Last updated: 1 ต.ค. 2569 | 16 จำนวนผู้เข้าชม |
เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (สถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)
ปลายเดือนกันยายน 2569 ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวันทำให้กรุงเทพมหานครจมน้ำเป็นวงกว้าง ตามรายงานข่าว ฝนสะสมราว 300 มิลลิเมตรในเวลาประมาณสองวัน และวันที่ 26 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานครประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ฝั่งตะวันออกของเมืองได้รับผลกระทบหนักที่สุด หนึ่งในนั้นคือโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษขนาดเล็กของคุณสมชาย ในซอยแยกจากถนนศรีบูรพา ซึ่งน้ำเข้าท่วมพื้นโรงงานสูงเกือบครึ่งเข่าอยู่หลายวัน
เมื่อน้ำลด สิ่งที่เหลือไว้คือโคลนบาง ๆ ทั่วพื้น คราบน้ำมันจากรถยกที่ลอยขึ้นมาปะปน และพื้นอีพ็อกซีเดิมที่หลุดล่อนเป็นแผ่นเพราะความชื้นซึมเข้าใต้ชั้นเคลือบ คุณสมชายตัดสินใจรื้อพื้นเดิมออกและเคลือบอีพ็อกซีใหม่ทั้งชั้นล่าง เพราะลูกค้ารายใหญ่ต้องการให้กลับมาส่งของให้ได้เร็วที่สุด ช่างทำงานกันทั้งคืน และพื้นใหม่ก็เงางามเรียบสวยกว่าเดิมเสียอีก
แต่เช้าวันที่เปิดสายการผลิต กลิ่นฉุนคล้ายแอมโมเนียผสมกลิ่นตัวทำละลายลอยอบอวลไปทั้งอาคาร ภายในชั่วโมงแรก พนักงานบรรจุสองคนบ่นปวดหัว แสบตา อีกคนหนึ่งที่เป็นภูมิแพ้อยู่แล้วเริ่มไอไม่หยุด ฝ่ายประกันคุณภาพยังกังวลว่ากลิ่นจะติดไปกับกล่องกระดาษที่ส่งให้ลูกค้าธุรกิจอาหาร ส่วนหน้าร้านเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับโรงงานซึ่งขายของให้ลูกค้าทั่วไป ก็มีลูกค้าเดินเข้ามาแล้วถามทันทีว่า "ทาสีอะไรอยู่หรือเปล่า กลิ่นแรงมาก"
คุณสมชายเปิดพัดลมอุตสาหกรรมทุกตัว เปิดประตูม้วนทุกบาน วางถ่านไม้และถุงกาแฟไว้ตามมุมต่าง ๆ แต่ฝนก็ยังตกเป็นระยะ อากาศข้างนอกชื้นจัด กลิ่นจึงค้างอยู่ในอาคารนานกว่าที่คิด นี่คือภาพที่เกิดขึ้นซ้ำในร้านค้า ร้านอาหาร โชว์รูม และโรงงานจำนวนมากในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำท่วม กทม. 2569 ที่ต้องเร่งซ่อมพื้นให้กลับมาใช้งานได้เร็ว
พื้นอีพ็อกซีเป็นวัสดุเคลือบพื้นยอดนิยมของโรงงาน โกดัง ครัวร้านอาหาร ห้องแล็บ คลินิก โชว์รูมรถยนต์ และร้านค้าที่ต้องการพื้นทนทาน ทำความสะอาดง่าย และไม่มีรอยต่อให้สิ่งสกปรกสะสม แต่เมื่อน้ำท่วมขังนานหลายวัน น้ำและความชื้นสามารถซึมผ่านรอยแตกเล็ก ๆ หรือขอบพื้นเข้าไปใต้ชั้นเคลือบ ทำให้ชั้นอีพ็อกซีพองตัว ร่อน หรือหลุดเป็นแผ่น ยิ่งน้ำท่วมพาโคลน น้ำเสีย และคราบน้ำมันเข้ามาด้วย พื้นเดิมก็มักจะสกปรกฝังลึกจนเจ้าของกิจการเลือกขัดออกแล้วเคลือบใหม่
ตามรายงานข่าว ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครระบุว่าคลองต่าง ๆ เต็มความจุ และการระบายน้ำต้องใช้เวลาราวสองถึงสามวันหลังฝนหยุด จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ถนนบางสาย เช่น ถนนศรีบูรพาและถนนลาดพร้าว ยังมีน้ำขังราว 20 ถึง 40 เซนติเมตร สื่อไทยหลายสำนักเปรียบเทียบเหตุการณ์ครั้งนี้กับมหาอุทกภัยปี 2554 และรายงานธุรกิจฉบับหนึ่งอ้างประมาณการของหอการค้าไทยว่าความเสียหายอาจอยู่ที่ราว 12,300 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่าธุรกิจจำนวนมากต้องเร่งซ่อมแซมเพื่อกลับมาเปิดทำการ และพื้นคือหนึ่งในจุดแรกที่ต้องจัดการ
