บ้านปลอดเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ สะอาดลึกถึงใยผ้า โดยไม่ต้องแลกกับกลิ่นสารเคมีแรง

Last updated: 21 ก.ย. 2569  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บ้านปลอดเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ สะอาดลึกถึงใยผ้า โดยไม่ต้องแลกกับกลิ่นสารเคมีแรง

บ้านปลอดเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ สะอาดลึกถึงใยผ้า โดยไม่ต้องแลกกับกลิ่นสารเคมีแรง

เรื่องจริงที่หลายครอบครัวเจอ เมื่อความตั้งใจจะทำบ้านให้สะอาดที่สุดเพื่อลูกในท้อง กลับกลายเป็นการสูดดมน้ำยาฉุนทุกวัน และทางออกที่ช่วยให้คุณแม่หายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง

เช้าวันที่คุณแพรวาเวียนหัวเพราะกลิ่นน้ำยาถูพื้น

คุณแพรวา อายุ 31 ปี ทำงานเป็นนักบัญชีในบริษัทแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสองชั้นย่านลาดพร้าว 71 กับสามีและแม่สามีที่อายุเกือบเจ็ดสิบ ตอนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เธอตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนครึ่ง เป็นลูกคนแรกที่ทั้งบ้านรอคอยมานานเกือบสามปี

ตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ ทุกคนในบ้านต่างก็อยากช่วยกันดูแลเธอให้ดีที่สุด แม่สามีเริ่มถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรงวันละสองรอบ สามีซื้อสเปรย์แอลกอฮอล์มาวางไว้ทุกห้อง ส่วนห้องน้ำก็ถูกขัดด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของคลอรีนทุกสุดสัปดาห์ ทุกอย่างเกิดจากความรักและความห่วงใยล้วน ๆ

แต่เช้าวันหนึ่ง หลังจากแม่สามีถูพื้นห้องนั่งเล่นเสร็จ คุณแพรวาเดินลงบันไดมาแล้วรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัวจนต้องนั่งพักที่ขั้นบันได กลิ่นน้ำยาที่ลอยคลุ้งทั้งชั้นล่างทำให้อาการแพ้ท้องที่เพิ่งจะดีขึ้นกลับมาอีกครั้ง เธอเล่าว่า "ช่วงนั้นเหมือนบ้านตัวเองกลายเป็นที่ที่อยู่แล้วไม่สบายใจ อยากให้บ้านสะอาด แต่ก็ไม่อยากสูดกลิ่นพวกนี้ทั้งวัน"

ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น บ้านหลังนี้อายุเกือบยี่สิบปี ห้องนอนชั้นบนที่เตรียมไว้เป็นห้องลูกมีกลิ่นอับจากตู้เสื้อผ้าไม้เก่า ผ้าม่านผืนหนาที่ไม่ได้ซักมาหลายเดือน และแอร์ที่เปิดแล้วมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมาช่วงแรก ๆ ทุกครั้ง คุณแพรวาเริ่มจามบ่อยขึ้นตอนกลางคืน คัดจมูกตอนเช้า และกังวลว่าถ้าลูกคลอดออกมาแล้วต้องนอนในห้องแบบนี้ จะเป็นอย่างไร

เธอลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตตอนดึก ๆ อ่านกระทู้ของคุณแม่คนอื่น ๆ และพบว่าเธอไม่ได้เป็นคนเดียวที่ติดอยู่ระหว่างสองทางเลือก คือจะใช้สารเคมีแรง ๆ ให้บ้านสะอาด หรือจะเลิกใช้แล้วยอมอยู่กับเชื้อโรคและกลิ่นอับ ทั้งที่จริงแล้วยังมีทางเลือกที่สามซึ่งหลายคนยังไม่รู้จัก

คืนหนึ่งสามีของเธอเห็นภรรยานั่งอ่านข้อมูลจนเกือบตีหนึ่ง จึงชวนคุยกันจริงจังว่าอยากให้บ้านเป็นแบบไหนในวันที่ลูกคลอด คำตอบของคุณแพรวาชัดเจนมาก เธออยากได้บ้านที่สะอาดจริง อากาศโปร่ง ไม่มีกลิ่นอับ และไม่มีกลิ่นน้ำยาคลุ้งจนต้องหนีขึ้นห้อง ที่สำคัญคืออยากให้แม่สามีสบายใจด้วยว่าหลานจะได้อยู่ในบ้านที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่บ้านที่ดูสะอาดจากภายนอก บทสนทนาคืนนั้นเองที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มมองหาวิธีฆ่าเชื้อแบบมืออาชีพอย่างจริงจัง

