่ผู้ป่วยหรืออาสาสมัครขึ้นรถพร้อมเสื้อผ้าและรองเท้าที่แช่น้ำ สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็ติดเข้ามาในห้องโดยสารด้วย
น้ำไม่ได้ค้างแค่บนพื้น แต่ซึมลงใต้แผ่นยางปูพื้น ร่องรางเปล ขอบตู้เก็บอุปกรณ์ ช่องใต้เบาะ และฉนวนผนัง เมื่อปิดประตูรถไว้ในวันที่อากาศร้อนชื้น ความชื้นเหล่านี้กลายเป็นสภาพที่เหมาะกับเชื้อราและแบคทีเรีย หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อลดโอกาสเกิดเชื้อรา แต่ในช่วงที่รถต้องออกเหตุต่อเนื่อง การจอดรถไว้ให้แห้งสนิทแทบเป็นไปไม่ได้
รถพยาบาลส่วนใหญ่มีแอร์แยกสำหรับห้องพยาบาลด้านหลัง ตัวคอยล์เย็นมีความชื้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อมีฝุ่นโคลนแห้งปลิวเข้าไปและรถถูกใช้ในสภาพเปียกต่อเนื่อง คอยล์และท่อลมจึงอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อราและกลิ่นอับ ทุกครั้งที่เปิดแอร์ อากาศในห้องโดยสารก็จะพาสปอร์และกลิ่นวนกลับมาหาผู้ป่วยโดยตรง
คนที่นั่งหรือนอนอยู่ในรถพยาบาลคือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ คนกลุ่มนี้ไวต่อการติดเชื้อและไวต่อสปอร์เชื้อรามากกว่าคนทั่วไป ผู้ที่มีโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้อาจมีอาการกำเริบได้แม้อยู่ในรถเพียงไม่กี่สิบนาที
เบาะหนังเทียมที่มีรอยปริ เข็มขัดรัดตัวผู้ป่วย สายรัดเปล ผ้าม่าน กระเป๋าอุปกรณ์ผ้าใบ และฟองน้ำในเบาะนั่ง ล้วนเป็นวัสดุที่น้ำซึมเข้าได้ และเช็ดผิวด้านนอกให้สะอาดได้ง่ายกว่าส่วนที่อยู่ข้างใน กลิ่นอับที่ยังคงอยู่หลังเช็ดทำความสะอาดแล้วจึงมักเป็นสัญญาณว่าความชื้นและจุลินทรีย์ยังหลบอยู่ในจุดลึกที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง
ผู้ป่วยรายต่อไป คือคนที่ไม่มีทางเลือก เขาต้องขึ้นรถคันที่มาถึง หากห้องโดยสารยังชื้นและอับ ผู้ป่วยที่มีแผลเปิด ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคปอดอาจต้องสูดอากาศคุณภาพต่ำในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด
อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ใช้ชีวิตอยู่ในรถหลายชั่วโมงต่อวัน บางคนนอนพักในรถระหว่างรอเหตุ เมื่ออยู่ในห้องที่มีกลิ่นอับซ้ำทุกวัน อาการระคายเคืองจมูก คัดจมูก จาม ไอ หรือปวดศีรษะก็อาจตามมา และเจ้าหน้าที่ที่ลุยน้ำบ่อยยังต้องระวังโรคฉี่หนูเป็นพิเศษ ใครที่มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง หรือตาแดงหลังลุยน้ำ ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทันที
ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของอาสาสมัครเดินทางจากรถกลับบ้านทุกวัน ความชื้นและสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ได้จัดการจึงอาจติดไปถึงลูกเล็กหรือพ่อแม่สูงอายุที่บ้าน
ญาติผู้ป่วยและชุมชน จดจำภาพของรถที่มาช่วยเหลือ หากเปิดประตูรถแล้วเจอกลิ่นอับรุนแรง ความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานก็อาจลดลง แม้ทีมจะทำงานหนักเพียงใดก็ตาม
