อบโอโซนมัสยิดและศาสนสถานในชุมชนหลังน้ำท่วม กทม. 2569: ฆ่าเชื้อพื้นที่ละหมาด ที่อาบน้ำละหมาด และห้องเรียนศาสนา โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  29 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อบโอโซนมัสยิดและศาสนสถานในชุมชนหลังน้ำท่วม กทม. 2569: ฆ่าเชื้อพื้นที่ละหมาด ที่อาบน้ำละหมาด และห้องเรียนศาสนา โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

อบโอโซนมัสยิดและศาสนสถานในชุมชนหลังน้ำท่วม กทม. 2569: คืนความสะอาดให้พื้นที่ละหมาด ที่อาบน้ำละหมาด และห้องเรียนศาสนา โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

สรุปสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569

ตามรายงานข่าว ระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องราว 300 มิลลิเมตรภายในเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง จนเกิดน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง และในวันที่ 26 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ฝั่งตะวันออกของเมืองได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีการกล่าวถึงพื้นที่อย่างคลองจั่นและบึงกุ่ม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครระบุว่าคลองต่าง ๆ เต็มความจุ และการระบายน้ำต้องใช้เวลาราวสองถึงสามวันหลังฝนหยุดตก

รายงานข่าวยังระบุถึงการสูญเสียชีวิตของประชาชนสามราย เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย จนถึงวันที่ 30 กันยายน ถนนบางสาย เช่น ศรีบูรพาและลาดพร้าว ยังมีน้ำขังราว 20–40 เซนติเมตร สื่อไทยหลายสำนักเปรียบเทียบเหตุการณ์ครั้งนี้กับมหาอุทกภัยปี 2554 และรายงานธุรกิจฉบับหนึ่งอ้างประมาณการของหอการค้าไทยว่าความเสียหายอาจสูงราว 12,300 ล้านบาท

ในช่วงเวลาแบบนี้ ศาสนสถานในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นมัสยิด สุเหร่า วัด โบสถ์คริสต์ หรือศาลเจ้า มักกลายเป็นที่พึ่งแรกของชาวบ้าน เป็นทั้งจุดแจกอาหาร จุดพักพิงชั่วคราว และที่รวมใจของคนในละแวก แต่เมื่อน้ำลด อาคารเหล่านี้กลับต้องเผชิญปัญหาเดียวกับบ้านเรือนทั่วไป คือความชื้น เชื้อโรค และเชื้อราที่แฝงอยู่ในพรม ผ้าม่าน และผนัง บทความนี้จะพาไปดูว่าคณะกรรมการและผู้ดูแลศาสนสถานควรฟื้นฟูพื้นที่อย่างไรให้ถูกลำดับ และการอบโอโซนฆ่าเชื้อเข้ามาช่วยในขั้นตอนไหน

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (เป็นสถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)

เช้าวันศุกร์แรกหลังน้ำลด ที่มัสยิดเล็ก ๆ ริมคลองฝั่งตะวันออก

คุณอารีฟเป็นกรรมการมัสยิดชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก อาคารชั้นเดียวหลังนี้สร้างด้วยเงินบริจาคของชาวบ้านมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ด้านหน้าเป็นโถงละหมาดปูพรมสีเขียวเข้ม ด้านข้างเป็นที่อาบน้ำละหมาดแบบก๊อกเรียงแถว ส่วนด้านหลังเป็นห้องเรียนศาสนาสำหรับเด็ก ๆ ในชุมชนทุกเย็นวันเสาร์และอาทิตย์ ช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน น้ำจากคลองเอ่อขึ้นมาท่วมลานหน้ามัสยิดก่อน แล้วค่อย ๆ ไหลเข้าโถงละหมาดจนสูงเกือบถึงเข่า

ระหว่างที่น้ำยังไม่ลด มัสยิดก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุด ชั้นลอยด้านบนถูกใช้เป็นที่เก็บถุงยังชีพ ครัวชั่วคราวตั้งขึ้นที่ระเบียงเพื่อทำอาหารแจกชาวบ้าน คนหนุ่มในชุมชนพายเรือออกไปรับผู้สูงอายุที่ติดอยู่ในบ้าน และทุกคนเดินลุยน้ำเข้าออกอาคารวันละหลายสิบรอบ

