อบโอโซนออฟฟิศหลังน้ำท่วม: ปิดฉาก Sick Building Syndrome ที่ทำให้พนักงานป่วยบ่อยและงานสะดุด

Last updated: 30 ก.ย. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อบโอโซนออฟฟิศหลังน้ำท่วม: ปิดฉาก Sick Building Syndrome ที่ทำให้พนักงานป่วยบ่อยและงานสะดุด

อบโอโซนออฟฟิศหลังน้ำท่วม: ปิดฉาก Sick Building Syndrome ที่ทำให้พนักงานป่วยบ่อยและงานสะดุด

น้ำลดแล้ว โต๊ะทำงานถูกเช็ดจนเงา พรมแผ่นใหม่ถูกปูทับ แต่ทำไมพนักงานยังปวดหัวทุกบ่าย แสบตา คัดจมูก และยอดลาป่วยพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะพาเจ้าของกิจการ ฝ่ายบุคคล และผู้ดูแลอาคารไปรู้จักภาวะ “อาคารป่วย” หรือ Sick Building Syndrome ที่มักตามมาหลังสำนักงานจมน้ำ พร้อมแนวทางฟื้นฟูที่ครบขั้นตอน ตั้งแต่ขนโคลน ล้าง ทำให้แห้ง ไปจนถึงการ อบโอโซนฆ่าเชื้อในอาคาร เพื่อให้ทุกคนกลับมาทำงานได้อย่างสบายใจ

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย: ออฟฟิศบัญชีชั้นล่างที่ปทุมธานี

(เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย ตัวละครและรายละเอียดเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ)

คุณนกเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของสำนักงานบัญชีขนาดกลางแห่งหนึ่งในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สำนักงานตั้งอยู่ชั้นหนึ่งของอาคารพาณิชย์สามชั้น มีพนักงานราวสามสิบคน นั่งทำงานในห้องโถงเปิดโล่ง ปูพรมแผ่น ฝ้าเป็นแผ่นยิปซัม และใช้แอร์แบบแยกส่วนสี่ตัว เมื่อปลายฤดูฝนปีนั้น น้ำจากคลองรังสิตเอ่อล้นเข้ามาท่วมสูงราวครึ่งเมตร และแช่อยู่นานเกือบหนึ่งสัปดาห์ เจ้าของบริษัทต้องย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นชั้นสองและให้พนักงานทำงานจากบ้านชั่วคราว

เมื่อน้ำลด ทีมงานรีบเข้ามาตักโคลน ล้างพื้นด้วยน้ำยาล้างพื้น เช็ดโต๊ะด้วยแอลกอฮอล์ ถอดพรมเก่าทิ้งแล้วปูพรมแผ่นใหม่ทับลงไปทันที ผนังส่วนที่เป็นรอยคราบน้ำถูกทาสีทับให้ดูเรียบร้อย ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน ออฟฟิศก็ดูเหมือนใหม่ ทุกคนกลับมานั่งทำงานตามปกติ ช่วงสัปดาห์แรกไม่มีใครบ่นอะไร

แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สามถึงสัปดาห์ที่สี่ คุณนกเริ่มสังเกตว่าในแชตกลุ่มมีคนขอลาป่วยแทบทุกเช้า บางคนบอกว่าปวดหัวตื้อ ๆ ตั้งแต่สิบโมงจนเลิกงาน บางคนแสบตาจนต้องหยอดน้ำตาเทียมตลอดเวลา พนักงานที่เป็นภูมิแพ้อยู่เดิมจามไม่หยุด และมีน้องคนหนึ่งที่เป็นหอบหืดต้องพ่นยาบ่อยกว่าเดิม ที่น่าแปลกคือเมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์ อาการเหล่านี้กลับทุเลาลงเกือบหมด แล้วก็กลับมาใหม่ในวันจันทร์ที่เข้าออฟฟิศ

ลูกค้าที่เข้ามาติดต่อเริ่มถามว่า “ที่นี่มีกลิ่นอะไรหรือเปล่า” เพราะเมื่อเปิดประตูเข้ามาจะได้กลิ่นอับชื้นคล้ายผ้าเปียกที่ตากไม่แห้ง ผสมกับกลิ่นดินโคลนจาง ๆ หัวหน้าฝ่ายบัญชีบ่นว่างานปิดงบล่าช้า เพราะคนในทีมหายไปทีละสองสามคน เจ้าของบริษัทจึงเรียกคุณนกเข้าไปคุยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งที่ออฟฟิศก็ “ทำความสะอาดแล้ว” ทุกซอกทุกมุม