เช็ดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว: การเช็ดพื้นผิวหลังส่งผู้ป่วยแต่ละรายเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและต้องทำต่อไป แต่น้ำยาจะทำงานได้เฉพาะจุดที่ผ้าเช็ดไปถึง ซอกใต้รางเปล หลังแผงผนัง ใต้แผ่นยางปูพื้น และอากาศในห้องโดยสารไม่ได้ถูกจัดการด้วยวิธีนี้
ใช้น้ำยาฟอกขาวเข้มข้น: หลายคนคิดว่ายิ่งเข้มข้นยิ่งดี แต่น้ำยาฟอกขาวที่ผสมไม่ถูกสัดส่วนอาจกัดกร่อนโลหะ ยาง และพลาสติกของอุปกรณ์การแพทย์ ทิ้งกลิ่นฉุนที่ระคายเคืองผู้ป่วย และไม่ควรผสมกับน้ำยาชนิดอื่นเด็ดขาด
แขวนน้ำหอมปรับอากาศ: กลิ่นหอมช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดเชื้อโรคหรือเชื้อรา และสำหรับผู้ป่วยที่คลื่นไส้หรือแพ้ง่าย กลิ่นหอมแรง ๆ ในห้องแคบอาจทำให้อาการแย่ลงด้วย
เปิดประตูตากลมหรือเปิดแอร์แรง ๆ: ช่วยระบายความชื้นได้บ้าง แต่หากคอยล์แอร์มีเชื้อราอยู่แล้ว การเปิดแอร์แรงยิ่งพาสปอร์กระจายไปทั่วห้อง และในวันที่ฝนยังตกเป็นระยะ อากาศภายนอกก็ชื้นมากจนการตากลมช่วยได้จำกัด
ปล่อยไว้ให้หายเอง: กลิ่นอับที่เกิดจากเชื้อรามักไม่หายเอง มันจะกลับมาทุกครั้งที่ปิดรถไว้และอากาศร้อนชื้น และเมื่อเชื้อราฝังลึกในวัสดุแล้ว การแก้ไขภายหลังจะยากขึ้นมาก
World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการ อบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ปิดขนาดเล็กอย่างห้องโดยสารรถพยาบาล รวมถึงพื้นที่ของสถานีกู้ภัย เช่น ห้องพักอาสาสมัคร ห้องเก็บอุปกรณ์ และห้องเปลี่ยนชุด ตามข้อมูลบริการ โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูง สามารถเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงโมเลกุลของกลิ่น แล้วสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ซึ่งผ่านการทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek (UK) การอบโอโซนสามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99%
จุดเด่นของก๊าซคือเข้าถึงได้ทุกซอกมุมที่อากาศเข้าถึง ทั้งใต้เบาะ หลังแผงผนัง ซอกรางเปล ช่องลมแอร์ และอากาศในห้องโดยสารเอง ซึ่งเป็นส่วนที่การเช็ดด้วยผ้าทำได้ยาก
กฎความปลอดภัยที่ต้องจำ: การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายในเท่านั้น ห้ามมีใครนั่งในรถหรือในห้องระหว่างอบ และกลับเข้าไปได้หลังพ้นระยะพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น โอโซนไม่ใช่การรักษาโรค ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยต้องไปพบแพทย์
สำหรับงานบริการอบโอโซนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป WHD มีโปรโมชันแถมสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ ซึ่งเหมาะกับหน่วยงานที่ต้องการทำรถหลายคันพร้อมสถานีในคราวเดียว
(กรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพการวางแผน ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)
สมมติว่ามูลนิธิแห่งหนึ่งในเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ มีรถตู้กู้ชีพสองคัน รถกระบะยกสูงหนึ่งคัน และสถานีที่ชั้นล่างเคยมีน้ำเข้าประมาณหนึ่งคืบ คุณนก ผู้ประสานงานของมูลนิธิ ต้องการให้รถทุกคันพร้อมใช้งาน แต่ก็ไม่สามารถหยุดรถทั้งหมดพร้อมกันได้ เพราะยังมีผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนที่ต้องรับส่งไปโรงพยาบาลเป็นประจำ