สามวันหลังจากน้ำระบายออกจนแห้งพื้น คุณอารีฟกับอาสาสมัครช่วยกันลากพรมผืนใหญ่ออกไปตากที่ลาน ขัดพื้นด้วยแปรง ล้างที่อาบน้ำละหมาด และเปิดพัดลมทุกตัวทิ้งไว้ทั้งคืน แต่เช้าวันศุกร์ที่ทุกคนตั้งใจจะกลับมาละหมาดร่วมกันเป็นครั้งแรก กลิ่นอับชื้นยังลอยอยู่ทั่วโถง ผนังด้านที่ติดคลองเริ่มมีจุดดำเล็ก ๆ ขึ้นเป็นแนว ผ้าม่านที่กั้นส่วนของผู้หญิงมีคราบเหลืองตามแนวน้ำ และลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคหอบหืดต้องเดินออกไปนั่งข้างนอกเพราะไอไม่หยุด

คำถามที่วนอยู่ในวงประชุมกรรมการหลังละหมาดวันนั้นตรงไปตรงมามาก "เราล้างแล้ว ตากแล้ว ทำไมกลิ่นยังอยู่ และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเด็ก ๆ จะกลับมาเรียนได้อย่างปลอดภัย" คำตอบอยู่ที่การเข้าใจว่าน้ำท่วมทิ้งอะไรไว้ในศาสนสถาน และเราต้องจัดการแต่ละอย่างตามลำดับอย่างไร

น้ำท่วมทิ้งอะไรไว้ในมัสยิดและศาสนสถาน

น้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่น้ำฝนสะอาด แต่เป็นน้ำที่ผสมกับน้ำในคลอง น้ำจากท่อระบายน้ำ และบางจุดอาจปนน้ำเสียจากบ่อเกรอะหรือท่อน้ำทิ้ง หน่วยงานสาธารณสุขทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น CDC และกรมควบคุมโรค เตือนตรงกันว่าน้ำท่วมอาจพาเชื้อแบคทีเรียจากอุจจาระ ไวรัสที่ทำให้ท้องร่วง และเชื้อเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนูที่มาจากปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เมื่อน้ำลด เชื้อเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมน้ำ แต่ตกค้างอยู่กับโคลน คราบตะกอน และวัสดุที่ดูดซับน้ำได้

จุดเสี่ยงที่เป็นเอกลักษณ์ของศาสนสถาน

พรมละหมาดและเสื่อ มัสยิดส่วนใหญ่ปูพรมผืนใหญ่เต็มโถง พรมมีทั้งชั้นขนและชั้นรองพื้นที่อุ้มน้ำได้มาก เมื่อแช่น้ำท่วมแล้วตากไม่แห้งสนิทภายในหนึ่งถึงสองวัน ชั้นล่างจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราที่มองไม่เห็นจากด้านบน และที่สำคัญคือผู้ละหมาดต้องก้มกราบโดยให้หน้าผากและจมูกแนบพื้นพรมหลายครั้งต่อวัน ทำให้ใบหน้าอยู่ใกล้แหล่งสปอร์ราและฝุ่นมากกว่าการใช้งานพื้นที่ทั่วไป

ที่อาบน้ำละหมาด เป็นพื้นที่เปียกตลอดเวลาอยู่แล้วในวันปกติ เมื่อโดนน้ำท่วมซ้ำ ท่อระบายน้ำที่พื้นอาจมีตะกอนอุดตัน ร่องยาแนวกระเบื้อง ม้านั่ง และชั้นวางรองเท้ากลายเป็นจุดสะสมคราบเมือกชีวภาพ ผู้ใช้ล้างหน้า บ้วนปาก และล้างจมูกในพื้นที่นี้ จึงเป็นจุดที่ต้องสะอาดเป็นพิเศษ

ห้องเรียนศาสนาและห้องสมุด ห้องเรียนสำหรับเด็กมักมีโต๊ะเตี้ย เบาะรองนั่ง ชั้นหนังสือ และตู้เก็บเอกสาร กระดาษและผ้าหุ้มปกหนังสือดูดความชื้นได้ดีมาก หากเก็บไว้ในห้องที่อับชื้นหลังน้ำลด อาจเกิดจุดราขึ้นตามขอบหนังสือได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งน่ากังวลด้านสุขภาพและน่าเสียดายในแง่คุณค่าทางจิตใจ