คำตอบที่คุณนกพบในภายหลังคือ สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตายังคงอยู่ในอาคาร ความชื้นที่ซึมเข้าไปในผนังเบา ใต้พรมใหม่ ในแผ่นฝ้า และในคอยล์แอร์ ได้กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและแบคทีเรีย ที่ปล่อยสปอร์และสารระเหยออกมาในอากาศที่ทุกคนหายใจอยู่วันละแปดชั่วโมง นี่คือภาพคลาสสิกของ Sick Building Syndrome หลังน้ำท่วม ที่เจ้าของกิจการหลายแห่งเจอแต่ไม่รู้ตัว

Sick Building Syndrome คืออะไร และทำไมมักเกิดหลังน้ำท่วม

Sick Building Syndrome (SBS) หรือ “กลุ่มอาการจากอาคารป่วย” เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการไม่สบายที่เกิดกับคนที่ใช้เวลาอยู่ในอาคารใดอาคารหนึ่ง โดยอาการมักสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร และดีขึ้นเมื่อออกจากอาคารไป อาการที่พบบ่อยได้แก่ ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย ง่วงผิดปกติ สมาธิลดลง แสบตา ตาแห้ง คันตา คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ระคายคอ ไอแห้ง ผิวหนังแห้งหรือคัน และบางคนรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม

สาเหตุของ SBS โดยทั่วไปมาจาก “คุณภาพอากาศภายในอาคาร” ที่ไม่ดี ซึ่งอาจเกิดจากการระบายอากาศไม่เพียงพอ สารเคมีระเหยจากวัสดุตกแต่ง ฝุ่นละออง และที่สำคัญมากในบริบทของน้ำท่วมคือ สารชีวภาพ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย และสิ่งที่พวกมันปล่อยออกมา

น้ำท่วมเปลี่ยนสำนักงานให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อได้อย่างไร

สำนักงานยุคใหม่เต็มไปด้วยวัสดุที่ “ดูดน้ำ” ได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นพรมแผ่นและพรมผืน ผนังเบาแบบยิปซัมบอร์ด ผนังกั้นห้องที่หุ้มผ้า แผ่นฝ้าดูดซับเสียง เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดและปาร์ติเคิลบอร์ด เก้าอี้ผ้าบุฟองน้ำ แฟ้มเอกสารกระดาษ และกล่องลังที่วางไว้ใต้โต๊ะ วัสดุเหล่านี้เมื่อแช่น้ำหรือแม้เพียงแค่ดูดความชื้นจากอากาศที่ชื้นจัดหลังน้ำลด ก็จะกลายเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา เพราะมีทั้งเซลลูโลส ความชื้น และอุณหภูมิที่อบอุ่นแบบเมืองไทย

องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ต่างแนะนำให้ทำความสะอาดและทำให้พื้นที่ที่เปียกน้ำแห้งภายใน 24–48 ชั่วโมง เพื่อจำกัดการเติบโตของเชื้อรา แต่ในความเป็นจริงของน้ำท่วมที่ขังอยู่หลายวัน สำนักงานส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้ทันกรอบเวลานั้น เชื้อราจึงมีเวลาตั้งรกรากในเนื้อวัสดุเรียบร้อยแล้วก่อนที่ใครจะได้เข้าไปทำความสะอาดด้วยซ้ำ

ผู้ร้ายที่มองไม่เห็นในอากาศออฟฟิศ

  • สปอร์เชื้อรา เช่น กลุ่ม Aspergillus, Penicillium และ Cladosporium ที่พบบ่อยในอาคารชื้น สปอร์มีขนาดเล็กมาก ลอยไปกับลมแอร์และเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่าย เป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้และหอบหืด
  • ชิ้นส่วนเชื้อราและสารก่อภูมิแพ้ แม้เชื้อราจะตายแล้ว เศษเส้นใยและผนังเซลล์ก็ยังกระตุ้นการแพ้ได้ จึงต้องทั้งกำจัดและทำความสะอาดออกไป
  • สารอินทรีย์ระเหยจากจุลินทรีย์ (MVOCs) คือต้นตอของ “กลิ่นอับ” กลิ่นดิน กลิ่นผ้าเปียก ซึ่งหลายคนรู้สึกระคายเคืองตา จมูก และปวดศีรษะเมื่อสูดดมเป็นเวลานาน
  • แบคทีเรียจากน้ำท่วม น้ำที่ไหลเข้าออฟฟิศมักปนเปื้อนน้ำเสีย ท่อระบายน้ำ และสิ่งปฏิกูล แบคทีเรียจึงติดค้างอยู่ตามพื้น ขาโต๊ะ ใต้ตู้ และร่องยาแนว
  • เชื้อสะสมในระบบปรับอากาศ คอยล์เย็น ถาดน้ำทิ้ง และท่อลมที่ชื้น เป็นทั้งแหล่งเพาะและ “พัดลมกระจายเชื้อ” ไปทั่วทั้งชั้น