ปัญหาคือการเร่งซ่อมในช่วงฝนยังไม่หมด อากาศชื้น และอุณหภูมิไม่คงที่ ทำให้เงื่อนไขการบ่มตัวของอีพ็อกซีไม่เหมาะสมนัก กลิ่นจึงมักแรงและค้างนานกว่าการทำพื้นในฤดูแล้ง
อีพ็อกซีสำหรับพื้นโดยทั่วไปประกอบด้วยสองส่วน คือส่วนเรซินกับส่วนสารทำให้แข็งหรือฮาร์ดเดนเนอร์ เมื่อผสมกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีจนกลายเป็นชั้นพลาสติกแข็ง ในระหว่างและหลังการเคลือบ จะมีสารบางส่วนระเหยออกมาในอากาศ ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่น สารเหล่านี้มักอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs
ข้อสำคัญคือ "กลิ่นหาย" ไม่ได้แปลว่า "สารระเหยหมด" เสมอไป จมูกของคนเราปรับตัวกับกลิ่นได้เร็ว คนที่อยู่ในพื้นที่ทั้งวันอาจรู้สึกว่ากลิ่นจางลง ในขณะที่คนเพิ่งเดินเข้ามายังได้กลิ่นชัดเจน การวัดค่า TVOC ด้วยเครื่องมือจึงช่วยให้เห็นภาพที่เป็นจริงมากกว่าการพึ่งความรู้สึก
การสัมผัสไอระเหยของสารเคมีจากงานพื้นในระยะสั้นมักทำให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น แสบตา น้ำตาไหล แสบจมูก คอแห้ง ไอ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ และรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ ส่วนการสัมผัสผิวหนังกับวัสดุที่ยังไม่แข็งตัวอาจทำให้ผิวหนังอักเสบหรือแพ้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่างพื้นทราบกันดี และเป็นเหตุผลที่ต้องสวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกัน
หากพนักงานหรือลูกค้ามีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ออกจากพื้นที่แล้ว ควรพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ ใครที่เพิ่งลุยน้ำท่วมแล้วมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อน่อง ท้องร่วง หรือมีแผลอักเสบ ก็ควรพบแพทย์เช่นกัน เพราะอาจเป็นโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส ซึ่งเป็นเรื่องทางการแพทย์ที่การกำจัดกลิ่นหรือการอบโอโซนไม่สามารถรักษาได้
พนักงานที่ปวดหัวหรือแสบตาตลอดวัน สมาธิจะลดลง ความเสี่ยงอุบัติเหตุจากเครื่องจักรหรือรถยกก็เพิ่มขึ้น บางคนขอลาป่วย บางคนขอย้ายจุดทำงาน ในช่วงที่ทุกคนเพิ่งผ่านความเครียดจากน้ำท่วมที่บ้านของตัวเองมา กลิ่นเคมีในที่ทำงานกลายเป็นภาระเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
สินค้าที่ดูดกลิ่นได้ง่าย เช่น กล่องกระดาษ บรรจุภัณฑ์อาหาร ผ้า เสื้อผ้า เครื่องหนัง ขนมแห้ง เมล็ดกาแฟ หรือสินค้าที่วางขายแบบเปิด อาจติดกลิ่นเคมีจนลูกค้าส่งคืนหรือร้องเรียน สำหรับโรงงานที่ส่งของให้ธุรกิจอาหาร เรื่องกลิ่นเป็นประเด็นคุณภาพที่ลูกค้าตรวจสอบจริงจัง
ทุกวันที่ร้านต้องปิดหรือเปิดได้เพียงบางส่วน คือรายได้ที่หายไป หลังน้ำท่วมใหญ่ ธุรกิจส่วนใหญ่ขาดรายได้มาหลายวันอยู่แล้ว การรอให้กลิ่นจางเองโดยไม่มีแผนอาจยืดเวลาออกไปอีกหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะเมื่อฝนยังตกและอากาศชื้น
ลูกค้าหน้าร้านที่เดินเข้ามาแล้วเจอกลิ่นฉุนอาจตัดสินใจเดินออกไปเลย รีวิวออนไลน์ที่เขียนว่า "กลิ่นสารเคมีแรงมาก" อยู่ได้นานกว่ากลิ่นจริงเสียอีก ร้านอาหาร คาเฟ่ และคลินิกยิ่งได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าคาดหวังบรรยากาศที่สะอาดและปลอดภัย