ครัวชุมชนและพื้นที่แจกอาหาร ศาสนสถานหลายแห่งมีครัวสำหรับทำอาหารในงานบุญ งานแต่ง งานศพ หรือเลี้ยงละศีลอด ในช่วงน้ำท่วมครัวนี้อาจถูกใช้หนักกว่าปกติหลายเท่า ทั้งอุปกรณ์ หม้อ ถาด และพื้นครัวต้องผ่านการล้างและฆ่าเชื้ออย่างจริงจังก่อนกลับมาใช้

ผ้าม่าน ผ้ากั้น และพัดลมเพดาน ผ้าม่านที่ใช้กั้นพื้นที่ชายหญิงหรือกันแดด มักยาวลงถึงพื้นและดูดน้ำขึ้นมาตามเส้นใย ส่วนพัดลมเพดานและเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้ในห้องอับชื้นจะหมุนเวียนสปอร์ราไปทั่วห้อง

เชื้อราและกลิ่นอับ ศัตรูที่มาช้าแต่อยู่นาน

องค์การอนามัยโลกและ CDC แนะนำตรงกันว่าควรทำความสะอาดและทำให้อาคารแห้งภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังน้ำลดเพื่อลดโอกาสเกิดเชื้อรา แต่ในเหตุการณ์จริง ศาสนสถานส่วนใหญ่ยังต้องเปิดเป็นจุดช่วยเหลือ จึงทำความสะอาดไม่ทันในกรอบเวลานั้น เชื้อราที่เติบโตบนผนังปูน ไม้ และพรมจะปล่อยสปอร์และสารที่ทำให้เกิดกลิ่นอับ ซึ่งกระตุ้นอาการภูมิแพ้ จาม คัดจมูก ระคายเคืองตา และอาจทำให้ผู้ป่วยหอบหืดมีอาการกำเริบ

ใครเสี่ยงที่สุดในชุมชนศาสนา

  • ผู้สูงอายุ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มาละหมาดหรือมาร่วมกิจกรรมที่ศาสนสถานสม่ำเสมอที่สุด และหลายคนมีโรคประจำตัว
  • เด็กในชั้นเรียนศาสนา ที่นั่งบนพื้น เล่นบนพรม และมักเอามือเข้าปากโดยไม่รู้ตัว
  • หญิงตั้งครรภ์ ที่ภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงไปในช่วงตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคปอด โรคหัวใจ หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • อาสาสมัครที่ลุยน้ำ ช่วยงานตลอดช่วงน้ำท่วม หากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่องหลังลุยน้ำ ท้องร่วง หรือมีแผลอักเสบ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคฉี่หนูหรือโรคติดเชื้ออื่น ๆ

ผลกระทบที่ศาสนสถานต้องแบกรับเมื่อปล่อยให้ความชื้นและเชื้อโรคค้างอยู่

ด้านสุขภาพของคนในชุมชน ศาสนสถานคือที่ที่คนจำนวนมากมารวมตัวในห้องเดียวกันพร้อมกัน ทั้งละหมาดวันศุกร์ งานบุญ งานเลี้ยง หรือชั้นเรียน หากอากาศในห้องเต็มไปด้วยสปอร์รา หรือพื้นผิวยังมีเชื้อโรคตกค้าง ความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับคนคนเดียว แต่กระจายไปยังหลายครอบครัวในคราวเดียว

ด้านเงินบริจาค อาคารศาสนสถานในชุมชนส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาค พรมผืนใหญ่ ผ้าม่าน ตู้หนังสือ และเครื่องปรับอากาศแต่ละชิ้นคือเงินที่ชาวบ้านช่วยกันสะสมมา หากเชื้อราลุกลามจนต้องทิ้งของทั้งหมดหรือต้องรื้อผนังใหม่ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการจัดการอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรกหลายเท่า

ด้านเวลาและกิจกรรมทางศาสนา ทุกวันที่โถงละหมาดยังใช้งานไม่ได้ ผู้คนต้องไปละหมาดที่อื่นหรือแยกกันทำที่บ้าน ชั้นเรียนของเด็กถูกเลื่อน งานบุญหรืองานแต่งที่จองไว้ต้องยกเลิก ความต่อเนื่องของชีวิตชุมชนสะดุดลงทันที

