Last updated: 21 ก.ย. 2569 | 7 จำนวนผู้เข้าชม |
เรื่องจริงที่หลายครอบครัวเจอ เมื่อความตั้งใจจะทำบ้านให้สะอาดที่สุดเพื่อลูกในท้อง กลับกลายเป็นการสูดดมน้ำยาฉุนทุกวัน และทางออกที่ช่วยให้คุณแม่หายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
คุณแพรวา อายุ 31 ปี ทำงานเป็นนักบัญชีในบริษัทแห่งหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสองชั้นย่านลาดพร้าว 71 กับสามีและแม่สามีที่อายุเกือบเจ็ดสิบ ตอนที่เล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง เธอตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนครึ่ง เป็นลูกคนแรกที่ทั้งบ้านรอคอยมานานเกือบสามปี
ตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ ทุกคนในบ้านต่างก็อยากช่วยกันดูแลเธอให้ดีที่สุด แม่สามีเริ่มถูพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรงวันละสองรอบ สามีซื้อสเปรย์แอลกอฮอล์มาวางไว้ทุกห้อง ส่วนห้องน้ำก็ถูกขัดด้วยน้ำยาที่มีส่วนผสมของคลอรีนทุกสุดสัปดาห์ ทุกอย่างเกิดจากความรักและความห่วงใยล้วน ๆ
แต่เช้าวันหนึ่ง หลังจากแม่สามีถูพื้นห้องนั่งเล่นเสร็จ คุณแพรวาเดินลงบันไดมาแล้วรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัวจนต้องนั่งพักที่ขั้นบันได กลิ่นน้ำยาที่ลอยคลุ้งทั้งชั้นล่างทำให้อาการแพ้ท้องที่เพิ่งจะดีขึ้นกลับมาอีกครั้ง เธอเล่าว่า "ช่วงนั้นเหมือนบ้านตัวเองกลายเป็นที่ที่อยู่แล้วไม่สบายใจ อยากให้บ้านสะอาด แต่ก็ไม่อยากสูดกลิ่นพวกนี้ทั้งวัน"
ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น บ้านหลังนี้อายุเกือบยี่สิบปี ห้องนอนชั้นบนที่เตรียมไว้เป็นห้องลูกมีกลิ่นอับจากตู้เสื้อผ้าไม้เก่า ผ้าม่านผืนหนาที่ไม่ได้ซักมาหลายเดือน และแอร์ที่เปิดแล้วมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมาช่วงแรก ๆ ทุกครั้ง คุณแพรวาเริ่มจามบ่อยขึ้นตอนกลางคืน คัดจมูกตอนเช้า และกังวลว่าถ้าลูกคลอดออกมาแล้วต้องนอนในห้องแบบนี้ จะเป็นอย่างไร
เธอลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตตอนดึก ๆ อ่านกระทู้ของคุณแม่คนอื่น ๆ และพบว่าเธอไม่ได้เป็นคนเดียวที่ติดอยู่ระหว่างสองทางเลือก คือจะใช้สารเคมีแรง ๆ ให้บ้านสะอาด หรือจะเลิกใช้แล้วยอมอยู่กับเชื้อโรคและกลิ่นอับ ทั้งที่จริงแล้วยังมีทางเลือกที่สามซึ่งหลายคนยังไม่รู้จัก
คืนหนึ่งสามีของเธอเห็นภรรยานั่งอ่านข้อมูลจนเกือบตีหนึ่ง จึงชวนคุยกันจริงจังว่าอยากให้บ้านเป็นแบบไหนในวันที่ลูกคลอด คำตอบของคุณแพรวาชัดเจนมาก เธออยากได้บ้านที่สะอาดจริง อากาศโปร่ง ไม่มีกลิ่นอับ และไม่มีกลิ่นน้ำยาคลุ้งจนต้องหนีขึ้นห้อง ที่สำคัญคืออยากให้แม่สามีสบายใจด้วยว่าหลานจะได้อยู่ในบ้านที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่บ้านที่ดูสะอาดจากภายนอก บทสนทนาคืนนั้นเองที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มมองหาวิธีฆ่าเชื้อแบบมืออาชีพอย่างจริงจัง
ร่างกายของผู้หญิงในช่วงตั้งครรภ์เปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระดับฮอร์โมน การหายใจ และระบบภูมิคุ้มกัน คุณแม่หลายคนจึงไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ บางคนได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ก็เวียนหัวแล้ว บางคนป่วยเป็นหวัดง่ายขึ้นและหายช้ากว่าเดิม ทำให้สภาพแวดล้อมในบ้านมีผลต่อความสบายกายและใจของคุณแม่อย่างมาก
เชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามผิวสัมผัส ผ้าม่าน โซฟา หรือที่นอน อาจเป็นต้นเหตุของหวัด ไอเรื้อรัง หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์ การเลือกใช้ยาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การป่วยแต่ละครั้งจึงสร้างความกังวลมากกว่าปกติ ส่วนเชื้อราและฝุ่นที่ซ่อนอยู่ในแอร์หรือมุมอับชื้น ก็อาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้ จาม คันตา หรือคัดจมูกจนนอนไม่หลับ
ในอีกด้านหนึ่ง การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกลิ่นแรงบ่อยครั้งในพื้นที่ปิด ก็อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูก คอ หรือปวดศีรษะได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อผสมน้ำยาหลายชนิดเข้าด้วยกันโดยไม่ตั้งใจ ข้อมูลจากหน่วยงานด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่าง U.S. EPA Indoor Air Quality ก็ย้ำว่าคุณภาพอากาศในบ้านเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไม่น้อยกว่าอากาศภายนอก
เรื่องที่หลายบ้านไม่ค่อยพูดถึงคือ ความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการทำความสะอาดอาจกลายเป็นชนวนความอึดอัดใจ คุณแพรวาเล่าว่าเธอไม่กล้าบอกแม่สามีตรง ๆ ว่ากลิ่นน้ำยาทำให้เธอไม่สบาย เพราะกลัวท่านจะน้อยใจ สุดท้ายเธอเลือกขลุกอยู่ในห้องนอนแทบทั้งวันในวันหยุด ขณะที่สามีรู้สึกว่าตัวเองติดอยู่ตรงกลาง
ลองคิดดูว่าในหนึ่งเดือน ครอบครัวหนึ่งใช้เงินไปกับน้ำยาหลายยี่ห้อ สเปรย์ฆ่าเชื้อ เจลปรับอากาศ และเครื่องหอมอีกนับไม่ถ้วน แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นกลิ่นอับที่กลับมาทุกครั้งเมื่อปิดแอร์ นอกจากนี้ เวลาที่คนในบ้านต้องใช้ขัดถูทุกวันยังเป็นเวลาที่ควรได้พักผ่อนหรือเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ร่วมกัน
บ้านของคุณแพรวามีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วย และอีกไม่กี่เดือนก็จะมีทารกแรกเกิด ทั้งสองวัยนี้เป็นกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงเต็มที่หรือเริ่มถดถอยลง การเตรียมบ้านให้มีอากาศสะอาดตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่เพื่อคุณแม่คนเดียว แต่เพื่อทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน
1. สเปรย์ปรับอากาศและเครื่องหอม ช่วยกลบกลิ่นได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และยังเพิ่มกลิ่นใหม่เข้าไปในอากาศ สำหรับคุณแม่ที่ไวต่อกลิ่น บางครั้งกลิ่นหอมที่แรงเกินไปกลับทำให้คลื่นไส้หนักกว่าเดิม
2. การเช็ดถูด้วยน้ำยาเข้มข้น ทำความสะอาดได้เฉพาะพื้นผิวที่มือเอื้อมถึง เช่น พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู แต่ไม่สามารถเข้าไปถึงเนื้อผ้าม่าน ใยโซฟา ด้านในตู้เสื้อผ้า หรือช่องลมแอร์ได้ และยังอาจทิ้งกลิ่นหรือคราบสารเคมีไว้บนพื้นที่ที่คุณแม่ต้องเดินเท้าเปล่าทุกวัน
