อบโอโซนรถพยาบาลหลังน้ำท่วม: คืนห้องโดยสารที่สะอาดให้รถพยาบาลและรถมูลนิธิกู้ภัย หลังภารกิจน้ำท่วม กทม. 2569

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  10 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริการอบโอโซนรถยน

อบโอโซนรถพยาบาลหลังน้ำท่วม: คืนห้องโดยสารที่สะอาดให้รถพยาบาลและรถมูลนิธิกู้ภัย หลังภารกิจน้ำท่วม กทม. 2569

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (เป็นสถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)

สี่วันติดต่อกันที่รถคันเดิมไม่เคยได้จอดพักเกินหนึ่งชั่วโมง

พี่ต้อมเป็นอาสาสมัครหัวหน้าชุดของมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทีมของเขามีรถตู้กู้ชีพสองคันและรถกระบะยกสูงอีกหนึ่งคัน ตั้งแต่ฝนเริ่มตกหนักต่อเนื่องในวันที่ 24 กันยายน 2569 วิทยุแทบไม่เงียบ คืนแรกเป็นการรับผู้สูงอายุติดเตียงออกจากบ้านชั้นเดียวในซอยที่น้ำเริ่มเข้าบ้าน คืนที่สองเป็นการขนผู้ป่วยฟอกไตไปโรงพยาบาลเพราะรถแท็กซี่ไม่ยอมเข้าซอย วันที่สามรถต้องลุยน้ำระดับเข่าในย่านบึงกุ่มเพื่อไปรับหญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด และวันที่สี่เป็นการช่วยเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากชุมชนริมคลองจั่นที่ระดับน้ำยังไม่ลด

ทุกเที่ยว ผู้ป่วยขึ้นรถพร้อมเสื้อผ้าที่เปียกโชก รองเท้าที่เปื้อนโคลน และบางครั้งก็มีบาดแผลที่แช่น้ำมาหลายชั่วโมง อาสาสมัครเองก็ปีนขึ้นลงรถทั้งที่รองเท้าบูทยังมีน้ำขังอยู่ข้างใน พื้นยางในห้องพยาบาลด้านหลังมีคราบโคลนสีน้ำตาลเป็นเส้นตามร่องกันลื่น ผ้าคลุมเปลถูกเปลี่ยนหลายรอบจนหมดสต็อก ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านข้างก็ชื้นจนเอามือกดแล้วรู้สึกเย็น

เมื่อน้ำเริ่มลดในวันที่ 29 และ 30 กันยายน ทีมได้จอดรถล้างใหญ่เป็นครั้งแรก ทุกคนช่วยกันฉีดน้ำใต้ท้องรถ ขัดพื้นห้องโดยสาร เช็ดเปล เช็ดผนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามขั้นตอนของมูลนิธิ แต่เช้าวันรุ่งขึ้น พอเปิดประตูท้ายรถที่ปิดไว้ทั้งคืน กลิ่นอับชื้นปนกลิ่นโคลนก็ยังลอยออกมา พอเปิดแอร์ ลมที่ออกจากช่องแอร์ด้านหลังมีกลิ่นเหมือนผ้าที่ตากไม่แห้ง น้องอาสาสมัครคนหนึ่งเริ่มจามทุกครั้งที่นั่งในห้องพยาบาลนาน ๆ และพี่ต้อมเริ่มกังวลว่า ผู้ป่วยรายต่อไปที่อาจเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ จะต้องนั่งอยู่ในอากาศแบบนี้นานถึงครึ่งชั่วโมงระหว่างทางไปโรงพยาบาล

เรื่องของพี่ต้อมไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน่วยใดหน่วยหนึ่ง แต่เป็นภาพที่หน่วยกู้ภัย รถพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก รถรับส่งผู้ป่วย และรถของมูลนิธิจำนวนมากต้องเจอหลังน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 รถคือหัวใจของงานช่วยชีวิต แต่หลังภารกิจหนัก ห้องโดยสารที่ปิดทึบและชื้นอาจกลายเป็นพื้นที่สะสมเชื้อโรคและเชื้อราโดยที่ไม่มีใครตั้งใจ