ด้านความเชื่อมั่น ผู้ปกครองจะไม่ส่งลูกกลับมาเรียน หากยังได้กลิ่นอับหรือเห็นคราบราบนผนัง ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอาจเลือกไม่มาร่วมกิจกรรม และคณะกรรมการเองก็ต้องรับแรงกดดันจากคำถามของชาวบ้าน

ด้านครอบครัว เมื่อมีคนป่วยหนึ่งคน คนในบ้านต้องหยุดงานมาดูแล และหากเป็นผู้สูงอายุหรือเด็ก ภาระทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจะยิ่งหนักขึ้นในช่วงที่ทุกครอบครัวกำลังซ่อมแซมบ้านของตัวเองอยู่แล้ว

ทำไมวิธีที่ทำกันบ่อยจึงยังไม่พอ

ราดน้ำยาฟอกขาวทั่วพื้น น้ำยาฟอกขาวช่วยฆ่าเชื้อบนพื้นผิวแข็งได้เมื่อใช้ในสัดส่วนที่ถูกต้องหลังล้างคราบแล้ว แต่ใช้กับพรมหรือผ้าไม่ได้ ทำให้ซีดและเสียหาย เข้าไม่ถึงอากาศในห้อง และหากผสมกับสารทำความสะอาดอื่นผิดวิธีอาจเกิดก๊าซอันตราย อีกทั้งกลิ่นคลอรีนที่ฉุนก็ไม่เหมาะกับโถงที่ผู้คนต้องก้มกราบใกล้พื้น

เปิดพัดลมให้แรงที่สุด พัดลมช่วยไล่ความชื้นได้จริง แต่ในห้องที่มีเชื้อราอยู่แล้ว ลมแรงจะพัดสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่ว รวมถึงเข้าไปติดในพรมผืนอื่นและผ้าม่าน

จุดกำยานหรือฉีดสเปรย์ปรับอากาศ กลิ่นหอมช่วยกลบกลิ่นอับชั่วคราว แต่ไม่ได้ลดจำนวนเชื้อโรคหรือสปอร์รา และควันหรือละอองน้ำหอมอาจทำให้ผู้ที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดมีอาการแย่ลง

ทาสีทับคราบรา เป็นทางลัดที่พบบ่อยมากในอาคารสาธารณะ เพราะทำให้ผนังดูสะอาดทันใจก่อนงานสำคัญ แต่ถ้าผนังด้านในยังชื้นและยังมีรากของเชื้อรา คราบจะกลับมาภายในไม่กี่สัปดาห์ และกลิ่นอับก็ยังคงอยู่

ตากพรมแค่วันเดียว แสงแดดช่วยได้มากกับผิวพรมด้านบน แต่ชั้นรองพื้นและแผ่นยางด้านล่างมักยังชื้นอยู่ เมื่อนำกลับมาปูทับพื้นปูนที่ยังไม่แห้ง เชื้อราจะเติบโตอยู่ใต้พรมโดยไม่มีใครเห็น

ข้อจำกัดร่วมของทุกวิธีข้างต้นคือ จัดการได้เฉพาะจุดที่มือเอื้อมถึงหรือสายตามองเห็น ขณะที่เชื้อโรคและสปอร์ราอยู่ทั้งในอากาศ ในซอกมุม ใต้ชั้นวาง ในช่องลมของแอร์ และบนผิวสัมผัสร้อยจุดที่ไม่มีใครเช็ดได้ครบ นี่คือช่องว่างที่การอบโอโซนเข้ามาเติมเต็ม

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อสำหรับมัสยิดและศาสนสถาน ทำงานอย่างไร

โอโซน (O3) คือออกซิเจนที่มีอะตอมเพิ่มขึ้นหนึ่งตัว มีคุณสมบัติเป็นสารออกซิไดซ์สูง เมื่อปล่อยเข้าสู่ห้องปิดในความเข้มข้นที่ควบคุม โมเลกุลโอโซนจะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ รวมถึงซอกมุมที่ผ้าเช็ดหรือสเปรย์เข้าไม่ถึง และเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมทั้งโมเลกุลที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับ จากนั้นจะสลายกลับเป็นออกซิเจน (O2) จึงไม่มีสารเคมีตกค้างบนพรม ผ้าม่าน หนังสือ หรือพื้นที่ที่ผู้คนต้องก้มกราบ

ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง บริการของ World Health Disinfection ผ่านการทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ ในการกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา 99.99% สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า เอกสารรับรอง

กฎเหล็กสองข้อที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม

ข้อแรก พื้นที่ต้องว่างเปล่าระหว่างอบ โอโซนในความเข้มข้นที่ใช้ฆ่าเชื้อเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นห้องที่อบต้องปิดและไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ภายใน ทุกคนต้องอยู่ด้านนอกจนกว่าจะผ่านช่วงพักและระบายอากาศตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง สำหรับศาสนสถาน หมายความว่าต้องวางแผนตารางให้ไม่ชนกับเวลาละหมาด พิธีกรรม หรือชั้นเรียน

ข้อสอง ต้องล้างโคลนและทำให้แห้งก่อน โอโซนไม่ได้แทนการขนโคลน การล้างพื้น การขัดคราบ หรือการตากพรมให้แห้ง โอโซนเป็นขั้นตอนเสริมหลังจากที่พื้นที่สะอาดและแห้งพอแล้ว เพื่อจัดการเชื้อในอากาศและพื้นผิวที่ยังหลงเหลือ และลดกลิ่นอับที่ฝังอยู่ หากพรมผืนใดแช่น้ำเสียนานจนไม่สามารถทำความสะอาดและทำให้แห้งได้ การนำออกไปทิ้งยังเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ขั้นตอนการทำงานแบบแบ่งโซน

  1. สำรวจและวางแผนร่วมกับคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ประเมินขนาดโถงละหมาด ที่อาบน้ำละหมาด ห้องเรียน ห้องเก็บของ และครัว พร้อมสอบถามตารางกิจกรรมทางศาสนาเพื่อเลือกช่วงเวลาที่อาคารว่างจริง
  2. แบ่งพื้นที่เป็นโซน เช่น โถงละหมาดฝั่งชาย โถงฝั่งหญิง ที่อาบน้ำละหมาด ห้องเรียนศาสนา และครัว เพื่อให้แต่ละโซนได้รับความเข้มข้นที่เหมาะสม
  3. เตรียมพื้นที่ ปิดประตูหน้าต่าง ปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศตามคำแนะนำ เปิดตู้และลิ้นชักเพื่อให้โอโซนเข้าถึง และย้ายสิ่งของที่ทีมงานแนะนำออกจากห้อง
  4. ปล่อยโอโซนและช่วงสัมผัส เครื่องผลิตโอโซนทำงานในห้องปิด ระยะเวลาโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน ขึ้นกับขนาดพื้นที่และสภาพหน้างาน
  5. พักและระบายอากาศ ปล่อยให้โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน จากนั้นเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ ห้ามผู้ใดเข้าไปจนกว่าเจ้าหน้าที่จะแจ้งว่าปลอดภัย
  6. ส่งมอบพื้นที่ พร้อมคำแนะนำการดูแลความชื้นต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เชื้อรากลับมาอีก

สำหรับงานอบโอโซนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ ซึ่งเหมาะกับการเช็ดจุดสัมผัสบ่อยหลังส่งมอบพื้นที่ เช่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำที่อาบน้ำละหมาด และราวจับ ดูรายละเอียดบริการได้ที่ บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร

10 เหตุผลที่คณะกรรมการศาสนสถานเลือกอบโอโซนเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการฟื้นฟู