3. การเปิดหน้าต่างระบายอากาศ เป็นนิสัยที่ดี แต่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ การเปิดหน้าต่างนาน ๆ ก็หมายถึงการรับฝุ่นควันจากถนนเข้ามาด้วย อีกทั้งไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อที่ฝังอยู่ในเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องปรับอากาศแต่อย่างใด
4. การทำเองแบบ DIY เช่น การผสมน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดา หรือการซื้อเครื่องฟอกอากาศเล็ก ๆ มาเปิดทิ้งไว้ อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ความสามารถในการกระจายตัวทั่วห้องยังจำกัด และหลายครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่าวิธีเหล่านั้นจัดการเชื้อได้จริงแค่ไหน
5. การจ้างแม่บ้านทำความสะอาดใหญ่ ทำให้บ้านดูเรียบร้อยขึ้นทันตา แต่งานส่วนใหญ่ยังเป็นการเช็ด กวาด ดูด ซึ่งจัดการได้ดีกับฝุ่นที่มองเห็น ขณะที่เชื้อโรคและกลิ่นที่ฝังลึกยังคงอยู่เหมือนเดิม
สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการจริง ๆ จึงเป็นวิธีที่ฆ่าเชื้อได้ลึกถึงพื้นที่ที่มองไม่เห็น ไม่เปียก ไม่ทิ้งคราบ และที่สำคัญคือไม่หลงเหลือสารเคมีให้สูดดมหลังจากทำเสร็จ
หลังจากปรึกษากับสามีและอ่านข้อมูลอยู่หลายคืน คุณแพรวาตัดสินใจติดต่อ World Health Disinfection หรือ WHD เพื่อใช้บริการโอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย สิ่งที่ทำให้เธอสนใจคือหลักการที่เรียบง่ายแต่ได้ผล นั่นคือการใช้ก๊าซโอโซน หรือ O3 จากเครื่อง Master Ozone Generator ซึ่งเมื่อทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและกลิ่นเสร็จแล้ว จะสลายตัวกลับเป็นออกซิเจน หรือ O2 ตามธรรมชาติ จึงไร้สารเคมีตกค้าง
ก๊าซโอโซนมีคุณสมบัติกระจายตัวได้ทั่วทั้งห้อง ซึมเข้าไปในเนื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ซอกมุม และพื้นที่ที่การเช็ดหรือพ่นทั่วไปเข้าไม่ถึง โดยไม่ทำให้เปียกหรือสร้างความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากข้อมูลบนหน้าบริการ เครื่อง Master Ozone Generator ผ่านการรับรองและทดสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ Intertek ประเทศอังกฤษ ซึ่งระบุว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีมาตรฐานถึง 10 เท่า
สิ่งที่ทีมงาน WHD อธิบายกับคุณแพรวาอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่แรกคือ ระหว่างที่เครื่องทำงาน ทุกคนในบ้าน รวมถึงคุณแม่ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง และต้นไม้ในห้อง ต้องออกจากพื้นที่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญจะเป็นผู้ควบคุมเครื่องตลอดกระบวนการ และจะเปิดพื้นที่พร้อมระบายอากาศหลังช่วงพักระบบก่อนให้ทุกคนกลับเข้าไป ไม่มีการให้ใครอยู่ในห้องขณะที่โอโซนกำลังทำงานเด็ดขาด
ครอบครัวของคุณแพรวาจึงวางแผนพาแม่สามีไปเดินห้างใกล้บ้านในวันนัดหมาย ส่วนคุณแพรวากับสามีก็ถือโอกาสไปซื้อของใช้เตรียมคลอดพร้อมกัน เมื่อกลับมาถึงบ้าน ห้องต่าง ๆ ได้รับการระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว และหากคุณแม่ท่านใดมีข้อกังวลเฉพาะตัวเรื่องสุขภาพครรภ์ การปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนนัดหมายก็เป็นสิ่งที่เราแนะนำเสมอ