ใครในออฟฟิศเสี่ยงที่สุด

แม้ทุกคนอาจได้รับผลกระทบ แต่กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษคือ พนักงานที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดอยู่เดิม พนักงานตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคปอด หรือโรคหัวใจ ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำจากการรักษาโรค พนักงานสูงวัยใกล้เกษียณ รวมถึงลูกของพนักงานที่บางครั้งต้องพามานั่งรอที่ออฟฟิศช่วงปิดเทอม นอกจากนี้ พนักงานที่นั่งประจำใกล้จุดที่น้ำเคยท่วมหนัก หรือใกล้ช่องจ่ายลมแอร์ ก็มักมีอาการชัดกว่าคนอื่น

ข้อควรจำ: SBS ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ใช้แทนการพบแพทย์ได้ หากพนักงานมีไข้ ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก หรือเคยลุยน้ำแล้วมีอาการปวดน่องรุนแรง มีไข้สูง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคเลปโตสไปโรซิส (ฉี่หนู) ควรไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมให้แพทย์ทราบ

ผลกระทบที่องค์กรต้องแบกรับ เมื่อปล่อยให้ออฟฟิศ “ป่วย” ต่อไป

1. สุขภาพของพนักงาน

อาการของ SBS อาจดูเล็กน้อยในวันแรก แต่เมื่อต้องเจอทุกวันเป็นเดือน ๆ ร่างกายจะอ่อนล้าสะสม คนที่เป็นภูมิแพ้จะควบคุมอาการได้ยากขึ้น คนที่เป็นหอบหืดอาจมีอาการกำเริบบ่อยจนต้องไปห้องฉุกเฉิน พนักงานตั้งครรภ์จะกังวลกับสภาพแวดล้อมที่ต้องอยู่ทั้งวัน และบางคนอาจตัดสินใจลาออกเพราะรู้สึกว่าที่ทำงานไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

2. เงินที่รั่วไหลโดยไม่รู้ตัว

ทุกวันลาป่วยคือต้นทุนที่บริษัทจ่ายโดยไม่ได้งานกลับมา ยังไม่นับงานที่ต้องจ้างล่วงเวลาให้คนที่เหลือทำแทน ค่ารักษาพยาบาลตามสวัสดิการ ค่าเครื่องฟอกอากาศที่ซื้อมาวางเพิ่มทีละเครื่องโดยไม่ได้แก้ต้นเหตุ และค่าซ่อมแซมซ้ำเมื่อเชื้อราโผล่ทะลุสีที่ทาทับไว้ภายในไม่กี่เดือน การแก้แบบ “ปะผุ” หลายรอบมักแพงกว่าการฟื้นฟูให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก

3. เวลาและผลผลิตที่หายไป

แม้พนักงานจะไม่ลาป่วย แต่การนั่งทำงานทั้งที่ปวดหัว แสบตา และง่วงซึม ทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก งานที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น บัญชี กฎหมาย การออกแบบ หรืองานบริการลูกค้า มีโอกาสผิดพลาดมากขึ้น และงานที่มีกำหนดส่งก็เลื่อนออกไปเป็นลูกโซ่

4. ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้า

ลูกค้าที่เดินเข้ามาแล้วได้กลิ่นอับ เห็นคราบดำตามมุมผนัง หรือเห็นพนักงานต้อนรับใส่หน้ากากจามตลอดเวลา ย่อมเกิดคำถามถึงมาตรฐานของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายความน่าเชื่อถือ เช่น สำนักงานบัญชี คลินิก บริษัทประกัน หรือเอเจนซี ภาพลักษณ์ที่เสียไปครั้งเดียวอาจกู้คืนยากกว่าค่าฟื้นฟูหลายเท่า