  1. ไม่มีสารตกค้างบนพื้นที่ก้มกราบ โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน พรมและพื้นจึงไม่มีฟิล์มสารเคมีที่ผู้ละหมาดต้องสัมผัสด้วยหน้าผากและฝ่ามือ
  2. เข้าถึงทุกซอกของอาคารเก่า ศาสนสถานในชุมชนมักมีมุมอับ ใต้ชั้นหนังสือ ใต้มิมบัร และหลังตู้ ที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง แต่ก๊าซเข้าถึงได้
  3. จัดการอากาศ ไม่ใช่แค่พื้นผิว สปอร์ราและเชื้อที่ลอยอยู่ในโถงขนาดใหญ่ถูกจัดการไปพร้อมกัน ดูวิธีการทำงานได้ที่ หน้าบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ
  4. ลดกลิ่นอับที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การกลบด้วยกำยานหรือน้ำหอม ผู้มาละหมาดจึงหายใจได้สบายขึ้น
  5. ถนอมพรมและผ้าม่านที่ได้มาจากเงินบริจาค ไม่ต้องราดน้ำยาที่ทำให้สีซีดหรือเนื้อผ้าเสีย
  6. ช่วยห้องเรียนเด็กกลับมาเปิดได้อย่างมั่นใจ ผู้ปกครองสบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่าห้องผ่านการฆ่าเชื้อทั้งห้อง
  7. ใช้เวลาต่อโซนไม่นาน ประมาณ 30 นาทีต่อโซน วางแผนให้เสร็จระหว่างช่วงเวลาละหมาดหรือช่วงกลางคืนได้
  8. มีผลทดสอบรองรับ ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ
  9. ทีมงานมีประสบการณ์กับอาคารหลายประเภท ตั้งแต่บ้าน คอนโด โรงแรม สำนักงาน โรงเรียน ไปจนถึงโรงพยาบาล จึงเข้าใจการทำงานในพื้นที่ที่ต้องเคารพการใช้งานของเจ้าของ
  10. ได้แผนดูแลระยะยาว พร้อมคำแนะนำการคุมความชื้นหลังน้ำลด และสอบถามหรือนัดหมายได้ทันทีผ่าน บริการอบโอโซนของ WHD

ก่อนและหลังการฟื้นฟูอย่างถูกลำดับ

ก่อน

  • โถงละหมาดมีกลิ่นอับชื้น ผู้มาละหมาดบางคนไอหรือจาม
  • ผนังด้านที่ติดคลองมีจุดดำตามแนวน้ำ
  • ที่อาบน้ำละหมาดมีคราบตะกอนตามร่องยาแนวและท่อ
  • ผ้าม่านกั้นพื้นที่มีคราบเหลืองและกลิ่น
  • หนังสือในห้องเรียนเริ่มมีจุดราที่ขอบปก
  • ผู้ปกครองลังเลที่จะส่งลูกกลับมาเรียน

หลัง

  • ขนโคลน ล้าง และทำให้แห้งครบ แล้วจึงอบโอโซนทีละโซน
  • อากาศในโถงโล่งขึ้น กลิ่นอับลดลงอย่างชัดเจน
  • ผนังที่ชื้นได้รับการแก้ต้นเหตุก่อน ไม่ใช่ทาสีทับ
  • ที่อาบน้ำละหมาดสะอาด พร้อมใช้งานหลังช่วงระบายอากาศ
  • คัดแยกหนังสือที่เสียหายออก ส่วนที่เหลือเก็บในห้องที่แห้ง
  • คณะกรรมการแจ้งชุมชนได้อย่างมั่นใจว่าพร้อมเปิดใช้

กรณีตัวอย่าง: แผนสามวันของมัสยิดชุมชนริมคลอง

กรณีตัวอย่างนี้เป็นสถานการณ์สมมุติเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่รีวิวหรือคำพูดของลูกค้าจริง

กลับไปที่มัสยิดของคุณอารีฟ หลังจากประชุมกรรมการ ทุกคนตกลงกันว่าจะไม่รีบเปิดห้องเรียนเด็ก และจะไม่ทาสีทับผนัง แต่จะทำตามลำดับให้ครบ

วันที่หนึ่ง อาสาสมัครสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และหน้ากาก ยกพรมผืนที่ชั้นรองพื้นเปียกโชกและส่งกลิ่นน้ำเน่าออกไป คณะกรรมการตัดสินใจทิ้งพรมส่วนที่จมน้ำนานที่สุด และเก็บส่วนที่ยังอยู่ในสภาพดีไปส่งซักแห้ง ผ้าม่านทั้งหมดถูกปลดออกไปซัก พื้นปูนถูกขัดล้างด้วยน้ำสะอาดผสมสารทำความสะอาด แล้วเปิดประตูหน้าต่างให้ลมผ่านตลอดวัน