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 กับงานกู้ชีพบนท้องถนน

ตามรายงานข่าว ระหว่างวันที่ 24 ถึง 27 กันยายน 2569 กรุงเทพฯ มีฝนตกหนักต่อเนื่องประมาณ 300 มิลลิเมตรภายในราว 48 ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และในวันที่ 26 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย พื้นที่ฝั่งตะวันออกได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีการกล่าวถึงพื้นที่อย่างคลองจั่นและบึงกุ่ม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่าคลองเต็มความจุ และการระบายน้ำจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วันหลังฝนหยุด

รายงานข่าวยังระบุถึงการสูญเสียชีวิต 3 ราย ทั้งจากเหตุไฟฟ้าดูดในลานจอดรถและผู้สูงอายุที่จมน้ำ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ทุกฝ่ายร่วมเสียใจ และสะท้อนว่างานของทีมกู้ภัยและรถพยาบาลในช่วงน้ำท่วมมีความหมายต่อชีวิตผู้คนเพียงใด จนถึงวันที่ 30 กันยายน ถนนบางสาย เช่น ถนนศรีบูรพาและถนนลาดพร้าว ยังมีน้ำท่วมขังประมาณ 20 ถึง 40 เซนติเมตร สื่อไทยหลายสำนักนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 และรายงานธุรกิจฉบับหนึ่งอ้างประมาณการของหอการค้าว่าความเสียหายอาจอยู่ที่ราว 12,300 ล้านบาท

สำหรับรถพยาบาลและรถกู้ภัย ตัวเลขเหล่านี้แปลว่ารถแต่ละคันต้องวิ่งในสภาพที่หนักกว่าปกติหลายเท่า ทั้งการลุยน้ำซ้ำหลายรอบต่อวัน การรับผู้ป่วยที่เปียกและเปื้อนโคลน การขนถุงยังชีพ น้ำดื่ม และอุปกรณ์ช่วยเหลือ และการจอดค้างคืนในจุดที่ไม่มีที่ล้างรถ เมื่อภารกิจเร่งด่วนผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือคำถามว่า จะทำให้ห้องโดยสารกลับมาสะอาดและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยรายต่อไปได้อย่างไร

ทำไมห้องโดยสารรถพยาบาลจึงเสี่ยงสะสมเชื้อโรคและเชื้อราหลังน้ำท่วม

ห้องพยาบาลด้านหลังของรถพยาบาลหรือรถตู้กู้ชีพเป็นพื้นที่ปิด ขนาดเล็ก มีผู้คนเข้าออกถี่ และเต็มไปด้วยวัสดุหลายชนิด เมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วม ปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน

1. น้ำท่วมไม่ใช่น้ำสะอาด

น้ำท่วมในเมืองมักปนน้ำเสียจากท่อระบาย สิ่งปฏิกูล ขยะ ซากสัตว์ และปัสสาวะของหนู องค์กรด้านสาธารณสุขอย่าง WHO และ CDC รวมถึงกรมควบคุมโรค เตือนตรงกันว่า การสัมผัสน้ำท่วมเพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง การติดเชื้อที่บาดแผล และโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ทุกครั้งที่ผู้ป่วยหรืออาสาสมัครขึ้นรถพร้อมเสื้อผ้าและรองเท้าที่แช่น้ำ สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้ก็ติดเข้ามาในห้องโดยสารด้วย