สำหรับบ้านที่มีหลายห้อง เจ้าหน้าที่จะวางแผนทำทีละโซนให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ ใครที่อยากเข้าใจหลักการทำงานของตัวเครื่องมากขึ้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หน้าเครื่องโอโซนฆ่าเชื้อ
"ตอนแรกกังวลมากค่ะ เพราะคำว่าฆ่าเชื้อในหัวเราคือกลิ่นน้ำยาฉุน ๆ แต่พอเจ้าหน้าที่อธิบายว่าโอโซนจะกลับเป็นออกซิเจน และเราต้องออกจากบ้านระหว่างที่เครื่องทำงาน ก็รู้สึกว่าเขาจริงใจกับเรา วันนั้นพาคุณแม่สามีไปกินข้าวข้างนอก กลับมาถึงบ้านห้องก็ระบายอากาศเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่สังเกตได้คือกลิ่นอับในห้องลูกหายไปจริง ๆ ไม่มีกลิ่นหอมอะไรมากลบเลย เป็นกลิ่นของห้องที่สะอาดเฉย ๆ คืนนั้นนอนหลับสบายกว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ดีใจที่สุดคือคุณแม่สามีบอกเองว่าไม่ต้องถูพื้นด้วยน้ำยาแรง ๆ แล้วก็ได้ บ้านเราเลยกลับมาเป็นบ้านที่อยู่แล้วสบายใจอีกครั้งค่ะ"
— คุณแพรวา, ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
หลังจากนั้นสามีของคุณแพรวายังตั้งใจว่าจะนัดทำอีกครั้งก่อนวันคลอดประมาณหนึ่งเดือน เพื่อให้ห้องลูกและห้องนั่งเล่นพร้อมที่สุดในวันที่พาลูกกลับบ้าน ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายครอบครัวเลือกทำเช่นกัน
การอบโอโซนเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่จะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับนิสัยการดูแลบ้านที่ดีในชีวิตประจำวัน ต่อไปนี้คือสิ่งที่ครอบครัวของคุณแพรวาทำควบคู่กันไป และคุณแม่ท่านอื่นก็นำไปปรับใช้ได้ทันที
เกร็ดความรู้เล็ก ๆ คือ การรักษาความสะอาดในบ้านที่ดีไม่ได้หมายถึงการใช้น้ำยาให้มากที่สุด แต่หมายถึงการเลือกวิธีที่เหมาะกับแต่ละปัญหา ข้อมูลด้านการป้องกันโรคติดต่อจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีสำหรับครอบครัวที่อยากดูแลสุขอนามัยในบ้านอย่างถูกต้อง
หลายคนถามว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งมอบพื้นที่คืนแล้ว ต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ คำตอบคือไม่ต้องขัดถูหรือล้างอะไรซ้ำ เพราะโอโซนไม่ได้ทิ้งคราบหรือสารเคลือบไว้บนพื้นผิว สิ่งที่ครอบครัวของคุณแพรวาทำหลังกลับเข้าบ้านมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น
อย่างแรก เปิดหน้าต่างให้ลมพัดผ่านเพิ่มอีกสักระยะตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ เพื่อให้อากาศในบ้านถ่ายเทเป็นธรรมชาติ อย่างที่สอง ค่อย ๆ นำต้นไม้และสัตว์เลี้ยงกลับเข้าบ้านหลังจากพื้นที่เปิดใช้งานได้แล้ว อย่างที่สาม สังเกตความรู้สึกของตัวเองและคนในบ้านในช่วงสองสามวันแรก ว่ากลิ่นอับหรืออาการจามตอนกลางคืนเปลี่ยนไปอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนการดูแลบ้านในครั้งต่อไป
คุณแพรวาเล่าว่าเธอจดบันทึกสั้น ๆ ไว้ในโทรศัพท์ทุกเช้า ภายในหนึ่งสัปดาห์ เธอสังเกตเห็นว่าตื่นมาพร้อมจมูกที่โล่งขึ้นเกือบทุกวัน และไม่ต้องหยิบสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดก่อนเข้าห้องลูกอีกเลย ข้อสังเกตเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้ทั้งครอบครัวมั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้คุ้มค่า