ทำไมช่วงตั้งครรภ์ เรื่องอากาศและความสะอาดในบ้านจึงสำคัญเป็นพิเศษ

ร่างกายของผู้หญิงในช่วงตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระดับฮอร์โมน การหายใจ และระบบภูมิคุ้มกัน คุณแม่หลายคนจึงไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ บางคนได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ก็เวียนหัวแล้ว บางคนป่วยเป็นหวัดง่ายขึ้นและหายช้ากว่าเดิม ทำให้สภาพแวดล้อมในบ้านมีผลต่อความสบายกายและใจของคุณแม่อย่างมาก

ผลกระทบด้านสุขภาพ

เชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามผิวสัมผัส ผ้าม่าน โซฟา หรือที่นอน อาจเป็นต้นเหตุของหวัด ไอเรื้อรัง หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ การเลือกใช้ยาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การป่วยแต่ละครั้งจึงสร้างความกังวลมากกว่าปกติ ส่วนเชื้อราและฝุ่นที่ซ่อนอยู่ในแอร์หรือมุมอับชื้น ก็อาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้ จาม คันตา หรือคัดจมูกจนนอนไม่หลับ

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรงบ่อยครั้งในพื้นที่ปิด ก็อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก คอ หรือปวดศีรษะได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกันโดยไม่ตั้งใจ ข้อมูลจากหน่วยงานด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่าง U.S. EPA Indoor Air Quality ก็ย้ำว่าคุณภาพอากาศในบ้านเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไม่น้อยกว่าอากาศภายนอก

ผลกระทบด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว

เรื่องที่หลายบ้านไม่ค่อยพูดถึงคือ ความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการทำความสะอาดอาจกลายเป็นชนวนความอึดอัดใจ คุณแพรวาเล่าว่าเธอไม่กล้าบอกแม่สามีตรง ๆ ว่ากลิ่นน้ำยาทำให้เธอไม่สบาย เพราะกลัวท่านจะน้อยใจ สุดท้ายเธอเลือกขลุกอยู่ในห้องนอนแทบทั้งวันในวันหยุด ขณะที่สามีรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ตรงกลาง

ผลกระทบด้านเงินและเวลา

ลองคิดดูว่าในหนึ่งเดือน ครอบครัวหนึ่งใช้เงินไปกับน้ำยาหลายยี่ห้อ สเปรย์ฆ่าเชื้อ เจลปรับอากาศ และเครื่องหอมอีกนับไม่ถ้วน แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นกลิ่นอับที่กลับมาทุกครั้งเมื่อปิดแอร์ นอกจากนี้ เวลาที่คนในบ้านต้องใช้ขัดถูทุกวันยังเป็นเวลาที่ควรได้พักผ่อนหรือเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ร่วมกัน

ความกังวลเรื่องผู้สูงอายุและทารกแรกเกิด

บ้านของคุณแพรวามีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย และอีกไม่กี่เดือนก็จะมีทารกแรกเกิด ทั้งสองวัยนี้เป็นกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงเต็มที่หรือเริ่มถดถอยลง การเตรียมบ้านให้มีอากาศสะอาดตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่เพื่อคุณแม่คนเดียว แต่เพื่อทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน

ทำไมวิธีเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยจึงยังไม่ตอบโจทย์คุณแม่ตั้งครรภ์

1. สเปรย์ปรับอากาศและเครื่องหอม ช่วยกลบกลิ่นได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และยังเพิ่มกลิ่นใหม่เข้าไปในอากาศ สำหรับคุณแม่ที่ไวต่อกลิ่น บางครั้งกลิ่นหอมที่แรงเกินไปกลับทำให้คลื่นไส้หนักกว่าเดิม

2. การเช็ดถูด้วยน้ำยาเข้มข้น ทำความสะอาดได้เฉพาะพื้นผิวที่มือเอื้อมถึง เช่น พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเนื้อผ้าม่าน ใยโซฟา ด้านในตู้เสื้อผ้า หรือช่องลมแอร์ได้ และยังอาจทิ้งกลิ่นหรือคราบสารเคมีไว้บนพื้นที่ที่คุณแม่ต้องเดินเท้าเปล่าทุกวัน

3. การเปิดหน้าต่างระบายอากาศ เป็นนิสัยที่ดี แต่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ การเปิดหน้าต่างนาน ๆ ก็หมายถึงการรับฝุ่นควันจากถนนเข้ามาด้วย อีกทั้งไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อที่ฝังอยู่ในเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด

4. การทำเองแบบ DIY เช่น การผสมน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดา หรือการซื้อเครื่องฟอกอากาศเล็ก ๆ มาเปิดทิ้งไว้ อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ความสามารถในการกระจายตัวทั่วห้องยังจำกัด และหลายครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่าวิธีเหล่านั้นจัดการเชื้อได้จริงแค่ไหน

5. การจ้างแม่บ้านทำความสะอาดใหญ่ ทำให้บ้านดูเรียบร้อยขึ้นทันตา แต่งานส่วนใหญ่ยังเป็นการเช็ด กวาด ดูด ซึ่งจัดการได้ดีกับฝุ่นที่มองเห็น ขณะที่เชื้อโรคและกลิ่นที่ฝังลึกยังคงอยู่เหมือนเดิม

สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการจริง ๆ จึงเป็นวิธีที่ฆ่าเชื้อได้ลึกถึงพื้นที่ที่มองไม่เห็น ไม่เปียก ไม่ทิ้งคราบ และที่สำคัญคือไม่หลงเหลือสารเคมีให้สูดดมหลังจากทำเสร็จ

ทางออกที่คุณแพรวาเลือก: บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัยจาก WHD

หลังจากปรึกษากับสามีและอ่านข้อมูลอยู่หลายคืน คุณแพรวาตัดสินใจติดต่อ World Health Disinfection หรือ WHD เพื่อใช้บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือหลักการที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นคือการใช้ก๊าซโอโซน หรือ O3 จากเครื่อง Master Ozone Generator ซึ่งเมื่อทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและกลิ่นเสร็จแล้ว จะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน หรือ O2 ตามธรรมชาติ จึงไร้สารเคมีตกค้าง

ก๊าซโอโซนมีคุณสมบัติกระจายตัวได้ทั่วทั้งห้อง ซึมเข้าไปในเนื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ซอกมุม และพื้นที่ที่การเช็ดหรือพ่นทั่วไปเข้าไม่ถึง โดยไม่ทำให้เปียกหรือสร้างความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากข้อมูลบนหน้าบริการ เครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการรับรองและทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek ประเทศอังกฤษ ซึ่งระบุว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีมาตรฐานถึง 10 เท่า

เรื่องความปลอดภัยที่คุณแม่ต้องรู้ก่อน

สิ่งที่ทีมงาน WHD อธิบายกับคุณแพรวาอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรกคือ ระหว่างที่เครื่องทำงาน ทุกคนในบ้าน รวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ในห้อง ต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญจะเป็นผู้ควบคุมเครื่องตลอดกระบวนการ และจะเปิดพื้นที่พร้อมระบายอากาศหลังช่วงพักระบบก่อนให้ทุกคนกลับเข้าไป ไม่มีการให้ใครอยู่ในห้องขณะที่โอโซนกำลังทำงานเด็ดขาด

ครอบครัวของคุณแพรวาจึงวางแผนพาแม่สามีไปเดินห้างใกล้บ้านในวันนัดหมาย ส่วนคุณแพรวากับสามีก็ถือโอกาสไปซื้อของใช้เตรียมคลอดพร้อมกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน ห้องต่าง ๆ ได้รับการระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว และหากคุณแม่ท่านใดมีข้อกังวลเฉพาะตัวเรื่องสุขภาพครรภ์ การปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนนัดหมายก็เป็นสิ่งที่เราแนะนำเสมอ

ขั้นตอนการทำงาน 30 นาที

  1. นาทีที่ 0–2 เริ่มระบบและควบคุมความเข้มข้น เจ้าหน้าที่ตรวจความพร้อมของพื้นที่ ตั้งค่าเครื่องให้เหมาะกับขนาดห้อง และเริ่มปล่อยโอโซน
  2. นาทีที่ 2–14 กระจายโอโซนทั่วพื้นที่ ก๊าซโอโซนแผ่ไปทั่วห้อง แทรกซึมเข้าสู่ผ้าม่าน ที่นอน โซฟา ตู้เสื้อผ้า และช่องลมแอร์
  3. นาทีที่ 14–26 ฆ่าเชื้อและกำจัดกลิ่น โอโซนทำลายเชื้อโรคในระดับโมเลกุล ทั้งไวรัส แบคทีเรีย และสปอร์เชื้อรา พร้อมสลายโมเลกุลที่เป็นต้นเหตุของกลิ่น
  4. นาทีที่ 26–30 พักระบบก่อนเปิดพื้นที่ เครื่องหยุดทำงาน เจ้าหน้าที่รอให้ถึงเวลาที่กำหนด จากนั้นจึงเปิดพื้นที่และระบายอากาศก่อนให้สมาชิกในบ้านกลับเข้ามา