2. ความชื้นที่ค้างอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น

น้ำไม่ได้ค้างแค่บนพื้น แต่ซึมลงใต้แผ่นยางปูพื้น ร่องรางเปล ขอบตู้เก็บอุปกรณ์ ช่องใต้เบาะ และฉนวนผนัง เมื่อปิดประตูรถไว้ในวันที่อากาศร้อนชื้น ความชื้นเหล่านี้กลายเป็นสภาพที่เหมาะกับเชื้อราและแบคทีเรีย หน่วยงานสาธารณสุขแนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้แห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงเพื่อลดโอกาสเกิดเชื้อรา แต่ในช่วงที่รถต้องออกเหตุต่อเนื่อง การจอดรถไว้ให้แห้งสนิทแทบเป็นไปไม่ได้

3. ระบบปรับอากาศที่หมุนเวียนอากาศเดิม

รถพยาบาลส่วนใหญ่มีแอร์แยกสำหรับห้องพยาบาลด้านหลัง ตัวคอยล์เย็นมีความชื้นตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อมีฝุ่นโคลนแห้งปลิวเข้าไปและรถถูกใช้ในสภาพเปียกต่อเนื่อง คอยล์และท่อลมจึงอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อราและกลิ่นอับ ทุกครั้งที่เปิดแอร์ อากาศในห้องโดยสารก็จะพาสปอร์และกลิ่นวนกลับมาหาผู้ป่วยโดยตรง

4. ผู้โดยสารคือกลุ่มเปราะบางที่สุด

คนที่นั่งหรือนอนอยู่ในรถพยาบาลคือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ คนกลุ่มนี้ไวต่อการติดเชื้อและไวต่อสปอร์เชื้อรามากกว่าคนทั่วไป ผู้ที่มีโรคหอบหืดหรือภูมิแพ้อาจมีอาการกำเริบได้แม้อยู่ในรถเพียงไม่กี่สิบนาที

5. วัสดุในรถหลายชนิดซับความชื้นได้ดี

เบาะหนังเทียมที่มีรอยปริ เข็มขัดรัดตัวผู้ป่วย สายรัดเปล ผ้าม่าน กระเป๋าอุปกรณ์ผ้าใบ และฟองน้ำในเบาะนั่ง ล้วนเป็นวัสดุที่น้ำซึมเข้าได้ และเช็ดผิวด้านนอกให้สะอาดได้ง่ายกว่าส่วนที่อยู่ข้างใน กลิ่นอับที่ยังคงอยู่หลังเช็ดทำความสะอาดแล้วจึงมักเป็นสัญญาณว่าความชื้นและจุลินทรีย์ยังหลบอยู่ในจุดลึกที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง

ใครได้รับผลกระทบเมื่อรถพยาบาลมีอากาศไม่สะอาด

ผู้ป่วยรายต่อไป คือคนที่ไม่มีทางเลือก เขาต้องขึ้นรถคันที่มาถึง หากห้องโดยสารยังชื้นและอับ ผู้ป่วยที่มีแผลเปิด ผู้ป่วยหลังผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคปอดอาจต้องสูดอากาศคุณภาพต่ำในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด

อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ใช้ชีวิตอยู่ในรถหลายชั่วโมงต่อวัน บางคนนอนพักในรถระหว่างรอเหตุ เมื่ออยู่ในห้องที่มีกลิ่นอับซ้ำทุกวัน อาการระคายเคืองจมูก คัดจมูก จาม ไอ หรือปวดศีรษะก็อาจตามมา และเจ้าหน้าที่ที่ลุยน้ำบ่อยยังต้องระวังโรคฉี่หนูเป็นพิเศษ ใครที่มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่อง หรือตาแดงหลังลุยน้ำ ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำทันที

ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของอาสาสมัครเดินทางจากรถกลับบ้านทุกวัน ความชื้นและสิ่งปนเปื้อนที่ไม่ได้จัดการจึงอาจติดไปถึงลูกเล็กหรือพ่อแม่สูงอายุที่บ้าน

ญาติผู้ป่วยและชุมชน จดจำภาพของรถที่มาช่วยเหลือ หากเปิดประตูรถแล้วเจอกลิ่นอับรุนแรง ความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานก็อาจลดลง แม้ทีมจะทำงานหนักเพียงใดก็ตาม

