อบโอโซนบ้านผู้ป่วย COPD หลังน้ำท่วม: ลดเชื้อรา แบคทีเรีย และอากาศอับชื้นในบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ก่อนพากลับบ้านหลังน้ำท่วม กทม. 2569

Last updated: 1 ต.ค. 2569  |  24 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อบโอโซนบ้านผู้ป่วย COPD หลังน้ำท่วม: ลดเชื้อรา แบคทีเรีย และอากาศอับชื้นในบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ก่อนพากลับบ้านหลังน้ำท่วม กทม. 2569

อบโอโซนบ้านผู้ป่วย COPD หลังน้ำท่วม: ลดเชื้อรา แบคทีเรีย และอากาศอับชื้นในบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ก่อนพากลับบ้านหลังน้ำท่วม กทม. 2569

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (เป็นสถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)

บ้านสะอาดแล้วในสายตาลูกหลาน แต่พ่อหายใจเข้าไปได้แค่ครึ่งคืนก็เริ่มหอบ

คุณสมศรีอาศัยอยู่กับพ่อวัยเจ็ดสิบแปดในทาวน์เฮาส์สองชั้นย่านบึงกุ่ม พ่อของเธอเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือ COPD มาหลายปี ต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลมทุกวัน เดินขึ้นบันไดได้ช้า ๆ และต้องหยุดพักกลางทาง เมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ฝนตกหนักต่อเนื่องจนน้ำเข้าบ้านชั้นล่าง คุณสมศรีรีบพาพ่อไปพักที่บ้านน้องสาวซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม พร้อมหิ้วถุงยาและเครื่องพ่นยาไปด้วย

หลังน้ำลด เธอกับสามีใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ตักโคลน ขนโซฟาที่จมน้ำออกไปทิ้ง ขัดพื้นด้วยน้ำยาฟอกขาว เปิดพัดลมเป่าทุกห้อง และทาสีผนังชั้นล่างใหม่บางส่วน บ้านดูสะอาดเรียบร้อยดี เธอจึงพาพ่อกลับบ้านในวันเสาร์ แต่คืนแรกที่พ่อนอนในห้องนอนชั้นล่าง ซึ่งย้ายลงมาเพราะพ่อขึ้นบันไดไม่ไหว พ่อเริ่มไอถี่ หายใจมีเสียงวี้ด ต้องลุกนั่งพ่นยาหลายรอบกว่าจะดีขึ้น

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณสมศรีลองดมกลิ่นในห้องนอนให้ดี ๆ ก็พบว่ายังมีกลิ่นอับจาง ๆ ปนกับกลิ่นน้ำยาฟอกขาวที่ยังไม่หมด เมื่อเลื่อนตู้เสื้อผ้าออกจากผนังก็เห็นจุดดำของเชื้อราเป็นแนวยาวที่ผนังด้านหลังตู้ ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ได้ขัดเพราะตู้หนักเกินกว่าจะย้าย เธอรู้ทันทีว่า สิ่งที่ตาเห็นว่าสะอาด อาจยังไม่ใช่อากาศที่ปอดของพ่อรับไหว

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง การกลับบ้านหลังน้ำท่วมไม่ได้วัดกันที่บ้านดูสะอาดหรือไม่ แต่วัดที่อากาศในบ้านปลอดภัยต่อการหายใจหรือยัง บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมความชื้น เชื้อรา และแบคทีเรียหลังน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ป่วย COPD และโรคปอดเรื้อรัง ควรเตรียมบ้านอย่างไรก่อนพาผู้ป่วยกลับ และการอบโอโซนฆ่าเชื้อในบ้านที่ว่างเปล่าเข้ามาช่วยในขั้นตอนไหน

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปลายเดือนกันยายน 2569 กับครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคปอด

ตามรายงานข่าว ระหว่างวันที่ 24 ถึง 27 กันยายน 2569 กรุงเทพฯ มีฝนตกหนักต่อเนื่องราว 300 มิลลิเมตรภายในประมาณ 48 ชั่วโมง วันที่ 26 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย โดยฝั่งตะวันออกได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีการกล่าวถึงพื้นที่คลองจั่นและบึงกุ่ม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครระบุว่าคลองเต็มความจุ และการระบายน้ำต้องใช้เวลาราว 2 ถึง 3 วันหลังฝนหยุด