สำหรับบ้านที่มีหลายห้อง เจ้าหน้าที่จะวางแผนทำทีละโซนให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ ใครที่อยากเข้าใจหลักการทำงานของตัวเครื่องมากขึ้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้าเครื่องโอโซนฆ่าเชื้อ

10 เหตุผลที่ครอบครัวซึ่งกำลังรอลูกน้อยเลือกอบโอโซนบ้านกับ WHD

  1. ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง โอโซนคืนสภาพเป็นออกซิเจนเองตามธรรมชาติ บ้านจึงไม่มีกลิ่นน้ำยาหลงเหลือให้คุณแม่ต้องสูดดมหลังทำเสร็จ
  2. ฆ่าเชื้อได้ครอบคลุม จัดการทั้งไวรัส รวมถึง SARS-CoV-2 แบคทีเรียมากกว่า 99.9% และสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศได้ถึง 99.99% ตามข้อมูลของหน้าบริการ
  3. เข้าถึงจุดที่มือเข้าไม่ถึง ก๊าซแทรกซึมเข้าใยผ้า ฟูกที่นอน ใต้เตียง และซอกตู้ ซึ่งเป็นจุดที่เชื้อโรคชอบซ่อนตัว
  4. ขจัดกลิ่นอับได้จากต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอับชื้น กลิ่นบุหรี่ที่ติดมากับเสื้อผ้าแขก กลิ่นอาหาร หรือกลิ่นสัตว์เลี้ยง แทนที่จะแค่กลบไว้ด้วยน้ำหอม
  5. ช่วยลดสารก่อภูมิแพ้ เหมาะกับบ้านที่คุณแม่หรือคุณพ่อมีอาการจาม คัดจมูก หรือระคายเคืองตาบ่อย ๆ
  6. ไม่เปียก ไม่เสียหาย เฟอร์นิเจอร์ไม้ เบาะผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี หรือเครื่องเสียง ไม่ต้องขนย้ายหรือห่อหุ้มให้วุ่นวาย
  7. ใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาทีต่อรอบ ไม่ต้องลางานทั้งวัน ครอบครัวใช้เวลานั้นออกไปทำธุระนอกบ้านได้สบาย ๆ
  8. เครื่องได้รับการรับรอง Master Ozone Generator ผ่านการทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และ Intertek ประเทศอังกฤษ
  9. ประสบการณ์กับองค์กรกว่า 300 แห่ง ทั้งโรงแรมระดับห้าดาวอย่าง The Ritz-Carlton, Fraser Suites, Andaz และ Dusit International รวมถึงโรงพยาบาล โรงเรียน สำนักงาน และโรงงาน
  10. ดูแลโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานควบคุมเครื่อง จัดการเรื่องเวลาเข้าออกพื้นที่ และระบายอากาศให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบบ้านคืน

ภาพบ้านของคุณแพรวา ก่อนและหลังอบโอโซน

ก่อน

  • ห้องลูกมีกลิ่นอับจากตู้ไม้เก่าและผ้าม่านหนา
  • เปิดแอร์ทีไรได้กลิ่นเปรี้ยว ต้องรอเกือบสิบนาทีกว่าจะจางลง
  • ชั้นล่างคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำยาถูพื้นวันละสองรอบ
  • คุณแพรวาจามทุกคืนและคัดจมูกตอนตื่นนอน
  • ต้องซื้อสเปรย์และน้ำหอมปรับอากาศใหม่เกือบทุกสัปดาห์
  • บรรยากาศในบ้านตึงเครียดเพราะความเห็นไม่ตรงกันเรื่องความสะอาด

หลัง

  • ห้องลูกมีอากาศโปร่ง ไม่มีกลิ่นอับจากตู้และผ้าม่าน
  • เปิดแอร์แล้วได้ลมเย็นสดชื่น ไม่มีกลิ่นแปลก ๆ
  • แม่สามีลดการใช้น้ำยาแรงเหลือเพียงถูพื้นด้วยน้ำสะอาดตามปกติ
  • อาการจามตอนกลางคืนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • เลิกซื้อเครื่องหอมหลายชนิดที่ไม่จำเป็น
  • ทุกคนในบ้านสบายใจที่ได้เตรียมห้องให้หลานคนแรกด้วยกัน