ผลกระทบต่อหน่วยกู้ภัยและผู้ให้บริการรถพยาบาล

  • ด้านสุขภาพ: ความเสี่ยงการติดเชื้อข้ามระหว่างผู้ป่วย และอาการทางเดินหายใจของเจ้าหน้าที่ที่ต้องอยู่ในรถนาน ๆ
  • ด้านเวลา: รถที่ต้องจอดล้างซ้ำหลายรอบเพราะกลิ่นไม่หาย คือรถที่ไม่ได้ออกเหตุ ในช่วงหลังน้ำท่วมที่เคสยังเข้ามาต่อเนื่อง ทุกชั่วโมงที่รถไม่พร้อมมีความหมาย
  • ด้านค่าใช้จ่าย: หากปล่อยให้เชื้อราลามในฉนวน เบาะ หรือระบบแอร์ ค่าซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนอาจสูงกว่าการจัดการตั้งแต่ต้นหลายเท่า มูลนิธิที่ทำงานด้วยเงินบริจาคย่อมต้องการใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด
  • ด้านความน่าเชื่อถือ: โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และบริษัทรถรับส่งผู้ป่วยที่ทำสัญญากับลูกค้า ต้องแสดงให้เห็นว่ารถผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเป็นระบบ
  • ด้านขวัญกำลังใจ: อาสาสมัครที่ทำงานติดต่อกันหลายวันควรได้กลับเข้ารถที่สะอาด สดชื่น และรู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่รถที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยตั้งแต่เปิดประตู

วิธีที่หน่วยงานมักใช้ และเหตุผลที่บางครั้งยังไม่พอ

เช็ดผิวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว: การเช็ดพื้นผิวหลังส่งผู้ป่วยแต่ละรายเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและต้องทำต่อไป แต่น้ำยาจะทำงานได้เฉพาะจุดที่ผ้าเช็ดไปถึง ซอกใต้รางเปล หลังแผงผนัง ใต้แผ่นยางปูพื้น และอากาศในห้องโดยสารไม่ได้ถูกจัดการด้วยวิธีนี้

ใช้น้ำยาฟอกขาวเข้มข้น: หลายคนคิดว่ายิ่งเข้มข้นยิ่งดี แต่น้ำยาฟอกขาวที่ผสมไม่ถูกสัดส่วนอาจกัดกร่อนโลหะ ยาง และพลาสติกของอุปกรณ์การแพทย์ ทิ้งกลิ่นฉุนที่ระคายเคืองผู้ป่วย และไม่ควรผสมกับน้ำยาชนิดอื่นเด็ดขาด

แขวนน้ำหอมปรับอากาศ: กลิ่นหอมช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดเชื้อโรคหรือเชื้อรา และสำหรับผู้ป่วยที่คลื่นไส้หรือแพ้ง่าย กลิ่นหอมแรง ๆ ในห้องแคบอาจทำให้อาการแย่ลงด้วย

เปิดประตูตากลมหรือเปิดแอร์แรง ๆ: ช่วยระบายความชื้นได้บ้าง แต่หากคอยล์แอร์มีเชื้อราอยู่แล้ว การเปิดแอร์แรงยิ่งพาสปอร์กระจายไปทั่วห้อง และในวันที่ฝนยังตกเป็นระยะ อากาศภายนอกก็ชื้นมากจนการตากลมช่วยได้จำกัด

ปล่อยไว้ให้หายเอง: กลิ่นอับที่เกิดจากเชื้อรามักไม่หายเอง มันจะกลับมาทุกครั้งที่ปิดรถไว้และอากาศร้อนชื้น และเมื่อเชื้อราฝังลึกในวัสดุแล้ว การแก้ไขภายหลังจะยากขึ้นมาก

