เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม: ภัยเงียบจาก Aspergillus และ Penicillium ในผนัง ฝ้า และพื้นไม้ที่ยังชื้น

Last updated: 30 ก.ย. 2569  |  23 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม: ภัยเงียบจาก Aspergillus และ Penicillium ในผนัง ฝ้า และพื้นไม้ที่ยังชื้น

เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม: ภัยเงียบจาก Aspergillus และ Penicillium ในผนัง ฝ้า และพื้นไม้ที่ยังชื้น พร้อมวิธีจัดการด้วยการอบโอโซน

เรื่องเล่าจากสถานการณ์จริงที่พบบ่อย (เป็นสถานการณ์ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่รีวิวของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง)

สามสัปดาห์หลังน้ำลด บ้านที่อยุธยาเริ่ม "หายใจ" เป็นกลิ่นอับ

บ้านไม้สองชั้นริมแม่น้ำน้อยในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วมสูงเกือบหนึ่งเมตรนานสิบกว่าวัน คุณวิไล ครูเกษียณวัยหกสิบสามปี กับลูกสาวและหลานวัยสี่ขวบ ย้ายขึ้นไปอยู่ชั้นบนระหว่างที่น้ำยังไม่ลด พอน้ำลดลงจนแห้งถนน ทั้งบ้านช่วยกันตักโคลน ฉีดน้ำล้างพื้น ขัดผนังด้วยน้ำยาซักผ้าขาว แล้วเปิดพัดลมเป่าทั้งวันทั้งคืน ภายในหนึ่งสัปดาห์บ้านดูสะอาดขึ้นมาก ทุกคนโล่งใจว่าผ่านพ้นเรื่องร้ายไปแล้ว

แต่เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สาม ความผิดปกติก็ค่อย ๆ ปรากฏ เริ่มจากจุดด่างสีเทาอมเขียวขนาดเท่าเหรียญบาทที่มุมผนังยิปซัมหลังตู้เสื้อผ้า ต่อมาฝ้าชายคาห้องครัวมีคราบน้ำเป็นวงสีน้ำตาลและมีจุดดำกระจายเหมือนใครเอาพริกไทยมาโรย พื้นไม้ปาร์เกต์ในห้องรับแขกเริ่มโก่งตัวเล็กน้อย เมื่อเดินผ่านจะได้กลิ่นเหมือนขนมปังขึ้นรากับดินเปียกผสมกัน ที่หนักใจที่สุดคือหลานสาวเริ่มจามทุกเช้า น้ำมูกไหลไม่หยุด ส่วนคุณวิไลซึ่งเป็นภูมิแพ้อยู่เดิมก็ไอแห้ง ๆ ตอนกลางคืนจนนอนไม่หลับ

ลูกสาวของคุณวิไลลองทุกวิธีที่หาได้จากอินเทอร์เน็ต ทั้งเช็ดคราบด้วยน้ำส้มสายชู ซื้อสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์มาฉีด และวางถ่านไม้ไผ่ไว้ทุกมุมห้อง คราบจางลงสองสามวันแล้วก็กลับมาใหม่ กลิ่นอับถูกกลบได้ชั่วครู่ก่อนจะวนกลับมาชัดกว่าเดิม คำถามที่ครอบครัวนี้ถามตัวเองคือ "เราทำความสะอาดครบทุกอย่างแล้ว ทำไมเชื้อราถึงยังไม่ไปไหน"

คำตอบคือ เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วมไม่ได้อยู่แค่บนผิวที่มองเห็น มันซ่อนอยู่ในเนื้อวัสดุที่ยังชื้น ในโพรงหลังผนัง บนหลังแผ่นฝ้า และใต้แผ่นไม้พื้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผ้าชุบน้ำยาเอื้อมไปไม่ถึง บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเชื้อราสองกลุ่มหลักที่พบบ่อยหลังน้ำท่วม คือ Aspergillus และ Penicillium อธิบายว่าทำไมวิธีทั่วไปจึงไม่ได้ผล และขั้นตอนฟื้นฟูบ้านอย่างถูกลำดับ ซึ่งมีการอบโอโซนเป็นขั้นตอนเสริมที่ช่วยจัดการเชื้อและกลิ่นในจุดที่มือเข้าไม่ถึง

รู้จักศัตรู: Aspergillus และ Penicillium คืออะไร

เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา สปอร์ของมันลอยอยู่ในอากาศทั้งในและนอกบ้าน ตามปกติสปอร์เหล่านี้ไม่ได้ก่อปัญหามากนัก เพราะไม่มีความชื้นพอที่จะงอกเป็นเส้นใย แต่เมื่อบ้านถูกน้ำท่วม ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที ผนัง พื้น ฝ้า เฟอร์นิเจอร์ และข้าวของที่ทำจากวัสดุดูดซับน้ำ กลายเป็นแปลงเพาะเชื้อขนาดใหญ่ที่มีทั้งความชื้น อาหาร และอุณหภูมิอุ่นแบบเมืองไทยครบถ้วน

