พาคนที่รักกลับบ้านหลังผ่าตัดหรือให้เคมีบำบัด: เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำมาก บ้านต้องสะอาดใกล้เคียงโรงพยาบาล

Last updated: 21 ก.ย. 2569  |  1 จำนวนผู้เข้าชม  | 

พาคนที่รักกลับบ้านหลังผ่าตัดหรือให้เคมีบำบัด: เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำมาก บ้านต้องสะอาดใกล้เคียงโรงพยาบาล

พาคนที่รักกลับบ้านหลังผ่าตัดหรือให้เคมีบำบัด: เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำมาก บ้านต้องสะอาดใกล้เคียงโรงพยาบาล

วันที่คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านคือวันแห่งความหวัง แต่สำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายยังอ่อนแอ บ้านที่คุ้นเคยอาจซ่อนเชื้อโรคที่ร่างกายรับมือไม่ไหว บทความนี้จะพาไปดูว่าครอบครัวหนึ่งเตรียมบ้านอย่างไรให้พร้อมรับคุณแม่กลับมาพักฟื้นอย่างปลอดภัย

ห้องนอนชั้นล่างที่คุณพิมเตรียมไว้ให้แม่

คุณพิม อายุสี่สิบเอ็ดปี เป็นพนักงานธนาคารที่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวอายุกว่ายี่สิบปีย่านบางแค กรุงเทพฯ กับสามี ลูกสาววัยมัธยม และคุณแม่สุนีย์วัยหกสิบหกปี ต้นปีที่ผ่านมาคุณแม่ตรวจพบมะเร็งเต้านม และเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ตามด้วยแผนการให้ยาเคมีบำบัดทุกสามสัปดาห์รวมหกรอบ

ก่อนออกจากโรงพยาบาล พยาบาลประจำหอผู้ป่วยนั่งคุยกับคุณพิมนานเกือบชั่วโมง อธิบายว่าหลังให้ยาแต่ละรอบ เม็ดเลือดขาวของคุณแม่จะลดต่ำลงมากในช่วงประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ช่วงนั้นร่างกายแทบไม่มีกำลังต่อสู้กับเชื้อ การติดเชื้อที่คนทั่วไปหายเองได้ อาจกลายเป็นเรื่องฉุกเฉินสำหรับคุณแม่ และถ้ามีไข้ต้องรีบกลับมาโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการ พยาบาลย้ำว่าต้องล้างมือ หลีกเลี่ยงคนป่วย ระวังเรื่องอาหาร และดูแลบ้านให้สะอาด โดยเฉพาะห้องที่ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่มากที่สุด

คุณพิมตัดสินใจย้ายห้องนอนคุณแม่จากชั้นสองลงมาชั้นล่าง เพราะคุณแม่ยังเจ็บแผลและขึ้นบันไดลำบาก ห้องที่เลือกคือห้องเก็บของเก่าข้างห้องนั่งเล่น ซึ่งปิดไว้มาหลายปี เธอเคลียร์ของออก ทาสีใหม่ ซื้อเตียงปรับระดับ แต่เมื่อเปิดแอร์เครื่องเก่าในห้องครั้งแรก กลิ่นอับชื้นก็ลอยออกมาทันที เมื่อถอดแผ่นกรองออกดูก็เห็นคราบดำเกาะอยู่ตามครีบและช่องลม

นอกจากนี้ บ้านยังมีแมวสองตัวที่ลูกสาวเลี้ยงไว้ มีพรมผืนใหญ่ในห้องนั่งเล่นที่คุณแม่ชอบนั่ง โซฟาผ้าที่ใช้มาสิบปี และผ้าม่านหนาที่ไม่เคยถอดซัก ช่วงที่คุณแม่นอนโรงพยาบาล ญาติ ๆ ก็แวะเวียนมาที่บ้านเพื่อช่วยจัดเตรียมของ บางคนเป็นหวัดอยู่ด้วย

คืนก่อนวันรับคุณแม่กลับบ้าน คุณพิมยืนอยู่กลางห้องนอนใหม่ที่เพิ่งทาสีเสร็จ ในใจเต็มไปด้วยคำถาม ห้องนี้สะอาดพอหรือยัง อากาศที่แม่จะหายใจทั้งวันทั้งคืนปลอดภัยแค่ไหน และถ้าแม่ติดเชื้อเพราะความประมาทของเธอ เธอจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร