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อจาก WHD สำหรับรถพยาบาล รถกู้ภัย และสถานีของหน่วยงาน

World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการ อบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่ปิดขนาดเล็กอย่างห้องโดยสารรถพยาบาล รวมถึงพื้นที่ของสถานีกู้ภัย เช่น ห้องพักอาสาสมัคร ห้องเก็บอุปกรณ์ และห้องเปลี่ยนชุด ตามข้อมูลบริการ โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูง สามารถเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงโมเลกุลของกลิ่น แล้วสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ซึ่งผ่านการทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek (UK) การอบโอโซนสามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99%

จุดเด่นของก๊าซคือเข้าถึงได้ทุกซอกมุมที่อากาศเข้าถึง ทั้งใต้เบาะ หลังแผงผนัง ซอกรางเปล ช่องลมแอร์ และอากาศในห้องโดยสารเอง ซึ่งเป็นส่วนที่การเช็ดด้วยผ้าทำได้ยาก

ขั้นตอนการทำงานโดยสรุป

  1. ประเมินพื้นที่: ทีมสอบถามประวัติการใช้งานรถช่วงน้ำท่วม ตรวจจุดที่ชื้น จุดที่มีกลิ่น และพื้นที่ในสถานีที่ต้องการทำพร้อมกัน
  2. ยืนยันว่าทำความสะอาดและเช็ดแห้งแล้ว: โคลน คราบสกปรก และของเหลวทางชีวภาพต้องถูกกำจัดออกก่อนตามระเบียบของหน่วยงาน โอโซนเป็นขั้นตอนเสริมหลังการทำความสะอาด ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทน
  3. เตรียมห้องโดยสาร: นำผู้คนออกจากรถทั้งหมด ถอดหรือย้ายถังออกซิเจนและอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตแนะนำให้หลีกเลี่ยงก๊าซออกซิไดซ์ ตามที่ตกลงกับทีม ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท
  4. ปล่อยโอโซนเข้าสู่พื้นที่ปิด: เครื่องผลิตโอโซนทำงานในห้องโดยสารหรือห้องที่ปิดสนิท โดยไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายใน
  5. ระยะสัมผัส: ปล่อยให้โอโซนทำงานตามเวลาที่ทีมกำหนด รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน ขึ้นกับขนาดพื้นที่และสภาพหน้างาน
  6. ระยะพักและระบายอากาศ: รอให้โอโซนสลายตัวและเปิดระบายอากาศตามคำแนะนำของทีมก่อนให้ใครกลับเข้าไป
  7. ส่งมอบและแนะนำการดูแลต่อ: ทีมแนะนำวิธีป้องกันไม่ให้ความชื้นสะสมซ้ำ และวางรอบการดูแลรถในช่วงที่ยังมีภารกิจน้ำท่วม

กฎความปลอดภัยที่ต้องจำ: การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายในเท่านั้น ห้ามมีใครนั่งในรถหรือในห้องระหว่างอบ และกลับเข้าไปได้หลังพ้นระยะพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น โอโซนไม่ใช่การรักษาโรค ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยต้องไปพบแพทย์

สำหรับงานบริการอบโอโซนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป WHD มีโปรโมชันแถมสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ ซึ่งเหมาะกับหน่วยงานที่ต้องการทำรถหลายคันพร้อมสถานีในคราวเดียว