ตามรายงานข่าว ถึงวันที่ 30 กันยายน ถนนบางสายอย่างศรีบูรพาและลาดพร้าวยังมีน้ำขังราว 20 ถึง 40 เซนติเมตร สื่อไทยเปรียบเทียบเหตุการณ์กับน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และมีรายงานธุรกิจที่อ้างประมาณการของหอการค้าว่าความเสียหายราว 12,300 ล้านบาท รายงานยังระบุว่ามีผู้เสียชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุ เราขอแสดงความเสียใจต่อทุกครอบครัวที่สูญเสีย เหตุการณ์นี้ย้ำว่าผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษทั้งในช่วงน้ำท่วมและช่วงฟื้นฟู

ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังจำนวนมากต้องอพยพไปพักบ้านญาติ ศูนย์พักพิง หรือโรงพยาบาลระหว่างน้ำท่วม เมื่อน้ำลด คำถามที่ครอบครัวต้องตอบคือ จะพาผู้ป่วยกลับบ้านได้เมื่อไร และต้องเตรียมบ้านอย่างไรบ้าง

ข้อความสำคัญที่ต้องชัดตั้งแต่ต้น คือ การอบโอโซนไม่ใช่การรักษาโรค COPD หรือโรคปอดใด ๆ ไม่ได้ป้องกันน้ำท่วม และไม่ได้ทดแทนคำแนะนำของแพทย์ การอบโอโซนเป็นขั้นตอนดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน ช่วยลดเชื้อโรคและเชื้อราในอากาศและบนพื้นผิว หลังจากที่ตักโคลน ล้างทำความสะอาด และทำให้บ้านแห้งแล้ว และต้องทำในบ้านที่ไม่มีคนอยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคปอดต้องอยู่นอกบ้านตลอดการอบและช่วงพักระบายอากาศ

ทำไมบ้านหลังน้ำท่วมจึงเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ป่วย COPD และโรคปอดเรื้อรัง

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นภาวะที่หลอดลมตีบแคบและเนื้อปอดเสียหายถาวร ผู้ป่วยมีปอดที่ทำงานได้น้อยกว่าคนทั่วไป จึงมีพื้นที่สำรองในการหายใจน้อย สิ่งที่คนทั่วไปแค่รู้สึกระคายจมูก สำหรับผู้ป่วยอาจกลายเป็นอาการเหนื่อยหอบที่ต้องไปห้องฉุกเฉินได้ นอกจาก COPD แล้ว ผู้ป่วยโรคหอบหืด หลอดลมโป่งพอง พังผืดในปอด และผู้ที่เคยเป็นวัณโรคปอดจนมีแผลเป็นในปอด ก็อยู่ในกลุ่มที่ต้องระวังเช่นกัน

สปอร์เชื้อราคือสิ่งกระตุ้นที่มองไม่เห็น

หลังน้ำท่วม เชื้อราเติบโตบนผนัง ฝ้าเพดาน ไม้ ผ้า และฟูกที่ชื้น สปอร์ขนาดเล็กลอยอยู่ในอากาศและถูกสูดเข้าไปถึงทางเดินหายใจส่วนลึก สำหรับคนทั่วไปอาจทำให้จามหรือคัดจมูก แต่สำหรับผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง สปอร์และสารที่เชื้อราปล่อยออกมาอาจกระตุ้นให้หลอดลมอักเสบและตีบมากขึ้น ทำให้ไอ มีเสมหะ หายใจมีเสียงวี้ด และเหนื่อยง่ายขึ้น

การติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นตัวกระตุ้นอาการกำเริบที่สำคัญ

อาการกำเริบเฉียบพลันของ COPD มักถูกกระตุ้นจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย ช่วงหลังน้ำท่วม คนในบ้านเหนื่อยล้าจากการทำความสะอาด ภูมิคุ้มกันอาจลดลง และเชื้อโรคจากน้ำท่วมยังตกค้างตามพื้นผิว การลดปริมาณเชื้อในบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับเชื้อ