Aspergillus: ราที่ชอบวัสดุก่อสร้างและฝุ่นในบ้าน

Aspergillus เป็นสกุลของเชื้อราที่มีหลายสายพันธุ์ มักเห็นเป็นคราบสีเขียวอมเหลือง เขียวเทา หรือดำ ขึ้นได้ดีบนกระดาษของแผ่นยิปซัม ผ้าม่าน เบาะ และฝุ่นที่สะสมอยู่ตามซอกมุม สปอร์ของ Aspergillus มีขนาดเล็กมาก สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและเข้าไปถึงทางเดินหายใจส่วนลึกได้ สำหรับคนที่แข็งแรง การสูดสปอร์เข้าไปในปริมาณน้อยมักไม่เกิดอาการ แต่ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ หอบหืด หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อาจเกิดโรคติดเชื้อราที่ปอดหรือภาวะภูมิแพ้ต่อเชื้อราซึ่งต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

Penicillium: ราสีเขียวอมฟ้าต้นเหตุกลิ่นอับ

Penicillium เป็นเชื้อราอีกสกุลที่พบบ่อยมากในบ้านที่เพิ่งผ่านน้ำท่วม มักเห็นเป็นคราบฟูสีเขียวอมฟ้าหรือเขียวหม่น ขึ้นบนผนังที่ชื้น วอลเปเปอร์ พรม ที่นอน และไม้ Penicillium เติบโตได้แม้ในอุณหภูมิไม่สูงนัก และแพร่สปอร์จำนวนมหาศาลออกมาเมื่อถูกรบกวน เช่น ตอนที่เราเอาผ้าไปเช็ดหรือเอาไม้กวาดไปปัด นอกจากนี้ราชนิดนี้ยังปล่อยสารระเหยที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นอับ กลิ่นดินเปียก หรือกลิ่นเหมือนห้องใต้ดินที่เราคุ้นเคย ถ้าคุณได้กลิ่นแบบนี้โดยที่ยังมองไม่เห็นคราบ นั่นเป็นสัญญาณว่ามีราเติบโตอยู่ในจุดที่ซ่อนอยู่

ทำไมหลังน้ำท่วมราจึงระบาดเร็วนัก

หน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาแนะนำตรงกันว่า ควรทำความสะอาดและทำให้บ้านแห้งภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังน้ำลด เพื่อจำกัดการเติบโตของเชื้อรา แต่ในความเป็นจริงของน้ำท่วมในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มภาคกลางอย่างอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี น้ำมักขังอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ กว่าจะเข้าบ้านได้ เชื้อราก็ตั้งรกรากไปแล้ว วัสดุหลายชนิดยังอุ้มน้ำไว้ข้างในอีกนานแม้ผิวหน้าจะดูแห้ง

  • ผนังยิปซัมและผนังเบา แกนยิปซัมดูดน้ำได้เหมือนฟองน้ำ ส่วนกระดาษที่หุ้มอยู่คืออาหารชั้นดีของ Aspergillus น้ำยังซึมขึ้นไปเหนือระดับน้ำท่วมได้อีกหลายสิบเซนติเมตร
  • ฝ้าเพดาน แม้น้ำไม่ท่วมถึง แต่ไอชื้นที่ระเหยจากพื้นลอยขึ้นไปสะสมใต้หลังคา ทำให้หลังแผ่นฝ้าชื้นและมืด เป็นที่ที่ราชอบที่สุด
  • พื้นไม้และพื้นลามิเนต น้ำขังอยู่ใต้แผ่นไม้และในแผ่นรองพื้น ระเหยออกได้ช้ามาก ราจึงเติบโตอยู่ข้างใต้โดยที่เรามองไม่เห็นจนกว่าไม้จะโก่งหรือเปลี่ยนสี
  • ผนังปูนฉาบและอิฐ ดูดน้ำเข้าไปในรูพรุน และคายความชื้นออกมาเรื่อย ๆ นานหลายสัปดาห์ ทำให้สีโป่งพองและเกิดคราบเกลือขาวร่วมกับรา
  • ตู้ไม้อัด ปาร์ติเคิลบอร์ด และเฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน พองตัวและเก็บความชื้นไว้ด้านหลังที่ติดผนัง เป็นแหล่งสะสมราที่มักถูกลืม

อาการที่ควรสังเกต และใครเสี่ยงที่สุด

การอยู่ในบ้านที่มีเชื้อราสะสมอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอ เจ็บคอ แสบตา คันตา ผื่นคันตามผิวหนัง ไปจนถึงหายใจมีเสียงหวีดหรือหอบหืดกำเริบ บางคนรู้สึกปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือนอนไม่หลับ กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษได้แก่