10 เหตุผลที่รถพยาบาลและรถกู้ภัยควรอบโอโซนหลังภารกิจน้ำท่วม

  1. เข้าถึงจุดที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง ก๊าซโอโซนแทรกเข้าซอกใต้เบาะ หลังแผง และร่องรางเปลที่มักมีความชื้นซ่อนอยู่
  2. จัดการทั้งพื้นผิวและอากาศในห้องโดยสาร ไม่ใช่แค่ผิวที่มองเห็น แต่รวมถึงอากาศที่ผู้ป่วยหายใจตลอดการเดินทาง
  3. ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน เหมาะกับพื้นที่ที่ผู้ป่วยแพ้ง่ายต้องเข้ามาใช้
  4. มีผลทดสอบรองรับ ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรองโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek (UK) ดูรายละเอียดได้ที่ หน้าบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ
  5. ใช้เวลาไม่นาน รอบการทำงานประมาณ 30 นาทีต่อโซน ช่วยให้วางแผนสลับรถเข้าอบได้โดยไม่ต้องหยุดทั้งกองรถ
  6. ช่วยลดกลิ่นอับจากเชื้อรา เพราะทำลายโมเลกุลกลิ่นที่ต้นเหตุ ไม่ใช่กลบด้วยน้ำหอม
  7. ทำต่อเนื่องได้ทั้งรถและสถานี ห้องพักอาสา ห้องเก็บอุปกรณ์ และห้องเปลี่ยนชุดที่น้ำเข้า สามารถวางแผนอบในวันเดียวกันได้ โดยดูรายละเอียดบริการได้ที่ บริการอบโอโซนในอาคาร
  8. เป็นหลักฐานการดูแลรถอย่างเป็นระบบ หน่วยงานสามารถบันทึกวันที่และขั้นตอนไว้ในประวัติการดูแลรถ เพื่อแสดงต่อผู้บริหาร ผู้บริจาค หรือคู่สัญญา
  9. ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครที่ใช้เวลาในรถวันละหลายชั่วโมงได้ทำงานในอากาศที่ดีขึ้น
  10. ลดโอกาสต้องซ่อมใหญ่ภายหลัง การจัดการเชื้อราตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสที่วัสดุภายในจะเสียหายจนต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด

ก่อนและหลังการอบโอโซนในรถพยาบาล

ก่อนอบ

  • เปิดประตูท้ายแล้วเจอกลิ่นอับชื้นปนกลิ่นโคลน
  • ลมแอร์ด้านหลังมีกลิ่นเหมือนผ้าตากไม่แห้ง
  • เจ้าหน้าที่จาม คัดจมูก เมื่ออยู่ในรถนาน
  • ไม่แน่ใจว่าซอกใต้เบาะและหลังแผงยังมีเชื้อหรือไม่
  • ต้องเช็ดซ้ำหลายรอบแต่กลิ่นกลับมาทุกเช้า

หลังอบ

  • อากาศในห้องโดยสารสดชื่นขึ้น ไม่มีกลิ่นน้ำหอมกลบ
  • เชื้อโรคและเชื้อราในจุดที่ก๊าซเข้าถึงลดลงตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง
  • ไม่มีสารเคมีตกค้างบนเปลและอุปกรณ์
  • มีบันทึกวันที่อบไว้ในประวัติการดูแลรถ
  • ทีมมั่นใจขึ้นเมื่อรับผู้ป่วยรายต่อไป

กรณีตัวอย่าง: มูลนิธิกู้ภัยขนาดเล็กที่มีรถสามคันและสถานีหนึ่งแห่ง

(กรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพการวางแผน ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)

สมมติว่ามูลนิธิแห่งหนึ่งในเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ มีรถตู้กู้ชีพสองคัน รถกระบะยกสูงหนึ่งคัน และสถานีที่ชั้นล่างเคยมีน้ำเข้าประมาณหนึ่งคืบ คุณนก ผู้ประสานงานของมูลนิธิ ต้องการให้รถทุกคันพร้อมใช้งาน แต่ก็ไม่สามารถหยุดรถทั้งหมดพร้อมกันได้ เพราะยังมีผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนที่ต้องรับส่งไปโรงพยาบาลเป็นประจำ