ความชื้นสูงทำให้หายใจลำบากขึ้น

ผู้ป่วยโรคปอดหลายรายรู้สึกว่าหายใจลำบากขึ้นในอากาศที่ชื้นและอับ บ้านหลังน้ำท่วมที่ผนังยังคายความชื้น และอากาศไม่ถ่ายเท จึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับปอดที่ทำงานหนักอยู่แล้ว

ไอระเหยจากสารเคมีทำความสะอาดก็เป็นภาระของปอด

ระหว่างฟื้นฟูบ้าน ครอบครัวมักใช้น้ำยาฟอกขาว น้ำยาล้างห้องน้ำ สีทาบ้าน และกาวในปริมาณมากในเวลาสั้น ไอระเหยเหล่านี้ระคายเคืองทางเดินหายใจของคนทั่วไป และยิ่งรุนแรงสำหรับผู้ป่วยโรคปอด นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยไม่ควรอยู่ในบ้านระหว่างการทำความสะอาดใหญ่ และควรระบายอากาศให้ดีก่อนกลับเข้าบ้าน สำหรับกลิ่นสีและสารเคมีจากงานซ่อมแซม WHD มีบริการอบโอโซนกำจัดกลิ่นสารเคมีตกค้างแยกต่างหาก

ห้องนอนชั้นล่างที่ผู้ป่วยมักใช้

ผู้ป่วย COPD ระยะที่เหนื่อยง่ายมักย้ายมานอนชั้นล่างเพื่อไม่ต้องขึ้นบันได ซึ่งชั้นล่างคือส่วนที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง ผนัง พื้น และเฟอร์นิเจอร์ในห้องนั้นจึงมีความชื้นและเชื้อราสะสมมากที่สุด ห้องที่ผู้ป่วยใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงจึงต้องได้รับการดูแลอย่างละเอียดที่สุด

เชื้อโรคหลังน้ำท่วม อาการเตือน และใครในบ้านที่ต้องระวัง

องค์การอนามัยโลก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย แนะนำตรงกันว่าบ้านที่ถูกน้ำท่วมควรทำความสะอาดและทำให้แห้งให้เร็วที่สุด ภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหากทำได้ เพื่อจำกัดการเติบโตของเชื้อรา และแนะนำให้ผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดพื้นที่ที่มีเชื้อรา

เชื้อที่พบบ่อยหลังน้ำท่วม

  • เชื้อรา บนผนัง ฝ้า ไม้ ผ้า ฟูก และหลังเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งกระทบทางเดินหายใจโดยตรง
  • แบคทีเรียจากน้ำเสียและอุจจาระ ที่ตกค้างบนพื้นผิว ทำให้ท้องร่วงและติดเชื้อผิวหนังได้
  • เชื้อเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ที่เข้าทางบาดแผลเมื่อสัมผัสน้ำและโคลนปนเปื้อน
  • ไวรัสทางเดินหายใจ ที่แพร่ง่ายขึ้นเมื่อคนจำนวนมากอยู่รวมกันในบ้านญาติหรือศูนย์พักพิง

สัญญาณที่ผู้ป่วยโรคปอดต้องรีบพบแพทย์

  • เหนื่อยหอบมากกว่าปกติ พูดได้ไม่จบประโยค หรือต้องใช้ยาพ่นบ่อยกว่าที่แพทย์สั่ง
  • เสมหะมากขึ้น เปลี่ยนสีเป็นเหลืองหรือเขียว หรือมีไข้
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ สับสน ซึม หรือง่วงผิดปกติ
  • ค่าออกซิเจนปลายนิ้วต่ำกว่าเกณฑ์ที่แพทย์แจ้งไว้ สำหรับบ้านที่มีเครื่องวัด

หากมีอาการรุนแรง ให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที ส่วนคนในบ้านที่ลุยน้ำแล้วมีไข้ ปวดน่อง หรือท้องร่วงไม่หยุด ก็ต้องไปพบแพทย์เช่นกัน การอบโอโซนเป็นการดูแลสภาพแวดล้อม ไม่ใช่การรักษา