วันที่สอง ทีมช่างประจำชุมชนตรวจผนังด้านที่ติดคลอง พบว่าปูนฉาบด้านล่างยังชื้น จึงเปิดผิวออกบางส่วนเพื่อให้ระบายความชื้น ห้องเรียนถูกคัดแยกหนังสือ เล่มที่เปียกจนเปื่อยถูกแยกออกอย่างเคารพ ส่วนที่แห้งดีถูกย้ายไปเก็บชั่วคราวที่บ้านกรรมการ ครัวถูกล้างภาชนะทุกชิ้นด้วยน้ำร้อนและสารทำความสะอาด

วันที่สาม หลังละหมาดอิชาอ์และทุกคนกลับบ้านแล้ว ทีมงานอบโอโซนเข้าพื้นที่ตามที่นัดไว้ แบ่งเป็นห้าโซน ตั้งแต่โถงฝั่งชาย โถงฝั่งหญิง ที่อาบน้ำละหมาด ห้องเรียน และครัว แต่ละโซนปิดสนิทและไม่มีใครอยู่ภายใน หลังครบช่วงสัมผัสและพักให้โอโซนสลายตัว ทีมงานเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ และส่งมอบพื้นที่พร้อมคำแนะนำให้เปิดหน้าต่างช่วงกลางวันต่อเนื่องอีกหลายวัน

ในกรณีตัวอย่างแบบนี้ สิ่งที่คณะกรรมการได้กลับมาไม่ใช่แค่ห้องที่กลิ่นดีขึ้น แต่คือความมั่นใจที่จะบอกชาวบ้านว่าศาสนสถานผ่านการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ส่วนคุณลุงที่เป็นหอบหืด คณะกรรมการแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการก่อน แทนที่จะสรุปเองว่าทุกอย่างหายไปพร้อมกลิ่น

เช็กลิสต์ฟื้นฟูศาสนสถานหลังน้ำท่วม

ก่อนเรียกทีมอบโอโซน

  • ตรวจระบบไฟฟ้าก่อนเข้าอาคาร หากปลั๊กหรือสายไฟเคยจมน้ำ ให้ช่างไฟฟ้าตรวจและตัดไฟก่อนเสมอ
  • อาสาสมัครทุกคนสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท และหน้ากาก ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหาร
  • ขนโคลนและขยะออก ล้างพื้นด้วยน้ำสะอาดและสารทำความสะอาด เน้นพื้นที่อาบน้ำละหมาดและครัว
  • ยกพรม เสื่อ และเบาะออกตาก พรมที่แช่น้ำเสียนานและไม่สามารถทำให้แห้งได้ควรพิจารณาทิ้ง
  • ปลดผ้าม่านและผ้ากั้นทั้งหมดไปซัก
  • คัดแยกหนังสือและเอกสารที่เปียก จัดการเล่มที่เสียหายอย่างเหมาะสมตามแนวทางของชุมชน
  • เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท และตรวจผนังที่ยังชื้น
  • หารือกับอิหม่ามหรือผู้นำศาสนาเรื่องช่วงเวลาที่อาคารว่างได้ และแจ้งชุมชนล่วงหน้า

วันอบโอโซน

  • ตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีคน สัตว์ หรือต้นไม้ในอาคาร รวมถึงผู้ที่อาจพักค้างในห้องด้านหลัง
  • ติดป้ายห้ามเข้าที่ประตูทุกบาน และมอบหมายกรรมการหนึ่งคนดูแลทางเข้า
  • เปิดตู้ ลิ้นชัก และประตูห้องย่อยตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

หลังอบโอโซน

  • เข้าอาคารหลังเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพ้นช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น
  • เปิดหน้าต่างช่วงกลางวันต่อเนื่อง และใช้เครื่องลดความชื้นถ้ามี
  • เช็ดจุดสัมผัสบ่อยเป็นประจำ เช่น ก๊อกน้ำ ลูกบิด ราวบันได และชั้นวางรองเท้า
  • สังเกตจุดราใหม่บนผนังทุกสัปดาห์ หากกลับมาให้หาต้นเหตุความชื้นก่อน
  • ใครมีอาการผิดปกติหลังลุยน้ำหรือหลังกลับมาใช้อาคาร ให้ไปพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อย

อบโอโซนในโถงละหมาดแล้วจะมีสารตกค้างบนพรมหรือไม่

โอโซนเป็นก๊าซที่สลายตัวกลับเป็นออกซิเจน จึงไม่ทิ้งสารเคมีที่เป็นของเหลวหรือคราบไว้บนพรมหรือพื้น อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้ผ่านช่วงพักและระบายอากาศตามที่เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนเข้าใช้ทุกครั้ง ส่วนคำถามเชิงศาสนาเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ แนะนำให้ปรึกษาอิหม่ามหรือผู้นำศาสนาของชุมชนโดยตรง