แผนที่วางร่วมกันคือ เริ่มจากการล้างใหญ่ตามระเบียบของมูลนิธิ รื้อแผ่นยางปูพื้นออกตากแดด เช็ดทุกพื้นผิวและอุปกรณ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วจอดรถเปิดประตูให้แห้งช่วงกลางวัน จากนั้นจึงสลับนำรถเข้าอบโอโซนทีละคัน โดยรถคันหนึ่งยังเตรียมพร้อมออกเหตุเสมอ ระหว่างที่รถคันแรกอยู่ในระยะสัมผัสและระยะพัก ทีมก็อบห้องเก็บอุปกรณ์และห้องพักอาสาของสถานีที่ปิดว่างไว้ต่อเนื่อง ทุกคนออกไปรอที่ลานด้านหน้า

สิ่งที่คุณนกได้คือ รถทั้งสามคันและพื้นที่สำคัญของสถานีได้รับการดูแลภายในวันเดียว มีตารางที่ระบุว่ารถคันไหนอบเมื่อใด และอาสาสมัครกลับเข้ารถที่อากาศดีขึ้นหลังพ้นระยะพักและระบายอากาศ ส่วนอาสาสมัครที่มีอาการไข้หลังลุยน้ำ มูลนิธิก็ส่งไปพบแพทย์ตามปกติ เพราะการอบโอโซนเป็นการดูแลพื้นที่ ไม่ใช่การดูแลร่างกาย

เช็กลิสต์ฟื้นฟูรถพยาบาลและรถกู้ภัยหลังน้ำท่วม

ก่อนอบโอโซน

  • สวมถุงมือ รองเท้าบูท และหน้ากากระหว่างทำความสะอาดห้องโดยสาร
  • นำเปล เบาะ กระเป๋าอุปกรณ์ และของที่ถอดได้ออกจากรถทั้งหมด
  • กำจัดโคลนและคราบสกปรกออกให้หมด ล้างพื้นห้องโดยสารและร่องรางเปล
  • เช็ดพื้นผิวสัมผัสบ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามระเบียบของหน่วยงาน หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์อย่าง Chemgene HLD4H ตามอัตราเจือจางบนฉลาก
  • ยกแผ่นยางปูพื้นขึ้นตรวจความชื้นด้านล่าง เช็ดและเป่าให้แห้ง
  • เปลี่ยนหรือทำความสะอาดแผ่นกรองแอร์ และนัดช่างตรวจคอยล์เย็นหากมีกลิ่นรุนแรง
  • ทิ้งวัสดุใช้ครั้งเดียวที่เปียกน้ำท่วม เช่น ผ้าก๊อซ สำลี หรือของที่บรรจุภัณฑ์เสียหาย
  • แยกถังออกซิเจน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถอดได้ และวัสดุยางที่ไม่ควรสัมผัสก๊าซออกซิไดซ์ ตามคำแนะนำของทีมและผู้ผลิต
  • ให้ทุกคนออกจากรถ ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท

หลังอบโอโซน

  • รอจนพ้นระยะพักและเปิดระบายอากาศตามคำแนะนำของทีมก่อนเข้ารถ
  • ตรวจกลิ่นและความชื้นอีกครั้ง โดยเฉพาะใต้แผ่นยางและในช่องแอร์
  • นำอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดแล้วกลับเข้าที่ ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์การแพทย์ตามรายการประจำวัน
  • เช็ดพื้นผิวสัมผัสหลังส่งผู้ป่วยทุกรายตามระเบียบเดิมต่อไป
  • วางรองเท้าบูทเปียกและเสื้อกันฝนไว้นอกห้องพยาบาล หรือในถุงปิดสนิท
  • บันทึกวันที่อบและสภาพรถไว้ในสมุดประวัติการดูแลรถ
  • เจ้าหน้าที่ที่มีไข้ ปวดน่อง ท้องร่วง หรือแผลอักเสบหลังลุยน้ำ ให้ไปพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเรื่องอบโอโซนรถพยาบาลและรถกู้ภัยหลังน้ำท่วม