แผนที่วางร่วมกันคือ เริ่มจากการล้างใหญ่ตามระเบียบของมูลนิธิ รื้อแผ่นยางปูพื้นออกตากแดด เช็ดทุกพื้นผิวและอุปกรณ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วจอดรถเปิดประตูให้แห้งช่วงกลางวัน จากนั้นจึงสลับนำรถเข้าอบโอโซนทีละคัน โดยรถคันหนึ่งยังเตรียมพร้อมออกเหตุเสมอ ระหว่างที่รถคันแรกอยู่ในระยะสัมผัสและระยะพัก ทีมก็อบห้องเก็บอุปกรณ์และห้องพักอาสาของสถานีที่ปิดว่างไว้ต่อเนื่อง ทุกคนออกไปรอที่ลานด้านหน้า
สิ่งที่คุณนกได้คือ รถทั้งสามคันและพื้นที่สำคัญของสถานีได้รับการดูแลภายในวันเดียว มีตารางที่ระบุว่ารถคันไหนอบเมื่อใด และอาสาสมัครกลับเข้ารถที่อากาศดีขึ้นหลังพ้นระยะพักและระบายอากาศ ส่วนอาสาสมัครที่มีอาการไข้หลังลุยน้ำ มูลนิธิก็ส่งไปพบแพทย์ตามปกติ เพราะการอบโอโซนเป็นการดูแลพื้นที่ ไม่ใช่การดูแลร่างกาย
ไม่ได้ การเช็ดพื้นผิวหลังส่งผู้ป่วยแต่ละรายยังเป็นขั้นตอนหลักที่ต้องทำตามระเบียบของหน่วยงาน การอบโอโซนเป็นการดูแลเชิงลึกเป็นรอบ ๆ โดยเฉพาะหลังภารกิจหนักอย่างน้ำท่วม เพื่อช่วยจัดการซอกมุมและอากาศที่การเช็ดเข้าไม่ถึง
ไม่ได้เด็ดขาด การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายใน และกลับเข้าไปได้หลังพ้นระยะพักและระบายอากาศเท่านั้น
รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน บวกกับเวลาเตรียมรถและระยะพักระบายอากาศ ทีมจะประเมินเวลาที่ชัดเจนจากสภาพรถจริง จึงควรวางแผนสลับรถทีละคันเพื่อให้มีรถพร้อมออกเหตุเสมอ
ควรถอดอุปกรณ์ที่ถอดได้ออกไปทำความสะอาดแยก และแยกถังออกซิเจนออกจากรถ ส่วนอุปกรณ์ที่ติดตั้งถาวรให้ปรึกษาทีมก่อนเริ่มงาน และยึดคำแนะนำของผู้ผลิตอุปกรณ์เป็นหลัก
ก๊าซโอโซนสามารถเข้าไปในท่อลมและช่องแอร์ได้ ช่วยลดเชื้อราและกลิ่นในส่วนที่ก๊าซเข้าถึง แต่หากคอยล์เย็นมีคราบสกปรกสะสมมาก ควรให้ช่างล้างคอยล์ก่อน แล้วจึงอบโอโซนตาม จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
หากปัญหาหลักคือกลิ่นสารเคมี น้ำมัน หรือกลิ่นจากการซ่อมแซมตกแต่งใหม่ สามารถดู บริการอบโอโซนกำจัดกลิ่นสารเคมีตกค้าง ซึ่งเน้นเรื่องกลิ่นและ VOCs โดยเฉพาะ
ไม่ใช่ การอบโอโซนเป็นการลดเชื้อในพื้นที่ ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อจากการลุยน้ำหรือบาดแผลโดยตรง เจ้าหน้าที่ยังต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ล้างมือ ดูแลแผล และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
ทีม WHD พร้อมประเมินรถพยาบาล รถกู้ภัย และพื้นที่สถานีของคุณ วางแผนสลับรถเข้าอบโดยไม่กระทบงานออกเหตุ
โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com
#อบโอโซน #อบโอโซนฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมกทม2569 #กำจัดเชื้อรา #อบโอโซนรถพยาบาล #รถกู้ภัย #มูลนิธิกู้ภัย
คำค้นหา: อบโอโซนรถพยาบาลหลังน้ำท่วม, อบโอโซนรถกู้ภัย, ฆ่าเชื้อรถพยาบาล, กำจัดเชื้อราในรถ, กลิ่นอับในรถหลังน้ำท่วม, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, น้ำท่วมกทม 2569, มูลนิธิกู้ภัย