น้องมิ้นท์ ลูกสาวของคุณพิม ก็กังวลไม่แพ้กัน เธอรักคุณยายมาก แต่ก็รู้ว่าตัวเองไปโรงเรียนทุกวัน เจอเพื่อนหลายสิบคน และกลับมาพร้อมกระเป๋านักเรียนกับรองเท้าที่ผ่านมาทั้งวัน ส่วนแมวสองตัวที่เคยนอนบนโซฟาข้างคุณยายทุกเย็น ครอบครัวก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะจัดการอย่างไร คุณพิมรู้ดีว่าการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเป็นงานระยะยาวที่ต้องใช้ทั้งเวลาและกำลังใจ เธอจึงอยากเริ่มต้นให้ถูกตั้งแต่วันแรก ด้วยการทำให้บ้านเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ครอบครัวจะทำได้

ทำไมผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำจึงเปราะบางต่อเชื้อในบ้านมากกว่าที่คิด

ยาเคมีบำบัดทำงานโดยทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ซึ่งรวมถึงเซลล์มะเร็ง แต่ก็กระทบเซลล์ปกติที่แบ่งตัวเร็วด้วย โดยเฉพาะเซลล์ในไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือดขาว เมื่อเม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับแบคทีเรียและเชื้อราลดลงมาก ร่างกายจะอยู่ในภาวะที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อที่ปกติไม่ก่อโรคในคนแข็งแรง สามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วในผู้ป่วยกลุ่มนี้

ผู้ป่วยหลังผ่าตัดใหญ่ก็เผชิญความเสี่ยงคล้ายกัน ร่างกายใช้พลังงานไปกับการซ่อมแซมบาดแผล แผลผ่าตัดเองก็เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย บางรายยังมีสายระบายหรือสายให้ยาติดตัวกลับบ้านด้วย ซึ่งต้องดูแลความสะอาดอย่างเข้มงวด

ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุอย่างคุณแม่สุนีย์ ความเสี่ยงยิ่งทับซ้อนกัน เพราะภูมิคุ้มกันตามวัยก็ลดลงอยู่แล้ว บางท่านมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ร่างกายจึงฟื้นตัวช้ากว่าคนอายุน้อย อาการติดเชื้อในผู้สูงอายุบางครั้งก็ไม่ชัดเจน อาจเริ่มจากแค่ความอ่อนเพลียหรือซึมลง ผู้ดูแลจึงต้องช่างสังเกตเป็นพิเศษ และการลดโอกาสที่เชื้อจะเข้าถึงตัวผู้ป่วยตั้งแต่ต้นทางคือสิ่งที่ทำได้และคุ้มค่าที่สุด

ในบ้านทั่วไปมีแหล่งเชื้อที่เรามองข้ามอยู่หลายจุด ได้แก่

  • สปอร์เชื้อราในอากาศ: โดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศที่ไม่ได้ล้าง ผนังที่มีความชื้น และห้องที่ปิดไว้นาน สำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ การหายใจเอาสปอร์ราเข้าไปเป็นเรื่องที่แพทย์ให้ความระมัดระวัง
  • แบคทีเรียบนพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย: ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ รีโมต ราวบันได ขอบเตียง และโต๊ะข้างเตียง
  • ไวรัสที่มากับผู้มาเยี่ยม: ญาติที่เป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด อาจทิ้งเชื้อไว้ในอากาศและบนสิ่งของ
  • ฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ในผ้า: พรม โซฟาผ้า ผ้าม่าน และที่นอนเก่าสะสมไรฝุ่น ขนสัตว์ และเศษผิวหนัง
  • สัตว์เลี้ยง: แม้จะเป็นกำลังใจที่ดี แต่ขน สะเก็ดผิว และกระบะทรายอาจเป็นแหล่งเชื้อที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยากคือ ผู้ป่วยต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในบ้าน นอนพักในห้องเดิม หายใจอากาศเดิมซ้ำ ๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ความสะอาดของบ้านจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาที่ครอบครัวต้องร่วมรับผิดชอบ