5. ความรับผิดชอบต่อครอบครัวของพนักงาน

สิ่งที่หลายองค์กรลืมคิดคือ พนักงานไม่ได้ป่วยคนเดียว เชื้อราและสิ่งสกปรกติดไปกับเสื้อผ้า กระเป๋า และแฟ้มงานที่หอบกลับบ้าน คนในบ้านที่เป็นเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุก็มีโอกาสได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนี้ความเครียดจากการที่ต้องทำงานในที่ที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ก็ส่งผลต่อบรรยากาศในครอบครัวและขวัญกำลังใจโดยรวม

ทำไมวิธีที่ออฟฟิศส่วนใหญ่ใช้ จึงไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

หลังน้ำลด ผู้ดูแลอาคารมักทำสิ่งที่ “เห็นผลทันตา” ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะต้องรีบเปิดทำการ แต่วิธีเหล่านี้หลายวิธีแก้เพียงส่วนที่มองเห็น ขณะที่ต้นเหตุของ SBS ยังอยู่ครบ

  • ปูพรมใหม่ทับพื้นที่ยังชื้น พื้นคอนกรีตที่แช่น้ำหลายวันต้องใช้เวลานานกว่าจะแห้งจริง เมื่อปูพรมทับ ความชื้นจะถูกขังไว้ด้านล่าง กลายเป็นเรือนกระจกให้เชื้อราเติบโตใต้เท้าพนักงาน
  • ทาสีทับคราบราบนผนังเบา สีใหม่ปิดคราบได้เพียงชั่วคราว แต่เชื้อราที่อยู่ในเนื้อยิปซัมและกระดาษที่หุ้มแผ่นยังมีชีวิตอยู่ และจะดันคราบกลับขึ้นมาใหม่ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน
  • เช็ดทุกอย่างด้วยน้ำยาฟอกขาว น้ำยาฟอกขาวช่วยฆ่าเชื้อบนผิวเรียบที่ไม่ดูดซึมได้ แต่แทบไม่ซึมเข้าไปถึงเชื้อราในวัสดุพรุน ไม่เข้าไปถึงช่องว่างหลังฝ้า ใต้พื้นยก หรือในท่อลม และถ้าใช้ในห้องปิดโดยไม่ระบายอากาศ ไอระเหยของคลอรีนเองก็ทำให้แสบตาแสบจมูกเพิ่มขึ้นอีก ห้ามผสมกับแอมโมเนียหรือน้ำยาอื่นโดยเด็ดขาด
  • เปิดพัดลมเป่าทั้งคืน พัดลมช่วยให้ผิวหน้าแห้งเร็วขึ้น แต่ก็พัดสปอร์เชื้อราให้ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง และไม่ได้ฆ่าเชื้อที่ฝังตัวอยู่แล้ว
  • ฉีดสเปรย์ปรับอากาศหรือวางน้ำหอม กลิ่นหอมเพียงกลบกลิ่นอับชั่วคราว ในขณะที่สาร MVOCs ยังอยู่ และสารหอมเองก็อาจทำให้คนที่แพ้ง่ายมีอาการหนักขึ้น
  • ซื้อเครื่องฟอกอากาศมาวาง เครื่องฟอกอากาศที่ดีช่วยลดฝุ่นและสปอร์ในอากาศได้บางส่วน แต่ไม่สามารถไปจัดการกับแหล่งเชื้อที่อยู่ในผนัง ใต้พรม หรือในคอยล์แอร์ได้ เปรียบเหมือนตักน้ำออกจากเรือที่ยังรั่วอยู่
  • ล้างแอร์เฉพาะแผ่นกรอง การถอดแผ่นกรองมาล้างเป็นเรื่องดี แต่หากคอยล์เย็น ถาดน้ำทิ้ง และโบลเวอร์ยังมีเมือกและคราบรา ทุกครั้งที่เปิดแอร์ก็จะมีกลิ่นและเชื้อพัดออกมาเหมือนเดิม

สรุปคือ การฟื้นฟูออฟฟิศหลังน้ำท่วมต้องทำเป็นระบบ ไม่ใช่เลือกทำเพียงขั้นตอนเดียว และต้องมีขั้นตอนที่เข้าถึง “อากาศและทุกซอกมุม” ของห้อง ไม่ใช่เฉพาะผิวที่มือเอื้อมถึงเท่านั้น

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในอาคารจาก WHD: ขั้นตอนที่เติมเต็มการฟื้นฟูออฟฟิศ