อบโอโซนแทนการเช็ดฆ่าเชื้อหลังส่งผู้ป่วยได้หรือไม่

ไม่ได้ การเช็ดพื้นผิวหลังส่งผู้ป่วยแต่ละรายยังเป็นขั้นตอนหลักที่ต้องทำตามระเบียบของหน่วยงาน การอบโอโซนเป็นการดูแลเชิงลึกเป็นรอบ ๆ โดยเฉพาะหลังภารกิจหนักอย่างน้ำท่วม เพื่อช่วยจัดการซอกมุมและอากาศที่การเช็ดเข้าไม่ถึง

อาสาสมัครนั่งรออยู่ในรถระหว่างอบได้ไหม

ไม่ได้เด็ดขาด การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายใน และกลับเข้าไปได้หลังพ้นระยะพักและระบายอากาศเท่านั้น

ใช้เวลานานเท่าไร รถจะกลับมาออกเหตุได้เมื่อไร

รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน บวกกับเวลาเตรียมรถและระยะพักระบายอากาศ ทีมจะประเมินเวลาที่ชัดเจนจากสภาพรถจริง จึงควรวางแผนสลับรถทีละคันเพื่อให้มีรถพร้อมออกเหตุเสมอ

อุปกรณ์การแพทย์ในรถต้องทำอย่างไร

ควรถอดอุปกรณ์ที่ถอดได้ออกไปทำความสะอาดแยก และแยกถังออกซิเจนออกจากรถ ส่วนอุปกรณ์ที่ติดตั้งถาวรให้ปรึกษาทีมก่อนเริ่มงาน และยึดคำแนะนำของผู้ผลิตอุปกรณ์เป็นหลัก

ถ้ารถมีกลิ่นอับจากแอร์ อบโอโซนช่วยได้แค่ไหน

ก๊าซโอโซนสามารถเข้าไปในท่อลมและช่องแอร์ได้ ช่วยลดเชื้อราและกลิ่นในส่วนที่ก๊าซเข้าถึง แต่หากคอยล์เย็นมีคราบสกปรกสะสมมาก ควรให้ช่างล้างคอยล์ก่อน แล้วจึงอบโอโซนตาม จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ถ้ามีกลิ่นน้ำมันหรือกลิ่นน้ำยาเคมีติดในรถหลังน้ำท่วม ควรใช้บริการไหน

หากปัญหาหลักคือกลิ่นสารเคมี น้ำมัน หรือกลิ่นจากการซ่อมแซมตกแต่งใหม่ สามารถดู บริการอบโอโซนกำจัดกลิ่นสารเคมีตกค้าง ซึ่งเน้นเรื่องกลิ่นและ VOCs โดยเฉพาะ

อบโอโซนแล้วเจ้าหน้าที่จะไม่ติดโรคจากน้ำท่วมใช่ไหม

ไม่ใช่ การอบโอโซนเป็นการลดเชื้อในพื้นที่ ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อจากการลุยน้ำหรือบาดแผลโดยตรง เจ้าหน้าที่ยังต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ล้างมือ ดูแลแผล และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

ให้รถที่ออกไปช่วยคนอื่น ได้กลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ทีม WHD พร้อมประเมินรถพยาบาล รถกู้ภัย และพื้นที่สถานีของคุณ วางแผนสลับรถเข้าอบโดยไม่กระทบงานออกเหตุ

นัดประเมินและอบโอโซนรถพยาบาล

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #อบโอโซนฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมกทม2569 #กำจัดเชื้อรา #อบโอโซนรถพยาบาล #รถกู้ภัย #มูลนิธิกู้ภัย

คำค้นหา: อบโอโซนรถพยาบาลหลังน้ำท่วม, อบโอโซนรถกู้ภัย, ฆ่าเชื้อรถพยาบาล, กำจัดเชื้อราในรถ, กลิ่นอับในรถหลังน้ำท่วม, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, น้ำท่วมกทม 2569, มูลนิธิกู้ภัย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้