หน้าฝนทีไร ผ้าเหม็นเปรี้ยว ผนังชื้น ฝ้าขึ้นจุดดำ บ้านทั้งหลังเหมือนถูกความชื้นยึดครอง

Last updated: 21 ก.ย. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หน้าฝนทีไร ผ้าเหม็นเปรี้ยว ผนังชื้น ฝ้าขึ้นจุดดำ บ้านทั้งหลังเหมือนถูกความชื้นยึดครอง

หน้าฝน • ผ้าเหม็นอับ • ผนังชื้น • เชื้อราบนฝ้า

หน้าฝนทีไร ผ้าเหม็นเปรี้ยว ผนังชื้น ฝ้าขึ้นจุดดำ บ้านทั้งหลังเหมือนถูกความชื้นยึดครอง

เมื่อฝนตกแทบทุกวันติดต่อกันหลายเดือน ความชื้นไม่ได้อยู่แค่ที่ราวตากผ้า แต่ซึมเข้าไปในผนัง ฝ้า ตู้เสื้อผ้า และอากาศที่ทุกคนหายใจ นี่คือเรื่องของครอบครัวหนึ่งในปทุมธานีที่เกือบถอดใจกับกลิ่นอับและเชื้อราในหน้ามรสุม ก่อนจะพบวิธีจัดการที่ต้นเหตุ

เมื่อราวตากผ้ากลายเป็นต้นเรื่อง: บ้านของคุณกิ่งแก้วที่คลองหลวง

คุณกิ่งแก้ว อายุสามสิบแปดปี เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวชั้นเดียวในหมู่บ้านย่านคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กับคุณเอกสามีที่ทำงานเป็นช่างเทคนิคในนิคมอุตสาหกรรม ลูกสาววัยสิบขวบชื่อน้องใบเตย และคุณแม่ของคุณเอกวัยเจ็ดสิบสองปีที่เป็นภูมิแพ้อากาศ

ทุกปีตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงตุลาคม บ้านหลังนี้จะเข้าสู่ “โหมดสู้ความชื้น” ฝนตกเกือบทุกบ่าย บางวันตกตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผ้าที่ซักแล้วต้องตากใต้ชายคาหลังบ้าน บางวันต้องย้ายมาตากในห้องเก็บของ กว่าจะแห้งก็กินเวลาสองถึงสามวัน และที่แย่ที่สุดคือกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่ติดอยู่กับผ้า แม้จะซักซ้ำก็ยังไม่หาย

ปีนี้ปัญหาหนักกว่าทุกปี วันหนึ่งน้องใบเตยกลับมาจากโรงเรียนด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เพราะเพื่อนร่วมห้องแซวว่าเสื้อนักเรียนของเธอ “มีกลิ่นเหมือนผ้าขี้ริ้ว” คุณเอกเองก็เล่าว่าหัวหน้าทักเรื่องกลิ่นชุดยูนิฟอร์มที่ใส่ไปทำงาน ส่วนคุณกิ่งแก้วต้องฉีดน้ำหอมใส่เสื้อก่อนออกไปสอนทุกเช้า จนเริ่มรู้สึกอายนักเรียน

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่เสื้อผ้า มุมเพดานห้องน้ำเริ่มมีจุดดำเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม ฝ้าในห้องนอนของคุณแม่มีคราบด่างสีเทาแผ่วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ผนังด้านที่ติดสวนมีสีร่อนเป็นแผ่นและแตะแล้วรู้สึกชื้นมือ ตู้เสื้อผ้าไม้ในห้องนอนใหญ่เปิดทีไรได้กลิ่นอับพุ่งออกมา ส่วนคุณแม่ก็ไอเรื้อรัง คัดจมูกทุกเช้า และบ่นว่านอนในห้องแล้วหายใจไม่อิ่ม

“รู้สึกเหมือนบ้านทั้งหลังถูกความชื้นยึดไปแล้วค่ะ” คุณกิ่งแก้วเล่า “ซักผ้าก็แล้ว เช็ดเชื้อราก็แล้ว เปิดพัดลมทั้งวันก็แล้ว ผ่านไปไม่กี่วันทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม ที่เครียดที่สุดคือเห็นคุณแม่ไอทุกคืน กับลูกที่ไม่อยากใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน”