ใครในบ้านต้องระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ป่วย COPD หอบหืด และโรคปอดเรื้อรังทุกชนิด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน
  • ผู้สูงอายุ ซึ่งภูมิคุ้มกันและสมรรถภาพปอดลดลงตามวัย
  • เด็กเล็กและทารก ที่ทางเดินหายใจยังเล็กและไวต่อสิ่งกระตุ้น
  • หญิงตั้งครรภ์ ที่ควรเลี่ยงการทำความสะอาดพื้นที่ปนเปื้อนและสารเคมีเข้มข้น
  • ผู้ดูแลหลัก ที่ต้องทั้งทำความสะอาดบ้านและดูแลผู้ป่วย จนเสี่ยงทั้งติดเชื้อและเหนื่อยล้าสะสม

ผลกระทบที่ครอบครัวผู้ป่วยโรคปอดต้องแบกรับ

ด้านสุขภาพ: อาการกำเริบแต่ละครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาล และสมรรถภาพปอดหลังกำเริบบางครั้งไม่กลับมาเท่าเดิม การป้องกันไม่ให้กำเริบจึงสำคัญมากกว่าการรักษาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว

ด้านเงิน: ค่ารักษาเมื่ออาการกำเริบ ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่ายาเพิ่มเติม และรายได้ที่หายไปเพราะคนในบ้านต้องลางานมาดูแล รวมกันแล้วเป็นภาระที่หนักสำหรับครอบครัวที่เพิ่งเสียเงินไปกับการซ่อมบ้าน

ด้านเวลา: ผู้ดูแลต้องแบ่งเวลาระหว่างการฟื้นฟูบ้าน การทำงาน และการดูแลผู้ป่วยที่ยังพักอยู่ที่อื่น ยิ่งยืดเวลาที่ผู้ป่วยกลับบ้านไม่ได้ ภาระก็ยิ่งยาวขึ้น

ด้านจิตใจ: ผู้ป่วยหลายคนอยากกลับบ้านของตัวเองให้เร็วที่สุด ขณะที่ลูกหลานกังวลว่าบ้านพร้อมจริงหรือยัง ความไม่แน่ใจนี้สร้างความเครียดให้ทั้งครอบครัว และความเครียดเองก็ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบากขึ้นได้

ด้านครอบครัว: เมื่อผู้ป่วยกำเริบหลังกลับบ้าน หลายครอบครัวรู้สึกผิดว่าพากลับเร็วเกินไป ทั้งที่ได้ทำความสะอาดอย่างเต็มที่แล้ว การมีขั้นตอนเตรียมบ้านที่ชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

วิธีที่ครอบครัวมักใช้ และเหตุผลที่ยังไม่พอสำหรับบ้านผู้ป่วยโรคปอด

ขัดพื้นด้วยน้ำยาฟอกขาวเข้มข้น: ช่วยฆ่าเชื้อบนพื้นผิวเรียบได้ แต่ไอระเหยของคลอรีนเองก็ระคายเคืองทางเดินหายใจ หากใช้มากในห้องที่ปิด กลิ่นอาจค้างอยู่หลายวัน และยังไม่เข้าถึงเชื้อราหลังตู้ ใต้เตียง หรือในอากาศ ห้ามผสมกับน้ำยาชนิดอื่นเด็ดขาด เพราะอาจเกิดก๊าซอันตราย

ฉีดสเปรย์ปรับอากาศหรือจุดน้ำมันหอมระเหย: กลิ่นหอมและละอองจากสเปรย์เป็นสิ่งกระตุ้นทางเดินหายใจสำหรับผู้ป่วยหลายราย และไม่ได้ลดเชื้อหรือสปอร์เลย

เปิดพัดลมเป่าแรง ๆ: ช่วยให้แห้งเร็วขึ้น แต่ถ้าผนังยังมีเชื้อรา ลมแรงจะยิ่งพัดสปอร์ให้ฟุ้งในห้อง ควรใช้พัดลมดันอากาศออกนอกบ้านในช่วงที่ผู้ป่วยยังไม่กลับ

ทาสีทับผนังที่ยังชื้น: นอกจากเชื้อราจะกลับมาใต้ชั้นสีแล้ว กลิ่นสีใหม่ยังเป็นภาระของปอดผู้ป่วยในช่วงแรกด้วย