ทำได้ระหว่างวันที่ยังมีคนมาละหมาดหรือไม่

ไม่ได้ในโซนที่กำลังอบ เพราะระหว่างอบพื้นที่ต้องว่างเปล่าเสมอ ทางที่ดีคือวางแผนให้ทำช่วงที่อาคารว่าง เช่น หลังละหมาดช่วงค่ำ หรือแบ่งโซนให้ส่วนหนึ่งยังใช้งานได้ระหว่างที่อีกส่วนหนึ่งปิดอบ โดยต้องแยกอากาศระหว่างโซนได้จริง

พรมที่จมน้ำควรเก็บไว้แล้วอบโอโซนหรือควรทิ้ง

ถ้าพรมแช่น้ำเสียหรือน้ำท่วมจากคลองเป็นเวลานาน และไม่สามารถล้างและทำให้แห้งสนิทได้ภายในเวลาอันสั้น หน่วยงานสาธารณสุขอย่าง CDC แนะนำให้พิจารณาทิ้ง โอโซนไม่ใช่วิธีชุบชีวิตพรมที่ชั้นล่างยังชื้นและมีเชื้อราเติบโต แต่เหมาะกับพรมที่ทำความสะอาดและแห้งดีแล้ว เพื่อลดเชื้อและกลิ่นที่ยังหลงเหลือ

หนังสือ คัมภีร์ และของมีค่าทางจิตใจต้องย้ายออกไหม

ทีมงานจะสำรวจและแนะนำเป็นกรณีไป สิ่งของที่เปียกหรือเสียหายควรแยกออกมาจัดการก่อน ส่วนของที่มีคุณค่าทางจิตใจสูงหรือวัสดุที่ทางชุมชนกังวล สามารถย้ายไปเก็บในพื้นที่แห้งชั่วคราวระหว่างการอบได้

ใช้เวลานานเท่าไร

โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน ไม่รวมเวลาเตรียมพื้นที่ ช่วงพัก และการระบายอากาศ ศาสนสถานที่มีหลายห้องอาจทำต่อเนื่องหลายโซนในคืนเดียว หรือแบ่งเป็นหลายช่วงตามตารางกิจกรรม

อบโอโซนแล้วไม่ต้องไปหาหมอใช่ไหม

ไม่ใช่ การอบโอโซนเป็นการจัดการสภาพแวดล้อม ไม่ใช่การรักษาโรค หากใครมีไข้ ปวดน่อง ท้องร่วง ผื่น หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่ลุยน้ำมา ต้องไปพบแพทย์ทันที

ใช้กับวัด โบสถ์ หรือศาลเจ้าได้ไหม

ได้ หลักการเดียวกันใช้กับศาสนสถานทุกประเภทที่มีพื้นที่ในร่ม เช่น ศาลาการเปรียญ กุฏิ ห้องเก็บของ ห้องประชุม หรือโรงเรียนวันอาทิตย์ เพียงต้องเคารพตารางพิธีกรรม และทำในพื้นที่ที่ว่างเปล่าเท่านั้น

ให้ศาสนสถานของชุมชนกลับมาเป็นที่พึ่งที่ปลอดภัยอีกครั้ง

ปรึกษาทีมงานเพื่อวางแผนอบโอโซนฆ่าเชื้อแบบแบ่งโซนให้สอดคล้องกับตารางกิจกรรมทางศาสนาของคุณ

ปรึกษาบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

#อบโอโซน #อบโอโซนฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมกทม2569 #กำจัดเชื้อรา #อบโอโซนมัสยิด #ศาสนสถานปลอดภัย

คำค้นหา: อบโอโซนมัสยิด, ฆ่าเชื้อศาสนสถานหลังน้ำท่วม, พรมละหมาดขึ้นรา, กำจัดเชื้อรามัสยิด, ที่อาบน้ำละหมาดฆ่าเชื้อ, อบโอโซนฆ่าเชื้อ, น้ำท่วมกทม 2569, กลิ่นอับหลังน้ำท่วม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้