คุณกิ่งแก้วเคยคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องธรรมดาของหน้าฝนที่ทุกบ้านต้องเจอ และรอให้หมดฝนแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง แต่เมื่อปีก่อน หลังหมดฝนไปแล้วกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้าก็ยังไม่หาย กระเป๋าหนังใบโปรดที่เก็บไว้ในตู้มีราสีขาวขึ้นเต็มใบ และคราบดำบนฝ้าห้องน้ำก็ลามกว้างขึ้นกว่าเดิม ปีนี้เธอจึงตั้งใจว่าจะต้องหาวิธีจัดการให้ได้ก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปมากกว่านี้ และก่อนที่สุขภาพของคุณแม่จะแย่ลงไปอีก

ทำไมหน้าฝนถึงทำให้ผ้าเหม็นและบ้านขึ้นรา

ประเทศไทยในฤดูฝนมีความชื้นในอากาศสูงเกือบตลอดวัน บางช่วงอากาศแทบอิ่มตัวด้วยไอน้ำ ทำให้น้ำในเนื้อผ้าและบนพื้นผิวต่าง ๆ ระเหยออกไปได้ช้ามาก นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด

ผ้าที่แห้งช้าคือห้องทดลองของแบคทีเรีย

กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของผ้าที่ตากไม่แห้งไม่ได้มาจากน้ำ แต่มาจากแบคทีเรียที่เติบโตในเนื้อผ้าชื้นระหว่างรอแห้ง แบคทีเรียเหล่านี้กินคราบเหงื่อ ไขมันจากผิวหนัง และเศษผงซักฟอกที่หลงเหลือ แล้วปล่อยสารที่มีกลิ่นออกมา เมื่อผ้าแห้งแล้วกลิ่นก็ยังติดอยู่ และจะชัดขึ้นทุกครั้งที่ผ้าโดนเหงื่อหรือความชื้นอีกครั้ง

ผนังและฝ้าที่ดูดความชื้นไว้เงียบ ๆ

ผนังปูนและฝ้าเพดานสามารถดูดซับความชื้นจากอากาศ จากน้ำฝนที่รั่วซึม หรือจากไอน้ำในห้องน้ำได้ เมื่อไม่มีแสงแดดและลมช่วยระบาย ความชื้นก็ค้างอยู่ในเนื้อวัสดุ สปอร์เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลาจึงเกาะและเติบโตกลายเป็นจุดดำหรือคราบด่างที่เราเห็น

ตู้เสื้อผ้าที่กลายเป็นห้องอบไอน้ำ

ตู้เสื้อผ้าที่ปิดสนิท โดยเฉพาะตู้ไม้ที่ตั้งชิดผนังด้านที่ชื้น เป็นพื้นที่ที่อากาศไม่ไหลเวียน เมื่อนำผ้าที่ยังแห้งไม่สนิทเข้าไปเก็บ ความชื้นก็สะสมเพิ่ม เสื้อผ้าทั้งตู้จึงรับกลิ่นอับไปด้วย

สปอร์เชื้อราที่ลอยไปทั่วบ้าน

เชื้อราที่เห็นบนฝ้าเป็นเพียงส่วนที่โผล่ให้เห็น สปอร์จำนวนมหาศาลปลิวไปตามอากาศ เข้าไปในแอร์ ผ้าม่าน ที่นอน และเสื้อผ้า นี่คือเหตุผลที่แม้จะเช็ดคราบดำออกแล้ว กลิ่นอับและอาการภูมิแพ้ก็ยังไม่หายไป