ความเสี่ยงที่ครอบครัวต้องแบก ถ้าบ้านยังไม่พร้อม

สุขภาพและแผนการรักษา

สำหรับผู้ป่วยเคมีบำบัด ไข้เพียงครั้งเดียวในช่วงเม็ดเลือดขาวต่ำอาจหมายถึงการต้องกลับไปนอนโรงพยาบาล รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และในบางกรณีแพทย์อาจต้องเลื่อนการให้ยารอบถัดไปออกไปจนกว่าร่างกายจะฟื้น การเลื่อนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตารางเวลา แต่หมายถึงแผนการรักษาที่ต้องปรับเปลี่ยน และความกังวลที่เพิ่มขึ้นทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว ส่วนผู้ป่วยหลังผ่าตัด การติดเชื้อที่แผลก็ทำให้แผลหายช้า เจ็บปวดมากขึ้น และอาจต้องกลับไปทำแผลหรือผ่าตัดซ้ำ

ผู้ป่วยเคมีบำบัดจำนวนมากยังไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ กลิ่นน้ำยาทำความสะอาด น้ำหอม หรือกลิ่นอับ อาจกระตุ้นให้คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ทรมานอยู่แล้ว การเลือกวิธีทำความสะอาดจึงต้องคิดถึงเรื่องนี้ด้วย

ค่าใช้จ่ายที่บานปลาย

แม้ค่ารักษาหลักบางส่วนจะอยู่ในสิทธิการรักษาหรือประกัน แต่ค่าใช้จ่ายแฝงมีอยู่มาก ทั้งค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าอาหารเสริม ค่าอุปกรณ์ทำแผล ค่าจ้างผู้ช่วยดูแล และรายได้ที่หายไปเมื่อสมาชิกในครอบครัวต้องลางาน ถ้าผู้ป่วยต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลเพราะติดเชื้อ ค่าห้องและค่ายาที่อยู่นอกสิทธิก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

ความรู้สึกผิดและความสัมพันธ์ในครอบครัว

ผู้ดูแลหลายคนแบกความรู้สึกผิดไว้ในใจ ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อ ก็มักโทษตัวเองว่าดูแลไม่ดีพอ บางบ้านเกิดความตึงเครียดระหว่างพี่น้องว่าใครควรรับผิดชอบเรื่องใด บางครั้งต้องปฏิเสธญาติที่อยากมาเยี่ยม ซึ่งทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ส่วนตัวผู้ป่วยเองก็อาจรู้สึกว่าเป็นภาระของลูกหลาน ซึ่งกระทบกำลังใจในการรักษา

เวลาและแรงกาย

คุณพิมต้องลางานในวันที่คุณแม่ไปให้ยา ต้องตื่นเช้ามาเตรียมอาหารที่สุกสะอาด ต้องจัดยา วัดไข้ และคอยสังเกตอาการ การขัดถูบ้านทั้งหลังให้สะอาดระดับที่พยาบาลแนะนำ ในขณะที่ยังต้องทำงานประจำ เป็นภาระที่หนักเกินกว่าคนคนเดียวจะแบกไหวในระยะยาว

วิธีที่ใช้กันทั่วไป และข้อจำกัดที่ผู้ดูแลควรรู้

ในสัปดาห์ก่อนรับคุณแม่กลับบ้าน คุณพิมกับสามีช่วยกันทำความสะอาดแบบที่ครอบครัวทั่วไปทำ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเห็นว่าแต่ละวิธีมีข้อจำกัด

เช็ดถูด้วยน้ำยาฟอกขาวหรือน้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรง: ได้ผลกับพื้นผิวแข็งที่เช็ดถึง แต่กลิ่นฉุนค้างอยู่ในห้องหลายชั่วโมง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยที่คลื่นไส้อยู่แล้วรู้สึกแย่ลง และไม่สามารถใช้กับพรม โซฟาผ้า ผ้าม่าน หรือที่นอนได้

ล้างแอร์ด้วยตัวเอง: การถอดแผ่นกรองมาล้างช่วยเรื่องฝุ่นได้ แต่เชื้อราที่ฝังอยู่ในคอยล์เย็นและพัดลมด้านในยังอยู่ และถ้าล้างไม่ถูกวิธี สปอร์ราอาจฟุ้งกระจายออกมาในห้องมากกว่าเดิม