  • เด็กเล็ก ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งชอบคลานและเล่นใกล้พื้นซึ่งมีสปอร์หนาแน่น
  • ผู้สูงอายุ มักมีโรคประจำตัวและภูมิต้านทานลดลงตามวัย
  • หญิงตั้งครรภ์ ควรลดการสัมผัสสิ่งระคายเคืองทุกชนิดเพื่อสุขภาพของทั้งแม่และทารก
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง เบาหวาน และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ข้อควรจำ: หากมีอาการหอบเหนื่อย ไข้สูง ไอเรื้อรังไม่หาย หรืออาการภูมิแพ้รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ควรไปพบแพทย์ทันที และแจ้งแพทย์ว่าบ้านเพิ่งถูกน้ำท่วม นอกจากนี้ ใครที่ลุยน้ำท่วมแล้วมีไข้ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่น่อง ต้องรีบพบแพทย์เพราะอาจเป็นโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส การอบโอโซนเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน ไม่ใช่การรักษาโรค

ผลกระทบที่ตามมา มากกว่าแค่คราบดำบนผนัง

ด้านสุขภาพ

สปอร์เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศทุกวันทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะถูกกระตุ้นตลอดเวลา คนในบ้านอาจป่วยแบบไม่หนักแต่ไม่หายสักที เด็กต้องหยุดเรียนบ่อย ผู้ใหญ่ต้องลางานไปหาหมอ ค่ายาแก้แพ้ ยาพ่น และค่ารักษาพยาบาลค่อย ๆ สะสมขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ต้นเหตุยังอยู่ในบ้าน

ด้านการเงิน

เชื้อราไม่หยุดอยู่กับที่ มันกัดกินกระดาษของยิปซัม เนื้อไม้ และกาวของวัสดุปูพื้นไปเรื่อย ๆ ความเสียหายที่เดิมอาจแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนผนังเพียงแถบล่าง ถ้าปล่อยไว้หลายเดือนอาจลุกลามจนต้องรื้อทั้งผนัง ทั้งฝ้า หรือทั้งพื้น ค่าซ่อมแซมจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน และเสื้อผ้าที่เก็บในตู้ก็เสียหายตามไปด้วยเพราะสปอร์ลอยไปเกาะทั่วบ้าน

ด้านเวลาและจิตใจ

การขัดคราบราซ้ำทุกสัปดาห์ การย้ายห้องนอนหนีกลิ่น และความกังวลว่าลูกหลานจะป่วย ทำให้ครอบครัวเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ หลายบ้านเล่าว่ารู้สึกเหมือนบ้านไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัยอีกต่อไป ความเครียดสะสมหลังภัยพิบัติเป็นเรื่องจริงที่ไม่ควรมองข้าม

ด้านมูลค่าทรัพย์สินและชื่อเสียง

สำหรับเจ้าของบ้านที่ปล่อยเช่า เจ้าของหอพัก โฮมสเตย์ หรือร้านค้า กลิ่นอับและคราบราเป็นสิ่งแรกที่ผู้เช่าหรือลูกค้าสังเกตเห็น รีวิวว่า "ห้องมีกลิ่นอับ" เพียงไม่กี่รายการก็กระทบรายได้ได้ยาวนาน ส่วนบ้านที่ตั้งใจจะขายต่อ ร่องรอยเชื้อราก็เป็นเหตุผลให้ผู้ซื้อต่อรองราคาลง

ด้านครอบครัว

บ่อยครั้งที่คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือคนที่ต้องอยู่บ้านทั้งวัน ได้แก่ ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก สมาชิกที่ต้องไปทำงานอาจไม่รู้สึกถึงปัญหามากนัก จนกระทั่งมีคนในบ้านป่วยบ่อยผิดปกติ การตัดสินใจฟื้นฟูบ้านอย่างจริงจังจึงเป็นการดูแลคนที่เรารักโดยตรง

ทำไมวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ จึงแก้เชื้อราหลังน้ำท่วมไม่จบ

ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ได้ละเลยปัญหา ตรงกันข้าม หลายบ้านทุ่มเททำความสะอาดเต็มที่ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ยั่งยืน เพราะวิธีที่ใช้จัดการได้เพียงส่วนที่มองเห็น ขณะที่ต้นตอยังอยู่ครบ