ความชื้นที่แลกด้วยสุขภาพ ความมั่นใจ เงิน และเวลา

สุขภาพของผู้สูงอายุและเด็ก: สปอร์เชื้อราและไรฝุ่นที่เพิ่มขึ้นในหน้าฝน เป็นสิ่งกระตุ้นสำคัญของโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบ และหอบหืด ผู้สูงอายุอย่างคุณแม่ของคุณเอกอาจมีอาการไอเรื้อรัง คัดจมูก หายใจไม่สะดวก ส่วนเด็กก็อาจมีผื่นคันตามผิวหนังจากการสวมเสื้อผ้าที่อับชื้น

ความมั่นใจและภาพลักษณ์: กลิ่นเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่คนรอบข้างสังเกตได้ทันที เด็กที่ถูกเพื่อนล้อเรื่องกลิ่นอาจเสียความมั่นใจและไม่อยากไปโรงเรียน ผู้ใหญ่ที่ต้องพบเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือนักเรียนทุกวันก็รู้สึกกังวลตลอดเวลา ซึ่งเป็นความเครียดที่มองไม่เห็นแต่สะสมทุกวัน

ค่าใช้จ่าย: ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรพิเศษ ค่าไฟจากการเปิดพัดลมหรือเครื่องอบผ้าทั้งวัน ค่าซักรีดที่ร้าน ค่าทาสีผนังและเปลี่ยนแผ่นฝ้าที่เสียหาย รวมถึงเสื้อผ้าและกระเป๋าหนังที่ต้องทิ้งเพราะขึ้นรา ล้วนเป็นเงินที่รั่วไหลไปทุกฤดูฝน

เวลาและแรงกาย: ซักผ้าซ้ำ ย้ายราวตากผ้าหนีฝน ขัดคราบดำในห้องน้ำ เช็ดผนัง และจัดตู้เสื้อผ้าใหม่ เป็นงานบ้านที่ไม่มีวันจบตลอดสามเดือน

มูลค่าของบ้าน: เชื้อราที่ปล่อยไว้นานจะกัดกินวัสดุ ทำให้ฝ้าเสื่อมสภาพ สีผนังพอง ไม้บวม และทิ้งกลิ่นอับถาวร ซึ่งทำให้ค่าซ่อมแซมในอนาคตสูงขึ้นมาก

สำรวจ 7 จุดในบ้านที่เชื้อราชอบซ่อนตัวช่วงหน้าฝน

ก่อนจะลงมือแก้ปัญหา ลองเดินสำรวจบ้านของคุณตามจุดเหล่านี้ เพราะหลายครั้งต้นตอของกลิ่นอับไม่ได้อยู่ในที่ที่เรามองเห็นได้ง่าย

  1. มุมเพดานห้องน้ำและรอบช่องระบายอากาศ: ไอน้ำจากการอาบน้ำลอยขึ้นไปเกาะเป็นหยด แล้วค่อย ๆ กลายเป็นจุดดำ
  2. ร่องยาแนวกระเบื้องและขอบอ่างล้างหน้า: เป็นจุดที่เปียกเกือบตลอดเวลาและทำความสะอาดได้ยาก
  3. ด้านหลังและด้านล่างของตู้เสื้อผ้า: โดยเฉพาะตู้ที่ชิดผนังด้านนอกบ้าน ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นต่างจากภายในห้อง
  4. ขอบหน้าต่างและรางประตูบานเลื่อน: น้ำฝนที่ค้างอยู่ในรางคือแหล่งเพาะเชื้อราชั้นดี
  5. ใต้ซิงก์ล้างจานและรอบท่อน้ำ: รอยรั่วซึมเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นทำให้ไม้และแผ่นรองตู้ชื้นสะสม
  6. ภายในเครื่องปรับอากาศ: คอยล์เย็นและถาดน้ำทิ้งที่ชื้นตลอดเวลาเป็นที่อยู่ของเชื้อราที่ถูกเป่าออกมาทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
  7. ที่นอน หมอน และผ้าม่านหนา: เนื้อผ้าหนาเก็บความชื้นจากร่างกายและอากาศไว้ได้นาน โดยเฉพาะห้องที่ไม่ค่อยโดนแดด