ใช้เครื่องฟอกอากาศเพียงอย่างเดียว: เครื่องฟอกอากาศช่วยกรองฝุ่นและสปอร์บางส่วนในอากาศได้ และมีประโยชน์ในการใช้ต่อเนื่องหลังกลับบ้าน แต่ไม่ได้จัดการเชื้อราที่เกาะอยู่บนผนังหรือหลังเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งยังคงปล่อยสปอร์ใหม่ออกมาเรื่อย ๆ

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อจาก WHD สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง

World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร ตามข้อมูลบริการ โอโซน (O3) เข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงโมเลกุลกลิ่น แล้วสลายกลับเป็นออกซิเจน (O2) โดยไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek สหราชอาณาจักร ระบุประสิทธิภาพกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา 99.99%

สำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอด ข้อดีสำคัญคือเมื่อผ่านช่วงพักและระบายอากาศแล้ว โอโซนจะสลายกลับเป็นออกซิเจน ไม่เหลือกลิ่นน้ำยาหรือไอระเหยสารเคมีค้างในห้องเหมือนการฉีดพ่นน้ำยาปริมาณมาก ขณะเดียวกันก๊าซสามารถกระจายเข้าถึงหลังตู้ ใต้เตียง มุมเพดาน และช่องที่การเช็ดถูทำได้ยาก

ข้อควรรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับบ้านผู้ป่วยโรคปอด: ระหว่างการอบ โอโซนมีความเข้มข้นที่ระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องทำในบ้านหรือห้องที่ปิดและไม่มีคนอยู่เท่านั้น ผู้ป่วยโรคปอดต้องอยู่นอกบ้านตลอดการอบและตลอดช่วงพักระบายอากาศ ห้ามกลับเข้ามาก่อนทีมงานแจ้งว่าพร้อม และควรกลับเป็นคนสุดท้ายหลังจากคนในบ้านที่แข็งแรงเข้าไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพิ่มแล้ว หากไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยพร้อมกลับบ้านเมื่อใด ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล

ขั้นตอนการทำงานในบ้านที่มีผู้ป่วยโรคปอด

  1. สำรวจบ้านและวางแผนตามห้องของผู้ป่วย: ทีมงานให้ความสำคัญกับห้องนอนของผู้ป่วย ห้องนั่งเล่นที่ผู้ป่วยใช้ประจำ และเส้นทางที่ผู้ป่วยเดินผ่าน ตรวจระดับคราบน้ำ ความชื้น และจุดเชื้อราที่ซ่อนอยู่หลังเฟอร์นิเจอร์
  2. ตรวจความพร้อมของบ้าน: ยืนยันว่าตักโคลน ล้าง และทำให้แห้งแล้ว ฟูก หมอน พรม และผ้าม่านที่จมน้ำหรือขึ้นราถูกนำออก
  3. จัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์: นำยา เครื่องพ่นยา หน้ากาก สายออกซิเจน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ส่วนตัวออกไปกับผู้ป่วย หรือเก็บในภาชนะปิดตามคำแนะนำของทีมงาน ส่วนการทำความสะอาดอุปกรณ์ให้ทำตามคู่มือของผู้ผลิตและคำแนะนำของแพทย์
  4. เตรียมบ้านให้ว่าง: คนทุกคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากบ้าน ปิดประตูหน้าต่าง ปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศ
  5. ปล่อยโอโซนทีละโซน: รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซนตามข้อมูลบริการ
  6. พักและระบายอากาศอย่างเพียงพอ: ปล่อยให้โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน แล้วเปิดระบายอากาศ สำหรับบ้านผู้ป่วยโรคปอด ทีมงานจะแนะนำให้เผื่อเวลาระบายอากาศเพิ่มก่อนผู้ป่วยกลับเข้าบ้าน