ใช้เครื่องฟอกอากาศ: เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการกรองฝุ่นและอนุภาคในอากาศระหว่างวัน แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อที่เกาะอยู่บนพื้นผิว เนื้อผ้า และซอกมุมของห้อง

เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท: ช่วยลดความอับชื้น แต่ในกรุงเทพฯ ที่มีฝุ่น PM2.5 ในบางช่วง และบ้านที่อยู่ใกล้ถนน การเปิดหน้าต่างก็นำฝุ่นและมลพิษเข้ามาด้วย ซึ่งไม่ดีต่อผู้ป่วย

ฉีดสเปรย์ปรับอากาศหรือจุดเทียนหอม: กลบกลิ่นอับได้ชั่วคราว แต่เพิ่มสารเคมีในอากาศ และกลิ่นหอมแรง ๆ มักเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยเคมีบำบัดทนไม่ได้

จ้างแม่บ้านทำความสะอาดใหญ่: ช่วยให้บ้านดูสะอาดเรียบร้อย แต่การทำความสะอาดทั่วไปเน้นฝุ่นและคราบที่มองเห็น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อลดเชื้อในอากาศและในทุกซอกมุมของห้อง

คุณพิมสรุปว่า สิ่งที่เธอต้องการคือวิธีที่ฆ่าเชื้อได้ทั่วทั้งห้อง รวมถึงอากาศและเนื้อผ้า โดยไม่ทิ้งกลิ่นหรือสารเคมีไว้ให้คุณแม่ต้องหายใจเข้าไป และต้องทำเสร็จได้รวดเร็วก่อนวันที่คุณแม่กลับบ้าน

มาตรฐานความสะอาดแบบมืออาชีพ: บริการอบโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD

เพื่อนร่วมงานของคุณพิมซึ่งเคยดูแลคุณพ่อที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด แนะนำให้เธอรู้จัก World Health Disinfection หรือ WHD ผู้ให้บริการฆ่าเชื้อที่ทำงานร่วมกับองค์กรกว่าสามร้อยแห่ง ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน สำนักงาน โรงงาน และโรงแรมห้าดาวอย่าง The Ritz-Carlton, Fraser Suites, Andaz และ Dusit International บริการที่เพื่อนแนะนำคือการอบโอโซนฆ่าเชื้อสำหรับบ้าน ซึ่งนำแนวคิดการฆ่าเชื้อทั่วทั้งพื้นที่แบบที่ใช้ในสถานที่ที่ต้องการความสะอาดสูง มาปรับใช้กับบ้านพักอาศัย

บริการนี้ใช้ก๊าซโอโซนหรือ O3 ที่ผลิตจากเครื่อง Master Ozone Generator โอโซนเป็นโมเลกุลที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูง เมื่อกระจายในห้องที่ปิด ก๊าซจะแทรกซึมไปทุกที่ที่อากาศไปถึง ทั้งใต้เตียง หลังตู้ ในเนื้อพรม โซฟาผ้า ผ้าม่าน ที่นอน และช่องลมของเครื่องปรับอากาศ แล้วทำลายเชื้อโรคในระดับโมเลกุล ตามข้อมูลของบริการ โอโซนกำจัดไวรัสรวมถึง SARS-CoV-2 กำจัดแบคทีเรียได้มากกว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ กำจัดสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ และสลายกลิ่นอับ กลิ่นสัตว์เลี้ยง รวมถึงกลิ่นสารเคมีตกค้าง

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยไวต่อกลิ่น จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจนหรือ O2 ตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง ไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นน้ำยาค้างอยู่ในห้อง และเนื่องจากเป็นกระบวนการแห้ง จึงไม่ทำให้ที่นอน เตียงปรับระดับไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปียกหรือเสียหาย

เครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการรับรองและทดสอบโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek สหราชอาณาจักร โดยผลทดสอบของ Intertek ระบุว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีมาตรฐานถึงสิบเท่า สิ่งนี้ทำให้คุณพิมมั่นใจว่ากำลังใช้เครื่องมือที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่ความเชื่อ