หากพบหลายจุดพร้อมกัน แปลว่าสปอร์เชื้อรากระจายอยู่ในอากาศของบ้านแล้ว การเช็ดทีละจุดจึงอาจไม่พอ ต้องใช้วิธีที่จัดการได้ทั้งพื้นที่ในครั้งเดียว

วิธีแก้ที่ลองกันทุกบ้าน แต่ความอับชื้นยังไม่ยอมไป

ซักซ้ำและใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มเพิ่ม: กลิ่นหอมจากน้ำยาช่วยกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่แบคทีเรียที่ฝังในเนื้อผ้ายังคงอยู่ พอผ้าโดนความชื้นหรือเหงื่อ กลิ่นเปรี้ยวก็กลับมา บางครั้งการใส่น้ำยามากเกินไปยังทิ้งคราบที่เป็นอาหารของแบคทีเรียเพิ่มอีก

เช็ดคราบดำด้วยน้ำยาฟอกขาว: ทำให้พื้นผิวดูสะอาดขึ้น แต่เชื้อราที่ฝังลึกในเนื้อฝ้าหรือยาแนวมักกลับมาภายในไม่กี่สัปดาห์ และสปอร์ที่ลอยในอากาศก็ไม่ได้ถูกกำจัดไปด้วย อีกทั้งกลิ่นคลอรีนที่แรงยังระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเฉพาะของผู้สูงอายุที่เป็นภูมิแพ้

วางถุงดูดความชื้นในตู้: ช่วยลดความชื้นได้บ้างในพื้นที่เล็ก ๆ แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อราที่อยู่ในตู้แล้ว และต้องเปลี่ยนบ่อยในหน้าฝน

เปิดพัดลมเป่าทั้งวัน: ช่วยให้อากาศเคลื่อนไหว แต่ถ้าอากาศที่เป่าเป็นอากาศชื้นอยู่แล้ว ผลลัพธ์ก็จำกัด และยังอาจพาสปอร์เชื้อรากระจายไปทั่วห้องมากขึ้นด้วย

ฉีดสเปรย์ดับกลิ่นในบ้าน: เป็นเพียงการเพิ่มกลิ่นหอมเข้าไปในอากาศที่อับชื้น ไม่ได้จัดการเชื้อราหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นตอของกลิ่นเลย

หลังจากลองมาทุกทาง เพื่อนครูในโรงเรียนคนหนึ่งซึ่งเคยให้ WHD อบโอโซนบ้านหลังน้ำท่วม แนะนำให้คุณกิ่งแก้วลองปรึกษาทีมงานดู

จัดการที่ต้นเหตุด้วยบริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD

บริการอบโอโซนในบ้านของ World Health Disinfection ใช้ก๊าซโอโซน (O3) ที่ผลิตจากเครื่อง Master Ozone Generator เนื่องจากเป็นก๊าซ โอโซนจึงแพร่เข้าไปได้ทุกจุดของห้อง ทั้งในอากาศ บนผิวผนังและฝ้า ในตู้เสื้อผ้าที่เปิดประตูไว้ ในเนื้อผ้าม่าน ที่นอน และเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ รวมถึงซอกมุมที่มือและผ้าเช็ดเข้าไม่ถึง

เมื่อโอโซนสัมผัสกับสปอร์เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส จะทำลายโครงสร้างของเชื้อในระดับโมเลกุล และสลายโมเลกุลของกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเปรี้ยวที่แบคทีเรียสร้างขึ้นไปพร้อมกัน จุดที่สำคัญมากสำหรับบ้านที่มีปัญหาความชื้นคือ วิธีนี้ไม่ใช้น้ำหรือของเหลว จึงไม่เพิ่มความชื้นให้บ้าน ไม่ทำให้ฝ้า ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปียก และเมื่อจบกระบวนการ โอโซนจะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน (O2) เอง ไร้สารเคมีตกค้าง