10 เหตุผลที่บ้านผู้ป่วย COPD ควรอบโอโซนฆ่าเชื้อก่อนพาผู้ป่วยกลับบ้าน

  1. ช่วยลดสปอร์เชื้อราในอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นทางเดินหายใจที่ตามองไม่เห็น
  2. เข้าถึงหลังตู้ ใต้เตียง และมุมเพดาน ที่ลูกหลานขัดไม่ถึง เหมือนในเรื่องของคุณสมศรี
  3. ไม่ทิ้งไอระเหยสารเคมีตกค้าง เพราะโอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจนตามข้อมูลบริการ ต่างจากการพ่นน้ำยาปริมาณมาก
  4. ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบนพื้นผิว ลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับเชื้อในช่วงที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดูรายละเอียดบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ
  5. ลดกลิ่นอับที่ต้นเหตุ โดยไม่ต้องใช้น้ำหอมหรือสเปรย์ที่อาจกระตุ้นอาการ
  6. ทำในช่วงที่ผู้ป่วยยังพักที่อื่นได้พอดี รอบละประมาณ 30 นาทีต่อโซนตามข้อมูลบริการ แล้วพักระบายอากาศก่อนผู้ป่วยกลับ
  7. มีผลทดสอบรองรับ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek สหราชอาณาจักร ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง
  8. ช่วยให้ครอบครัวตัดสินใจพาผู้ป่วยกลับบ้านได้อย่างมั่นใจขึ้น เพราะผ่านขั้นตอนครบ ทั้งล้าง ทำให้แห้ง และฆ่าเชื้อ นัดสำรวจบ้านก่อนผู้ป่วยกลับ
  9. ลดภาระของผู้ดูแล ที่ไม่ต้องขัดผนังซ้ำทุกสัปดาห์เพราะเชื้อรากลับมา เมื่อทำร่วมกับการแก้ต้นเหตุความชื้น
  10. ได้อุปกรณ์ดูแลต่อเนื่อง ตามข้อมูลบริการ งานอบโอโซนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไปรับสเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ฟรี ไว้เช็ดจุดสัมผัสบ่อย โดยให้คนที่แข็งแรงเป็นผู้ใช้และใช้ขณะผู้ป่วยไม่อยู่ในห้อง

ก่อนและหลังการอบโอโซนในบ้านผู้ป่วยโรคปอด

ก่อน

  • ห้องนอนชั้นล่างมีกลิ่นอับปนกลิ่นน้ำยาฟอกขาว
  • เชื้อราซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้าและใต้เตียง
  • ผู้ป่วยไอถี่และต้องพ่นยาบ่อยขึ้นตั้งแต่คืนแรกที่กลับ
  • ครอบครัวไม่แน่ใจว่าบ้านพร้อมแล้วหรือยัง
  • ต้องฉีดสเปรย์กลบกลิ่นซึ่งยิ่งทำให้ระคายจมูก

หลัง (เมื่อทำร่วมกับการล้าง ทำให้แห้ง และแก้ต้นเหตุความชื้น)

  • อากาศในห้องนอนโปร่งขึ้น กลิ่นอับลดลงชัดเจน
  • จุดอับที่ขัดไม่ถึงได้รับการฆ่าเชื้อทั่วถึง
  • ไม่มีไอระเหยสารเคมีค้างหลังผ่านช่วงระบายอากาศ
  • ครอบครัวมีขั้นตอนชัดเจนก่อนพาผู้ป่วยกลับบ้าน
  • ผู้ดูแลมีเวลาโฟกัสกับการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น

หมายเหตุ: การอบโอโซนไม่ได้รับประกันว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการกำเริบ เพราะอาการของโรคปอดขึ้นกับหลายปัจจัย ผู้ป่วยควรใช้ยาและติดตามอาการตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

กรณีตัวอย่าง: บ้านเดี่ยวสองชั้นของคุณตาที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน

กรณีตัวอย่าง (สถานการณ์จำลองเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่รีวิวที่ยืนยันตัวตนลูกค้า)

คุณวิทย์ดูแลคุณพ่อวัยแปดสิบที่เป็น COPD ระยะที่ต้องใช้เครื่องผลิตออกซิเจนที่บ้านในบางช่วงของวัน บ้านเดี่ยวสองชั้นในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกมีน้ำเข้าชั้นล่างอยู่หลายวัน ระหว่างนั้นคุณพ่อพักที่คอนโดของหลานสาว หลังน้ำลด คุณวิทย์จ้างทีมทำความสะอาดตักโคลนและล้างบ้าน ทิ้งฟูกและโซฟาที่จมน้ำ และเปิดบ้านระบายอากาศอยู่หลายวัน