เสียงจากคุณแม่: ความรู้สึกหลังใช้บริการ

"ตอนแรกกังวลมากค่ะ เพราะคำว่าฆ่าเชื้อในหัวเราคือกลิ่นน้ำยาฉุน ๆ แต่พอเจ้าหน้าที่อธิบายว่าโอโซนจะกลับเป็นออกซิเจน และเราต้องออกจากบ้านระหว่างที่เครื่องทำงาน ก็รู้สึกว่าเขาจริงใจกับเรา วันนั้นพาคุณแม่สามีไปกินข้าวข้างนอก กลับมาถึงบ้านห้องก็ระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่สังเกตได้คือกลิ่นอับในห้องลูกหายไปจริง ๆ ไม่มีกลิ่นหอมอะไรมากลบเลย เป็นกลิ่นของห้องที่สะอาดเฉย ๆ คืนนั้นนอนหลับสบายกว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ดีใจที่สุดคือคุณแม่สามีบอกเองว่าไม่ต้องถูพื้นด้วยน้ำยาแรง ๆ แล้วก็ได้ บ้านเราเลยกลับมาเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายใจอีกครั้งค่ะ"
— คุณแพรวา, ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

หลังจากนั้นสามีของคุณแพรวายังตั้งใจว่าจะนัดทำอีกครั้งก่อนวันคลอดประมาณหนึ่งเดือน เพื่อให้ห้องลูกและห้องนั่งเล่นพร้อมที่สุดในวันที่พาลูกกลับบ้าน ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายครอบครัวเลือกทำเช่นกัน

เช็กลิสต์เตรียมบ้านต้อนรับลูกน้อย ใช้ร่วมกับการอบโอโซน

การอบโอโซนเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่จะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับนิสัยการดูแลบ้านที่ดีในชีวิตประจำวัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ครอบครัวของคุณแพรวาทำควบคู่กันไป และคุณแม่ท่านอื่นก็นำไปปรับใช้ได้ทันที

  • เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม หลายครอบครัวนิยมอบโอโซนช่วงไตรมาสที่สอง ซึ่งคุณแม่เริ่มแข็งแรงพอที่จะออกไปทำธุระนอกบ้านได้สะดวก และอีกครั้งก่อนคลอดราวหนึ่งเดือน
  • ซักผ้าม่านและผ้าปูที่นอนก่อนวันนัด เพื่อลดฝุ่นที่มองเห็นได้ แล้วปล่อยให้โอโซนจัดการกับเชื้อโรคและกลิ่นที่ฝังลึกกว่านั้น
  • ล้างแผ่นกรองแอร์ตามรอบ ร่วมกับการอบโอโซนที่ช่วยจัดการสปอร์เชื้อราในระบบปรับอากาศ
  • ลดจำนวนผลิตภัณฑ์น้ำยาในบ้าน เลือกใช้เฉพาะที่จำเป็น และไม่ผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกัน
  • ย้ายต้นไม้และสัตว์เลี้ยงออกก่อนวันนัด เตรียมที่พักชั่วคราวให้เรียบร้อย เพื่อให้วันทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
  • จดคำถามไว้ถามเจ้าหน้าที่ เช่น ห้องไหนควรทำก่อน ต้องปิดประตูหน้าต่างห้องไหนบ้าง และควรกลับเข้าบ้านเมื่อไร

เกร็ดความรู้เล็ก ๆ คือ การรักษาความสะอาดในบ้านที่ดีไม่ได้หมายถึงการใช้น้ำยาให้มากที่สุด แต่หมายถึงการเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละปัญหา ข้อมูลด้านการป้องกันโรคติดต่อจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีสำหรับครอบครัวที่อยากดูแลสุขอนามัยในบ้านอย่างถูกต้อง

หลังกลับเข้าบ้าน คุณแม่ควรทำอะไรต่อ

หลายคนถามว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งมอบพื้นที่คืนแล้ว ต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้องขัดถูหรือล้างอะไรซ้ำ เพราะโอโซนไม่ได้ทิ้งคราบหรือสารเคลือบไว้บนพื้นผิว สิ่งที่ครอบครัวของคุณแพรวาทำหลังกลับเข้าบ้านมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น