World Health Disinfection (WHD) ให้บริการ อบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร ครอบคลุมทั้งบ้าน คอนโด โรงแรม สำนักงาน โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล สำหรับออฟฟิศหลังน้ำท่วม การอบโอโซนคือขั้นตอน หลังจาก ขนโคลน รื้อวัสดุที่เสียหาย ล้างทำความสะอาด และทำให้อาคารแห้งแล้ว เพื่อจัดการกับเชื้อและกลิ่นที่ยังตกค้างในอากาศและตามซอกมุมที่เช็ดไม่ถึง การอบโอโซนไม่ได้มาแทนการทำความสะอาดหรือการทำให้แห้ง และไม่ได้แทนการรักษาพยาบาล

โอโซนทำงานอย่างไร

โอโซน (O3) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติออกซิไดซ์สูง เมื่อกระจายตัวไปทั่วห้องที่ปิดสนิท จะเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงแตกโมเลกุลของสารที่ก่อกลิ่น เช่น กลิ่นอับและกลิ่นโคลน จากนั้นโอโซนจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) จึงไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างบนโต๊ะทำงาน คีย์บอร์ด หรือเอกสาร ต่างจากการฉีดพ่นน้ำยาปริมาณมากที่อาจทิ้งคราบหรือกลิ่นไว้ ข้อดีสำคัญคือโอโซนเป็นก๊าซ จึงเข้าถึงพื้นที่ที่ผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง เช่น ใต้โต๊ะ หลังตู้เอกสาร ช่องว่างเหนือฝ้าบางส่วน และช่องลมของห้อง

ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง บริการของ WHD ผ่านการทดสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek (สหราชอาณาจักร) ว่าสามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ได้ 99.99% ผู้สนใจสามารถดู เอกสารรับรอง ได้บนเว็บไซต์

ขั้นตอนการอบโอโซนสำนักงาน

  1. สำรวจและวางแผนโซน ทีมงานประเมินพื้นที่ แบ่งออฟฟิศเป็นโซน เช่น โถงทำงาน ห้องประชุม ห้องผู้บริหาร ห้องเก็บเอกสาร ห้องแพนทรี และห้องน้ำ พร้อมนัดวันเวลาที่อาคารว่าง เช่น เย็นวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์
  2. เตรียมพื้นที่ ให้ทุกคนออกจากพื้นที่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงประจำออฟฟิศ (ถ้ามี) และต้นไม้ในกระถาง ปิดประตูหน้าต่าง ปิดแอร์หรือปรับตามคำแนะนำของทีมงาน เปิดลิ้นชักและประตูตู้เพื่อให้ก๊าซเข้าถึง
  3. ปล่อยโอโซน เครื่องผลิตโอโซนจะเติมก๊าซให้ทั่วห้องที่ปิดสนิท
  4. ระยะสัมผัส ปล่อยให้โอโซนทำปฏิกิริยากับเชื้อและกลิ่นตามเวลาที่กำหนด รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน ขึ้นกับขนาดและสภาพพื้นที่
  5. พักและระบายอากาศ รอให้โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน แล้วเปิดระบายอากาศ ก่อนอนุญาตให้คนกลับเข้าพื้นที่ตามคำแนะนำของทีมงาน
  6. ส่งมอบและแนะนำการดูแลต่อ ทีมงานสรุปงาน และให้คำแนะนำในการควบคุมความชื้นเพื่อไม่ให้เชื้อรากลับมา

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: การอบโอโซนต้องทำใน ห้องว่างที่ปิดสนิทเท่านั้น ต้องไม่มีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ในพื้นที่ระหว่างอบ และกลับเข้าได้หลังจากผ่านช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น โอโซนความเข้มข้นสูงระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องให้ทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นผู้ดำเนินการ

โปรโมชัน: เมื่อใช้บริการอบโอโซนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ สำหรับใช้ดูแลจุดสัมผัสร่วมในออฟฟิศต่อหลังเปิดทำการ