1. น้ำยาฟอกขาวทำให้คราบจาง แต่ไม่ถึงราที่อยู่ในเนื้อวัสดุ

น้ำยาฟอกขาวทำงานได้ดีบนพื้นผิวแข็งและเรียบ เช่น กระเบื้อง สุขภัณฑ์ หรือพลาสติก แต่บนผนังยิปซัม ไม้ หรือปูนที่มีรูพรุน น้ำยาจะฟอกสีคราบบนผิวให้จางลง ส่วนเส้นใยราที่แทงลึกลงไปในเนื้อวัสดุยังมีชีวิตอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำในน้ำยายังเติมความชื้นให้วัสดุเพิ่ม ทำให้ราฟื้นกลับมาเร็วกว่าเดิม การผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น โดยเฉพาะที่มีแอมโมเนียหรือกรด ยังอาจเกิดก๊าซพิษที่อันตรายต่อผู้ทำความสะอาดอีกด้วย

2. พัดลมช่วยให้ผิวแห้ง แต่ก็พัดสปอร์ให้ฟุ้งไปทั่วบ้าน

การเปิดพัดลมเป็นสิ่งที่ดีในแง่การระบายความชื้น แต่ถ้าเปิดพัดลมจ่อผนังที่มีราอยู่แล้ว ลมจะพาสปอร์ปลิวไปเกาะที่ห้องอื่น ผ้าม่าน ที่นอน และช่องแอร์ ปัญหาจากผนังเพียงด้านเดียวจึงกระจายไปทั้งบ้าน อีกทั้งพัดลมทำให้แห้งเฉพาะผิวหน้า ขณะที่แกนผนังและใต้พื้นไม้ยังชื้นอยู่

3. สเปรย์ปรับอากาศและถ่านดูดกลิ่นแค่กลบ ไม่ได้กำจัด

สเปรย์ปรับอากาศใช้กลิ่นหอมกลบกลิ่นอับ ถ่านและเบกกิ้งโซดาดูดซับโมเลกุลกลิ่นได้ในปริมาณจำกัด แต่ไม่มีผลต่อตัวเชื้อราที่ยังผลิตกลิ่นออกมาต่อเนื่อง เมื่อกลิ่นหอมหมดไป กลิ่นอับก็กลับมา บางคนยังแพ้สารเคมีในสเปรย์ปรับอากาศเพิ่มขึ้นมาอีก

4. ทาสีทับหรือติดวอลเปเปอร์ใหม่ เท่ากับขังราไว้ข้างใน

นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยและแพงที่สุด เมื่อทาสีทับผนังที่ยังชื้นและมีราอยู่ สีจะปิดความชื้นไว้ข้างใน ราเติบโตต่อใต้ชั้นสีจนสีโป่งพอง ลอกล่อน และเกิดคราบดำทะลุขึ้นมาภายในไม่กี่เดือน ต้องขูดสีทิ้งและทำใหม่ทั้งหมด เสียเงินสองรอบ

5. ทำความสะอาดเฉพาะจุดที่เห็น แต่ลืมโพรงที่มองไม่เห็น

หลังตู้เสื้อผ้า ใต้บันได ช่องเก็บของ หลังแผ่นฝ้า ใต้ซิงก์ ในท่อแอร์ และใต้แผ่นพื้น เป็นจุดที่แทบไม่มีใครเข้าไปเช็ดถึง แต่กลับเป็นแหล่งที่ราเจริญเติบโตได้ดีที่สุด เพราะมืด อับ และชื้น ตราบใดที่แหล่งเหล่านี้ยังอยู่ สปอร์ก็จะถูกปล่อยออกมาสู่อากาศในบ้านอยู่ตลอด

สรุปคือ การจัดการเชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วมให้ได้ผล ต้องทำให้ครบสามเรื่อง ได้แก่ เอาวัสดุที่เสียหายหนักออก ทำให้บ้านแห้งจริงถึงเนื้อวัสดุ และ ฆ่าเชื้อให้ทั่วทั้งพื้นที่รวมถึงอากาศและซอกมุมที่มือเข้าไม่ถึง ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนี้คือจุดที่การอบโอโซนเข้ามาช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD: ขั้นตอนเสริมที่ปิดงานฟื้นฟูบ้านให้ครบ

World Health Disinfection หรือ WHD ให้บริการ อบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยและอาคาร สำหรับบ้าน คอนโด หอพัก โรงแรม สำนักงาน โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาล โอโซนหรือ O3 เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติออกซิไดซ์สูง เมื่อปล่อยเข้าไปในพื้นที่ปิด ก๊าซจะแพร่กระจายไปทุกทิศทาง ทั้งในอากาศ ตามซอกมุม หลังเฟอร์นิเจอร์ ใต้เตียง และช่องว่างที่ผ้าหรือสเปรย์เข้าไปไม่ถึง