ขั้นตอนการทำงานราว 30 นาทีต่อพื้นที่

  1. ช่วงเริ่มต้น 2 นาที: ช่างเทคนิคตรวจความเรียบร้อยของห้อง ให้คน สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด แล้วเปิดเครื่องพร้อมตั้งระดับความเข้มข้นให้เหมาะกับขนาดห้อง
  2. ช่วงกระจายก๊าซ 12 นาที: โอโซนแผ่ไปทั่วห้อง เข้าถึงใต้เตียง ซอกตู้ เนื้อผ้า และช่องลมของเครื่องปรับอากาศ
  3. ช่วงฆ่าเชื้อ 12 นาที: โอโซนทำปฏิกิริยากับไวรัส แบคทีเรีย และสปอร์รา ทำลายในระดับโมเลกุล
  4. ช่วงหยุดระบบ 4 นาที: เครื่องหยุดทำงานเพื่อให้โอโซนสลายตัว ช่างจะเปิดพื้นที่และระบายอากาศ ก่อนอนุญาตให้ทุกคนกลับเข้าห้อง

ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ต้องไม่มีใครอยู่ในห้องระหว่างที่เครื่องทำงาน โดยเฉพาะผู้ป่วย ช่างเทคนิคของ WHD ควบคุมเครื่องตลอด และจะเปิดพื้นที่พร้อมระบายอากาศหลังช่วงหยุดระบบแล้วเท่านั้น ครอบครัวของคุณพิมจึงเลือกนัดอบบ้านในวันก่อนรับคุณแม่กลับ และนัดรอบถัดไปในวันที่คุณแม่ไปให้ยาที่โรงพยาบาล ซึ่งบ้านว่างอยู่แล้ว

10 เหตุผลที่ครอบครัวผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำเลือกอบโอโซนบ้าน

  1. ลดเชื้อทั้งในอากาศและบนพื้นผิว: ต่างจากการเช็ดที่ทำได้เฉพาะจุด โอโซนจัดการทั้งห้องพร้อมกัน
  2. ไม่มีกลิ่นกระตุ้นอาการคลื่นไส้: ไม่มีน้ำหอม ไม่มีกลิ่นน้ำยาค้าง เหมาะกับผู้ป่วยเคมีบำบัดที่ไวต่อกลิ่น
  3. ไร้สารเคมีตกค้าง: โอโซนคืนสภาพเป็นออกซิเจน ผู้ป่วยไม่ต้องหายใจเอาสารตกค้างเข้าไปตลอดวัน
  4. จัดการเชื้อราในเครื่องปรับอากาศ: จุดเสี่ยงสำคัญของห้องนอนที่ผู้ป่วยใช้เวลาอยู่มากที่สุด
  5. เข้าถึงผ้าและเฟอร์นิเจอร์นุ่ม: พรม โซฟา ผ้าม่าน และที่นอน ซึ่งซักหรือเช็ดด้วยน้ำยาได้ยาก
  6. ไม่ทำให้อุปกรณ์การแพทย์ในบ้านเปียก: เตียงไฟฟ้า เครื่องวัดความดัน และเครื่องใช้ไฟฟ้าปลอดภัยจากความชื้น
  7. ทำเสร็จเร็ว นัดได้ตามตารางรักษา: ราวครึ่งชั่วโมงต่อพื้นที่ จัดคิวในวันที่ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลได้สะดวก
  8. เครื่องมือผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ: ทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek
  9. ทีมที่คุ้นเคยกับงานในโรงพยาบาล: WHD ดูแลสถานพยาบาลและองค์กรที่ต้องการมาตรฐานสูงมาแล้วมากมาย
  10. ช่วยลดภาระทางใจของผู้ดูแล: ผู้ดูแลมีเวลาและพลังเหลือไว้ดูแลคนที่รัก แทนที่จะหมดแรงไปกับการขัดถู

ห้องพักฟื้นของคุณแม่สุนีย์ ก่อนและหลัง

ก่อน

  • ห้องเก็บของที่ปิดไว้หลายปี อากาศอับชื้น
  • แอร์เก่ามีคราบดำและกลิ่นเหม็นอับ
  • พรมและโซฟาผ้าสะสมฝุ่นและขนแมว
  • ญาติที่เป็นหวัดแวะมาช่วยจัดบ้าน
  • กลิ่นน้ำยาฟอกขาวทำให้คุณแม่คลื่นไส้
  • คุณพิมกังวลจนนอนไม่หลับ