10 เหตุผลที่ออฟฟิศหลังน้ำท่วมควรเลือกอบโอโซนกับ WHD

  1. ตรงจุดกับปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร SBS เป็นเรื่องของอากาศที่ทุกคนหายใจร่วมกัน การใช้ก๊าซที่กระจายทั่วห้องจึงตอบโจทย์มากกว่าการเช็ดเฉพาะผิว
  2. เข้าถึงมุมอับที่แม่บ้านเช็ดไม่ถึง ใต้โต๊ะทำงานเรียงยาว หลังตู้เหล็ก ช่องสายไฟใต้พื้น และซอกผนังกั้น
  3. ไม่ทิ้งสารเคมีบนอุปกรณ์สำนักงาน โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน ไม่เหลือคราบน้ำยาบนคีย์บอร์ด จอภาพ หรือเอกสาร
  4. จัดการกลิ่นอับที่ต้นเหตุ แตกโมเลกุลกลิ่นแทนการกลบด้วยน้ำหอม ลูกค้าเดินเข้ามาแล้วรู้สึกถึงความสดชื่น
  5. ผลทดสอบรองรับ ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek (UK) ว่ากำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ดูรายละเอียดที่ หน้าบริการอบโอโซน
  6. รวดเร็ว ไม่กระทบวันทำงาน รอบการทำงานประมาณ 30 นาทีต่อโซน วางแผนทำเย็นวันศุกร์หรือวันหยุด แล้วเปิดทำการได้ตามปกติ
  7. แบ่งโซนได้ตามผังอาคาร ทำทีละชั้นหรือทีละแผนกได้ เหมาะกับอาคารที่ยังต้องมีบางส่วนเปิดให้บริการ
  8. ช่วยสร้างความมั่นใจให้พนักงานกลับมาทำงาน ฝ่ายบุคคลสามารถสื่อสารได้ชัดเจนว่าบริษัทฟื้นฟูออฟฟิศอย่างเป็นระบบ ไม่ได้แค่ทาสีทับ
  9. ทีมงานมืออาชีพที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ควบคุมพื้นที่ว่าง ปิดสนิท และกำหนดเวลากลับเข้าอย่างชัดเจน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในอาคาร
  10. ครบวงจรกับบริการฆ่าเชื้ออื่น ต่อยอดได้ด้วย บริการฆ่าเชื้อโรค และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสำหรับจุดสัมผัสร่วม พร้อมโปรโมชันสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์เมื่อใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาท

ก่อนอบโอโซน

  • เปิดประตูเข้าออฟฟิศแล้วเจอกลิ่นอับชื้นปนกลิ่นโคลน
  • พนักงานปวดหัว แสบตา คัดจมูกช่วงบ่าย อาการดีขึ้นเมื่อกลับบ้าน
  • ยอดลาป่วยสูงผิดปกติ งานปิดงบล่าช้า
  • เปิดแอร์แล้วมีกลิ่นเหม็นพัดออกมา
  • ลูกค้าถามถึงกลิ่นและคราบตามมุมผนัง
  • ฝ่ายบุคคลตอบคำถามพนักงานไม่ได้ว่าที่ทำงานปลอดภัยหรือไม่

หลังฟื้นฟูครบขั้นตอนและอบโอโซน

  • อากาศในห้องสดชื่น ไม่มีกลิ่นอับค้าง
  • เชื้อและกลิ่นที่ตกค้างตามซอกมุมถูกจัดการ
  • พนักงานกลับมานั่งทำงานได้อย่างมั่นใจ
  • ไม่มีคราบน้ำยาหรือกลิ่นสารเคมีบนอุปกรณ์
  • ต้อนรับลูกค้าได้อย่างภาคภูมิใจ
  • มีแผนควบคุมความชื้นต่อเนื่อง ลดโอกาสปัญหากลับมา

กรณีตัวอย่าง: เอเจนซีโฆษณาย่านนนทบุรีที่พนักงานทยอยป่วย

(กรณีตัวอย่างเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าที่ระบุตัวตน)

คุณต้น เจ้าของเอเจนซีโฆษณาขนาดเล็กในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เช่าพื้นที่ชั้นล่างของอาคารสำนักงานใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ออฟฟิศถูกน้ำท่วมราวหนึ่งคืบเป็นเวลาสี่วัน หลังน้ำลด ทีมช่วยกันขัดพื้น เช็ดโต๊ะ และเปิดทำการภายในหนึ่งสัปดาห์ เพราะมีงานลูกค้ารออยู่หลายชิ้น