ข้อควรเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา: การอบโอโซนจัดการเชื้อรา แบคทีเรีย และกลิ่นที่มีอยู่ในบ้านได้ แต่ไม่ได้ซ่อมจุดที่น้ำรั่วซึม หากบ้านมีหลังคารั่ว ท่อน้ำซึม หรือผนังที่รับน้ำฝนโดยตรง ควรแก้ไขต้นเหตุของน้ำควบคู่กันไป และในหน้าฝนควรดูแลการระบายความชื้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานที่สุด

ขั้นตอนการอบโอโซนราว 30 นาทีต่อพื้นที่

  1. นาทีที่ 0–2 เริ่มระบบและกำหนดความเข้มข้น: เจ้าหน้าที่ตรวจพื้นที่ เปิดประตูตู้เสื้อผ้าและตู้เก็บของไว้ ให้คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากห้อง แล้วเริ่มเดินเครื่อง
  2. นาทีที่ 2–14 กระจายโอโซน: ก๊าซแพร่ไปทั่วพื้นที่ เข้าถึงผนัง ฝ้า มุมห้องน้ำ และเนื้อผ้าทุกชิ้น
  3. นาทีที่ 14–26 ฟอกอากาศและทำลายเชื้อ: โอโซนทำลายสปอร์เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสในระดับโมเลกุล พร้อมสลายกลิ่นอับชื้น
  4. นาทีที่ 26–30 หยุดระบบ: เครื่องหยุดทำงานเพื่อให้โอโซนสลายตัว จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเปิดพื้นที่และระบายอากาศก่อนให้ทุกคนกลับเข้าไป

ความปลอดภัย: ระหว่างเครื่องทำงาน ห้ามมีคน สัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้อยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ WHD ควบคุมเครื่องตลอดเวลา และเปิดพื้นที่หลังระบายอากาศเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

10 เหตุผลที่บ้านหน้าฝนควรได้อบโอโซนสักครั้ง

  1. จัดการสปอร์เชื้อราที่ลอยอยู่ทั่วบ้าน: ไม่ใช่แค่คราบที่เห็นบนฝ้า แต่รวมถึงสปอร์ในอากาศและในเนื้อผ้าที่เป็นต้นเหตุของอาการภูมิแพ้
  2. ขจัดกลิ่นเปรี้ยวในเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ในตู้: เปิดประตูตู้ระหว่างอบ ก๊าซโอโซนจะเข้าไปสลายกลิ่นอับชื้นในเสื้อผ้าทั้งตู้
  3. ไม่เพิ่มความชื้นให้บ้าน: การอบโอโซนโดย WHD เป็นการทำงานด้วยก๊าซ ไม่ต้องฉีดน้ำหรือน้ำยา จึงเหมาะกับบ้านที่ชื้นอยู่แล้วเป็นพิเศษ
  4. ฆ่าเชื้อราในแอร์: ตามข้อมูลของบริการ โอโซนช่วยกำจัดสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศได้ถึง 99.99% ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นสะสมมากในหน้าฝน
  5. ลดแบคทีเรียและไวรัส: กำจัดแบคทีเรียได้มากกว่า 99.9% และจัดการไวรัส รวมถึง SARS-CoV-2 ในช่วงที่คนในบ้านเป็นหวัดกันบ่อย
  6. ลดสารก่อภูมิแพ้เพื่อผู้สูงวัย: ช่วยลดไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน ให้ผู้สูงอายุหายใจได้สะดวกขึ้น
  7. ไร้สารเคมีตกค้างบนเสื้อผ้าและที่นอน: โอโซนคืนสภาพเป็นออกซิเจน จึงไม่มีสารใดติดอยู่บนผ้าที่สวมใส่แนบผิว
  8. เข้าถึงซอกที่แปรงขัดไม่ถึง: ช่องว่างหลังตู้ มุมฝ้า และรอยต่อต่าง ๆ ที่เชื้อราชอบหลบซ่อน
  9. ใช้เวลาสั้น ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน: ราว 30 นาทีต่อพื้นที่ นัดช่วงที่ทุกคนออกไปทำงานหรือไปโรงเรียนได้สะดวก
  10. มาตรฐานระดับโรงแรมห้าดาว: เครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek สหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีมาตรฐาน 10 เท่า และบริการนี้ได้รับความไว้วางใจจากกว่า 300 องค์กร รวมถึง The Ritz-Carlton, Fraser Suites, Andaz และ Dusit International