โอโซนจะเข้าไปทำลายโครงสร้างเซลล์ของไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงแตกโมเลกุลของสารที่ก่อกลิ่น เช่น กลิ่นอับจากรา จากนั้นโอโซนส่วนที่เหลือจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) ตามธรรมชาติ จึงไม่ทิ้งคราบหรือสารเคมีตกค้างบนพื้นผิวบ้าน ข้าวของ หรือเสื้อผ้า ตามข้อมูลของบริษัท วิธีการนี้ผ่านการทดสอบและรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ ว่าสามารถกำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่หน้า เอกสารรับรอง

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: การอบโอโซนทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคนอยู่เท่านั้น ต้องนำคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากพื้นที่ทั้งหมดก่อนเริ่มงาน และกลับเข้าได้หลังจากช่วงพักและระบายอากาศตามที่ทีมงานกำหนดแล้วเท่านั้น โอโซนความเข้มข้นสูงระคายเคืองทางเดินหายใจ จึงต้องดำเนินการโดยทีมที่ผ่านการฝึกอบรม

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน: การอบโอโซนไม่ได้แทนที่การขนโคลน ล้างทำความสะอาด การรื้อวัสดุที่พังเสียหาย และการทำให้บ้านแห้ง ถ้าผนังยังเปียกชุ่ม ราจะกลับมาใหม่ได้เสมอ เพราะต้นเหตุคือความชื้นยังไม่หมดไป โอโซนจึงเป็นขั้นตอนปิดท้ายหลังจากบ้านสะอาดและแห้งแล้ว เพื่อฆ่าเชื้อที่หลงเหลือในอากาศ ในซอกมุม และในจุดที่มือเข้าไม่ถึง พร้อมกำจัดกลิ่นอับให้หมดไป

ขั้นตอนการทำงานของทีม WHD สำหรับบ้านที่มีปัญหาเชื้อราหลังน้ำท่วม

  1. สอบถามและประเมินหน้างาน ทีมงานสอบถามระดับน้ำที่ท่วม ระยะเวลาที่น้ำขัง จุดที่พบคราบรา และกลิ่น เพื่อวางแผนแบ่งโซนและประเมินจำนวนรอบที่เหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำว่าวัสดุใดควรรื้อออกก่อน
  2. ตรวจความพร้อมของบ้าน ตรวจว่าโคลนถูกขนออก พื้นผิวถูกล้างแล้ว และบ้านแห้งพอสมควร หากยังชื้นมาก ทีมงานจะแนะนำให้ระบายความชื้นเพิ่มก่อน เพื่อให้ผลลัพธ์คงทน
  3. เตรียมพื้นที่ เปิดประตูตู้ ลิ้นชัก ตู้เสื้อผ้า และห้องเก็บของ เพื่อให้ก๊าซเข้าถึงทั่วถึง ปิดหน้าต่างและช่องลม นำคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด
  4. ปล่อยโอโซนเติมพื้นที่ ติดตั้งเครื่องผลิตโอโซนในแต่ละโซน ปล่อยก๊าซให้ได้ความเข้มข้นตามที่กำหนด โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อโซน ขึ้นกับขนาดและสภาพพื้นที่
  5. ช่วงเวลาสัมผัส คงความเข้มข้นไว้ระยะหนึ่งเพื่อให้โอโซนทำปฏิกิริยากับเชื้อและโมเลกุลกลิ่นในทุกซอกมุม
  6. พักและระบายอากาศ ปิดเครื่อง รอให้โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน แล้วเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ ก่อนอนุญาตให้ทุกคนกลับเข้าบ้าน
  7. ส่งมอบงานพร้อมคำแนะนำ ทีมงานให้คำแนะนำการดูแลความชื้นและการสังเกตสัญญาณรากลับมา เพื่อให้บ้านปลอดภัยในระยะยาว

สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการอบโอโซนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ไว้ใช้ดูแลพื้นผิวต่อหลังงานเสร็จ และหากต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของบริการอื่น ๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ บริการโอโซนทำความสะอาด