ก่อนพาคุณพ่อกลับ คุณวิทย์โทรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อ แพทย์แนะนำให้แน่ใจว่าบ้านแห้งสนิท ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นสารเคมีค้าง และให้สังเกตอาการใกล้ชิดในสัปดาห์แรก คุณวิทย์จึงติดต่อ WHD ทีมงานเข้าสำรวจ พบเชื้อราหลังตู้หนังสือในห้องนั่งเล่นและที่ขอบฝ้าห้องนอนชั้นล่าง จึงแนะนำให้ช่างเปลี่ยนแผ่นฝ้าที่เสียหายก่อน แล้วค่อยอบ

ในวันอบ ทุกคนอยู่นอกบ้าน เครื่องผลิตออกซิเจน สายออกซิเจน และยาของคุณพ่อถูกนำออกไปไว้ที่คอนโดตั้งแต่แรก ทีมงานอบทีละโซน พักและระบายอากาศตามขั้นตอน คุณวิทย์เข้าไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศเพิ่มอีกช่วงหนึ่งตามคำแนะนำ และพาคุณพ่อกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น

คุณวิทย์เล่าว่าสิ่งที่ทำให้สบายใจคือบ้านไม่มีทั้งกลิ่นอับและกลิ่นน้ำยา คุณพ่อนอนในห้องเดิมได้ตามปกติ ครอบครัวยังคงเปิดเครื่องลดความชื้นในห้องนอน ตรวจหลังเฟอร์นิเจอร์ทุกสัปดาห์ และพาคุณพ่อไปพบแพทย์ตามนัด เขาย้ำว่าการเตรียมบ้านเป็นแค่ส่วนหนึ่ง การดูแลตามแผนของแพทย์ยังสำคัญที่สุด

เช็กลิสต์เตรียมบ้านก่อนพาผู้ป่วยโรคปอดกลับหลังน้ำท่วม

ระหว่างที่ผู้ป่วยยังพักที่อื่น

  • ให้ผู้ป่วยพักในที่ปลอดภัย มียาครบ และมีแผนติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลประจำ
  • ผู้ป่วยโรคปอดไม่ควรลงมือทำความสะอาดบ้านที่มีโคลนหรือเชื้อราด้วยตัวเอง
  • ตัดไฟชั้นที่ถูกน้ำท่วม และให้ช่างตรวจระบบไฟฟ้าก่อนเปิดใช้ โดยเฉพาะปลั๊กที่ใช้กับเครื่องผลิตออกซิเจนหรือเครื่องพ่นยา

ทำความสะอาดและทำให้แห้ง

  • ตักโคลนออกให้หมด ล้างพื้นและผนังด้วยน้ำยาทำความสะอาด สวมรองเท้าบูท ถุงมือ และหน้ากาก
  • ทิ้งฟูก หมอน พรม และเบาะที่จมน้ำหรือขึ้นรา
  • เลื่อนเฟอร์นิเจอร์ออกจากผนังเพื่อตรวจและทำความสะอาดด้านหลัง
  • เปิดบ้านระบายอากาศ ใช้พัดลมดันอากาศออก และใช้เครื่องลดความชื้น
  • เปลี่ยนแผ่นฝ้าหรือวัสดุที่ดูดน้ำและเสียหายจนแห้งไม่ได้
  • ล้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ และให้ช่างตรวจภายในเครื่องหากเคยจมน้ำ

วันอบโอโซน

  • ทุกคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องอยู่นอกบ้าน
  • นำยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของผู้ป่วยออกจากบ้าน หรือเก็บตามคำแนะนำของทีมงาน
  • กลับเข้าบ้านหลังทีมงานแจ้งว่าผ่านช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น และให้คนที่แข็งแรงเข้าไปเปิดหน้าต่างก่อน