ก่อนและหลังอบโอโซน: หน้าฝนเดิม แต่บ้านไม่เหมือนเดิม

ก่อน

  • เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วกลิ่นอับพุ่งออกมา
  • เสื้อนักเรียนและชุดทำงานมีกลิ่นเปรี้ยว
  • มุมฝ้าห้องน้ำและห้องนอนมีจุดดำ
  • คุณแม่ไอเรื้อรังและคัดจมูกทุกเช้า
  • ต้องฉีดน้ำหอมใส่เสื้อก่อนออกจากบ้าน
  • ลูกไม่อยากไปโรงเรียนเพราะโดนแซวเรื่องกลิ่น

หลัง

  • ตู้เสื้อผ้าไม่มีกลิ่นอับ เปิดแล้วสบายใจ
  • เสื้อผ้าที่เก็บในตู้กลิ่นเป็นกลาง สะอาด
  • บ้านไม่มีกลิ่นเชื้อราลอยในอากาศ
  • คุณแม่นอนหลับสบาย ไอน้อยลงมาก
  • เลิกพึ่งน้ำหอมกลบกลิ่นเสื้อผ้า
  • ลูกกลับมามั่นใจ ใส่ชุดนักเรียนได้อย่างสบายใจ

เสียงจากบ้านที่ชนะความชื้น

ก่อนวันนัด คุณเอกเรียกช่างมาตรวจหลังคาและพบรอยรั่วเล็ก ๆ เหนือห้องน้ำ จึงซ่อมให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นทีม WHD เข้าอบโอโซนในวันเสาร์ ครอบคลุมห้องนอนทั้งสามห้อง ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องเก็บของที่ใช้ตากผ้า โดยเปิดประตูตู้เสื้อผ้าทุกใบไว้ และเปิดแอร์ให้ก๊าซผ่านเข้าไปในเครื่อง ระหว่างนั้นทั้งครอบครัวพาคุณแม่ไปทานข้าวที่ร้านใกล้บ้าน

“กลับมาถึงบ้านแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าเป็นอย่างแรกเลยค่ะ เพราะเป็นจุดที่กลิ่นหนักที่สุด ปรากฏว่ากลิ่นอับหายไปจริง ๆ ไม่มีกลิ่นอะไรมาแทนด้วย คืนนั้นคุณแม่นอนหลับได้ยาวโดยไม่ลุกมาไอ หลังจากนั้นเราปรับวิธีตากผ้าตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ และเปิดเครื่องลดความชื้นในห้องเก็บของ เสื้อนักเรียนของลูกก็ไม่มีใครทักเรื่องกลิ่นอีก ลูกกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม ส่วนตัวเองก็ไม่ต้องพกน้ำหอมไปโรงเรียนแล้วค่ะ”
— คุณกิ่งแก้ว, คลองหลวง ปทุมธานี

เคล็ดลับรับมือความชื้นตลอดหน้าฝน ให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

  • ซ่อมจุดรั่วซึมก่อนเสมอ: ตรวจหลังคา รางน้ำ ขอบหน้าต่าง และท่อใต้ซิงก์ เพราะน้ำที่ซึมเข้ามาต่อเนื่องคือแหล่งความชื้นหลัก
  • อย่าซักผ้าทิ้งไว้ในเครื่อง: นำผ้าออกมาตากทันทีหลังซักเสร็จ เพื่อลดเวลาที่แบคทีเรียจะเติบโต
  • ตากผ้าห่างกัน ให้ลมผ่านได้: ใช้พัดลมช่วยเป่า หรือตากในห้องที่มีเครื่องลดความชื้น
  • เก็บผ้าเข้าตู้เมื่อแห้งสนิทเท่านั้น: ผ้าที่ยังชื้นเพียงเล็กน้อยจะทำให้ทั้งตู้อับ
  • เว้นระยะตู้เสื้อผ้าจากผนัง: ให้มีช่องว่างเล็กน้อยเพื่อให้อากาศไหลเวียน โดยเฉพาะผนังด้านที่โดนฝน
  • เปิดพัดลมดูดอากาศในห้องน้ำ: หลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ไอน้ำไปสะสมบนฝ้า
  • นัดอบโอโซนช่วงกลางหรือปลายหน้าฝน: เพื่อกำจัดเชื้อราและกลิ่นที่สะสมมาทั้งฤดู ก่อนจะกลายเป็นปัญหาถาวร