โรงงานหรือร้านที่อยู่ในซอยชุมชน หากกลิ่นลอยออกไปถึงบ้านข้างเคียง อาจเกิดเรื่องร้องเรียน ทั้งที่ทุกบ้านเพิ่งผ่านความยากลำบากจากน้ำท่วมมาด้วยกัน
การระบายอากาศสำคัญมากและควรทำเสมอ แต่ในช่วงฝนตกต่อเนื่อง อากาศภายนอกชื้นจัดและแทบไม่มีลม พัดลมจึงทำได้เพียงหมุนเวียนอากาศเดิมในอาคาร อีกทั้งโมเลกุลกลิ่นที่ซึมเข้าไปในวัสดุพรุนจะไม่ออกมาง่าย ๆ เพียงเพราะมีลมพัดผ่าน
น้ำหอมแค่กลบกลิ่น ไม่ได้ทำลายต้นเหตุ ซ้ำยังเติมสารระเหยชนิดใหม่เข้าไปในอากาศ ผลที่ได้คือกลิ่นเคมีผสมกลิ่นหอมที่หลายคนรู้สึกว่าเวียนหัวกว่าเดิม
วัสดุดูดซับเหล่านี้ช่วยได้เล็กน้อยในพื้นที่ปิดขนาดเล็ก เช่น ตู้หรือลิ้นชัก แต่สำหรับโกดังหรือโรงงานที่มีพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร ปริมาณที่ต้องใช้มากเกินกว่าจะได้ผลจริง และวัสดุเหล่านี้อิ่มตัวได้เร็ว
อุณหภูมิต่ำอาจทำให้การบ่มตัวของอีพ็อกซีช้าลง และระบบปรับอากาศที่หมุนเวียนอากาศภายในอาจพากลิ่นไปสะสมในท่อลมหรือแผ่นกรอง แล้วปล่อยกลับออกมาภายหลัง
บางคนคิดว่าการถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแรง ๆ จะช่วยไล่กลิ่น แต่ในช่วงที่พื้นยังบ่มตัวไม่สมบูรณ์ น้ำยาบางชนิดอาจทำให้ผิวหน้าเสียหาย และยังเพิ่มกลิ่นเคมีอีกชนิดหนึ่งเข้าไปในอาคาร ควรทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิตพื้นเท่านั้น
เป็นทางเลือกที่ไม่เสียเงินทันที แต่เสียเวลา เสียโอกาสทางธุรกิจ และพนักงานต้องทนสูดไอระเหยไปตลอดช่วงนั้น โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าค่าสารระเหยในอากาศลดลงจริงแค่ไหน
World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการอบโอโซนกำจัดกลิ่นสารเคมีตกค้าง สำหรับบ้าน คอนโด สำนักงาน โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง โรงแรม คลังสินค้า และงานด้านยานยนต์ ตามข้อมูลบริการ โอโซน (O3) จะเข้าไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับโมเลกุลกลิ่นที่ต้นเหตุ แทนที่จะกลบกลิ่นเหมือนน้ำหอม โดยมุ่งเป้าไปที่กลิ่นสี ทินเนอร์ อีพ็อกซี แลคเกอร์ สาร VOCs และกลิ่นอับ รวมถึงช่วยลดแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา หลังจากนั้นโอโซนจะสลายกลับเป็นออกซิเจนโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง และตามข้อมูลบริการ พื้นที่จะพร้อมใช้งานได้ราว 2 ชั่วโมงหลังการอบ
ข้อควรรู้ด้านความปลอดภัย: การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ว่างเปล่าเท่านั้น คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากพื้นที่จนกว่าช่วงพักและระบายอากาศจะเสร็จสิ้น อีกทั้งควรให้พื้นอีพ็อกซีบ่มตัวจนแข็งและเดินได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนดก่อน เพราะโอโซนเป็นขั้นตอนเสริมเพื่อจัดการกลิ่นที่ตกค้าง ไม่ได้ทดแทนการบ่มตัวที่สมบูรณ์ การทำความสะอาด หรือการระบายอากาศที่ดี
กรณีตัวอย่าง (สถานการณ์จำลองเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่รีวิวที่ยืนยันตัวตน)