ผ่านไปราวหนึ่งเดือน ทีมครีเอทีฟเริ่มบ่นว่าห้องประชุมเล็กที่ไม่มีหน้าต่างมีกลิ่นแปลก ๆ ทุกครั้งที่เข้าไปนั่งนาน ๆ จะปวดหัว ส่วนนักออกแบบสองคนที่นั่งใกล้มุมห้องที่น้ำขังนานที่สุด เริ่มมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง คุณต้นลองซื้อเครื่องฟอกอากาศมาวางสองเครื่อง ช่วยได้บ้างแต่กลิ่นก็ไม่หายไป

คุณต้นจึงเรียกช่างมาตรวจ พบว่าแผ่นยิปซัมช่วงล่างของผนังกั้นห้องประชุมยังชื้นและมีจุดราอยู่ด้านใน ขณะที่ถาดน้ำทิ้งของแอร์ห้องประชุมมีเมือกสะสม จึงวางแผนใหม่ทั้งหมด เริ่มจากตัดแผ่นยิปซัมช่วงล่างที่เสียหายออก เปิดให้โครงผนังแห้งสนิท ล้างแอร์ทั้งระบบ แล้วติดตั้งแผ่นใหม่ จากนั้นจึงติดต่อ WHD ให้เข้ามาอบโอโซนทั้งออฟฟิศในวันเสาร์ แบ่งเป็นสี่โซน โดยทุกคนออกจากอาคาร และกลับเข้ามาหลังช่วงระบายอากาศตามที่ทีมงานแนะนำ

ในกรณีตัวอย่างนี้ เมื่อทีมกลับเข้ามาทำงานในวันจันทร์ กลิ่นอับในห้องประชุมหายไป บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คุณต้นยังตั้งกติกาใหม่ให้เปิดเครื่องลดความชื้นในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง และให้แม่บ้านตรวจถาดน้ำทิ้งแอร์ทุกเดือน ส่วนนักออกแบบที่มีอาการเรื้อรัง ได้รับคำแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจภูมิแพ้ให้แน่ชัด บทเรียนสำคัญคือ โอโซนให้ผลดีที่สุดเมื่อทำหลังจากกำจัดแหล่งความชื้นแล้ว ไม่ใช่ใช้แทนการซ่อมแซม

เช็กลิสต์ฟื้นฟูออฟฟิศหลังน้ำท่วม ก่อนและหลังอบโอโซน

ก่อนเข้าพื้นที่

  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้ากับช่างหรือผู้ดูแลอาคารก่อนเปิดใช้งาน อย่าเปิดสวิตช์ขณะพื้นยังเปียก
  • ผู้เข้าไปทำความสะอาดควรสวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง หน้ากากกันฝุ่นชนิดที่เหมาะสม และแว่นตา
  • ถ่ายรูปความเสียหายทุกจุดไว้สำหรับประกันภัยและบันทึกทรัพย์สิน

ช่วงทำความสะอาดและทำให้แห้ง

  • ขนโคลนและขยะออกให้หมด รื้อพรมที่แช่น้ำ แผ่นฝ้าที่เปียก และฉนวนที่ชุ่มน้ำออก
  • ตัดผนังเบาช่วงล่างที่เปียกน้ำออกเพื่อให้โครงผนังแห้ง อย่าทาสีทับ
  • ล้างพื้นและผิวแข็งด้วยน้ำยาทำความสะอาด แล้วฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
  • ใช้เครื่องลดความชื้นและพัดลมอุตสาหกรรมจนพื้นและผนังแห้งจริง ก่อนปูพื้นใหม่
  • ล้างระบบปรับอากาศทั้งคอยล์ ถาดน้ำทิ้ง และโบลเวอร์ ไม่ใช่เฉพาะแผ่นกรอง
  • คัดแยกเอกสารสำคัญที่เปียกน้ำ แยกไปจัดการต่างหาก

วันอบโอโซน

  • แจ้งพนักงานล่วงหน้าว่าห้ามเข้าอาคารในช่วงเวลาที่กำหนด
  • นำต้นไม้ในกระถาง ปลาในตู้ และสัตว์ทุกชนิดออกจากพื้นที่
  • เปิดลิ้นชัก ตู้เอกสาร และประตูห้องย่อยตามที่ทีมงานแนะนำ
  • กลับเข้าพื้นที่หลังจากทีมงานยืนยันว่าผ่านช่วงพักและระบายอากาศแล้วเท่านั้น