หน้าฝนนี้ อย่าปล่อยให้ความชื้นยึดบ้านของคุณ

ให้ World Health Disinfection อบโอโซนกำจัดเชื้อราและกลิ่นอับทั้งบ้าน ไม่เพิ่มความชื้น ไร้สารเคมีตกค้าง ใช้เวลาราว 30 นาทีต่อพื้นที่

ดูบริการและราคา อบโอโซนกำจัดเชื้อรา คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294  |  LINE @whd268  |  อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

โปรโมชัน: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร

คำถามที่พบบ่อย: อบโอโซนแก้ปัญหาบ้านชื้นหน้าฝน

อบโอโซนแล้วจุดดำบนฝ้าจะหายไปเลยไหม

โอโซนทำลายเชื้อราและสปอร์ได้ แต่คราบสีที่เชื้อราทิ้งไว้บนวัสดุอาจยังต้องทำความสะอาดหรือซ่อมแซมตามสภาพ สิ่งสำคัญคือเชื้อที่ยังมีชีวิตและสปอร์ในอากาศจะลดลง ช่วยลดโอกาสที่เชื้อราจะลุกลามต่อ

ต้องเอาเสื้อผ้าออกจากตู้ก่อนอบหรือไม่

ไม่จำเป็น เพียงเปิดประตูตู้ไว้ให้ก๊าซเข้าถึง โอโซนจะช่วยสลายกลิ่นอับในเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ โดยไม่ทำให้ผ้าเปียกและไม่มีสารตกค้าง

บ้านที่ชื้นอยู่แล้ว อบโอโซนจะทำให้ชื้นขึ้นหรือเปล่า

ไม่ เพราะเป็นการทำงานด้วยก๊าซ ไม่มีการฉีดน้ำหรือของเหลวใด ๆ จึงไม่เพิ่มความชื้นให้กับผนัง ฝ้า หรือเฟอร์นิเจอร์

ระหว่างอบ ต้องออกจากบ้านนานเท่าไร

กระบวนการใช้เวลาราว 30 นาทีต่อพื้นที่ ทุกคน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ต้องออกจากพื้นที่ระหว่างเครื่องทำงาน เจ้าหน้าที่จะเปิดพื้นที่ให้หลังระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว บ้านที่มีหลายห้องจะใช้เวลารวมตามจำนวนโซน

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับว่าต้นเหตุของความชื้นได้รับการแก้ไขหรือไม่ หากซ่อมจุดรั่วซึมและดูแลการระบายอากาศควบคู่กัน บ้านจะรักษาสภาพได้นานขึ้นมาก หลายครอบครัวเลือกอบทุกหน้าฝนเพื่อป้องกันไว้ก่อน

ปลอดภัยกับผู้สูงอายุที่เป็นภูมิแพ้ไหม

ผู้สูงอายุต้องออกจากพื้นที่ระหว่างอบเช่นเดียวกับทุกคน หลังจากเจ้าหน้าที่ระบายอากาศแล้วจึงกลับเข้าห้องได้ และเนื่องจากโอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน จึงไม่มีสารเคมีตกค้างให้ระคายเคือง

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง: หน้าฝนผ้าเหม็นอับ บ้านชื้น เชื้อรา, ผ้าตากไม่แห้งเหม็นเปรี้ยว, ฝ้าขึ้นจุดดำ, ผนังชื้นหน้าฝน, ตู้เสื้อผ้ากลิ่นอับ, อบโอโซนกำจัดเชื้อรา, บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้