สำหรับบ้านที่เพิ่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เปลเด็ก หรือตู้เสื้อผ้าใหม่เข้ามา ซึ่งมักมีกลิ่นกาวหรือกลิ่นสีติดมาด้วย การอบโอโซนก็ช่วยลดกลิ่นสารเคมีตกค้างเหล่านี้ได้เช่นกัน ทำให้ห้องลูกพร้อมใช้งานเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้กลิ่นจางเองเป็นเดือน นี่เป็นอีกเหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนเลือกนัดเจ้าหน้าที่หลังจากจัดห้องลูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ให้ทีมงาน WHD ดูแลบ้านของคุณด้วยการอบโอโซนที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนในบ้านที่อากาศสะอาดและกลิ่นสดชื่น
ดูบริการและราคา อบโอโซนบ้าน คลิกที่นี่โทร 065-556-6294 | LINE @whd268 | อีเมล worldhealthdisinfection@gmail.com
โปรโมชัน: ใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร
ไม่ได้ครับ ระหว่างที่เครื่องทำงาน ทุกคนต้องออกจากพื้นที่ รวมถึงสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ เจ้าหน้าที่จะควบคุมเครื่องตลอดเวลา และเปิดพื้นที่ระบายอากาศหลังช่วงพักระบบก่อนให้ทุกคนกลับเข้าไป
โอโซนสลายตัวกลับเป็นออกซิเจนตามธรรมชาติ จึงไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างเหมือนน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป หลังระบายอากาศแล้วบ้านจะไม่มีกลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นน้ำยามากลบ
ไม่มีกฎตายตัว หลายครอบครัวเลือกช่วงที่คุณแม่สะดวกออกจากบ้านได้สบาย และทำอีกครั้งก่อนคลอด หากมีข้อกังวลเรื่องสุขภาพครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนนัดหมาย
โอโซนเป็นก๊าซ จึงไม่ทำให้เปียกหรือเกิดคราบ ไม่สร้างความเสียหายต่อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้เด็ก เช่น เปลหรือเบาะรถเข็น วางไว้ในห้องระหว่างทำได้ตามปกติ
กระบวนการต่อหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 30 นาที แบ่งเป็นการเริ่มระบบ 2 นาที กระจายโอโซน 12 นาที ฆ่าเชื้อ 12 นาที และพักระบบ 4 นาที สำหรับบ้านหลายห้องจะวางแผนทำเป็นโซน
ได้ครับ ตามข้อมูลของหน้าบริการ โอโซนช่วยกำจัดสปอร์เชื้อราในเครื่องปรับอากาศได้ถึง 99.99% ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นเปรี้ยวตอนเปิดแอร์
เมื่อใช้บริการตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับฟรีบริการพ่นฆ่าเชื้อเกรดการแพทย์ด้วย CHEMGENE HLD4H จากสหราชอาณาจักร สอบถามรายละเอียดได้ที่ LINE @whd268
แหล่งข้อมูลภายนอกที่น่าเชื่อถือ: องค์การอนามัยโลก (WHO) และ กรมควบคุมโรค
#บ้านปลอดเชื้อ #คุณแม่ตั้งครรภ์ #โอโซนฆ่าเชื้อ #อบโอโซนบ้าน #ไร้สารเคมีตกค้าง #เตรียมห้องลูก #กำจัดกลิ่นอับ #WorldHealthDisinfection
คีย์เวิร์ด: บ้านปลอดเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์, อบโอโซนบ้าน, โอโซนฆ่าเชื้อในที่พักอาศัย, ฆ่าเชื้อในบ้านไร้สารเคมีตกค้าง, เตรียมห้องลูกก่อนคลอด, กำจัดกลิ่นอับในบ้าน, เครื่องโอโซน Master Ozone Generator