อย่างแรก เปิดหน้าต่างให้ลมพัดผ่านเพิ่มอีกสักระยะตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพื่อให้อากาศในบ้านถ่ายเทเป็นธรรมชาติ อย่างที่สอง ค่อย ๆ นำต้นไม้และสัตว์เลี้ยงกลับเข้าบ้านหลังจากพื้นที่เปิดใช้งานได้แล้ว อย่างที่สาม สังเกตความรู้สึกของตัวเองและคนในบ้านในช่วงสองสามวันแรก ว่ากลิ่นอับหรืออาการจามตอนกลางคืนเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนการดูแลบ้านในครั้งต่อไป

คุณแพรวาเล่าว่าเธอจดบันทึกสั้น ๆ ไว้ในโทรศัพท์ทุกเช้า ภายในหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าตื่นมาพร้อมจมูกที่โล่งขึ้นเกือบทุกวัน และไม่ต้องหยิบสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดก่อนเข้าห้องลูกอีกเลย ข้อสังเกตเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้ทั้งครอบครัวมั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้คุ้มค่า

สำหรับบ้านที่เพิ่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เปลเด็ก หรือตู้เสื้อผ้าใหม่เข้ามา ซึ่งมักมีกลิ่นกาวหรือกลิ่นสีติดมาด้วย การอบโอโซนก็ช่วยลดกลิ่นสารเคมีตกค้างเหล่านี้ได้เช่นกัน ทำให้ห้องลูกพร้อมใช้งานเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้กลิ่นจางเองเป็นเดือน นี่เป็นอีกเหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนเลือกนัดเจ้าหน้าที่หลังจากจัดห้องลูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับลูกน้อย ตั้งแต่วันนี้

ให้ทีมงาน WHD ดูแลบ้านของคุณด้วยการอบโอโซนที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนในบ้านที่อากาศสะอาดและกลิ่นสดชื่น

ดูบริการและราคา อบโอโซนบ้าน คลิกที่นี่

โทร 065-556-6294 | LINE @whd268 | อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com

โปรโมชัน: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร

คำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์ถามบ่อย

1. คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ในบ้านระหว่างอบโอโซนได้ไหม

ไม่ได้ครับ ระหว่างที่เครื่องทำงาน ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ เจ้าหน้าที่จะควบคุมเครื่องตลอดเวลา และเปิดพื้นที่ระบายอากาศหลังช่วงพักระบบก่อนให้ทุกคนกลับเข้าไป

2. หลังทำเสร็จจะมีสารเคมีตกค้างหรือกลิ่นน้ำยาไหม

โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ จึงไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างเหมือนน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป หลังระบายอากาศแล้วบ้านจะไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นน้ำยามากลบ

3. ควรอบโอโซนตอนตั้งครรภ์กี่เดือน

ไม่มีกฎตายตัว หลายครอบครัวเลือกช่วงที่คุณแม่สะดวกออกจากบ้านได้สบาย และทำอีกครั้งก่อนคลอด หากมีข้อกังวลเรื่องสุขภาพครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนนัดหมาย

4. เฟอร์นิเจอร์และของใช้เด็กที่ซื้อมาใหม่จะเสียหายไหม

โอโซนเป็นก๊าซ จึงไม่ทำให้เปียกหรือเกิดคราบ ไม่สร้างความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้เด็ก เช่น เปลหรือเบาะรถเข็น วางไว้ในห้องระหว่างทำได้ตามปกติ

5. ใช้เวลานานแค่ไหน

กระบวนการต่อหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 30 นาที แบ่งเป็นการเริ่มระบบ 2 นาที กระจายโอโซน 12 นาที ฆ่าเชื้อ 12 นาที และพักระบบ 4 นาที สำหรับบ้านหลายห้องจะวางแผนทำเป็นโซน

6. กำจัดเชื้อราในแอร์ได้ด้วยหรือเปล่า

ได้ครับ ตามข้อมูลของหน้าบริการ โอโซนช่วยกำจัดสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศได้ถึง 99.99% ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นเปรี้ยวตอนเปิดแอร์

7. มีโปรโมชันอะไรบ้าง

เมื่อใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร สอบถามรายละเอียดได้ที่ LINE @whd268

บทความและบริการที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูลภายนอกที่น่าเชื่อถือ: องค์การอนามัยโลก (WHO) และ กรมควบคุมโรค

คีย์เวิร์ด: บ้านปลอดเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์, อบโอโซนบ้าน, โอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, ฆ่าเชื้อในบ้านไร้สารเคมีตกค้าง, เตรียมห้องลูกก่อนคลอด, กำจัดกลิ่นอับในบ้าน, เครื่องโอโซน Master Ozone Generator

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้