หลัง

  • ห้องนอนใหม่ได้รับการฆ่าเชื้อทั่วทั้งห้อง
  • อากาศจากแอร์ไม่มีกลิ่นอับอีกต่อไป
  • ห้องนั่งเล่นที่คุณแม่ชอบนั่งสะอาดทั้งพรมและผ้าม่าน
  • มีรอบอบซ้ำตามตารางการให้ยา
  • ไม่มีกลิ่นเคมีรบกวนผู้ป่วย
  • ครอบครัวมีกฎการเยี่ยมที่ชัดเจนและสบายใจขึ้น

คุณพิม บางแค เล่าความรู้สึก

"ตอนแม่ป่วย สิ่งที่หนักที่สุดคือความรู้สึกว่าเราควบคุมอะไรไม่ได้เลย เรื่องยาเราต้องเชื่อหมอ แต่เรื่องบ้านเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้เอง วันที่ทีม WHD มา ช่างถามละเอียดว่าผู้ป่วยจะใช้ห้องไหนบ้าง แนะนำให้เปิดตู้ เปิดประตูห้องน้ำ แล้วให้ทุกคนรวมถึงแมวออกไปรอข้างนอก เราไปนั่งร้านข้าวต้มหน้าหมู่บ้านกัน ไม่นานช่างก็โทรมาบอกว่าระบายอากาศเสร็จแล้ว พอเดินเข้าห้องไม่มีกลิ่นอะไรเลย ไม่มีกลิ่นอับจากแอร์ ไม่มีกลิ่นน้ำยาที่แม่เคยบ่นว่าเวียนหัว วันรับแม่กลับบ้าน แม่พูดว่าห้องนี้หายใจโล่งดีนะลูก ตอนนี้แม่ผ่านการให้ยาไปสี่รอบแล้ว เราจัดรอบอบบ้านในวันที่แม่ไปโรงพยาบาล ทำควบคู่กับการล้างมือและทุกอย่างที่พยาบาลสอน อย่างน้อยเราก็รู้ว่าได้ทำเต็มที่แล้วค่ะ"

หมายเหตุสำคัญ: การอบโอโซนเป็นการฆ่าเชื้อในสิ่งแวดล้อมของบ้าน ไม่ใช่การรักษาโรคและไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ ผู้ดูแลควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์และพยาบาลผู้รักษาเป็นหลัก หากผู้ป่วยมีไข้ ให้ติดต่อโรงพยาบาลทันที

เตรียมบ้านให้พร้อมรับคนที่คุณรักกลับมาพักฟื้น

ให้ทีม WHD อบโอโซนฆ่าเชื้อห้องนอน ห้องนั่งเล่น และเครื่องปรับอากาศด้วย Master Ozone Generator ไร้สารเคมีตกค้าง ไม่มีกลิ่นรบกวนผู้ป่วย ใช้เวลาราว 30 นาทีต่อพื้นที่

ดูบริการและราคา อบโอโซนบ้านผู้ป่วย คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 | LINE @whd268 | อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

โปรโมชั่น: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร เหมาะสำหรับเสริมการดูแลพื้นผิวในห้องผู้ป่วย

เช็กลิสต์สำหรับผู้ดูแล เตรียมบ้านรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ

  • ถามทีมแพทย์ให้ชัดว่าช่วงไหนเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยจะต่ำที่สุด และอาการใดที่ต้องกลับโรงพยาบาลทันที จดไว้ติดตู้เย็น
  • เลือกห้องพักฟื้นที่ใกล้ห้องน้ำ ไม่ต้องขึ้นบันได และมีหน้าต่างที่เปิดระบายอากาศได้ในวันที่คุณภาพอากาศดี
  • ล้างแผ่นกรองแอร์เป็นประจำ และจัดการเชื้อราในเครื่องปรับอากาศก่อนผู้ป่วยกลับบ้าน
  • ลดของที่สะสมฝุ่นในห้องผู้ป่วย เช่น ตุ๊กตา กองหนังสือ และพรมที่ไม่จำเป็น
  • วางเจลแอลกอฮอล์ไว้ที่ประตูบ้านและหน้าห้องผู้ป่วย ให้ทุกคนทำความสะอาดมือก่อนเข้า
  • ตั้งกฎการเยี่ยมอย่างสุภาพ ขอให้ญาติที่มีอาการหวัด ไอ หรือมีไข้ เลื่อนการเยี่ยมหรือโทรคุยแทน
  • ให้สมาชิกที่แข็งแรงเป็นคนดูแลสัตว์เลี้ยงและกระบะทราย และไม่ให้สัตว์เลี้ยงนอนบนเตียงผู้ป่วยในช่วงภูมิคุ้มกันต่ำ
  • วางแผนอบโอโซนฆ่าเชื้อก่อนวันที่ผู้ป่วยกลับบ้าน และจัดรอบซ้ำในวันที่ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อยจากครอบครัวผู้ป่วย

ถาม: ผู้ป่วยต้องอยู่นอกบ้านนานแค่ไหน
ตอบ: กระบวนการแต่ละพื้นที่ใช้เวลาราว 30 นาที รวมช่วงหยุดระบบ ผู้ป่วยและทุกคนต้องอยู่นอกพื้นที่ที่อบจนกว่าช่างจะเปิดห้องและระบายอากาศเรียบร้อย หลายครอบครัวจึงเลือกนัดในวันที่ผู้ป่วยไปโรงพยาบาลหรือก่อนวันรับกลับบ้าน

ถาม: หลังอบแล้วจะมีกลิ่นที่ทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ไหม
ตอบ: โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน ไม่มีสารเคมีหรือน้ำหอมตกค้าง หลังระบายอากาศแล้วห้องจะไม่มีกลิ่นน้ำยาเหมือนการเช็ดด้วยสารเคมีทั่วไป

ถาม: ใช้แทนการทำความสะอาดตามที่พยาบาลแนะนำได้ไหม
ตอบ: ไม่ได้ การอบโอโซนเป็นส่วนเสริม ผู้ดูแลยังต้องล้างมือ ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย และปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมแพทย์ทุกข้อ

ถาม: เตียงไฟฟ้าและอุปกรณ์การแพทย์ในห้องจะเสียหายไหม
ตอบ: กระบวนการนี้แห้ง ไม่ใช้น้ำหรือน้ำยา จึงไม่ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเปียก ช่างจะตรวจพื้นที่และแนะนำการเตรียมห้องก่อนเริ่มงาน

ถาม: ควรอบบ่อยแค่ไหน
ตอบ: ขึ้นอยู่กับสภาพบ้านและแผนการรักษา หลายครอบครัวเลือกอบก่อนผู้ป่วยกลับบ้าน แล้วจัดรอบซ้ำตามรอบการให้ยาหรือหลังมีผู้มาเยี่ยมจำนวนมาก สามารถปรึกษาทีม WHD เพื่อวางแผนให้เหมาะกับครอบครัว

ถาม: บ้านมีสัตว์เลี้ยงทำได้ไหม
ตอบ: ทำได้ เพียงนำสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ระหว่างอบ และพากลับเข้ามาหลังช่างระบายอากาศเสร็จแล้ว นอกจากนี้โอโซนยังช่วยลดกลิ่นสัตว์เลี้ยงที่สะสมในผ้าและพรมได้ด้วย

ถาม: ติดต่อจองคิวได้ทางไหน
ตอบ: โทร 065-556-6294 หรือ LINE @whd268 และดูรายละเอียดบริการพร้อมราคาได้ที่หน้าบริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย

ลิงก์ที่เป็นประโยชน์

ข้อมูลเรื่องการป้องกันการติดเชื้อและสุขภาพ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก องค์การอนามัยโลก และข้อมูลการทดสอบผลิตภัณฑ์จาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: เตรียมบ้านผู้ป่วยเคมีบำบัด, ดูแลผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำที่บ้าน, ทำความสะอาดบ้านผู้ป่วยหลังผ่าตัด, ฆ่าเชื้อห้องผู้ป่วย, อบโอโซนบ้าน, บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, เชื้อราในแอร์

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้