คุณนิด เจ้าของร้านขายวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดกลางย่านบึงกุ่ม เจอน้ำท่วมเข้าร้านช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 พื้นอีพ็อกซีโซนหน้าร้านและโกดังด้านหลังร่อนเป็นแผ่น หลังน้ำลดเธอสั่งให้ช่างขัดพื้นเดิม รอให้พื้นปูนด้านล่างแห้งตามที่ช่างแนะนำ แล้วเคลือบใหม่ทั้งหมด
หลังจากพื้นบ่มตัวจนเดินได้ตามที่ผู้รับเหมากำหนด กลิ่นยังแรงจนลูกจ้างไม่อยากเข้าไปในโกดัง คุณนิดติดต่อ WHD ทีมงานเข้าสำรวจ วัดค่า TVOC ในโกดัง จุดเคาน์เตอร์ และมุมเก็บสายไฟ จากนั้นแนะนำให้ย้ายลังกระดาษเปล่าและเบาะเก้าอี้พนักงานที่ดูดกลิ่นไว้ออกไปตากลมก่อน เคลียร์คนออกจากอาคารทั้งหมด แล้วอบโอโซนช่วงเย็นวันเสาร์
หลังช่วงพักและระบายอากาศ ทีมงานวัดค่าอีกครั้งและเทียบให้ดู คุณนิดเล่าว่าวันจันทร์ลูกจ้างเดินเข้าโกดังได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากผ้าปิดจมูกแน่นเหมือนวันก่อน ส่วนหน้าร้านลูกค้าไม่ถามเรื่องกลิ่นอีก เธอยังวางแผนต่อว่าจะเปิดพัดลมระบายอากาศช่วงเช้าทุกวันในสัปดาห์แรก และจะเก็บกระป๋องทินเนอร์ที่ช่างเหลือไว้ออกไปไว้นอกอาคาร
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการอบโอโซนได้ผลดีที่สุดเมื่อทำเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูที่ถูกลำดับ ไม่ใช่ทำแทนการบ่มตัว การทำความสะอาด หรือการระบายอากาศ
ควรรอให้พื้นบ่มตัวจนแข็งและใช้งานได้ตามที่ผู้ผลิตหรือผู้รับเหมาพื้นกำหนดก่อน การอบโอโซนเป็นขั้นตอนจัดการกลิ่นที่ค้างหลังจากนั้น ทีมงานจะสอบถามรายละเอียดงานพื้นเพื่อวางแผนเวลาที่เหมาะสม
ไม่ได้ การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ว่างเปล่า คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมด และกลับเข้าได้หลังพ้นช่วงพักและระบายอากาศ ซึ่งตามข้อมูลบริการพื้นที่จะพร้อมใช้งานได้ราว 2 ชั่วโมงหลังการอบ
ทีมงานจะประเมินชนิดพื้นและวัสดุในพื้นที่ก่อนเริ่มงาน และวางแผนการอบให้เหมาะกับหน้างาน หากมีอุปกรณ์หรือวัสดุที่ไวเป็นพิเศษจะแนะนำให้เก็บหรือคลุมไว้
ได้ตัวเลขเปรียบเทียบก่อนและหลังอบ ช่วยให้เจ้าของกิจการ ฝ่ายความปลอดภัย และฝ่ายคุณภาพเห็นแนวโน้มของสารระเหยในอากาศ แทนการตัดสินจากความรู้สึกของจมูกเพียงอย่างเดียว
ไม่ได้ การระบายอากาศยังจำเป็นเสมอ โอโซนเป็นตัวช่วยเสริมเพื่อลดกลิ่นที่ตกค้างในอากาศและวัสดุ ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน
ได้ ตามข้อมูลบริการ WHD ให้บริการทั้งบ้าน สำนักงาน โรงงาน โรงแรม และพื้นที่พาณิชย์ เพียงต้องเก็บอาหารและวัตถุดิบออกจากพื้นที่ และไม่มีคนอยู่ระหว่างอบ
ไม่ได้ การอบโอโซนช่วยลดกลิ่นและสารตกค้างในช่วงฟื้นฟู ไม่ได้ป้องกันน้ำท่วมและไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยควรพบแพทย์
พื้นใหม่สวยแล้ว อย่าให้กลิ่นสารเคมีทำให้ลูกค้าและพนักงานต้องทนอีกต่อไป
ปรึกษาบริการอบโอโซนกำจัดกลิ่นสารเคมีโทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · worldhealthdisinfection@gmail.com
#อบโอโซน #กำจัดกลิ่นสารเคมี #กลิ่นพื้นอีพ็อกซี #ลดVOCs #น้ำท่วมกทม2569 #ฟื้นฟูโรงงานหลังน้ำท่วม #กำจัดกลิ่นสี
คำค้นหา: กลิ่นพื้นอีพ็อกซี, กำจัดกลิ่นพื้นอีพ็อกซี, กลิ่นสารเคมีในโรงงาน, อบโอโซนกำจัดกลิ่น, ลด VOCs, น้ำท่วม กทม. 2569, ฟื้นฟูร้านหลังน้ำท่วม, วัดค่า TVOC