10 เหตุผลที่บ้านหลังน้ำท่วมควรปิดงานด้วยการอบโอโซน

  1. ก๊าซเข้าถึงจุดที่มือเข้าไม่ถึง ทั้งหลังฝ้า ใต้ตู้บิลต์อิน หลังตู้เสื้อผ้า และช่องว่างใต้บันได ซึ่งเป็นแหล่งซ่อนของ Aspergillus และ Penicillium
  2. จัดการสปอร์ที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ใช่แค่คราบบนผนัง เพราะสปอร์ในอากาศคือสิ่งที่คนในบ้านสูดเข้าไปทุกวัน
  3. กำจัดกลิ่นอับที่ต้นเหตุ โอโซนแตกโมเลกุลกลิ่นแทนที่จะกลบด้วยน้ำหอม บ้านจึงกลับมามีกลิ่นสะอาดตามธรรมชาติ
  4. ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง โอโซนสลายกลับเป็นออกซิเจน เหมาะกับบ้านที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง โอโซนกับการลดสารเคมีตกค้าง
  5. ไม่ต้องเช็ดถูซ้ำหลังงานเสร็จ ไม่มีคราบน้ำยาบนเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หรือหนังสือที่รอดจากน้ำท่วม
  6. มีผลทดสอบรองรับ บริษัทแจ้งว่าได้รับการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ว่ากำจัดไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้ 99.99% ตามผลทดสอบที่บริษัทได้รับรอง
  7. ใช้เวลาไม่นาน โดยทั่วไปประมาณ 30 นาทีต่อโซน รวมช่วงพักระบายอากาศ ครอบครัวกลับเข้าบ้านได้ภายในวันเดียวกัน
  8. ลดโอกาสราลามกลับหลังซ่อมแซม เมื่อทำหลังจากบ้านแห้งและก่อนทาสีหรือติดตั้งผนังใหม่ ช่วยลดเชื้อที่ค้างอยู่ก่อนปิดงานซ่อม
  9. ดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ทีมงาน WHD วางแผนแบ่งโซน ควบคุมความเข้มข้นและเวลาอย่างปลอดภัย ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย
  10. คืนความมั่นใจให้ครอบครัว รู้ว่าบ้านผ่านการฆ่าเชื้อทั่วทั้งพื้นที่ ช่วยให้กลับมานอนหลับสบายในบ้านของตัวเองอีกครั้ง สอบถามคิวงานได้ที่นี่

ก่อนฟื้นฟูและอบโอโซน

  • คราบราเขียวเทาและจุดดำที่มุมผนังยิปซัม
  • ฝ้าเป็นวงคราบน้ำ มีจุดดำกระจาย
  • กลิ่นอับคล้ายดินเปียกและขนมปังขึ้นรา
  • พื้นไม้เริ่มโก่ง มีกลิ่นลอยขึ้นจากร่องไม้
  • คนในบ้านจาม คัดจมูก ไอตอนกลางคืน
  • ต้องขัดคราบซ้ำทุกสัปดาห์แต่ไม่หาย

หลังฟื้นฟูครบขั้นตอนและอบโอโซน

  • รื้อวัสดุที่เสียหายหนักออก เปลี่ยนแผ่นผนังใหม่
  • บ้านแห้งถึงเนื้อวัสดุก่อนเริ่มฆ่าเชื้อ
  • เชื้อในอากาศและซอกมุมถูกจัดการทั่วพื้นที่
  • กลิ่นอับหายไป อากาศในบ้านสดชื่นขึ้น
  • ไม่มีสารเคมีตกค้างบนเฟอร์นิเจอร์และเสื้อผ้า
  • พร้อมทาสีและตกแต่งใหม่อย่างมั่นใจ

กรณีตัวอย่าง: บ้านทาวน์เฮาส์ที่ปทุมธานีกับคราบราบนฝ้าที่กลับมาทุกเดือน

กรณีตัวอย่าง เพื่ออธิบายลำดับขั้นตอน ไม่ใช่คำรับรองจากลูกค้าที่ระบุตัวตน

คุณต้น พนักงานบริษัทวัยสามสิบแปดปี อาศัยอยู่ในทาวน์เฮาส์สามชั้นย่านคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ชั้นล่างถูกน้ำท่วมประมาณหกสิบเซนติเมตรนานหนึ่งสัปดาห์ หลังน้ำลด เขาจ้างช่างมาทาสีผนังชั้นล่างใหม่ทันทีเพราะอยากให้บ้านกลับมาดูดีเร็วที่สุด สองเดือนต่อมา สีเริ่มพองเป็นตุ่ม มีจุดดำโผล่ตามแนวบัวพื้น และฝ้าใต้บันไดมีคราบเขียวเทาลามเป็นวงกว้าง ภรรยาของคุณต้นที่ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนเริ่มมีอาการคัดจมูกและแสบตาทุกครั้งที่ลงมาชั้นล่าง

เมื่อปรึกษาทีมงาน สิ่งแรกที่ได้รับคำแนะนำไม่ใช่การอบโอโซนทันที แต่เป็นการแก้ต้นเหตุก่อน ช่างรื้อผนังยิปซัมช่วงล่างสูงจากพื้นประมาณหนึ่งเมตรครึ่งออก เปลี่ยนแผ่นฝ้าใต้บันไดที่เปื่อย ขูดสีที่พองออกจากผนังปูน แล้วใช้เครื่องลดความชื้นร่วมกับการเปิดระบายอากาศต่อเนื่องหลายวัน จนผนังปูนและโครงไม้แห้งดี จากนั้นทีม WHD จึงเข้าอบโอโซนทีละชั้น โดยให้ครอบครัวไปพักบ้านญาติระหว่างวัน ทำชั้นล่างซึ่งเป็นจุดหลักอย่างละเอียด และทำชั้นบนเพื่อจัดการสปอร์ที่ลอยขึ้นไปสะสมในห้องนอนและตู้เสื้อผ้า