หลังอบโอโซน

  • ควบคุมความชื้นในอาคาร หมั่นเปิดระบายอากาศ ใช้เครื่องลดความชื้นในห้องอับ
  • ตั้งรอบล้างแอร์และตรวจถาดน้ำทิ้งเป็นประจำ
  • หมั่นเช็ดจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ เครื่องถ่ายเอกสาร
  • สำรวจอาการพนักงาน หากยังมีผู้มีอาการต่อเนื่อง แนะนำให้พบแพทย์ และตรวจสอบอาคารซ้ำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอบโอโซนออฟฟิศหลังน้ำท่วม

ถาม: อบโอโซนแล้วไม่ต้องรื้อพรมหรือผนังที่แช่น้ำได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ วัสดุที่แช่น้ำและยังชื้นอยู่ต้องรื้อหรือทำให้แห้งก่อน โอโซนเป็นขั้นตอนเสริมหลังการทำความสะอาดและทำให้แห้ง เพื่อจัดการเชื้อและกลิ่นที่ตกค้าง ไม่ใช่วิธีแทนการซ่อมแซม

ถาม: ระหว่างอบโอโซนพนักงานบางคนนั่งทำงานในห้องได้หรือไม่
ตอบ: ไม่ได้เด็ดขาด พื้นที่ที่อบต้องว่างและปิดสนิท ไม่มีคน สัตว์ หรือต้นไม้ และกลับเข้าได้หลังช่วงพักและระบายอากาศตามที่ทีมงานแจ้งเท่านั้น

ถาม: ใช้เวลานานแค่ไหน ต้องปิดออฟฟิศกี่วัน
ตอบ: รอบการทำงานโดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน รวมเวลาเตรียมและระบายอากาศ ส่วนใหญ่สามารถทำในช่วงเย็นหรือวันหยุด และเปิดทำการได้ในวันทำงานถัดไป ขึ้นกับขนาดพื้นที่

ถาม: โอโซนจะทำให้คอมพิวเตอร์หรือเอกสารเสียหายไหม
ตอบ: ทีมงานจะประเมินพื้นที่และให้คำแนะนำก่อนเริ่มงาน โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน ไม่ทิ้งคราบน้ำยาบนอุปกรณ์ สำหรับเอกสารหรือของมีค่าเฉพาะทาง ควรแจ้งทีมงานล่วงหน้าเพื่อวางแผนร่วมกัน

ถาม: หลังอบแล้ว อาการ SBS ของพนักงานจะหายทันทีหรือไม่
ตอบ: การอบโอโซนช่วยลดเชื้อและกลิ่นที่ตกค้างในอาคาร แต่ต้องควบคู่กับการกำจัดความชื้นและการระบายอากาศที่ดี ผู้ที่ยังมีอาการต่อเนื่องควรพบแพทย์ เพราะอาการอาจมาจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย

ถาม: ต้องอบซ้ำบ่อยแค่ไหน
ตอบ: ขึ้นกับว่ายังมีแหล่งความชื้นเหลืออยู่หรือไม่ หากแก้ต้นเหตุความชื้นแล้ว หลายแห่งเลือกอบซ้ำตามรอบ เช่น ก่อนเข้าฤดูฝน หรือเมื่อมีเหตุน้ำรั่วซึม ทีมงานสามารถแนะนำตามสภาพอาคาร

ถาม: บริการครอบคลุมอาคารประเภทไหนบ้าง
ตอบ: WHD ให้บริการทั้งบ้าน คอนโด โรงแรม สำนักงาน โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล ดูรายละเอียดได้ที่หน้าบริการ หรือ ติดต่อเรา

ให้ออฟฟิศกลับมาเป็นที่ทำงานที่ทุกคนหายใจได้เต็มปอด

ปรึกษาทีมงาน WHD เพื่อวางแผนอบโอโซนสำนักงานหลังน้ำท่วม แบ่งโซนตามผังอาคาร และนัดเวลาที่ไม่กระทบวันทำงาน

จองบริการอบโอโซนออฟฟิศ

โทร 065-556-6294 · LINE @whd268 · อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #บริการอบโอโซน #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อรา #โอโซนฆ่าเชื้อ #น้ำท่วม #อบโอโซนออฟฟิศ #SickBuildingSyndrome #คุณภาพอากาศในอาคาร

คำค้นหา: อบโอโซนออฟฟิศหลังน้ำท่วม, Sick Building Syndrome, อาคารป่วย, พนักงานป่วยบ่อย, กลิ่นอับในออฟฟิศ, เชื้อราในสำนักงาน, ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม, บริการอบโอโซน, คุณภาพอากาศในอาคาร

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้