หลังพาผู้ป่วยกลับบ้าน

  • ใช้ยาตามแพทย์สั่ง และพกยาพ่นฉุกเฉินไว้ใกล้ตัว
  • สังเกตอาการใกล้ชิดในสัปดาห์แรก หากเหนื่อยมากขึ้น เสมหะเปลี่ยนสี หรือมีไข้ ให้ติดต่อแพทย์ หากรุนแรงโทร 1669
  • หลีกเลี่ยงน้ำหอม สเปรย์ และการใช้น้ำยาเข้มข้นในห้องที่ผู้ป่วยอยู่
  • ควบคุมความชื้นในห้องนอน และตรวจมุมห้องกับหลังเฟอร์นิเจอร์ทุกสัปดาห์
  • คนในบ้านที่ลุยน้ำแล้วมีไข้หรือปวดน่อง ให้ไปพบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเรื่องอบโอโซนบ้านผู้ป่วย COPD หลังน้ำท่วม

1. โอโซนเป็นอันตรายต่อปอดของผู้ป่วยไหม

ระหว่างการอบ โอโซนมีความเข้มข้นที่ระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องไม่มีใครอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคปอด หลังผ่านช่วงพักและระบายอากาศ โอโซนจะสลายกลับเป็นออกซิเจนตามข้อมูลบริการ ผู้ป่วยควรกลับเข้าบ้านหลังทีมงานแจ้งว่าพร้อม และเผื่อเวลาระบายอากาศเพิ่ม

2. อบโอโซนแล้วผู้ป่วยกลับบ้านได้ทันทีไหม

ต้องรอให้ผ่านช่วงพักและระบายอากาศก่อน และควรพิจารณาร่วมกับคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลว่าผู้ป่วยพร้อมกลับเมื่อใด

3. การอบโอโซนช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการ COPD ได้ไหม

ไม่ได้ การอบโอโซนเป็นการดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน ช่วยลดเชื้อโรคและเชื้อรา ไม่ใช่การรักษาโรค ผู้ป่วยต้องใช้ยาและติดตามอาการตามแผนของแพทย์

4. ยังไม่ได้ล้างบ้าน อบโอโซนก่อนได้ไหม

ไม่แนะนำ การอบโอโซนเป็นขั้นตอนหลังตักโคลน ล้าง และทำให้แห้ง โคลนและความชื้นที่เหลืออยู่จะทำให้เชื้อรากลับมา

5. เครื่องผลิตออกซิเจนและเครื่องพ่นยาต้องทำอย่างไรระหว่างอบ

ควรนำออกไปกับผู้ป่วย หรือเก็บตามคำแนะนำของทีมงาน การทำความสะอาดอุปกรณ์ให้ทำตามคู่มือของผู้ผลิตและคำแนะนำของแพทย์ หากอุปกรณ์เคยจมน้ำ ห้ามเปิดใช้จนกว่าจะได้รับการตรวจ

6. กลับบ้านแล้วผู้ป่วยหอบมากขึ้น ควรทำอย่างไร

ใช้ยาตามแผนที่แพทย์ให้ไว้และติดต่อแพทย์ทันที หากหายใจลำบากมาก ริมฝีปากเขียว หรือซึมลง ให้โทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที

เตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับปอดที่ต้องการอากาศดีที่สุด

ปรึกษาทีมงาน WHD เพื่อสำรวจบ้านของผู้ป่วยโรคปอด วางแผนอบโอโซนฆ่าเชื้อในช่วงที่ผู้ป่วยยังพักที่อื่น และเผื่อเวลาระบายอากาศก่อนพาผู้ป่วยกลับบ้าน

นัดสำรวจบ้านก่อนผู้ป่วยกลับ

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #อบโอโซนฆ่าเชื้อ #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #น้ำท่วมกทม2569 #กำจัดเชื้อรา #ผู้ป่วยCOPD #โรคปอดเรื้อรัง #บ้านปลอดเชื้อรา

คำค้นหา: อบโอโซนบ้านผู้ป่วย COPD หลังน้ำท่วม, บ้านผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง, เชื้อรากับโรคปอด, ฆ่าเชื้อบ้านก่อนผู้ป่วยกลับ, กลิ่นอับห้องนอนผู้สูงอายุ, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม กทม. 2569, บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ, COPD กำเริบหลังน้ำท่วม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้