หลังช่วงพักและระบายอากาศ ครอบครัวกลับเข้าบ้านได้ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน กลิ่นอับที่เคยได้กลิ่นทุกครั้งที่เปิดประตูหายไป หลังจากนั้นช่างจึงติดตั้งผนังใหม่และทาสีรองพื้นกันชื้นก่อนทาสีจริง บทเรียนสำคัญของกรณีนี้คือ ลำดับขั้นตอนสำคัญพอ ๆ กับวิธีการ ถ้าทาสีก่อนบ้านแห้งและก่อนฆ่าเชื้อ ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนอาการของภรรยาคุณต้น เขาพาไปปรึกษาสูติแพทย์ตามปกติควบคู่กันด้วย เพราะการดูแลบ้านไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์

เช็กลิสต์ฟื้นฟูบ้านจากเชื้อราหลังน้ำท่วม ก่อนและหลังอบโอโซน

ก่อนอบโอโซน

  • สวมถุงมือยาง รองเท้าบูท แว่นตา และหน้ากากกรองฝุ่นละเอียดทุกครั้งที่ทำความสะอาดจุดที่มีรา เพื่อไม่ให้สูดสปอร์เข้าไป
  • ตัดไฟในบริเวณที่เคยจมน้ำและให้ช่างไฟฟ้าตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน
  • ขนโคลนและเศษขยะออกให้หมด ล้างพื้นผิวแข็งด้วยน้ำสะอาดและน้ำยาทำความสะอาด
  • ทิ้งวัสดุดูดซับน้ำที่จมน้ำนานหรือมีราขึ้นชัดเจน เช่น ที่นอน พรม ฟูก ผนังยิปซัมช่วงล่าง แผ่นฝ้าที่เปื่อย และฉนวนที่เปียก
  • ถอดบัวพื้นและเปิดแผ่นพื้นไม้บางจุดเพื่อตรวจความชื้นข้างใต้
  • ระบายความชื้นด้วยการเปิดหน้าต่าง เครื่องลดความชื้น และพัดลมที่หันออกนอกบ้าน ไม่ใช่เป่าจ่อผนังที่มีรา
  • หากทำได้ ใช้เครื่องวัดความชื้นตรวจผนังและไม้ให้แน่ใจว่าแห้งจริงก่อนนัดทีมอบโอโซน
  • เก็บเอกสารสำคัญ รูปถ่าย และของมีค่าที่ต้องการกู้ออกจากพื้นที่ แยกไว้ในที่แห้ง

ในวันอบโอโซน

  • นำทุกคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากพื้นที่ก่อนเริ่มงาน
  • เปิดประตูตู้ ลิ้นชัก และประตูห้องภายในทั้งหมดเพื่อให้ก๊าซเข้าถึง
  • ปิดหน้าต่างและช่องลมภายนอก ปิดเครื่องปรับอากาศและพัดลม
  • ห้ามกลับเข้าพื้นที่จนกว่าทีมงานจะแจ้งว่าผ่านช่วงพักและระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว

หลังอบโอโซน

  • เปิดหน้าต่างระบายอากาศเพิ่มเติมในช่วงแรก
  • ล้างและทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ หรือเรียกช่างล้างแอร์ เพราะคอยล์และถาดน้ำทิ้งเป็นแหล่งสะสมราได้
  • ควบคุมความชื้นในบ้านให้อยู่ในระดับเหมาะสม ใช้เครื่องลดความชื้นในห้องที่อับ
  • ทาสีรองพื้นกันชื้นก่อนทาสีจริง และเลือกวัสดุทนความชื้นเมื่อซ่อมแซม
  • สังเกตสัญญาณราย้อนกลับ เช่น กลิ่นอับ จุดด่าง หรือสีพอง หากพบให้หาจุดที่ยังมีน้ำรั่วซึมหรือความชื้นสะสม
  • หากสมาชิกในบ้านยังมีอาการทางเดินหายใจ ให้ไปพบแพทย์ ไม่ควรรอ

สำหรับพื้นผิวที่สัมผัสมือบ่อย เช่น ลูกบิดประตู เคาน์เตอร์ครัว และโต๊ะอาหาร สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมเสริมได้ ดูตัวเลือกเพิ่มเติมที่ น้ำยาฆ่าเชื้อ Chemgene หรือ บริการฆ่าเชื้อ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วมและการอบโอโซน

1. อบโอโซนแล้วไม่ต้องรื้อผนังยิปซัมที่มีราได้หรือไม่

ไม่แนะนำ ถ้าผนังยิปซัมจมน้ำนาน เปื่อย หรือมีราขึ้นลึกถึงแกน ควรรื้อออกและเปลี่ยนใหม่ เพราะวัสดุที่เสียหายแล้วจะอุ้มความชื้นและเป็นที่เกาะของราต่อไป การอบโอโซนเหมาะกับการจัดการเชื้อที่หลงเหลือในอากาศ ซอกมุม และพื้นผิวหลังจากรื้อและทำให้แห้งแล้ว

2. ต้องรอให้บ้านแห้งนานแค่ไหนก่อนอบโอโซน

ขึ้นกับระดับน้ำ ระยะเวลาที่ขัง และชนิดวัสดุ บางบ้านแห้งพอในไม่กี่วันด้วยเครื่องลดความชื้น บางบ้านที่ผนังปูนหนาอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ หลักการคือให้วัสดุแห้งถึงเนื้อใน ทีมงานจะช่วยประเมินและแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสม

3. ระหว่างอบโอโซน คนในบ้านอยู่ชั้นบนได้หรือไม่

ไม่ได้ การอบโอโซนต้องทำในพื้นที่ปิดที่ไม่มีคนอยู่ ก๊าซสามารถลอยผ่านช่องบันไดและช่องว่างไปยังชั้นอื่นได้ ทุกคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากบ้านหรือพื้นที่ที่ทีมงานกำหนด และกลับเข้าหลังช่วงพักระบายอากาศเท่านั้น

4. อบโอโซนแล้วราจะไม่กลับมาอีกเลยใช่ไหม

โอโซนช่วยจัดการเชื้อที่มีอยู่ในขณะนั้น แต่ไม่ได้สร้างเกราะป้องกันถาวร ถ้ายังมีน้ำรั่ว ความชื้นสะสม หรือน้ำท่วมซ้ำ ราก็กลับมาได้ การควบคุมความชื้นหลังงานจึงสำคัญที่สุดสำหรับผลลัพธ์ระยะยาว

5. โอโซนทำให้เฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายหรือไม่

ทีมงานควบคุมความเข้มข้นและระยะเวลาให้เหมาะกับพื้นที่พักอาศัย สำหรับของใช้ทั่วไปในบ้าน การอบในรอบที่เหมาะสมไม่ทิ้งคราบหรือสารตกค้าง หากมีของมีค่าหรือวัสดุพิเศษ เช่น งานศิลปะ หรือเครื่องหนังราคาสูง สามารถแจ้งทีมงานล่วงหน้าเพื่อพิจารณาแยกออกจากพื้นที่

6. ใช้เวลาทั้งหมดเท่าไร และราคาประมาณเท่าไร

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อโซน ไม่รวมช่วงพักระบายอากาศ จำนวนโซนขึ้นกับขนาดบ้านและจำนวนห้อง ราคาประเมินตามพื้นที่จริง สามารถส่งรูปและขนาดพื้นที่ทาง LINE เพื่อขอใบเสนอราคาเบื้องต้น งานตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีสเปรย์ฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์

7. ถ้าอยากซื้อเครื่องโอโซนมาใช้เองได้หรือไม่

ได้ แต่ต้องใช้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย โดยเฉพาะการไม่อยู่ในพื้นที่ระหว่างเครื่องทำงาน สำหรับบ้านที่เพิ่งผ่านน้ำท่วมและมีปัญหาราหลายจุด การใช้บริการทีมงานช่วยให้ได้ความเข้มข้นและการแบ่งโซนที่เหมาะสม หากสนใจเครื่องสำหรับใช้งานประจำ ดูข้อมูลได้ที่ เครื่องโอโซนฆ่าเชื้อ

บ้านของคุณยังมีกลิ่นอับหรือคราบราหลังน้ำลดอยู่หรือไม่

ให้ทีม WHD ช่วยประเมินและปิดงานฟื้นฟูบ้านด้วยการอบโอโซนฆ่าเชื้อ ทั่วทุกซอกมุม ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง

ดูบริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย

โทร 065-556-6294  |  LINE @whd268  |  worldhealthdisinfection@gmail.com

#อบโอโซน #บริการอบโอโซน #ฆ่าเชื้อหลังน้ำท่วม #กำจัดเชื้อรา #โอโซนฆ่าเชื้อ #น้ำท่วม #เชื้อราในบ้าน #ราขึ้นผนัง

คำค้นหา: เชื้อราในบ้านหลังน้ำท่วม, ราขึ้นผนังหลังน้ำท่วม, เชื้อราบนฝ้า, พื้นไม้ขึ้นรา, Aspergillus, Penicillium, อบโอโซนกำจัดเชื้อรา, บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อ, กลิ่นอับหลังน้ำท่วม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้